I Shall Seal The Heaven Chapter 892

ตอนที่ 892

ประตูสวรรค์ตะวันออก!

ยานบินกลายเป็นลำแสงพุ่งฝ่าท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวไป ด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่เมิ่งฮ่าวจะบินไปด้วยตนเองมากนัก ในเวลาเดียวกันนั้นอัตราการกลืนกินหินลมปราณของมันก็ช่างน่ากลัวโดยแท้

จิตใจเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะทำได้ ได้แต่ต้องป้อนหินลมปราณระดับสูงเข้าไปเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

การเดินทางเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้ในช่วงระยะทางสั้นๆ เท่านั้น การใช้มันเป็นเวลานานแบบที่เมิ่งฮ่าวกระทำอยู่ในตอนนี้ค่อนข้างจะพบเห็นได้ยาก

“เพื่อความปลอดภัย…” เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ และผีโต้งก็ปรากฏขึ้น ทันใดนั้นมันก็เริ่มส่งเสียงอยู่ตลอดเวลา แต่ครั้งนี้ไม่ว่าเมิ่งฮ่าวจะพูดอะไรออกมา มันก็ไม่ยอมที่จะช่วยเขาอีก

เมื่อไม่มีทางเลือก ในที่สุดเขาก็หยิบเอากระจกทองแดงและนำนกแก้วออกมา

ทันทีที่นกแก้วโผล่ขึ้น ก็เริ่มคร่ำครวญและตะโกนออกมา

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ! ในที่สุดอู่เหยียก็ออกมาได้แล้ว!” มันร้องไห้คร่ำครวญจนดูเหมือนว่าแทบจะมีหยดน้ำตาไหลลงมา มันถูกผนึกไว้ในกระจกเป็นเวลานาน จากมุมมองของมันดูเหมือนว่าแทบจะผ่านไปหนึ่งหมื่นปี ตอนนี้เมื่อมันเป็นอิสระแล้ว ก็ส่งเสียงบ่นอยู่ตลอดเวลา

เมิ่งฮ่าวมองไปยังผีโต้งและนกแก้ว และทันใดนั้นก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาในทันที กล่าวขึ้น

“ให้ผีโต้งเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาข้าอีกครั้ง มิเช่นนั้นข้าจะผนึกเจ้ากลับเข้าไปอยู่ที่ด้านใน”

นกแก้วกราดเกรี้ยวและปฏิเสธให้ความร่วมมือ แต่จากนั้นก็คิดไปถึงความเจ็บปวดที่ต้องถูกผนึกไว้ รำลึกไปถึงการที่ไม่อาจจะมีคนรักที่มีขนยาวๆ ได้อีกต่อไป ในที่สุดมันก็เริ่มตกใจขึ้นมาอย่างรุนแรง

สุดท้ายทั้งสองก็บรรลุข้อตกลง ตราบเท่าที่นกแก้วเห็นด้วยว่าจะไม่ทำอะไรที่ล้ำเส้น มันก็จะไม่ถูกผนึกอีกครั้ง นกแก้วบินขึ้นไปยังผีโต้งในทันทีและเริ่มแสดงท่าทีที่เย่อหยิ่ง ใช้วิธีการบางอย่างทำให้ผีโต้งจู่ๆ ก็มีท่าทางกระวนกระวายใจ ในที่สุดพร้อมด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงของมัน มันได้ช่วยให้เมิ่งฮ่าวเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ รวมทั้งรูปร่างของยานบินนี้ด้วย

จากนั้นยานบินก็ร่อนเร่ต่อไป บินด้วยเส้นทางที่อ้อมเป็นวงกลมไปยังดาวตงเซิ่ง แทนที่จะมุ่งหน้าไปตรงๆ

ไม่กี่วันต่อมา บุรุษชุดดำที่มีพื้นฐานฝึกตนสูงเกินกว่าอาณาจักรเซียน ก็ปรากฏกายขึ้นในตำแหน่งที่เมิ่งฮ่าวเคยต่อสู้กับบุรุษชุดดำคนอื่นๆ หลังจากที่มองไปรอบๆ อยู่ชั่วขณะ มันก็เคลื่อนที่ออกไป

“เปลวไฟที่เผาไหม้พวกมันคืออะไรกัน…?”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันมีผู้พิทักษ์เต๋าที่ฝึกฝนพลังเปลวไฟแห่งอาณาจักรโบราณ!” สีหน้าที่น่าเกลียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมัน หลังจากผ่านไปสักพัก มันก็ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป แต่ก็ไม่อาจจะค้นหาร่องรอยของเมิ่งฮ่าวได้ ที่สำคัญมากไปกว่านั้น มันยังไม่อาจจะตรวจจับกลิ่นอายของเมิ่งฮ่าวได้อีกด้วย และไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงตำแหน่งที่แน่นอนเพื่อทำการค้นหาเขาได้

การค้นหาใครบางคนในท่ามกลางห้วงอวกาศเช่นนี้ ราวกับเป็นการงมเข็มในมหาสมุทร

“ถ้าข้าบอกว่าเจ้าไม่อาจจะหลบหนีจากไปได้ เจ้าก็ไม่มีทางหลบหนีพ้น!” มันกล่าวขึ้นพร้อมกับแค่นเสียงอย่างเย็นชา ยกมือขวาขึ้นภายในมองเห็นเป็นกระดองเต่าโบราณ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเก่าแก่เป็นอย่างมาก มากจริงๆ

“นายท่านยังได้ให้ของวิเศษอันล้ำค่านี้มา เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าต้องตายไป! ด้วยของชิ้นนี้ทำให้ข้าสามารถจะค้นหาร่องรอยของเจ้าได้อย่างแน่นอน” ดวงตามันสาดประกาย ค่อยๆ ยกกระดองเต่าขึ้นมาอย่างช้าๆ เริ่มร่ายเวทและสวดมนต์อันซับซ้อนด้วยเสียงที่เชื่องช้าน่าอึดอัดใจออกมา ในที่สุดมันก็พ่นโลหิตบางส่วนออกมา

“ฟางฮ่าว!” มันร้องคำรามออกมา กระดองเต่าดูดซับโลหิตเข้าไป และจากนั้นก็เริ่มสั่นไปมา เกิดเป็นฟองอากาศลอยขึ้นมา ซึ่งมีภาพลอยอยู่ภายในฟองอากาศเหล่านั้น

บุรุษชุดดำจ้องมองไปยังฟองอากาศด้วยใจจดจ่อ หัวเราะหึๆ อย่างเย็นชาออกมา มันมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าของวิเศษแปลกๆ นี้จะทำให้สามารถค้นหาเมิ่งฮ่าวได้ อันเนื่องมาจากสายโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างของเขา

ไม่นานต่อมาของวิเศษก็เริ่มสาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า และภาพของเมิ่งฮ่าวก็ปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกับที่เขาปรากฏขึ้น…

ของวิเศษแปลกๆ นั้นก็เริ่มสั่นไปมา ราวกับว่าในช่วงของการค้นหาเมิ่งฮ่าวอยู่นั้น มันได้ไปพบเจอกับพลังที่เข้ามาขัดขวางอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้ จากนั้นเสียงระเบิดก็ได้ยินมา เมื่อของวิเศษนั้นระเบิดขึ้น กลายเป็นเสี่ยงๆ นับไม่ถ้วน

ขณะที่มันระเบิดออก กลิ่นอายอันน่าตกใจได้พุ่งขึ้นมาจากของวิเศษนั้น ทำให้บุรุษในชุดดำสั่นสะท้าน และเสียงกระหึ่มก็ดังเต็มอยู่ในจิตใจมัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมันไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใดๆ พลังของแรงระเบิดนั้นทำให้มันต้องลอยละลิ่วไกลออกไปนับหมื่นจ้าง กระอักโลหิตออกมาถึงสามกองโต ท่าทางตกตะลึงเต็มอยู่บนใบหน้าของมัน

“ไม่อาจจะค้นหาร่องรอยโชคชะตาของมันได้?!” บุรุษชุดดำกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดขาว จากนั้นก็คิดไปถึงกลิ่นอายเมื่อครู่นี้ ทำให้หนังศีรษะของมันต้องด้านชา

เวลาผ่านไป สามเดือนต่อมา ตระกูลฟางบนดาวตงเซิ่งมีบรรยากาศที่แปลกๆ ตลอดทั้งช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ สมาชิกบางคนของตระกูลมีกำหนดการว่าจะกลับมา แต่ก็ไม่มีใครแสดงตนขึ้นมา

งานเลี้ยงต้อนรับถูกยกเลิกไป ในที่สุดพวกมันก็ตระหนักว่าไม่อาจจะติดต่อกับสือจิ่วกงจื่อได้ ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกำหนดว่าให้ไปนำตัวหลานปู่ที่เป็นสายโลหิตหลักกลับมา การหายตัวไปของมันทำให้เกิดเป็นบรรยากาศที่แปลกๆ ขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

กลุ่มคนทั้งหมดที่เป็นสายโลหิตหลักของตระกูลต่างก็มีโทสะ หลายคนได้ออกจากดาวตงเซิ่งไปเพื่อทำการค้นหาด้วยตนเอง แต่ทั้งหมดนั้นต่างก็ไร้ประโยชน์ใดๆ

ไม่เพียงแต่กลุ่มคนที่เป็นสายโลหิตหลักเท่านั้นที่ออกไปค้นหา แม้แต่สมาชิกธรรมดาทั่วไปก็ยังได้ออกไปค้นหาเมิ่งฮ่าวด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าบุรุษชุดดำก็ออกไปค้นหาด้วยเช่นกัน เพื่ออยากจะรู้ว่าเมิ่งฮ่าวยังมีชีวิตอยู่หรือตกตายไปแล้ว

ไม่มีใครกล้าส่งข่าวไปยังฟางซิ่วเฟิงที่อยู่บนดาวหนานเทียน ในที่สุดสือจิ่วกงจื่อก็กลับมาและรายงานต่อท่านผู้เฒ่าสูงสุด ด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด

ท่านผู้เฒ่าสูงสุดมีท่าทางกราดเกรี้ยว ยังได้ออกไปยังอุโมงค์การเคลื่อนย้ายทางไกลที่พังทลายลงไปด้วยตนเองอีกด้วย ในที่สุดมันก็คิดว่านี่คงเป็นกับดักที่ถูกจัดทำขึ้นโดยสำนักที่แอบลอบเป็นศัตรูของสือจิ่วกงจื่อ

การที่เมิ่งฮ่าวถูกลากเข้ามาพัวพันกับสถานการณ์นี้ ทำให้เกิดเป็นความปั่นป่วนขึ้นเล็กน้อย และในที่สุดตระกูลฟางก็ได้ส่งผู้แข็งแกร่งบางคน ไปล้มล้างสำนักที่ตั้งตัวเป็นศัตรูไปจนหมดสิ้น ทำให้เกิดเป็นความตื่นตระหนกขึ้นอยู่ไม่น้อย

หลังจากที่ผ่านไปสามเดือนโดยไร้ข่าวคราวใดๆ จากเมิ่งฮ่าว สือจิ่วซู (อาสิบเก้า) ก็ต้องจมอยู่ในความรู้สึกผิดอยู่ตลอดทั้งวัน ท่านได้ออกไปทำการค้นหาเมิ่งฮ่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เคยจะพบเห็นร่องรอยใดๆ สือจิ่วซูยังได้รู้สึกผิดต่อฟางซิ่วเฟิงเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกเรื่องราวเหล่านี้ให้ท่านทราบ

แน่นอนว่าสือจิ่วซูรู้สึกหวาดกลัวต่อต้าเกอ (พี่ใหญ่) คนนี้มาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก และรู้ว่าบุคลิกส่วนตัวของท่านเป็นอย่างไร ถ้าฟางซิ่วเฟิงรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ใครจะไปรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือว่า…ต้องมีหายนะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ตระกูลฟางเริ่มสงบลงอย่างช้าๆ ผู้คนที่ออกไปทำการค้นหาเมิ่งฮ่าวเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดก็เหลือเพียงแค่กลุ่มคนที่เป็นสายโลหิตหลักเท่านั้น ที่ยังคงกระทำเรื่องราวนี้อยู่

ตระกูลฟางเป็นตระกูลใหญ่ และกลุ่มสายโลหิตหลักที่เคยมีชื่อเสียงมาอย่างสูงสุดในครั้งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยท่านปู่ของเมิ่งฮ่าวที่มีพื้นฐานฝึกตนอันยิ่งใหญ่ ยังมีปรมาจารย์ที่เป็นสายโลหิตหลักคนอื่นๆ อีก และแน่นอนว่าบิดาของเมิ่งฮ่าวก็เป็นผู้ถูกเลือกที่น่าหวาดกลัวในจิตใจของคนทั้งหมดในรุ่นเดียวกันกับท่าน

ตอนนี้ท่านปู่ของเมิ่งฮ่าวได้หายตัวไป ปรมาจารย์ที่เป็นสายโลหิตหลักคนอื่นๆ ก็มาถึงจุดที่ต้องถือกำเนิดใหม่ขึ้นมา และกำลังอยู่ในช่วงการนั่งเข้าฌาณตามลำพัง ฟางซิ่วเฟิงก็ต้องไปอยู่บนดาวหนานเทียน

นอกเหนือจากนั้นทั้งหมด เมิ่งฮ่าวที่เป็นหลานปู่คนโต ก็เกิดมาพิการ ในที่สุดกลุ่มสายโลหิตหลักในตอนนี้ก็ได้สูญเสียอำนาจและอิทธิพลไป ก่อนหน้านี้พวกมันอยู่ในจุดสูงสุดของพลังอำนาจ แต่ในตอนนี้มีสมาชิกของตระกูลเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น ที่ยังคงจงรักภักดีต่อกลุ่มสายโลหิตหลัก

ขณะที่กลุ่มสายโลหิตหลักตกต่ำลง กลุ่มสายโลหิตรองก็พุ่งขึ้นมาแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสายโลหิตที่ผู้ถูกเลือกฟางเว่ยได้สืบเชื้อสายมา บิดาของมันและปรมาจารย์คนอื่นๆ แห่งสายโลหิตนี้กำลังสาดประกายอย่างเจิดจ้า ในช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา พวกมันได้พยายามอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือตระกูล จนทำให้มีชื่อเสียงกระจายออกไปทั่วนอกตระกูล ดังนั้นพลังของพวกมันก็มีแต่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็สามารถจะออกคำสั่งต่อกลุ่มคนที่จงรักภักดีของตระกูลได้มากถึงสามในสิบส่วน

ที่เหลืออีกหกในสิบส่วนยังคงรักษาความเป็นกลาง ดูแลโครงสร้างกองกำลังของพวกมันเองไว้ และให้ความช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ตามความจำเป็น

เวลาอีกครึ่งปีได้ผ่านไป ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้หายตัวไปเกือบหนึ่งปีเต็ม ทำให้แม้แต่กลุ่มสายโลหิตหลักก็แทบจะหมดหวังว่าเขาจะกลับมาได้ และหยุดการค้นหาทั้งหมดไป

แม้แต่ผู้ฝึกตนในชุดดำก็ยังไม่ทำการค้นหาอีกต่อไป พวกมันคิดว่าเมิ่งฮ่าวได้ตายอยู่ในห้วงอวกาศด้านนอกแล้ว แม้แต่ผู้แข็งแกร่งชุดดำที่มีพื้นฐานฝึกตนสูงกว่าอาณาจักรเซียน ก็ยังไม่อาจจะพบเห็นร่องรอยของเมิ่งฮ่าวได้ อวกาศเป็นสถานที่อันกว้างใหญ่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวซึ่งอยู่รอบๆ ดาวตงเซิ่งทั้งหมดไว้ได้ มันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะทำเช่นนั้นได้

ดาวตงเซิ่งค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างช้าๆ และผู้คนก็เริ่มลืมเรื่องของเมิ่งฮ่าวไปทีละน้อย

ในวันหนึ่งยานบินขนาดสิบจ้างสองลำ ได้บินอย่างกระเซอะกระเซิงอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอยู่ที่ด้านนอกดาวตงเซิ่ง ขณะที่พวกมันขยับเข้ามาใกล้ดาวตงเซิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มองเห็นเมิ่งฮ่าวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในยานบินหนึ่งในสองลำนั้น เสื้อผ้าเขาฉีกขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเหี่ยวแห้งเป็นสีเหลือง แต่ดวงตาก็ยังคงสาดประกายเจิดจ้า เพียงมองแค่แวบเดียวก็ดูเหมือนว่าเขาจะเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง แต่ลึกลงไปในดวงตาก็ดูเหมือนว่าเขายังมีความแข็งแกร่งมากกว่าในตอนที่จากดาวหนานเทียนมาซะอีก

เขาได้เดินทางมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี เพื่อให้มาถึงดวงดาวที่อยู่เบื้องหน้านี้ ที่ผ่านมา เขาแทบจะอยู่ที่นั่นอยู่ตลอดเวลา

จำนวนหินลมปราณที่เขาได้ใช้ไป ได้บรรลุถึงระดับที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาคิดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องกัดฟันแน่นและจิตใจก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ตลอดทั้งการเดินทางเกือบหนึ่งปีมานี้ เมิ่งฮ่าวได้ใช้ความระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกค้นพบร่องรอยและถูกสังหารไป แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย และต้องไปพบเจอกับผู้ฝึกตนที่ชั่วร้าย จึงเกิดการต่อสู้ขึ้นอยู่มากมายหลายครั้ง

ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเขาได้พบเจอกับการฝึกฝนมาเป็นอย่างหนักตลอดทั้งหนึ่งปีมานี้ ทำให้เมิ่งฮ่าวลืมเรื่องที่ถูกปกป้องดูแลจากบิดามารดาไปอย่างรวดเร็ว อีกครั้งที่เขาต้องผ่านประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ด้วยตนเอง เหมือนกับสิ่งที่เคยเป็นมาเมื่อในอดีต

“ในที่สุด…ข้าก็มองเห็นดาวตงเซิ่งด้วยสองตาของตัวเองแล้ว!” เมิ่งฮ่าวคิด มองไปยังดาวที่อยู่เบื้องหน้าขึ้นไป มันมีขนาดใหญ่โต ประกอบไปด้วยน้ำสีน้ำเงินในมหาสมุทรสามในสิบส่วน และอีกเจ็ดส่วนเป็นพื้นดิน หนึ่งในทวีปนั้นได้กระจายออกไปปกคลุมเกือบครึ่งดวงดาว มีสีแดงและกระจายกลิ่นอายที่แปลกๆ ออกมา

ดาวดวงนี้มีวงแหวนอยู่ล้อมรอบด้วยเช่นเดียวกัน ประกอบด้วยหินอุกกาบาตที่กำลังลอยไปมาอยู่นับไม่ถ้วน ดูน่าตื่นเต้นประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่มองไปยังภาพที่เบื้องหน้า เมิ่งฮ่าวก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า มีผู้ฝึกตนกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่บนหินอุกกาบาตมากมาย บางก้อนยังมีถ้ำแห่งเซียนถูกสร้างขึ้นมาในหินอุกกาบาตเหล่านั้นอีกด้วย

ดาวดวงนี้ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลัง กลิ่นอายอันน่าตกใจของพวกมันรวมตัวเข้าด้วยกัน กระจายเป็นแสงระยิบระยับอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

โดยที่ไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าลงไปบนดวงดาว เมิ่งฮ่าวก็สามารถบอกได้ว่านี่เป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองมากเป็นอย่างยิ่ง ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนผ่านเข้าออกดาวดวงนี้อยู่ตลอดเวลา ลำแสงหลากสีแวบไปมา ภาพทั้งหมดนี้ดูแตกต่างไปจากดาวหนานเทียนเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดเป็นแสงอันเย็นชาสาดประกายอยู่ในดวงตาเมิ่งฮ่าว

บุรุษหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในยานบินข้างเมิ่งฮ่าวยิ้มออกมา มันใช้เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ส่งข้อความมาให้เขา

“พี่เมิ่ง นี่คือดาวตงเซิ่ง เมื่อไหร่ที่ท่านทำภารกิจเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมแวะไปเยี่ยมข้าที่สำนักเย่าเซียน (เซียนโอสถ) ข้าจะแนะนำสหายที่ดีบางคนให้ท่านรู้จัก”

บุรุษหนุ่มผู้นี้มีนามว่าเฝิงสวิน เมิ่งฮ่าวได้ช่วยมันไว้จากเงื้อมมือของกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อน ทำให้เฝิงสวินรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้พูดคุยกัน เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่ามันเป็นศิษย์แห่งสำนักเย่าเซียน เมื่อได้ยินว่าเมิ่งฮ่าวกำลังเดินทางไปยังดาวตงเซิ่ง มันก็อาสาพาเมิ่งฮ่าวมาด้วยตนเองในทันที

“ขอบคุณมากพี่เฝิง ข้าต้องไปเยี่ยมท่านอย่างแน่นอน” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่มองไปยังดาวตงเซิ่ง แสงอันเจิดจ้าในดวงตาได้กลายเป็นความเย็นชาไปในทันที

“จากการวิเคราะห์ของข้า กลุ่มคนในตระกูลฟางที่พยายามจะสังหารข้า ต้องหวาดกลัวต่อบิดาข้าอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน และดูเหมือนจะมีเหตุผลอื่นอีกด้วย บางทีอาจจะเป็นเรื่องราวภายในตระกูลบางอย่าง พวกมันคงกลัวว่าคนอื่นๆ จะรู้ว่าพวกมันเป็นผู้ที่ทำการสังหารข้า”

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม พวกมันถึงได้ล่อให้สือจิ่วซูออกไป จากนั้นก็ส่งกลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นมาสังหารข้า รวมทั้ง…บุรุษเหล่านั้นที่ถูกลบความทรงจำไป ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าความคิดของข้าถูกต้อง”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าตระกูลฟางอาจจะดูเหมือนว่าเป็นสถานที่อันตรายสำหรับข้า แต่ก็น่าจะปลอดภัยเมื่อข้าไปอยู่ที่นั่น พวกมันคงไม่กล้าที่จะสังหารข้าในท่ามกลางกลุ่มคนของตระกูลอย่างแน่นอน!”

“ข้ามีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งอยู่ในตระกูลฟาง ดังนั้นพวกมันต้องไม่กล้าที่จะทำอะไรอย่างเปิดเผยแน่นอน” เมิ่งฮ่าวหัวเราะหึๆ อย่างเย็นชา บังคับให้ยานบินเข้าไปใกล้ดาวตงเซิ่งมากขึ้น ทันทีที่ใกล้เข้าไป สัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังก็พุ่งออกมาจากดวงดาว กวาดผ่านไปทั่วร่างเขา จากนั้นก็หายไปและกลายเป็นกระแสน้ำวน

ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงอันเย็นชาก็ส่งผ่านเข้ามาในหู

“ผู้ฝึกตนต่างด้าว ให้ผ่านเข้ามาในกระแสน้ำวนที่เบื้องหน้า มันจะนำเจ้าไปยังดวงดาว ให้เตรียมใบอนุญาตเดินทางและแผ่นหยกที่ยืนยันตัวตนของเจ้าไว้”

แสงที่แทบจะมองไม่เห็นแวบขึ้นมาในดวงตาเมิ่งฮ่าว กระแสน้ำวนได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฝิงสวินด้วยเช่นเดียวกัน เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ มองเห็นภาพเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับผู้ฝึกตนที่กำลังมาถึงคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่านี่คือวิธีการทำงานของดาวตงเซิ่ง

“พี่เมิ่ง มีกฎอยู่มากมายบนดาวตงเซิ่งนี้ คนที่มายังดาวดวงนี้จะถูกปฏิบัติเช่นนี้ทั้งหมด ถ้าท่านไม่มีใบอนุญาตเดินทาง และไม่มีแผ่นหยกยืนยันตัวตน ท่านก็ต้องจ่ายหินลมปราณเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า แต่ก็ยังคงสามารถจะผ่านเข้าไปได้ แน่นอนว่าจำนวนหินลมปราณที่ท่านจ่ายไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะอยู่บนดาวดวงนี้นานแค่ไหน”

“ถ้าท่านพยายามจะใช้กำลังผ่านเข้าไป ท่านก็จะถูกสังหารไป”

“ท่านไม่อาจจะทำอะไรได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั่วทั้งดาวดวงนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของตระกูลฟาง เมื่อหลายปีก่อน ราชันจี้ได้มอบสถานที่แห่งนี้ทั้งหมดให้กับพวกมัน…” เฝิงสวินฝืนยิ้มให้ เก็บยานบินของมันไว้ ประสานมือให้กับเมิ่งฮ่าว และก้าวเข้าไปในกระแสน้ำวนที่เบื้องหน้า

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวก็เก็บยานบินไว้ด้วยเช่นกัน และก้าวเดินเข้าไปในกระแสน้ำวน

แสงอันเจิดจ้าเต็มอยู่ในดวงตา และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน เขาก็ไม่ได้อยู่ในห้วงอวกาศอีกต่อไป แสงแห่งเกราะป้องกันกระจายขึ้นมาจากด้านล่างเท้า ทำให้เขาสามารถมองเห็นพื้นดินที่เบื้องล่างได้

ตรงหน้าเมิ่งฮ่าวเป็นประตูขนาดใหญ่!

ประตูนั้นมีความสูงหนึ่งพันจ้าง ถูกสร้างขึ้นมาจากสัมฤทธิ์ ดูเก่าแก่โบราณโดยสิ้นเชิง แกะสลักเป็นลวดลายที่เห็นได้ว่ามาจากในสมัยโบราณ ดูน่าตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้ามองดูให้ละเอียดก็จะพบว่า ภาพบนประตูนี้ดูเลือนลางจนยากที่จะดูออกได้ว่าเป็นภาพอะไร

มีตัวอักษรอยู่สามตัว ถูกแกะสลักอยู่ที่ด้านบนสุดของประตู ทำให้มองเห็นได้อย่างเด่นชัด

ตงเทียนเหมิน! (ประตูสวรรค์ตะวันออก)

มันเป็นแค่ประตูเท่านั้น แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไป ม่านตาก็ต้องหดเล็กลง ประตูนี้…ดูคล้ายกับประตูเซียนอย่างแท้จริง

ผู้ที่กำลังจัดระเบียบอยู่หน้าประตูเป็นผู้ฝึกตนนับร้อย กำลังมองไปรอบๆ อย่างเย็นชายังกลุ่มคนหนึ่งพันกว่าคนที่กำลังเข้าแถวอยู่ เพื่อรอผ่านเข้าไป

อีกด้านหนึ่งของประตูสวรรค์ตะวันออกยังมีประตูอีกสามบาน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก หนึ่งในประตูทั้งสามถูกแกะสลักด้วยตัวอักษรว่ากุ่ยเสิน (เทพหุ่นเชิด) และอีกบานถูกสลักด้วยคำว่า เซี่ยหลันฮวา (กล้วยไม้โลหิต)

ประตูสุดท้ายดูเก่าแก่โบราณและแปลกๆ เป็นพิเศษ แต่ก็กระจายพลังที่สามารถกระตุ้นพลังสายโลหิตที่อยู่ภายในร่างเมิ่งฮ่าวออกมาเป็นระยะ

เฝิงสวินปรากฏกายขึ้นที่ด้านข้างเมิ่งฮ่าวและเริ่มกล่าวคำอธิบาย

“พี่เมิ่ง นี่คือประตูสวรรค์ตะวันออก อีกสองประตูนั้นสำหรับสำนักกุ่ยเสิน และนิกายเซี่ยหลัน ประตูสุดท้าย…ไว้สำหรับคนของตระกูลฟางเท่านั้น”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น