Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 662

I Shall Seal The Heaven Chapter 662

ตอนที่ 662

สวี่ผิงผิง

การถูกดูแคลนอยู่ในที่แห่งนี้อย่างไร้เหตุผล ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้วขึ้น ถ้าเขาเปิดเผยพื้นฐานฝึกตน ก็คงจะแก้ไขสถานการณ์ได้ในทันที แต่คงเป็นเรื่องยากที่เขาจะแสดงตนเป็นผู้ร่ำรวยได้ ดังนั้นเมื่อเขาสามารถแก้ปัญหาด้วยหัวใจอสูรได้ เขาจึงไม่ต้องการจะใช้พื้นฐานฝึกตนไปข่มขู่ผู้คน

แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น เมื่อหญิงสาวเดินจากไป เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงสมบัติ ทันใดนั้น เสียงกระทบกันอย่างถี่รัวก็ได้ยินมา ขณะที่หัวใจอสูรระดับต่ำหนึ่งพันห้าร้อยดวง เรียงซ้อนกันอยู่ตรงกลางของศาลา ดูราวกับเป็นภูเขาลูกน้อยๆ

แสงระยิบระยับแวบขึ้น ก่อตัวเป็นภาพที่สว่างจ้า นอกจากนั้น ก็เกิดเป็นเสียงดังก้องออกไป ตามมาด้วยพลังลมปราณอันเข้มข้น ทันใดนั้นก็ทำให้ผู้ถูกเลือกทั้งหมด ซึ่งกำลังจะเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ต้องมองกลับไปที่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัวในทันที สีหน้าตกตะลึงจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าพวกมัน หลังจากที่แสงเจิดจ้านั้นปรากฏขึ้นในดวงตาพวกมัน

จี้เซี่ยวเซี่ยวมองกลับมายังหัวใจอสูร ถึงแม้จะด้วยตัวตนหรือพื้นฐานฝึกตนของนางเอง แต่นางก็ยังคงสั่นสะท้านอยู่ภายในใจ เห็นได้ชัดว่านางรู้คุณค่าของหัวใจอสูร และต้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างช่วยไม่ได้

ด้านข้างนาง บุรุษหนุ่มอ้าปากค้างและเริ่มสูดลมหายใจอย่างถี่เร็วขึ้นเช่นกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเจ้าสำนักน้อย แต่ภาพของหัวใจอสูรระดับต่ำมากกว่าหนึ่งพันดวงที่กองซ้อนกันอยู่นั้น เป็นสิ่งที่แม้แต่มันก็ไม่ค่อยได้พบเห็นมากนัก

สำหรับศิษย์หญิงสาวของสำนักเฟยเซียน จริงๆ แล้ว นางเป็นคนสุดท้ายที่ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อเห็นทุกคนกำลังมองไปที่ด้านหลังนาง นางจึงมองกลับไปยังด้านหลังโดยไม่รู้สึกตัว จากนั้นก็มองเห็นภูเขาของหัวใจอสูร และจิตใจนางก็เริ่มว่างเปล่า

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในจิตใจ และนางแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่า ผู้ที่อยู่ในชุดเรียบง่ายทั้งสองคนนี้ ซึ่งแทบจะเป็นผู้ฝึกตนบ้านนอก จริงๆ แล้ว…จะมีหัวใจอสูรมากมายเช่นนี้?!

“ท่า…ท่านผู้อาวุโส…ข้า…” หญิงสาวกล่าวตะกุกตะกัก

“พอหรือไม่?” เมิ่งฮ่าวถามเสียงราบเรียบ “ตอนนี้ก็นำสิ่งที่ดีที่สุดของเจ้ามาให้ข้า” เขาโบกสะบัดมือขวา

ตูม!

ภูเขาแห่งหัวใจอสูรลูกที่สองปรากฏขึ้น จากนั้นเสียงกระหึ่มอีกเสียงก็ได้ยินมา และมองเห็นเป็นภูเขาลูกที่สาม ตอนนี้สามภูเขาลูกน้อยๆ แห่งหัวใจอสูร กองอยู่บนพื้นของศาลา มีทั้งหมดห้าพันหัวใจอสูร แสงอันเจิดจ้าที่สาดประกายออกมาจากพวกมันเต็มไปทั่วทั้งบริเวณ พลังปราณอันเข้มข้นทำให้พื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมดดูคล้ายกับเป็นสรวงสวรรค์

ตอนนี้จิตใจของหญิงสาวส่งเสียงดังกระหึ่ม นางแทบไม่อาจจะยืนตัวตรงได้ ใบหน้าซีดขาวและเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่ออย่างรุนแรง นางไม่อาจจะคาดคิดได้อย่างแท้จริงว่า บุคคลที่นางเพิ่งจะดูถูกไป จริงๆ แล้วก็กล้าจะโอ้อวดถุงเงินออกมาเช่นนี้

ผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ จากสามสำนัก ซึ่งตอนนี้ยืนอยู่บนขั้นบันได ต่างก็หอบหายใจออกมาเช่นเดียวกัน ดวงตาพวกมันเบิกกว้าง ขณะที่จ้องมองไปยังหัวใจอสูร พวกมันอยากจะไปหยิบฉวยด้วยตัวเองอย่างที่สุด

จี้เซี่ยวเซี่ยวก็จ้องมองไปด้วยความตกตะลึงด้วยเช่นกัน นางมองไปยังเมิ่งฮ่าว ลมหายใจเริ่มถี่เร็วเร่งร้อนขึ้นอย่างช้าๆ สำหรับบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายนาง มันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่จ้องมองไปยังหัวใจอสูร

ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบโดยสิ้นเชิง

ในตอนนี้เองที่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากชั้นสอง หญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมา สวมใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างจะเปิดเผยเรือนร่าง ดูเหมือนว่านางจะเป็นผู้ที่มีเสน่ห์มาตั้งแต่กำเนิด ขณะที่นางเดินออกมา กลิ่นหอมก็กระจายนำมาก่อน และหน้าผากของนางก็ประดับด้วยผลึกห้าสี ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะกล่าวอะไรออกมา รอยยิ้มอันมีเสน่ห์ก็มองเห็นได้จากใบหน้านาง กลิ่นอายของหญิงสาวเต็มวัยกระจายออกมาจากร่างนาง เต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจอย่างเข้มข้น

นางเดินลงมาจากบันไดอย่างช้าๆ ไม่สนใจผู้ถูกเลือกโดยสิ้นเชิงขณะที่เดินผ่านพวกมันไป แต่กลับกัน เหล่าผู้ถูกเลือกทั้งหมดโค้งตัวลง และประสานมือให้กับนาง

สำหรับเจ้าสำนักน้อยแห่งสำนักเฟยเซียน เมื่อมันเห็นหญิงสาวนางนี้ มันรีบก้มศีรษะลงด้วยความเคารพในทันที

“เช้าตรู่ของวันนี้ เชี่ยเซินได้ยินเสียงนกกางเขนร้อง จึงฉุกคิดว่าแขกผู้ทรงเกียรติจะมาเยือน เชี่ยเซินเฝ้ารออยู่ตลอดทั้งวัน จนแทบจะไม่ได้พักผ่อน ในที่สุดแขกผู้ทรงเกียรติก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”

“เชี่ยเซินสวี่ผิงผิง ขอน้อมพบ สหายเต๋า” (เชี่ยเซิน – คำเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวของหญิงสาว)

เมิ่งฮ่าวมองไปยังสวี่ผิงผิง และพบว่านางมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ขั้นสุดท้ายวิญญาณแรกก่อตั้ง นางปกปิดมันไว้ แต่เมิ่งฮ่าวก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

สายตาของเมิ่งฮ่าวทำให้จิตใจของสวี่ผิงผิงเต้นรัวขึ้นในทันที การมองมาของเขาทำให้นางรู้สึกว่า เขาสามารถมองเห็นทุกการป้องกันที่นางมีได้ จนทะลุเข้าไปถึงจิตใจนาง แทบจะดูเหมือนว่าความลับทั้งหมดของนางได้ถูกเปิดเผยออกมาโดยสิ้นเชิง ไม่ว่านางจะพยายามปกปิดมันไว้อย่างไรก็ตามที

ทันใดนั้น นางก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย กิริยาท่าทางก็ยังคงดูมีเสน่ห์สมวัยต่อไป

“สหายเต๋า, โปรดขึ้นมายังชั้นสอง” นางกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม “ข้ามั่นใจว่าศาลาเมฆาล่อง มีทุกสิ่งที่พวกท่านต้องการ” ในแง่ของคำพูดและความรู้สึกภายในใจ นางมีความเคารพต่อเมิ่งฮ่าวเป็นอย่างยิ่ง

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า จากนั้นก็เดินขึ้นไปยังขั้นบันไดที่เบื้องหน้า เหวยหลีติดตามไป จิตใจนางเต้นรัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้พบเห็นในวันนี้ ได้เปิดโลกใหม่ให้กับนาง นางรู้สึกทั้งกังวลและตื่นเต้น ขณะที่ติดตามเมิ่งฮ่าวไป

นางกำลังจะก้าวเท้าลงไปบนขั้นบันได แต่ทันใดนั้นนางก็ลังเล และกล่าวกับเมิ่งฮ่าวอย่างเงียบๆ ว่า “ผู้อาวุโส, หัวใจอสูร…”

“ไม่มีใครในเมืองไห่เฉิง จะกล้านำหัวใจอสูรของข้าไป” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นช้าๆ เดินขึ้นบันไดต่อไป เมื่อคำพูดนั้นดังก้องออกไปยังทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนั้น จิตใจพวกมันก็สั่นสะท้าน

นั่นเป็นคำพูดที่ข่มขู่คุกคามอย่างน่าเหลือเชื่อ

ดวงตาสวี่ผิงผิงวาววับ เมื่อนางคิดย้อนกลับไปยังสายตาอันคมกริบของเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ นางก็ได้แต่ระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้

สำหรับผู้ถูกเลือกที่อยู่บนขั้นบันได ไม่ว่าพวกมันจะมาจากสำนักเฟยเซียน หรือสำนักอื่นๆ โดยไม่ต้องขบคิด พวกมันถอยไปด้านหลังเพื่อเปิดทางให้กับเมิ่งฮ่าว เมื่อเขาเข้าไปใกล้จี้เซี่ยวเซี่ยว นางก็มองมาด้วยความสงสัย

กลับกัน เมิ่งฮ่าวไม่สนใจนางโดยสิ้นเชิง และเดินขึ้นไปบนชั้นสองต่อไป

สวี่ผิงผิงเดินตามไป ขณะที่นางผ่านผู้ถูกเลือก จู่ๆ นางก็หยุดลงและมองกลับไปยังสองผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้ง รวมทั้งศิษย์สำนักเฟยเซียนคนอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้อนรับแขก

“เจ้าทั้งสองไสหัวไป” นางกล่าวเสียงราบเรียบ “กลับไปยังสำนักเฟยเซียนในทันที” สองผู้ฝึกตนชราวิญญาณแรกก่อตั้งรับคำด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

“พวกเจ้าทั้งสี่ก็ไสหัวไปด้วยเช่นกัน ไปยังคุกเฟยเซียน สถานที่ซึ่งพวกเจ้าจะถูกลงโทษเป็นเวลาสามสิบปี!” ทันใดนั้น ใบหน้าของศิษย์สำนักเฟยเซียนซีดขาวราวคนตาย พวกมันเริ่มตัวสั่น และมีท่าทางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง

“สำหรับเจ้า…ผู้มีนัยน์ตาสุนัข” นางกล่าว มองไปยังศิษย์หญิงสาวที่ยืนงุนงงอยู่ตรงกลางศาลา “ถ้าข้าได้รับความลำบากใดๆ จากสำนัก อันเนื่องมาจากเจ้า ต่อให้เจ้ามีถึงสิบชีวิตก็ไม่อาจจะชดเชยข้าได้ เจ้าถูกไล่ออกจากสำนักเฟยเซียน ออกไปจากที่นี่ ยิ่งเจ้าไสหัวไปไกลมากเท่าใดยิ่งดี” ด้วยเช่นนั้น นางหันหลังและเดินขึ้นไปบนชั้นสองต่อไป เมื่อนางเดินผ่านจี้เซี่ยวเซี่ยว ก็พยักหน้าและยิ้มให้

ศาลาเมฆาล่องมีเพียงแค่สองชั้นเท่านั้น ชั้นที่สองมีขนาดเท่ากับห้องโถงหลัก ดูยิ่งใหญ่และโอ่อ่าหรูหรา มีธูปเผาไหม้อยู่ตรงกลาง ซึ่งถูกแกะสลักไว้ด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างแปลกๆ และกลุ่มควันก็ลอยกระจายออกไป ทำให้ดูเหมือนกับว่าชั้นสองแทบจะเต็มไปด้วยกลุ่มหมอก

หลังจากที่ก้าวเท้าขึ้นไปบนชั้นสอง เมิ่งฮ่าวก็นั่งลงยังเก้าอี้ที่อยู่ใกล้เคียง เหวยหลียืนอยู่ที่ด้านข้าง มองไปรอบๆ จิตใจแทบจะระเบิดออกมาด้วยความตื่นเต้น นางไม่เคยจะคาดคิดเลยว่า ในวันหนึ่งจะสามารถมายืนอยู่ตรงตำแหน่งนี้ได้

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่ง นั่งหลับตาอยู่ที่นั่นไม่พูดจา ไม่นานต่อมา สวี่ผิงผิงก็เข้ามาใกล้ มีรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะพยายามปกปิดความขมขื่นที่นางรู้สึกอยู่ภายในใจ

“ผู้อาวุโส ท่านทิ้งหัวใจอสูรไว้มากมายอยู่ที่ห้องโถงหลัก ทำให้ข้าต้องวิตกกังวลขึ้นเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้”

เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และมองไปยังนางพร้อมกับรอยยิ้มอันลี้ลับ ทันทีที่สายตาตกกระทบไปยังร่างนาง นางก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจเพิ่มมากขึ้น แม้แต่รอยยิ้มก็ยังรู้สึกว่าต้องฝืนออกมา

“ข้าต้องการสิ่งของเวทช่วยบิน” เขากล่าวเสียงราบเรียบ “ดีที่สุดที่ท่านมี”

“ข้าได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ผู้อาวุโส” สวี่ผิงผิงกล่าว ปรบมือสามครั้ง หลังจากนั้นสามหญิงสาวงดงามที่อยู่ในชุดกระโปรงยาว ก็ลอยออกมาจากกลุ่มควันของธูป แต่ละคนถือถาดเงินอยู่เหนือศีรษะ เพื่อแสดงถึงความเคารพขณะที่เข้ามาใกล้

ในตอนนี้ จี้เซี่ยวเซี่ยวและคนอื่นๆ ก็มาถึงที่ชั้นสอง และกำลังมองมาจากด้านข้าง เห็นได้ชัดว่า พวกมันไม่ค่อยสนใจสิ่งของเวทช่วยบินเท่าใดนัก แต่มีความสนใจในตัวเมิ่งฮ่าวมากกว่า

สิ่งของที่อยู่บนถาดเงินทั้งสามประกอบด้วย กระบี่สั้นทองแดง, เรือไม้สีม่วง และยานบินวิญญาณ สวี่ผิงผิงมองมายังเมิ่งฮ่าวและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“กระบี่สั้นทองแดง มันจะขยายขนาดขึ้นเมื่อพุ่งผ่านสายลม จนมีความยาวถึงหนึ่งพันจ้าง ภาพซ้อนทับเก้าชั้นจะปรากฏขึ้นที่ด้านในของกระบี่ และจะรองรับผู้โดยสารได้สามร้อยคน มันยังมีกระบี่สั้นหมื่นเล่มซุกซ่อนอยู่ภายในอีกด้วย”

“เรือไม้สีม่วง สามารถรองรับผู้โดยสารได้สองร้อยคน แต่ก็ไม่มีเวทป้องกัน หรือค่ายกลเวทป้องกันใดๆ ความเร็วของมัน…เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนตัดวิญญาณครั้งแรก แต่ก็โชคร้ายที่มันต้องใช้หินลมปราณเป็นอย่างมาก ต้องใช้หินลมปราณระดับต่ำหนึ่งก้อน ในทุกๆ สามอึดใจ!”

“ยานบินวิญญาณ มันมีความยาวเพียงแค่สามจ้างเท่านั้น และมีความรวดเร็วปานกลาง แต่ก็มีประโยชน์มากที่สุดในการสร้างมีดสายลม ทุกๆ ครึ่งชั่วยาม มันก็จะสร้างมีดสายลมขึ้นมาหนึ่งเล่ม ตราบเท่าที่ท่านยังมีหินลมปราณมากเพียงพอ มันก็สามารถสร้างได้อย่างไร้ขีดจำกัด”

“สิ่งของทั้งสามนี้เป็นสิ่งของเวทช่วยบินที่ดีเยี่ยมมากที่สุด ซึ่งพวกเราผลิตเองในศาลาเมฆาล่องแห่งนี้ ท่านชอบชิ้นไหน, สหายเต๋า?”

เมื่อผู้ถูกเลือกจากสามสำนัก มองเห็นสิ่งของเวทช่วยบิน ใบหน้าพวกมันก็เต็มไปด้วยความอยากได้ พวกมันรู้ดีว่าสิ่งของทั้งสามชิ้นนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย คนอื่นๆ อาจจะมองว่าสิ่งของเหล่านี้มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อพิจารณาถึงระดับพื้นฐานฝึกตนของเขา พวกมันก็ไม่ค่อยจะตรงกับความคาดหวังเขาเท่าใดนัก

เมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดขึ้นของเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้จิตใจสวี่ผิงผิงเต้นรัว และนางก็เริ่มหอบหายใจขึ้นเล็กน้อย การที่เขาขมวดคิ้ว รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้นางเริ่มคิดจะหากำไรกับเมิ่งฮ่าวมากขึ้น

นางรีบกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว “แต่จริงๆ แล้ว ข้าก็ไม่แนะนำให้ซื้อสิ่งของเหล่านี้, สหายเต๋า พวกมันอาจจะมีประโยชน์ แต่ก็ค่อนข้างจะธรรมดาเกินไป ถึงแม้จะแพงแต่พวกมันก็เป็นสิ่งที่ผลิตขึ้นมาตามมาตรฐาน ในดินแดนแห่งดาวหนานเทียน ท่านจะพบว่ามีน้อยคนนักที่จะเป็นเจ้าของพวกมัน”

“โอ?” เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น มองไปยังสวี่ผิงผิง

“ท่านผู้อาวุโส” นางกล่าวเสียงแผ่วเบา ดวงตาสาดประกาย “ถ้าท่านมีหัวใจอสูรมากพอ ศาลาเมฆาล่องสามารถเสนอของวิเศษอันล้ำค่าหนึ่งชิ้นแก่ท่าน!” นางยกมือขึ้น และทำท่าร่ายเวท จากนั้นก็ชี้ไปยังธูปที่กำลังเผาไหม้อยู่

ทันใดนั้น ธูปเริ่มสั่นสะท้าน สร้างความสนใจให้กับสายตาทุกคู่ในห้องนี้ จู่ๆ กลุ่มควันจำนวนมากก็ไหลออกมาจากด้านในก้านธูป อย่างน่าตกใจยิ่ง ภายในสามารถมองเห็นเป็นภาพลวงตาของรถศึกสีเงิน!

รถศึกนั้นกระจายบรรยากาศที่เก่าแก่โบราณออกมา และถูกห้อมล้อมด้วยรอยแตกร้าวที่เรืองแสง รอยร้าวนั้นปกคลุมไปทั่ว ทำให้ดูราวกับว่ารถศึกนี้ได้ผ่านเปลวไฟแห่งสงคราม และสนามรบที่เต็มไปด้วยโลหิตมามากมายจนนับไม่ถ้วน

แรงกดดันอันยากจะอธิบายออกมาได้ กระจายออกมาจากตัวรถ และมองเห็นที่พื้นผิวของมันเป็นสัตว์อสูรที่กำลังบินอยู่เต็มไปหมดจนแทบจะดูคล้ายกับมีชีวิต ถึงแม้ว่าไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปยังสัตว์อสูรเหล่านั้น ก็ดูเหมือนว่าพวกมันแทบจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

ในสายตาของเมิ่งฮ่าว สัตว์อสูรทั้งหมดนี้ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังดิ้นรน ส่งเสียงแผดร้องคำรามออกมา จนทำให้จิตใจเขาต้องสั่นสะท้าน

เมิ่งฮ่าวส่งเสียงอุทานออกมา จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมาแตะไปที่ดวงตาข้างซ้าย จากนั้นก็กระพริบตาเก้าครั้ง ทำให้ปราณเซียนของเซียนชี้ทางโคจรหมุนเวียนอยู่ภายในร่าง เมื่อเขามองออกไปยังรถศึกในตอนนี้ สัตว์อสูรทั้งหมดได้รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นปีกสีดำ!

โชคร้าย ที่มีอยู่เพียงข้างเดียวเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวละสายตากลับมาและหลับตาลง หลังจากนั้นก็ลืมขึ้นมาอีกครั้งและมองไปยังสวี่ผิงผิง

“ราคาเท่าไหร่?” เขาถาม

จิตใจสวี่ผิงผิงสั่นสะท้าน ของสิ่งนี้ไม่ค่อยเป็นไปตามแผนการที่นางวางไว้ แต่จากนั้นนางก็คิดไปถึงการกระทำของเมิ่งฮ่าวก่อนหน้านี้ และนางก็เริ่มเสียใจ

“สหายเต๋า, ของสิ่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย มันคือ…”

สีหน้าเมิ่งฮ่าวหมองคล้ำลงในทันที และทันใดนั้น แรงกดดันอันน่ากลัวก็กระจายออกมาจากร่างเขา และปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนั้น แทบราวกับว่าพายุกำลังจะเริ่มก่อตัว

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: