I Shall Seal The Heaven Chapter 589

0 Comments

ตอนที่ 589

เรื่องเล่าสมัยโบราณ

ถึงแม้ว่าภายในใจเมิ่งฮ่าวกำลังเต้นถี่รัว แต่สีหน้าก็ไม่ได้แสดงถึงร่องรอยใดๆ เขาแค่มองไปยังจื่อเซียงพร้อมกับยิ้มอย่างลี้ลับออกมา

นางกระพริบตา เมื่อพิจารณาจากสีหน้าของเมิ่งฮ่าว ก็ยากที่จะบอกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และนางได้แต่ก่นด่าสาปแช่งความเจ้าเล่ห์ของเขาอยู่ในใจ

“เมื่อท่านไม่ต้องการจะบอกข้า พวกเราก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้” นางกล่าวต่อพร้อมกับหัวเราะออกมา “จากข้อตกลงของพวกเราในครั้งก่อน ท่านต้องช่วยข้าหนึ่งเรื่อง” ดวงตาที่ดูสดใสและงดงามราวกับเป็นจันทร์สองดวงของจื่อเซียง แฝงแววเจ้าเล่ห์ขณะที่มองมายังเมิ่งฮ่าว

“ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้ว พวกเราไม่มีข้อตกลงกันอย่างเป็นทางการ แต่จากการที่เจ้าได้ช่วยข้ามาเมื่อหลายปีก่อนนั้น ก็ไม่เป็นไรที่ข้าจะตอบแทนเจ้าบ้าง เรื่องเล็กๆ ข้าอาจจะช่วยเจ้าได้ แต่เรื่องอื่นๆ ที่ยุ่งยากซับซ้อน ข้าคงช่วยไม่ได้” เมิ่งฮ่าวหัวเราะออกมา ลมเจือจางเมฆบางเบา

“ไม่จำเป็นต้องรีบปฏิเสธเช่นนี้ ถ้าช่วยข้า ท่านก็จะได้ผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน ด้วยความรอบคอบของท่าน ข้ารู้ดีว่าท่านต้องทำความเข้าใจทั้งหมดก่อนที่จะตัดสินใจ” จื่อเซียงเชื่อมั่นว่า หลังจากที่กล่าวคำอธิบายทั้งหมดออกมา เมิ่งฮ่าวต้องไม่อาจจะปฏิเสธเป็นแน่

“ให้ข้าบอกท่านถึงความเป็นจริง หลังจากนั้น ท่านค่อยตัดสินใจเองว่าจะช่วยข้าหรือไม่ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับท่านเท่านั้น” จู่ๆ สายลมก็พัดมา ทำให้เส้นผมของจื่อเซียง ทันใดนั้นก็กระจายไปทั่วใบหน้า ทำให้นางดูมีเสน่ห์อย่างสุดที่จะพรรณนาออกมาได้

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ไม่พูดอะไรออกมา แต่คิดว่าจะรอฟังดูว่าทำไมจื่อเซียงถึงได้มายังสถานที่แห่งนี้

“พวกเราพบกันครั้งแรกที่สะพานเซียนเดินหน ข้าคิดว่าท่านคงรู้แล้วว่า สะพานแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นโดย หนึ่งในสามจักรพรรดิอสูร แห่งสำนักเซียนอสูร!”

“สามอสูรที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นคือ ซวงถู่เยาตี้ (จักรพรรดิอสูรดินยะเยือก), คูเหยียนเยาตี้ (จักรพรรดิอสูรไฟมอดไหม้) และเซี่ยซานเยาตี้ (จักรพรรดิอสูรปะการังโลหิต) ท่านแค่มองขึ้นไป ก็จะเห็นที่อยู่อาศัยของสามอสูรผู้ยิ่งใหญ่ ในโลกแห่งภาพลวงตาสมัยโบราณแห่งนี้” เพื่อยืนยันคำพูดอันน่าตกใจของนาง จื่อเซียงยกมือที่ขาวราวกับหยกของนางชี้ขึ้นไปในท้องฟ้า

จิตใจเมิ่งฮ่าวหมุนคว้าง ไม่เคยคาดคิดว่าจื่อเซียงจะเปิดเผยเรื่องราวอันน่าตกใจเช่นนี้ออกมา เขามองขึ้นไปยังสามภูเขาอสูรที่ลอยกลับหัวอยู่ด้านบน ตอนแรกที่เขามองเห็นภูเขาอสูรทั้งสาม เขาก็คาดเดาเอาเองอยู่ภายในใจ แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินคำอธิบายของจื่อเซียง เขาก็นำมาประมวลรวมเข้ากับสิ่งที่เขารู้ จึงค่อนข้างจะแน่ใจว่านางไม่ได้โกหก!

ในสามอสูรผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเซียนอสูร ผู้ที่สร้างสะพานเซียนเดินหน ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็น ซวงถู่เยาตี้ หานซาน!

ม่านตาเมิ่งฮ่าวหดเล็กลง มองขึ้นไปยังภูเขาแห่งน้ำแข็งที่อยู่ห่างไกล และมีความรู้สึกถึงความแปลกแยกบางอย่าง ราวกับว่ามันได้ผนึกตัวเองออกไปจากโลกแห่งนี้

“นานมาแล้วในขุนเขาทะเลที่เก้า สำนักเซียนอสูรเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าในสำนักนี้มีราชันหลี่อยู่ และท่านก็เป็นผู้ก่อตั้งสำนักเซียนอสูร!”

“ท่านเป็นราชันแห่งขุนเขาทะเลที่เก้าก่อนหน้าตระกูลจี้…ท่ามกลางผู้ใต้บังคับบัญชาของราชันหลี่ มีสองขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งคอยค้ำจุนสวรรค์ และสามอสูรผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ธรรม! แน่นอนว่า หนึ่งในยอดขุนพลนั้นไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเป็นราชันจี้ในเวลาต่อมา” จื่อเซียงกล่าวคำพูดทั้งหมดนี้ออกมาอย่างราบเรียบ แต่ก็ทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าเคร่งขรึม ขณะที่มองกลับไปยังสามภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ด้านบน ขณะที่เขาดึงสายตากลับมามองยังจื่อเซียง ก็ตระหนักว่าจู่ๆ เขาก็อยากรู้มากขึ้นกว่าเดิมว่า เป้าหมายที่นางเข้ามาในสำนักเซียนอสูรแห่งนี้คืออะไรกันแน่

“ข้าคือศิษย์ของสำนักเซียนอสูร” นางกล่าวต่อ “ดังนั้นข้าจึงรู้เรื่องทั้งหมดนี้บ้างเล็กน้อย สำนักเซียนอสูรมีทั้งหมดสี่สวรรค์ สวรรค์ชั้นแรกประกอบด้วยเจ็ดยอดเขา สวรรค์ชั้นที่สองประกอบด้วยสามภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่ สวรรค์ชั้นที่สามถูกสร้างขึ้นมาจากสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์…สำหรับสวรรค์ชั้นที่สี่ นั่นก็คือที่พักอาศัยของ…ราชันหลี่!”

“นั่นก็คือสำนักเซียนอสูร ซึ่งครั้งหนึ่ง…เคยเป็นสำนักอันดับหนึ่งในขุนเขาทะเลที่เก้า!” พูดถึงจุดนี้ ดวงตาจื่อเซียงก็สาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ซึ่งดูเหมือนจะประกอบด้วยความภาคภูมิใจและหยิ่งในศักดิ์ศรี

“สิ่งที่ถูกเรียกว่าสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ ข้าคิดว่าท่านคงจะคาดเดาได้แล้ว อันที่จริงก็เป็นกองกำลังที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของราชันหลี่ ทั้งสองขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ต่างก็มีตระกูลของพวกมันตั้งอยู่บนดินแดนแห่งนี้ เนื่องจากการให้บริการที่พิเศษเฉพาะของพวกมัน ในที่สุดราชันหลี่จึงได้มอบคำว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ให้กับดินแดนของพวกมัน”

“ดังนั้น…ดินแดนทั้งสองแห่งนี้จึงเป็น สองดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่แห่งขุนเขาทะเลที่เก้า!”

“สำหรับนามของสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่นี้ หนึ่งมีแซ่ฟาง และอีกหนึ่ง…เป็นนามที่ไม่อาจจะพูดออกมาได้ในโลกนี้ โดยที่ไม่เกิดมหันตภัยอันร้ายแรง แต่ในตอนนี้ พวกเราได้แต่เรียกว่าจี้เท่านั้น!” ขณะที่คำพูดของจื่อเซียงผ่านเข้าไปในหูเมิ่งฮ่าว จิตใจเขาก็เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่ม นี่เป็นครั้งล่าสุดที่เขามีความเข้าใจต่อเรื่องราวในสมัยโบราณนี้มากที่สุด!

เมิ่งฮ่าวรู้เรื่องที่ตระกูลจี้ได้ครอบครองขุนเขาทะเลที่เก้า และกลายเป็นราชันคนใหม่มานานแล้ว แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่า ยังมียอดขุนพลของราชันหลี่อื่นอีก ซึ่งมาจากตระกูลฟาง! ทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวหมุนเคว้งคว้าง

ฉับพลันนั้นเขาก็คิดไปถึงฟางอวี๋ และตระกูลฟางที่อยู่ในดินแดนตะวันออก!

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขามีความรู้สึกว่าตระกูลฟางนี้ เป็นแซ่ฟางเดียวกับยอดขุนพลผู้นั้น รวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน แต่เขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่า ตระกูลฟางนี้จะมีต้นตระกูลที่น่าตกใจเช่นนั้น!

“เมื่อคิดถึงความน่าอัศจรรย์ใจของสองตระกูลยอดขุนพล และสามจักรพรรดิอสูรผู้ยิ่งใหญ่อย่างน่าตกใจนี้แล้ว ถ้าเช่นนั้น…เมื่อพวกมันอยู่ใต้การบังคับบัญชาของราชันหลี่ ข้าก็ต้องสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ว่า ราชันหลี่จะแข็งแกร่งทรงพลังมากแค่ไหน!?” ในทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็รำลึกไปถึงคำพูดที่เคยได้ยิน ตอนที่อยู่ในชั้นแปดสิบของเจดีย์เซียนอสูร

“เมื่อราชันหลี่บรรลุเต๋า ท่านก็ตัดสินใจว่าจะไม่ผูกขาดชีวิตแห่งสวรรค์ไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่ได้นำชีวิตเหล่านั้นกลับคืนไปยังมวลชนทั้งหมด ท่านทำให้ไม่อาจจะมองเห็นอาณาจักรเต๋า และกำหนดให้จำกัดอายุอันยืนยาว ท่านผนึกเส้นทางที่จะก้าวไปหาท่าน และไม่ได้ปรากฏขึ้นในรูปแบบของกายเนื้ออีกต่อไป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองก็ถูกบังคับให้ต้องผนึกตัวเองไป!”

“นอกจากนี้ ภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่ทั้งสามก็ถูกผนึกด้วยเช่นกัน!”

“หลังจากนั้น ราชันหลี่ก็พ่ายแพ้ บางคนกล่าวว่าท่านได้หายตัวไป บางคนก็กล่าวว่าท่านได้ตายไปแล้วในช่วงของการต่อสู้ มีตำนานมากมายที่กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ในที่สุด ก็มีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นสงครามที่มีผลกระทบต่อขุนเขาทะเลที่เก้าทั้งหมด สุดท้าย…สวรรค์แห่งหลี่ก็ถูกแทนที่ และตระกูลจี้ก็ได้รับชัยชนะ!”

“สำนักเซียนอสูรเป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนั้น และผลลัพธ์ก็คือถูกทำลายไป…สะพานเซียนเดินหนก็แตกกระจายไปด้วยเช่นกัน สามภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่พังทลายลง และสามอสูรผู้ยิ่งใหญ่ก็ตายไป จี้กลายเป็นราชันคนใหม่ และตระกูลฟางก็แยกตัวออกไป”

“ขณะที่สำนักเซียนอสูรมาถึงจุดจบ ผู้ที่รอดชีวิตจำนวนหยิบมือได้หลบหนีไป รวมตัวเข้าด้วยกันก่อตั้งเป็นสำนักเซียนอสูรยุคใหม่”

“สงครามครั้งนั้นทำให้ขุนเขาทะเลที่เก้าตกอยู่ในห้วงแห่งความหวาดกลัว…ถึงแม้ข้าจะไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเอง แต่ในบันทึกของสำนักก็ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน” เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ จื่อเซียงก็หยุดลง

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ชั่วขณะ หายใจเข้าไปอย่างเร่งร้อน คลื่นยักษ์พุ่งขึ้นมาในจิตใจ จากข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้มา ดูเหมือนว่าสิ่งที่จื่อเซียงกล่าวมา แม้ว่าอาจจะไม่ถูกต้องไปทั้งหมด แต่ก็คงเป็นเรื่องจริงอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดในสิบส่วน

“นั่นก็คือเรื่องราวของสำนักเซียนอสูร!” จื่อเซียงกล่าวต่อ

“ภายในสำนักเซียนอสูร มีมรดกอันยิ่งใหญ่อยู่สองชิ้น หนึ่งก็คือสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างน่าตกใจไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้า คัมภีร์…ซานไห่จิง จากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา คัมภีร์เล่มนี้ประกอบด้วยเก้าม้วนตำรา ตำราแต่ละม้วนสามารถทำให้ผู้ที่ได้ครอบครอง มีสิทธิ์ที่จะเป็นซานไหจู่! (ราชันแห่งขุนเขาทะเล)”

“หลายปีก่อน ราชันหลี่ได้ครอบครองตำราม้วนที่เก้า!”

“โชคร้ายที่มีเพียงหนทางเดียว ที่จะได้ครอบครองซานไห่จิง (คัมภีร์ขุนเขาทะเล) ซึ่งราชันหลี่ได้กำหนดเป็นวิธีที่พิเศษเฉพาะไว้ หลังจากที่ท่านพ่ายแพ้ มรดกของท่านก็กระจายหายไป แม้แต่ราชันจี้ในตอนนี้ ก็มีความรู้เกี่ยวกับซานไห่จิงเพียงแค่หางอึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คัมภีร์ที่แท้จริง”

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม ในท่ามกลางราชันแห่งจิ่วซานไห่อันยิ่งใหญ่ทั้งเก้า ราชันจี้ถึงได้อ่อนแอมากที่สุด!”

“สำหรับมรดกอีกชิ้นของสำนักเซียนอสูร มีเกราะป้องกันมากมายปกป้องมันไว้ ปัจจุบันนี้ ยากที่จะหาใครมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ต้องการ แต่…ข้าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามนั้น! นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมข้าถึงได้มายังที่แห่งนี้เพื่อจะได้ครอบครอง…ร่างเซียนอสูร!” ถึงแม้นางจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่ในตอนที่กล่าวสามคำสุดท้ายออกมา ดวงตานางก็สาดประกายด้วยแสงแปลกๆ

เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็ทำให้ดวงตาเมิ่งฮ่าววาววับขึ้น

“นานมาแล้ว” จื่อเซียงกล่าวต่อไปอย่างช้าๆ “ราชันหลี่ได้กลั่นสกัดร่างกายของตนเอง ให้กลายเป็นร่างอวตารที่ถูกเรียกว่า ร่างเซียนอสูร ใครก็ตามที่ได้ครอบครองร่างนั้น ก็จะสามารถฝึกฝนเวทอสูรได้ง่ายมากขึ้น จริงๆ แล้ว คนที่ได้ร่างนั้นก็จะกลับไปอยู่ในสถานะที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ได้เกิดใหม่เป็นวิญญาณแห่งอสูร และจากนั้นก็จะกลายเป็นอสูรที่ยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต่อต้าน!”

“ด้วยเช่นนั้น ก็จะสามารถดูดซับปราณอสูรแห่งขุนเขาทะเลที่เก้าเข้าไปได้ และสามารถแย่งโชคชะตามาจากตระกูลจี้ได้!”

“สิ่งที่ข้าต้องการไม่อาจจะทำสำเร็จได้ตามลำพัง เพื่อที่จะได้รับโอกาสนี้ ข้าต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังของทุกคนในสำนักเซียนอสูร ดังนั้น ถ้าท่านช่วยข้า ท่านไม่เพียงแต่จะช่วยข้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยทั้งสำนักเซียนอสูร”

“เมื่อถึงคราวจำเป็น หลังจากที่ท่านบรรลุถึงขั้นเซียนอมตะ พวกเราสามารถจะให้ที่พักพิงแก่ท่านในโลกด้านนอก อันที่จริง พวกเราอาจจะรับท่านเข้ามาร่วมด้วยก็ได้!”

“ทำไมต้องเป็นข้า?” เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเองอย่างไม่ค่อยใส่ใจ มองไปยังจื่อเซียง

“ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านไม่มากนักในอาณาจักรที่สองนี้ แต่ในอาณาจักรที่สาม ถ้าท่านยินดีจะช่วย ท่านก็สามารถช่วยให้ข้าเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมาก”

“อันที่จริง ข้าไม่ได้สนใจในสิ่งที่ท่านสามารถทำได้มากนัก บางทีการที่ท่านมีตัวตนของเคอจิ่วซือ ก็แสดงให้เห็นว่า ท่านมีโชคชะตาอันลี้ลับบางอย่าง ที่เชื่อมต่อกับสำนักเซียนอสูร…บางทีนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม พลังคำสาปแช่งในสะพานเซียนเดินหนจึงไม่มีผลกระทบต่อท่าน!”

“พลังคำสาปแช่งนั้นไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นความคับแค้นใจของกลุ่มคนที่ตายไปในสำนักเซียนอสูรเมื่อปีนั้น พวกมันรู้สึกคับแค้นใจต่อราชันหลี่, ราชันจี้ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ความรู้สึกเช่นนั้นได้บ่มเพาะมาเป็นเวลาถึงเก้าหมื่นปี จนในที่สุดก็กลายเป็นคำสาปแช่ง”

“เนื่องจากคำสาปเหล่านั้น ใครก็ตามที่ไปแตะต้องสัมผัสสิ่งของ ของสำนักเซียนอสูรโบราณผิดเวลา ก็จะเป็นการไปรบกวนวิญญาณที่ตายไปแล้ว และคนผู้นั้นจะต้องตายไปในทันที!”

“มีเพียงช่วงเวลาที่อาณาจักรที่สามเปิดออกเท่านั้น ถึงจะได้ครอบครองโชควาสนา ในช่วงเวลานั้นคำสาปแช่งก็จะอ่อนแอลงมากที่สุด”

“แม้จะเป็นเช่นนั้น…ก็ยังมีบางพื้นที่หลัก ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พลังคำสาปแช่งไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องให้ท่านช่วย…เพื่อสร้างเป็นเส้นทางไปยังสถานที่ ที่ข้าต้องการจะเข้าไปในอาณาจักรที่สาม!”

“อาณาจักรที่สาม?” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายด้วยแสงอันคมกริบขึ้นมาในทันที

จื่อเซียงหัวเราะอย่างสบายๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผิดคาดต่อคำถามนี้เท่าใดนัก สีหน้านางสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย กล่าวตอบว่า “สองอาณาจักรแรกแห่งสำนักเซียนอสูรโบราณต้องถูกเปิดออกอย่างแน่นอน แต่อาณาจักรที่สามขึ้นกับโชคชะตาและวาสนา การเข้าไปในอาณาจักรนั้นต้องบังเอิญโชคดีเป็นพิเศษ แต่ก็ให้เข้าไปได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น และจากนั้นก็จะเปิดเป็นเส้นทางให้กับทุกคนที่อยู่ในอาณาจักรที่สอง”

“ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่ท่านทะลวงผ่านเจดีย์เซียนอสูรได้ทุกชั้น ขั้นบันไดซึ่งยืดยาวขึ้นไปในสวรรค์ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งพวกเราทุกคนมองเห็นได้ นั่นก็คือโชคชะตา และเป็นเส้นทางเข้าไปในอาณาจักรที่สาม แต่ทางเข้านั้นเปิดขึ้นให้ท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นท่านเพียงคนเดียวที่จะใช้มันเข้าไปในอาณาจักรที่สามได้”

“เมื่อไหร่ที่ท่านเข้าไปในอาณาจักรที่สาม ภาพลวงตาที่อยู่รอบๆ ร่างพวกเราก็จะหายไป ทุกคนจะปรากฏตัวตามท่านไปในอาณาจักรที่สาม”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะหึๆ แต่ก็ไม่กล่าวอะไรออกมา อย่างไรก็ตามจื่อเซียงก็ตอบรับด้วยการหัวเราะเสียงแผ่วเบาอันงดงามของนางออกมา

“ไม่ต้องกังวลไป” นางกล่าว “ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน เพื่อให้เข้าไปในอาณาจักรที่สาม ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือนี้ก็คือกลุ่มคนทั้งหมดที่มาจากดาวหนานเทียน สำนักเซียนอสูรได้เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว และในที่สุดก็ได้ค้นพบวิธีที่จะให้ข้าเข้าไปในอาณาจักรที่สามด้วยตัวข้าเอง แต่ทันทีที่ข้าเข้าไปได้สำเร็จ ทุกคนก็จะเข้าไปได้เช่นเดียวกัน”

เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดชั่วครู่แล้วกล่าวขึ้น “แล้วข้าจะได้อะไร”

จื่อเซียงชำเลืองมองมายังเมิ่งฮ่าวแวบหนึ่ง อันที่จริง คำพูดของเขานี้ ได้ทำให้จิตใจนางเริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น นางไม่ได้กลัวต่อข้อเรียกร้องจากเมิ่งฮ่าว ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เขาต้องได้จากการที่คนทั้งสองทำงานร่วมกันด้วยความราบรื่น

“ภายในสำนักเซียนอสูร มีสระน้ำเซียนอสูรอยู่ สระน้ำนั้นจะนำไปสู่สถานที่แห่งหนึ่ง ข้าวางแผนจะเข้าไปที่นั่น ขณะที่อยู่ในอาณาจักรที่สอง เพื่อที่จะรักษาคุณสมบัติที่จะเข้าไปได้ในภายหลัง ด้วยกลยุทธ์การปิดฟ้าข้ามทะเล ข้าก็สามารถเข้าไปในสระน้ำเซียนอสูรที่แท้จริงในอาณาจักรที่สามได้…ซึ่งเป็นสถานที่ ที่ข้าจะได้รับวาสนาในการเปลี่ยนร่างของข้าให้กลายเป็นร่างเซียนอสูร!”

“ถ้าท่านช่วยข้า ก็เหมือนกับการช่วยตัวท่านเอง พวกเราสามารถใช้สระน้ำเซียนอสูรร่วมกัน ด้วยการอาบน้ำนั่น ถึงแม้ท่านจะไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับร่างเซียนอสูร แต่ร่างกายท่านก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ!”

“พูดอีกอย่างก็คือ ความโชคดีนี้จะเป็นของพวกเราเพียงสองคนเท่านั้น!” เมื่อพูดจบ จื่อเซียงก็มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความจริงใจอย่างที่สุด

เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วขณะ ขณะที่เขาวิเคราะห์ว่า จะสามารถเชื่อถือในสิ่งที่จื่อเซียงพูดมาได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากผ่านไปนานสักพัก ดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ” เมิ่งฮ่าวกล่าว ด้วยเหตุผลบางอย่าง สีหน้าที่ค่อนข้างเขินอายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า คนที่ไม่รู้จักเขาดีพอก็อาจจะคิดว่า สีหน้าเช่นนี้ทำให้เขาดูน่ารักมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก แต่สำหรับคนที่รู้จักตัวตนเขาเป็นอย่างดี เมื่อได้เห็นสีหน้าเช่นนั้นก็จะรู้สึกเกลียดชังเป็นอย่างยิ่ง…

——————

ลมเจือจางเมฆบางเบา (风轻云淡 = เฟิงชิงอวิ๋นต้าน) หมายถึง ท่าดีทีเหลวปิดฟ้าข้ามทะเล (瞒天过海 = หมานเทียนกว้อไห่) หมายถึง แอบทำอย่างลับๆ

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: