I Shall Seal The Heaven Chapter 658

0 Comments

ตอนที่ 658

สุราจากบ้านเกิด

บุรุษชุดแดงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเป็นหนึ่งในสามผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลเทียนเหอ หยางหุนเซิ่ง (ผู้ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณหยาง) แห่งสำนักหยางหุนเต้า! (เต๋าแห่งวิญญาณหยาง)

มันเป็นผู้ที่หลงงมงายในชุดสีแดง และสามกระบี่ของมันสามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสวรรค์และปฐพี ครั้งสุดท้ายที่มหันตภัยอสูรเข้ามาทำลายเมืองไห่เฉิง มันได้ควงสามกระบี่นี้ต้านทานไว้แต่เพียงผู้เดียว ปราณกระบี่ของมันพุ่งทะลวงออกไปจนถึงวงแหวนที่สอง

ซึ่งน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง และทำให้ฝูงอสูรตกใจกลัวจนต้องหลบหนีจากไป

เมิ่งฮ่าวเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะมาถึงวงแหวนที่สาม ดังนั้น เมื่อบุรุษชุดแดงปรากฏขึ้น เขาก็คาดเดาได้อย่างง่ายดายว่าคนผู้นี้คือใคร

ในตอนนี้ ปลายกระบี่แห่งกาลเวลาของเมิ่งฮ่าว กดทับตรงไปยังหยางหุนเซิ่ง ในขณะที่สามกระบี่ของหยางหุนเซิ่งหยุดอยู่ห่างจากเมิ่งฮ่าวเจ็ดชุ่น (1 ชุ่น ยาวประมาณ 1 นิ้ว) กระจายกลิ่นอายอันเย็นยะเยียบออกมา

คนทั้งสองจ้องมองซึ่งกันและกัน ขณะที่พยายามแอบดิ้นรนไปมา นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของวิชาเวท แต่เป็นการทดสอบเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่สังเกตดูไม่อาจจะมองเห็นหรือได้ยินสิ่งใดๆ แต่สำหรับคนทั้งสอง ทุกสรรพสิ่งกำลังส่งเสียงดังกระหึ่มอย่างรุนแรง สายฟ้าปะทุขึ้นมา และโลกแห่งนี้ก็ดูเหมือนใกล้จะพังทลายลงไป แม้แต่สายลมก็ยังพัดไหลย้อนกลับ

หยางหุนเซิ่งในชุดแดงมองไปยังเมิ่งฮ่าว ม่านตามันค่อยๆ หดเล็กลง “เจ้าไม่อาจจะสู้กับข้าได้”

“และท่านก็ไม่อาจจะสังหารข้าได้” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเยือกเย็น

หยางหุนเซิ่งมองกลับมายังเมิ่งฮ่าวอย่างเงียบๆ มันต้องยอมรับว่าสิ่งที่เมิ่งฮ่าวกล่าวมาเป็นความจริง มันไม่มีทางจะสังหารเขาได้ พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวแปลกเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่อาจจะบอกได้ว่าทำไม แต่ก็ทำให้มันรู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวสามารถเหยียบย่ำไปทั่วทั้งเมืองไห่เฉิงในทะเลเทียนเหอแห่งนี้

ราวกับว่า…เขามีการเชื่อมต่ออย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้กับสถานที่แห่งนี้ทั้งหมด

ทันใดนั้นหยางหุนเซิ่งก็ยกมือขวาขึ้นมา และโบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้สามกระบี่หายไปในทันที เมื่อพวกมันปรากฏขึ้นใหม่ ก็หมุนวนอยู่รอบๆ ร่างมัน

ในเวลาเดียวกันนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกาย และปลายกระบี่แห่งกาลเวลาก็บินกลับมาหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างเขา

หยางหุนเซิ่งมองมายังเมิ่งฮ่าว และจากนั้นก็กล่าวขึ้นช้าๆ “ในอดีตที่ผ่านมา ข้าเคยสาบานไว้ว่าจะไม่สังหารผู้ฝึกตนอีก กระบี่ของข้าจะสังหารบุคคลภายนอกเท่านั้น!”

“เจ้าสามารถอยู่ในทะเลเทียนเหอได้ แต่ข้าไม่พอใจกลิ่นอายของเจ้า ถ้าข้าพบว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปีศาจทะเลแห่งวงแหวนที่สอง…ข้าก็คงจะถูกบังคับให้ต้องใช้ของวิเศษแห่งบรรพบุรุษของหยางหุนเต้า และใช้พลังค้นหาเต๋าของมันเพื่อกำจัดเจ้า”

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังบุรุษชุดแดง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้คนทั้งสองได้พุ่งกระบี่เข้าหากัน แต่เขาก็พบว่ามันไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจ อันที่จริง เขารับรู้ได้ว่ามันเป็นคนที่หยิ่งยโส และไม่ใช่คนที่ชอบพูดปด

บุคคลเช่นนี้ ค่อนข้างเรียบง่าย มีหลักการที่ยากจะสั่นคลอนได้

“ข้าจะทำ เท่าที่ข้าพอใจ” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า เป็นแสงที่เย็นชา

ดวงตาของหยางหุนเซิ่งเคร่งขรึมด้วยแสงเย็นชาเช่นเดียวกัน สีหน้ามันเยือกเย็น มองเมิ่งฮ่าวเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็หันหลังจากไป

ก่อนที่มันจะทันได้จากไป เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้าต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ที่จะรวบรวมวิญญาณสัญลักษณ์เวทเหล่านั้น”

หยางหุนเซิ่งหยุดลงและมองกลับไป “สัญลักษณ์เวทเหล่านี้เป็นของสามสำนัก”

เมิ่งฮ่าวไม่ได้กล่าวตอบในทันที แต่ตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอาขวดน้ำเต้าที่มีสุราอยู่ด้านใน โยนออกไป

หยางหุนเซิ่งจับมันไว้ เมื่อมองลงไปเพื่อตรวจสอบ ก็ต้องเพ่งมองด้วยความงุนงง

“นั่นคือสุราจากบ้านเกิดของข้า” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ “ข้าได้นำมันมาด้วย ตอนที่จากมา”

หยางหุนเซิ่งมองไปยังขวดสุรา จากนั้นก็มองกลับไปยังเมิ่งฮ่าว มันครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ สีหน้าไร้ความรู้สึก จากนั้นก็หันหลังและจากไป ขณะที่ทำเช่นนั้น มันก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้วิญญาณสัญลักษณ์เวทหนึ่งหมื่นชิ้น ที่มันนำไป ทันใดนั้นก็แวบขึ้น ขณะที่มันตัดการเชื่อมต่อกับวิญญาณสัญลักษณ์เวทเหล่านั้น จากนั้นพวกมันก็พุ่งกลับมาวนอยู่รอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวมองไป จากนั้นก็กลายเป็นลำแสงหลากสี หายลับไปในชั่วพริบตา

สองสามวันหลังจากนั้น บนเกาะเล็กๆ ในวงแหวนที่สาม เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิ วิญญาณสัญลักษณ์เวทหนึ่งหมื่นชิ้นหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างเขาคล้ายกับเป็นเกราะป้องกัน

นกแก้วอยู่ที่เบื้องหน้าเขา จ้องมองไปด้วยโทสะ ขณะที่ผีโต้งยืนอยู่ข้างนกแก้ว

ทั้งสามเผชิญหน้าซึ่งกันและกันในลักษณะนี้ จนเกือบจะครบสิบลมหายใจ

“ห้าสิ่งมีชีวิตที่มีขน ห้ามต่อรอง เมื่ออู่เหยียเสี่ยงชีวิต ก็ต้องมีสิ่งตอบแทน!”

“ใช่แล้ว ซานเหยียก็ต้องการสามคนชั่ว! ห้ามต่อรอง! เมื่อข้าบอกว่าสาม ก็หมายความว่าสาม!”

เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบและมีท่าทางปวดหัว หลังจากผ่านไปนานสักพัก ก็ดูเหมือนว่าพยายามที่จะฝืนพยักหน้า เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวยินยอม นกแก้วก็หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็โยนขนของมันออกมา ซึ่งลอยไปไม่ไกลมากนัก และเสียงปะทุก็ดังขึ้น ทันใดนั้น ขนของมันก็กลายเป็นภูเขาที่ซ้อนทับกันของหัวใจอสูร

ผีโต้งก็มีท่าทางภาคภูมิใจกับตัวเองเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน มันอ้าปากออก และพ่นแสงหลากสีออกมา กลายเป็นภูเขาลูกที่สองของหัวใจอสูร

เมิ่งฮ่าวแอบหัวเราะอยู่ภายในใจ เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเจ้าสองตัวนี้ ความต้องการของพวกมันเรียบง่ายมาก แต่ก็รู้ว่าถ้าเขายินยอมรวดเร็วเกินไป หรือทำให้พวกมันรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดนัก ก็จะทำให้มีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก

ดังนั้น เขาจึงจงใจแสร้งทำเป็นครุ่นคิดและพยายามฝืนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เจ้าสองตัวนี้พึงพอใจ

เมื่อจัดการกับพวกมันเสร็จสิ้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็เลื่อนไปมองยังสองภูเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ของหัวใจอสูร เห็นได้ชัดว่าพวกมันมีมากกว่าหนึ่งแสนดวง

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ดูเหมือนว่าเกือบครึ่งหนึ่งเป็นหัวใจอสูรระดับกลาง ยังมีแม้แต่ระดับสูงขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งทำให้การเก็บสะสมในครั้งนี้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

“ข้าอยากรู้นักว่าจะสามารถใช้หัวใจอสูร เพื่อทำการคัดลอกสิ่งของด้วยกระจกทองแดงได้หรือไม่?” พร้อมกับดวงตาที่วาววับ เขาก้มหน้าลงไปครุ่นคิด ตอนนี้อันตรายสูงสุดที่เขาต้องเผชิญก็คืออันตรายอันร้ายแรงจากปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง

“พื้นฐานฝึกตนของเฒ่าประหลาดนั่นสูงเป็นอย่างยิ่ง ข้าไม่อาจจะต่อสู้กับมันได้เลย มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำได้ก็คือ…หาวิธีหลบหนีไปจากมันในครั้งต่อไป เมื่อข้าต้องไปเผชิญหน้ากับมัน” เขามองไปยังปลายกระบี่แห่งกาลเวลา

“ถ้าข้ามีปลายกระบี่สิบชิ้นหรือมากกว่านั้น ก็สามารถก่อตัวพวกมันขึ้นเป็นค่ายกลกระบี่ดอกบัว ด้วยเช่นนั้น บางทีข้าอาจจะทำให้มันประหลาดใจได้บ้าง…แต่โชคร้ายที่ข้าไม่มีหินลมปราณเพียงพอ” เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และจากนั้นดวงตาก็เริ่มสาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า

“ข้าสามารถคัดลอกกระบี่ไม้แห่งกาลเวลา ด้วยระดับพื้นฐานฝึกตนของข้าในตอนนี้ ก็น่าจะสามารถผนึกเจ็ดวงจรหกสิบปีของกาลเวลาเข้าไปในกระบี่ได้ ถ้าข้ามีกระบี่ไม้แห่งกาลเวลามากกว่าหนึ่งร้อยเล่ม…”

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็สามารถปลดปล่อยรูปแบบที่สามของค่ายกลกระบี่ดอกบัวออกมาได้ ข้าอยากรู้นักว่ามันจะทรงพลังมากแค่ไหน” เมื่อครุ่นคิดมาถึงจุดนี้ เมิ่งฮ่าวก็หยิบกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาออกมาในทันที จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และเริ่มผนึกเวลาเข้าไป

ตลอดช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เสียงระเบิดดังกระหึ่มกึกก้องออกมาเป็นระยะ คิ้วเมิ่งฮ่าวขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา ในวันสุดท้าย คิ้วที่ขมวดอยู่ก็หายไป ที่กำลังลอยอยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้เป็นกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาที่เขาสร้างขึ้นมา

มองเห็นเป็นลายไม้ได้อย่างชัดเจน และเมื่อพลังแห่งกาลเวลากระจายออกมาจากตัวกระบี่เล่มนี้ ก็ประกอบไปด้วยระลอกคลื่นของเจ็ดวงจรหกสิบปีแห่งกาลเวลา เมิ่งฮ่าวไม่มีอาวุธเวทอื่นอีก ที่จะมีพลังแห่งกาลเวลาได้มากมายเท่านี้

“กระบี่ไม้แห่งกาลเวลาอื่นๆ ทั้งหมดถูกทำลายไปในขั้นตอนการสร้าง นี่ก็คือกระบี่เล่มเดียวที่ยังเหลืออยู่ แต่มันก็คุ้มค่า…เพราะข้าคิดว่าสำเร็จแค่ชิ้นเดียวก็เพียงพอแล้ว” จากนั้นเขาก็หยิบเอากระจกทองแดงออกมา และเริ่มทำการคัดลอก

แต่โชคร้าย ที่ต้องใช้หินลมปราณจำนวนมากมายเพื่อคัดลอกกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาที่ประกอบด้วยเจ็ดวงจรหกสิบปีแห่งเวลา ครั้งนี้ความเจ็บปวดที่เมิ่งฮ่าวรู้สึกอยู่ในใจเป็นของจริง สุดท้ายเขาใช้หินลมปราณในถุงสมบัติทั้งหมดไป เพื่อคัดลอกกระบี่ไม้ขึ้นมาได้สิบเล่ม

ถ้ารวมกับเล่มดั้งเดิม ทำให้เขามีทั้งหมดสิบเอ็ดเล่มในตอนนี้

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ เขาก็พยายามที่จะใช้หัวใจอสูรเพื่อคัดลอกของบางอย่าง หลังจากที่ใส่หัวใจอสูรเข้าไปในกระจกเจ็ดถึงแปดดวง หลังจากที่สังเกตดูผลลัพธ์ เขาก็หยุดไป

“พวกมันแตกต่างไปจากหินลมปราณ…” เมิ่งฮ่าวคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว เดิมทีเขาสันนิษฐานว่าถึงแม้หัวใจอสูรจะดูคล้ายกับหินลมปราณเป็นอย่างมาก แต่พวกมันน่าจะมีหน้าที่อย่างอื่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ พวกมันก็เป็นหัวใจอสูร ไม่ใช่หินลมปราณ

“ข้าสามารถดึงดูดความสนใจของอสูรทะเลจำนวนมากในวงแหวนที่สามให้มายังที่นี่ได้ แต่สำหรับคนอื่นๆ อาจจะสามารถรวบรวมหัวใจอสูรได้มากที่สุดก็แค่ไม่กี่ร้อยดวง”

“ผู้คนจะมาเสี่ยงชีวิตในที่แห่งนี้ เพื่อหัวใจอสูรแค่ไม่กี่ร้อยดวงนี้จริงๆ?” แววตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความครุ่นคิด

“หยางหุนเซิ่งผู้นั้นเคยกล่าวว่าต้องการหัวใจอสูร เมื่อพิจารณาจากระดับพื้นฐานฝึกตนและศักดิ์ฐานะของมัน มันคงไม่สนใจเกี่ยวกับหินลมปราณไม่กี่ล้านก้อน อย่าว่าแต่หัวใจอสูรไม่กี่ร้อยดวง…ดังนั้น หัวใจอสูรต้องมีวิธีการใช้บางอย่างที่ข้าไม่รู้!” หลังจากที่ครุ่นคิดมากขึ้น เมิ่งฮ่าวก็มั่นใจว่าต้องมีบางอย่างที่เขามองข้ามไป เมื่อพิจารณาเพิ่มอีกเล็กน้อย เขาก็ลุกขึ้นมายืน ดวงตาสาดประกาย จากนั้นก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อเพื่อรวบรวมหัวใจอสูรทั้งหมดไว้

เขายังคงอยู่บนเกาะเพื่อครุ่นคิดนานสักพัก ในที่สุด ดวงตาก็แวบขึ้นและบินขึ้นไปในอากาศ มุ่งหน้าตรงไปยังที่ห่างไกลด้วยความรวดเร็วสูงสุด

“เมื่อข้าไม่รู้ ก็จำเป็นต้องหาใครสักคนที่รู้”

ขณะที่เขาพุ่งฝ่าอากาศไปอย่างรวดเร็ว เขาก็เปลี่ยนรูปร่างหน้าตา และลดพื้นฐานฝึกตนลงไปที่ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง หลังจากที่เร่งความเร็วไปสองสามวัน ทันใดนั้นก็หยุดลงและมองออกไปยังที่ห่างไกล

ที่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก เขาสังเกตเห็นกระแสน้ำวนที่มีความกว้างหลายร้อยจ้าง ภายในเป็นม้าน้ำขนาดใหญ่ มันส่งเสียงคำรามขณะที่กระจายความหนาวเย็นออกมาจากร่าง ทำให้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นถูกแช่แข็งไป

ที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ที่เบื้องหน้าม้าน้ำมีอยู่สองคน เป็นบุรุษและสตรี บุรุษแก่ชราและหลังค่อม มันมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้ง และมีรูปร่างที่แก่หง่อม ใบหน้าซีดขาว และกำไข่มุกอยู่ในมือ ซึ่งกระจายพลังแห่งเปลวไฟออกมา กลายเป็นพิรุณอัคคีเต็มไปทั่วบริเวณนั้น รวมทั้งตำแหน่งที่ม้าน้ำอยู่

ข้างกายชายชราเป็นหญิงสาว ซึ่งสวมใส่หน้ากาก ทำให้ไม่อาจจะมองเห็นใบหน้าของนางได้ แต่จากผิวหนังส่วนที่เหลือที่สามารถมองเห็นได้ ทำให้บอกได้ว่านางยังไม่แก่ชราเท่าใดนัก

พื้นฐานฝึกตนของนางอยู่ในขั้นต้นสร้างแกนลมปราณ และถึงแม้ว่านางจะเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ขณะที่ชายชราต่อสู้กลับไปยังอสูรทะเล แต่ในส่วนลึกของแววตานาง ก็แวบความเกลียดชังอย่างเข้มข้นออกมา

เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวของชายชรา นางก็กล่าวว่า “ผู้อาวุโส ช่างมันเถอะ ทำไมพวกเราไม่ไปหาอสูรทะเลที่อ่อนแอกว่านี้…”

“พวกเรามาที่นี่หนึ่งเดือนแล้ว” ชายชรากล่าวผ่านร่องฟัน “นี่เป็นอสูรทะเลตัวแรกที่พวกเราพบเห็น แล้วจะปล่อยมันไปได้อย่างไร!?” มันพ่นโลหิตออกมา ทำให้ไข่มุกที่ถืออยู่ในมือกลายเป็นสีแดงจ้า ต่อมาทะเลแห่งเปลวไฟก็ระเบิดออก ทำให้เกิดเป็นกระแสพุ่งขึ้นมาจากน้ำทะเลด้านล่าง ม้าน้ำซึ่งตกอยู่ในเปลวไฟ ส่งเสียงคำราม ความหนาวเย็นอันรุนแรงระเบิดออกมาจากร่างมัน ขณะที่พุ่งตรงเข้าไปในเปลวไฟ ทันใดนั้นทะเลแห่งเปลวไฟมากกว่าครึ่งก็ดับไป

สีหน้าชายชราเปลี่ยนไป มันกัดฟันแน่น แต่ในตอนนั้นเองที่ลำแสงเจิดจ้าจากที่ห่างไกลก็ใกล้เข้ามา

ภายในลำแสงนั้น แน่นอนว่าคือเมิ่งฮ่าว

การปรากฏกายขึ้นอย่างฉับพลันของเขา ทำให้ชายชราตกตะลึง สีหน้าของหญิงสาวเยาว์วัยที่อยู่ข้างกายมันก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน สำหรับชายชรา เมื่อมันเห็นพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ซึ่งอยู่ที่ขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ในเวลาเดียวกันก็ขมวดคิ้วขึ้นด้วยเช่นกัน

“สหายเต๋า, โปรดจากไป อสูรตัวนี้เหล่าฟู (ผู้เฒ่า) เป็นผู้พบเห็น ดังนั้นตามธรรมเนียมแล้ว มันเป็นของเหล่าฟู”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: