Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 883

I Shall Seal The Heaven Chapter 883

ตอนที่ 883

แย่งเหยื่อจากปากพยัคฆ์!

“อันดับที่สิบสาม?” เมิ่งฮ่าวกล่าว อ้าปากค้างมองไปยังหญิงสาว เขาไม่รู้ว่านางกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

หญิงสาวไม่ได้กล่าวตอบในตอนแรก แค่มองมายังเมิ่งฮ่าวเท่านั้น ดูเหมือนจะมีสีหน้าที่หวนรำลึก ราวกับว่านางกำลังคิดย้อนไปถึงเรื่องราวบางอย่างที่ได้เคยประสบพบมาเมื่อในอดีต หลังจากที่ผ่านไปนานชั่วครู่ เสียงอันเย็นชาของนางก็ดังก้องออกมาอีกครั้ง

“ในจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) มีจำนวนมากสุดแค่เก้าคนเท่านั้น อีกหนึ่งพันปีนับจากนี้แผนการจะเริ่มขึ้น เก้าคนแรกที่ผ่านเข้าไปในอาณาจักรโบราณ จะสามารถออกเดินทางได้”

“มีทั้งหมดเจ็ดคนก่อนหน้าเจ้า ที่ทำได้สำเร็จ”

“ตี้จิ่วซานไห่ (ขุนเขาทะเลที่เก้า) ค่อนข้างจะล้าหลังอยู่เล็กน้อย” ด้วยเช่นนั้น นางก็ยื่นมือขวาออกไปและชี้ตรงมายังเมิ่งฮ่าว เขาไม่อาจจะต่อต้านได้ ขณะที่เครื่องหมายผนึกลอยออกมา และประทับลงไปบนหน้าผากของเขา

เครื่องหมายผนึกส่องแสงอันเลือนลางออกมา แวบขึ้นมาสิบสามครั้งก่อนที่จะจางหายไป

เครื่องหมายผนึกนั้นทำให้เมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และทันใดนั้น ก็รู้สึกราวกับว่ามีกระแสปราณอื่น ได้ปรากฏขึ้นอยู่ภายในร่าง ปราณนั้นโคจรหมุนเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย จากนั้นก็จางหายไปเพื่อปิดบังตัวเองไว้

“เครื่องหมายผนึกนี้สามารถช่วยปกป้องวิญญาณของเจ้าจากการถูกทำลายไป แต่ได้แค่สองครั้งเท่านั้น” หญิงสาวกล่าว เสียงอันเย็นชาราวน้ำแข็งของนางดังก้องไปมา

“หลังจากนั้น ถ้าวิญญาณของเจ้าถูกกำจัดไป ก็เป็นเรื่องปกติที่คุณสมบัติของเจ้าจะหายไป แต่ถ้าในที่สุดเจ้าสามารถผ่านเข้าไปในเก้าอันดับแรกได้…ความสามารถในอนาคตของเจ้าก็จะไร้ขีดจำกัด”

“คว้าโอกาสนี้ไว้” เมื่อพูดจบ ประตูถ้ำแห่งเซียนก็เริ่มปิดลง และตัวของถ้ำเซียนเองก็เริ่มเลือนลางไป ราวกับว่ามันกำลังจะหายไปแล้ว เมิ่งฮ่าวรีบกล่าวขึ้น

“ผู้อาวุโส โอกาสที่ท่านกล่าวมา และการเดินทางนี้ เป้าหมายปลายทางคือที่ไหน?”

เสียงของหญิงสาวดังก้องออกมาจากภายในถ้ำแห่งเซียน “ด้านนอกของจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) ออกไปยังโลกภายนอก เพื่อค้นหาเหตุผลที่แท้จริงซึ่งทำให้เกิดเป็นสงครามโบราณขึ้น”

“มีบางคนปรารถนาจะปลุกใครบางคนให้ตื่นขึ้นมา” หญิงสาวพึมพำ “มีบางคนปรารถนาจะช่วยให้ใครบางคนกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง…นั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเรา!” ดูเหมือนว่านางกำลังจะหายตัวไปได้ทุกเมื่อ

“ผู้อาวุโส โปรดรอสักครู่” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้น เขายังคงมีความรู้สึกว่าเครื่องหมายผนึกนี้ไม่ใช่เรื่องดี และที่ถูกเรียกว่าความโชคดีนั้นก็เป็นแค่คำพูดเท่านั้น ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงอันตรายอันร้ายแรง “ข้ายังคงไม่เข้าใจ ถ้าวิญญาณข้าถูกทำลายไป และคุณสมบัติของข้าหายไป แล้วคนที่สังหารข้าจะเป็นอย่างไร?”

“ใครก็ตามที่สังหารเจ้าไป ก็จะได้ครอบครองเครื่องหมายผนึกนั้น ถ้าพวกมันมาหาข้ายังที่แห่งนี้ได้ พวกมันก็จะกลายเป็นตัวแทนของเจ้า” ตอนนี้ถ้ำแห่งเซียนเริ่มเลือนลางไปเกือบเจ็ดในสิบส่วนแล้ว และเสียงของหญิงสาวก็แผ่วเบาลงไป

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้าง และกล่าวขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจ “ผู้อาวุโส, เอ่อ…บิดามารดาข้ามีอายุมากแล้ว และข้าก็ยังมีพี่สาวอีกหนึ่งคนด้วย ข้ากำลังรอคอยให้ภรรยากลับมา เอ่อ…ข้าขอปฏิเสธไม่ไปได้หรือไม่? ข้าไม่อยากได้เครื่องหมายผนึกนี้เลยจริงๆ”

“เจ้าได้รับความรู้แจ้งเกี่ยวกับเวทผู้ยิ่งใหญ่ ได้อันดับหนึ่งในสังเวียนการประลองของตี้จิ่วซานไห่ (ขุนเขาทะเลที่เก้า) และมีคุณสมบัติแห่งกลุ่มเต๋า ดังนั้น…เจ้าไม่อาจจะปฏิเสธเครื่องหมายผนึกของข้าได้ ถ้าเจ้าไม่ต้องการจะเดินทางไป ก็ออกไปค้นหาใครบางคนมากำจัดวิญญาณเจ้าไปสองครั้ง” ถ้ำแห่งเซียนจางหายไปอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็เหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น

“ท่าน…” เมิ่งฮ่าวกำลังรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นอย่างแท้จริงในตอนนี้ “ผู้อาวุโส ข้าติดอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่อาจจะออกไปได้ ถ้าข้าอยู่ในอันดับที่สิบสาม ท่านสามารถช่วยให้ข้าออกไปจากที่แห่งนี้ได้หรือไม่?”

“ถ้าข้าออกไปไม่ได้ ข้าก็อาจจะตายไป ดังนั้นการที่ท่านมอบอันดับให้ข้าก็จะเป็นการเสียเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่แห่งนี้ก็อันตรายมากเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนเช่นข้า”

เมิ่งฮ่าวค่อนข้างจะมั่นใจว่า สำนักส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า สิ่งที่หญิงสาวนางนี้พูดถึงคืออะไร เมื่อนางเอ่ยถึงลำดับขั้น แต่สามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน บางทีพวกมันอาจจะไม่มีเจตนาร้ายใดๆ แต่เขาก็ไม่ชอบที่จะให้ความเป็นตายของตนเอง ต้องถูกตัดสินโดยความคิดแค่เสี้ยวหนึ่งของคนอื่น

ถ้ำแห่งเซียนที่กำลังจะจางหายไป หยุดชะงักนิ่งอยู่ชั่วครู่ หลังจากที่เงียบไปแค่ไม่กี่อึดใจ ลำแสงระยิบระยับก็พุ่งออกมาจากด้านใน ก่อตัวเป็นแผ่นหยกตกลงมาอยู่ในมือเมิ่งฮ่าว

“แผ่นหยกนั่นจะเคลื่อนย้ายเจ้าออกไปจากที่แห่งนี้ เจ้าสามารถใช้มันได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น และมันจะนำเจ้าไปยังที่แห่งใดก็ได้ตามที่จิตใจเจ้านึกออกมาได้” หลังจากที่นางกล่าวจบ ถ้ำแห่งเซียนก็หายไปโดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวถือแผ่นหยกอยู่ในมือด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง จากนั้นก็ขมวดคิ้ว แตะไปที่หน้าผาก หลังจากที่ผ่านไปชั่วขณะ ดวงตาก็เริ่มสาดประกายขึ้น

“ตอนนี้ลืมเรื่องลำดับขั้นไปก่อน ในที่สุดก็สามารถจะออกไปจากที่แห่งนี้ได้แล้ว!” เมิ่งฮ่าวรู้ว่าถ้าเขาพึ่งพาพลังจากพื้นฐานฝึกตนเพียงอย่างเดียวเพื่อจะออกไปจากที่แห่งนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เขาก็ยกแผ่นหยกขึ้นมา และกำลังจะใช้มันเพื่อเคลื่อนย้ายทางไกลออกไป แต่ทันใดนั้นก็ต้องหยุดชะงักนิ่ง

“ตอนนี้ข้าสามารถจะจากไปได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ…ถ้าข้าจากไปในตอนนี้ ก็คงจะต้องเสียดายอยู่ไม่น้อย” หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและกัดฟันแน่น

“ต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง!” เขาคิด นี่คือบุคลิกส่วนตัวของเมิ่งฮ่าว การกลับออกไปด้วยมือเปล่าถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเขาจะย้อนกลับไปยังเส้นทางของสวนสมุนไพร

รางวัลมีไว้แก่ผู้ที่จะกล้าเสี่ยงเท่านั้น!

หลังจากที่เมิ่งฮ่าวจากไป ถ้ำแห่งเซียนที่เพิ่งจะหายไป จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวชุดขาวกลับมาด้วยเช่นกัน นางมองไปยังเมิ่งฮ่าวที่กำลังเดินออกไปยังที่ห่างไกล สีหน้าหวนรำลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“พันธมิตรผู้ผนึกอสูร…” นางพึมพำ ในตอนนี้เองที่ความนุ่มนวลอ่อนโยนอันยากจะพบเห็น ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้านาง

เมิ่งฮ่าวเดินฝ่าเศษซากเซียนไปด้วยความระมัดระวังตัว แทบจะในทุกส่วนของสถานที่แห่งนี้ มีสิ่งอันน่ากลัวแอบซุกซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถจะทำลายเขาไปได้ทั้งร่างกายและวิญญาณ มีอยู่หลายแห่งที่เขาไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ถึงแม้จะระมัดระวังตัวมากเท่าใดก็ตามที มันคือโชคชะตา ดังนั้นเมื่อเมิ่งฮ่าวเคยเดินผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว เขาจึงไม่พยายามที่จะเดินไปทางอื่นอีก แต่ค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ ด้วยความรอบคอบ เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งพบว่าตนเองกำลังอยู่ที่ด้านนอกของสวนสมุนไพรอีกครั้ง เขายืนกลืนน้ำลายอยู่ที่นั่นในสิ่งที่ได้เห็น

เมื่อมองมาจากที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนว่าสวนสมุนไพรที่ขยายยืดยาวออกไป จะถูกปกคลุมด้วยต้นวัชพืชนับไม่ถ้วน แต่ท่ามกลางวัชพืชเหล่านั้น ก็มีต้นสมุนไพรขึ้นอยู่เป็นระยะ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้วในโลกด้านนอก สามารถจะเรียกสถานที่แห่งนี้ได้ว่าเป็นแดนสวรรค์แห่งต้นสมุนไพร แม้แต่บางจุดก็ยังมีต้นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ในตำนานอีกด้วย

ปัญหาอยู่ที่ตัวด้วงสีดำซึ่งมีปากอันแหลมคมราวใบมีด และมีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วนอย่างน่าตกใจ ยึดครองสวนแห่งนี้ไว้ทั้งหมด และเป็นภัยคุกคามต่อทุกสรรพสิ่งที่อยู่ใกล้เคียง

“นั่นคือ…ใบไม้แห่งการเกิดใหม่!”

“และยังมีดอกตะวันฉาย!”

“นั่นคือหญ้าอรหันต์!” เมิ่งฮ่าวกำลังสั่นสะท้านด้วยความมุ่งหวัง แม้จะมองไปจากที่ห่างไกล เขาก็สามารถจะจดจำได้ถึงต้นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชนิดนี้ แค่หนึ่งในพวกมันก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนในโลกด้านนอกต้องคลุ้มคลั่งขึ้นด้วยความอยากได้

ยิ่งห่างออกไปไกลที่ด้านใน ก็ยิ่งมีต้นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมากขึ้น แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้จักยับยั้งตนเอง เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปไกลเช่นนั้น โดยที่ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่อยู่ใกล้ใบไม้แห่งการเกิดใหม่มากกว่า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ อยู่ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวจำได้ว่าเมื่อเขามายังที่แห่งนี้ในครั้งแรก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปใกล้มากเกินไป ก็จะทำให้กลุ่มเมฆของตัวด้วงสีดำพุ่งขึ้นมา

ใบไม้แห่งการเกิดใหม่เป็นต้นสีม่วงเล็กๆ หนึ่งต้นจะมีอยู่เก้าใบ และใบของมันจะมีรูปร่างเหมือนกับพระจันทร์เสี้ยว สัญลักษณ์เวทที่ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ส่องแสงระยิบระยับอยู่บนใบไม้แต่ละใบ แค่มองไปยังต้นไม้นี้ก็จะทำให้คนผู้นั้นรู้สึกว่า กำลังมองไปยังวัฎจักรแห่งการเกิดใหม่ของตนเอง

สำหรับดอกตะวันฉาย พวกมันเลื้อยไปตามพื้น ดอกสีส้มเล็กๆ ดูคล้ายกับดวงตะวัน ส่องแสงเจิดจ้าออกมา

จากนั้นก็เป็นต้นหญ้าอรหันต์ ซึ่งดูเหมือนกับต้นไม้ธรรมดาที่คล้ายกับดอกผูกงยิง (ดอกแดนดิไลออน)

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็หรี่ตาลง ถือแผ่นหยกอยู่ในมือซ้าย กัดฟันแน่นจากนั้นก็ค่อยๆ ทำให้กลิ่นอายตัวเองอ่อนจางลง

“เมื่อข้ามายังที่แห่งนี้ในตอนแรก ด้วงหนึ่งหมื่นตัวได้ปรากฏขึ้น เมื่อข้าอยู่ห่างจากสวนสมุนไพรหนึ่งพันจ้าง…ดูเหมือนว่าตัวด้วงเหล่านี้จะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของข้า…” กลิ่นอายเขาค่อยๆ จางลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะกดตัวเองให้ไปอยู่ในขั้นผู้ฝึกตนสร้างแกนลมปราณ

“สะกดลงไปอีก!” เมิ่งฮ่าวคิด ยังคงไม่มั่นใจว่ามันจะเพียงพอ หลังจากที่กดดันกลิ่นอายให้ลงไปได้อีก ก็ไปอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ นี่เป็นขีดจำกัดที่เขาสามารถจะทำได้ในตอนนี้

ต่อมาร่างเขาก็แวบขึ้น ขณะที่ผีโต้งถูกโยนออกไป มันกำลังจะเริ่มพูดจาอย่างไร้สาระออกมา แต่ทันใดนั้นก็มองไปรอบๆ และเริ่มสั่นไปมา

“บัดซบ! บัดซบ! ข้าหลับไปแค่ไม่นาน และเจ้า เจ้า เจ้า…เจ้าก็นำข้ามายังสถานที่เช่นนี้? สวรรค์! สวรรค์! นี่…สถานที่แห่งนี้ช่างอันตรายเป็นอย่างยิ่ง!!”

“เงียบ!” เมิ่งฮ่าวรีบกล่าวขึ้น หยิบขนนกสีดำออกมาอย่างรวดเร็ว ส่งมันให้กับผีโต้ง จากนั้นก็ออกคำสั่งไปสองสามคำ หลังจากที่ได้ยินแผนการของเขา ผีโต้งก็ตกใจ และส่ายหน้าไปมาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เมิ่งฮ่าวพูดข่มขู่อยู่ชั่วขณะ ผีโต้งก็ทำหน้าบึ้งตึงและยอมรับในแผนการนั้น

เมิ่งฮ่าวคลานตรงไปยังสวนสมุนไพรอย่างช้าๆ เขาตัดสินใจได้แล้วว่า ถ้าไม่อาจจะได้ต้นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์มา เขาก็จะยอมกล้ำกลืนความเสียใจและเคลื่อนย้ายทางไกลออกไป ตอนนี้เขามาถึงตำแหน่งหนึ่งพันจ้าง ซึ่งเคยตกเป็นเป้าสนใจของตัวด้วงนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้

จิตใจเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ก้าวเลยผ่านจุดนั้นไป เขาจ้องมองไปที่เบื้องหน้า เตรียมตัวอย่างรอบคอบรอให้ตัวด้วงปรากฏขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“วิธีการนี้ใช้ได้ผล!” เมิ่งฮ่าวเลียริมฝีปาก มุ่งหน้าต่อไปจนกระทั่งอยู่ที่ตำแหน่งห้าร้อยจ้าง ทันใดนั้นด้วงสีดำสิบกว่าตัวได้บินขึ้นมาจากภายในต้นวัชพืช สีหน้าเมิ่งฮ่าวสลดลง และกำแผ่นหยกในมือไว้จนแน่น แต่เขาก็ยังคงกัดฟันแน่นหยุดนิ่งอยู่บนพื้นไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว

ด้วงสีดำสิบกว่าตัวกระจายกลิ่นอายอันดุร้ายออกมา ขณะที่พวกมันบินไปมา แต่หลังจากที่ไม่พบเห็นอะไร พวกมันก็บินกลับลงไปบนพื้นอย่างช้าๆ

หลังจากเวลานานผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็กัดฟันแน่นและคลานตรงไปอีกครั้ง ตอนนี้เขาอยู่ในตำแหน่งสามร้อยจ้าง และตัวด้วงนับพันก็บินขึ้นไปในอากาศจนเกิดเป็นเสียงหึ่งๆ ขึ้น เมิ่งฮ่าวยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นกว่าเดิม

“มีเพียงทางเดียวที่ข้าจะเข้าไปใกล้ได้ คือการสะกดข่มกลิ่นอายให้ถึงจุดที่พวกมันคิดว่าข้าอ่อนแอเกินไปที่จะเป็นภัยคุกคาม” ไม่นานต่อมา ตัวด้วงสีดำทั้งหมดก็บินกลับลงไปบนพื้น และเมิ่งฮ่าวก็คลานตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง

สองร้อยจ้าง หนึ่งร้อยจ้าง ห้าสิบจ้าง!

ทันทีที่เขาผ่านจุดห้าสิบจ้างไป ดวงตาก็เบิกกว้าง และลำคอก็แห้งผากเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสีดำไป

ทันใดนั้นตัวด้วงนับหมื่นบินได้ขึ้นไปในอากาศ

ในตอนนั้นเองที่เมิ่งฮ่าวได้ส่งเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ออกไปอย่างเร่งรีบ ที่ห่างไกลออกไป ผีโต้งกำลังสั่นสะท้านและก่นด่าสาปแช่งอยู่ภายในใจ กัดฟันแน่น ใช้ขนนกสีดำทำให้เกิดเป็นกลิ่นอายอันน่าตกใจขึ้นมาในทันที

ฉับพลันนั้น ตัวด้วงนับหมื่นที่อยู่ข้างหน้าเมิ่งฮ่าวก็ตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย แผ่นผืนแห่งแสงสีดำพุ่งขึ้นไป ซึ่งประกอบด้วยตัวด้วงสีดำนับหมื่น ทั้งหมดนั้นพุ่งตรงขึ้นไปในท้องฟ้า

กลิ่นอายที่กระจายออกมาโดยตัวด้วง ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างเมิ่งฮ่าว จนเขาต้องกระอักโลหิตออกมา แต่สีหน้าก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ร่างกายแวบขึ้นขณะที่พุ่งตรงไปยังใบไม้แห่งการเกิดใหม่ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยนิด เขาไม่ได้เก็บใบของมัน แต่พยายามดึงทั้งลำต้นขึ้นมาจากพื้นดิน ตามมาด้วยต้นเถาวัลย์ประกายเซียนซึ่งอยู่ที่รากของมัน!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: