Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 936

I Shall Seal The Heaven Chapter 936

ตอนที่ 936

เมิ่งฮ่าวปะทะฟางเว่ย!

เมื่อฟางเว่ยเริ่มบินสูงขึ้นไปในท้องฟ้าก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวได้ตื่นขึ้นมาจากการเข้าฌาณในทันที ไม่ได้เป็นการตื่นขึ้นมาเองตามปกติ แต่เป็นเพราะเขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันเข้มข้นของบางสิ่งที่กำลังร้องเรียกหาเขา เป็นบางสิ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

ความรู้สึกที่คุ้นเคยนั้น กระจายออกมาจากฟางเว่ย

เป็นความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับสิ่งใดๆ และออกมาจากภาพแห่งธรรมภาพที่สองและสามของฟางเว่ยโดยเฉพาะ ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังร้องเรียกสายโลหิตของเมิ่งฮ่าวอยู่

เขารู้สึกคุ้นเคยถึงบางสิ่งที่เกี่ยวกับกลิ่นอายของฟางเว่ยมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่กล้าจะคาดเดาจนกระทั่งได้รับการยืนยันแล้วในตอนนี้

จากภาพแห่งธรรมที่สองและสามของฟางเว่ย ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่า…พวกมันเป็นของเขาอย่างแท้จริง

พวกมันคือ…ผลเนี่ยผานของเขาจริงๆ!

ตอนนี้เมื่อความจริงได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว เขากลับสงบเยือกเย็นอย่างคาดไม่ถึง ทั่วทั้งตระกูลได้เป็นสักขีพยานในตอนที่ผู้เฒ่าสูงสุดทำการส่งมอบผลเนี่ยผานของเขามาให้ ดังนั้นการนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์

เมิ่งฮ่าวยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มอันเย็นชาที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยเพลิงโทสะ แต่เป็นความเยือกเย็น

เขาลุกขึ้นมายืนอย่างช้าๆ จากนั้นก็เริ่มบินขึ้นไป ไม่ได้พึ่งพาของวิเศษเพื่อใช้ต่อต้านแสงตะวันและความร้อน ตอนนี้เขาปล่อยวางเรื่องผลเนี่ยผานไว้ก่อน พยายามเพ่งสมาธิไปที่เวทแห่งเต๋าเวทหนึ่ง

เต๋าเดิมแท้เวทอสูรไฟมอดไหม้! ( 枯炎妖法本尊道 = คูเหยียนเยาฝาเปิ่นจุนเต้า)

เวทตัวอักษรไฟ! (炎)

ความร้อนอันเข้มข้นพุ่งขึ้นมาจากภายใน กระจายออกไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว เป็นความร้อนที่ทำให้เกิดเป็นทะเลแห่งเปลวไฟ กระจายออกไปจากร่างเมิ่งฮ่าว พุ่งขึ้นไปหลอมรวมเข้ากับแสงตะวันสีม่วงและดูดซับความร้อนของมันไว้

ภาพแห่งธรรมของเขาได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง และมันก็มีทะเลแห่งเปลวไฟปกคลุมไปทั่วร่างด้วยเช่นกัน ทำให้ดูน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

ทันใดนั้นเองที่กายเนื้อของเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะสามารถทะลวงผ่านไปอีกขั้นได้ ขณะที่เขาดูดซับความร้อนอันเข้มข้นที่อยู่รอบๆ ตัวเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

ภายในจิตใจเขาไม่ได้มีเพียงแค่เวทตัวอักษรไฟ (炎) เท่านั้น เขายังมีเวทตัวอักษรมอดไหม้หรือเหี่ยวแห้ง (枯) และเวทตัวอักษรดั้งเดิม (本) อยู่อีกด้วย เวทแห่งเต๋าทั้งสามนี้ดูเหมือนจะหลอมรวมกันอยู่ภายในร่างเขา ภายใต้ความร้อนอันเข้มข้น ร่างเมิ่งฮ่าวเริ่มแห้งเหี่ยวลงไป แต่ภายในความแห้งเหี่ยวนั้นคือพลังชีวิตอันเข้มข้น

ในความเป็นจริงขณะที่เขาแห้งเหี่ยวลงไป แสงตะวันสีม่วงก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งถูกกระตุ้นขึ้นโดยเวทตัวอักษรไฟ ทำให้ร่างกายเมิ่งฮ่าวฟื้นฟูกลับคืนมา จากนั้นความแห้งเหี่ยวก็รวมตัวกันอย่างแน่นหนาอยู่ภายในร่าง กลายเป็นหลุมดำที่แท้จริง

เวทตัวอักษรไฟของเมิ่งฮ่าวเริ่มแข็งตัวตกผลึกขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่มันดูดซับแสงตะวันสีม่วงจำนวนมากเข้าไป ทำให้เวทนั้นสมบูรณ์แบบขึ้น

“เต๋าเดิมแท้เวทอสูรไฟมอดไหม้ประกอบด้วยเจ็ดเวท” เมิ่งฮ่าวพึมพำ ขณะที่ในตอนนี้เขาได้เข้าใจเกี่ยวกับเวทแห่งเต๋านี้มากขึ้น ซึ่งเป็นเวทที่เขาได้เรียนรู้มาจากตอนที่อยู่ในสำนักเซียนอสูรโบราณ

“แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่มันก็ยังไม่อาจจะเทียบได้กับเวทการเกิดใหม่ของตระกูลฟาง” เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ เวทหนึ่งรำพึงการเกิดใหม่เป็นหนึ่งในสี่เวทแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ของตระกูลฟาง และมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้า

เวทแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ทั้งสี่เหล่านั้นคือเต๋าของตระกูล แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังไม่อาจจะศึกษาพวกมันได้ จนกว่าจะนำคะแนนความดีที่มากพอไปแลกเปลี่ยน แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่อาจจะศึกษาพวกมันได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากผู้แข็งแกร่งระดับปรมาจารย์

“ไฟ…แสง…” ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็จมอยู่ในห้วงภวังค์ และเริ่มมองเห็นภาพขึ้นมาอยู่ในจิตใจ ภายในภาพเหล่านั้นที่เขามองเห็น คือเปลวไฟลูกทรงกลมขนาดใหญ่และแสงที่คล้ายกับเป็นดวงตะวันหรือดวงตา

มันไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปจากเป็น…แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ที่อาณาจักรใต้ดินของดาวหนานเทียน!

นั่นคือเปลวไฟและแสงขนาดใหญ่ที่เข้มข้นมากที่สุด เท่าที่เมิ่งฮ่าวเคยพบเห็นมาในชั่วชีวิตนี้!

เมิ่งฮ่าวหลับตาลง และเริ่มหวนรำลึกไปถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ เหตุการณ์เริ่มชัดเจนมากขึ้นขณะที่เขาจำได้ว่า ได้กลับไปยังชั้นที่สามของอาณาจักรใต้ดิน ในตอนที่เขาได้ครอบครองแก่นแท้บางส่วนของมันมา สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่แสงแห่งดวงตะวัน แต่เป็น..ดวงตาเปลวไฟที่ก่อตัวขึ้นมาจากแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์!

ในเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวกำลังมองเห็นภาพนี้ ย้อนกลับไปยังดินแดนแห่งดาวหนานเทียน ในชั้นที่สามของอาณาจักรใต้ดิน สถานที่ซึ่งถูกคุ้มกันโดยสัตว์อสูรแปลกๆ นับไม่ถ้วน ภายในโลกแห่งเปลวไฟ ดวงตาของแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์จู่ๆ ก็…ลืมขึ้นมา!

ทันทีที่ดวงตานั้นลืมขึ้น ก็ดูเหมือนจะก่อตัวเป็นภาพสะท้อนของแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดขึ้นอยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าว เสียงกระหึ่มกึกก้องได้ยินมา และระดับพลังของเมิ่งฮ่าวฉับพลันนั้นก็เริ่มพุ่งขึ้นไป

ในเวลาเดียวกันนั้น ทะเลแห่งเปลวไฟที่อยู่รอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้นก็กลายเป็นสีดำ หมุนวนไปมาอยู่รอบๆ ตัวเขา กลายเป็นลูกทรงกลมขนาดใหญ่

เมิ่งฮ่าวอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของลูกทรงกลมนั้น ซึ่งถูกยกขึ้นไปโดยภาพแห่งธรรม ถ้ามองมาจากที่ห่างไกล ก็แทบจะดูเหมือนว่าเขาได้กลายเป็น…ดวงตะวัน!

ดวงตะวันนี้มีขนาดใหญ่กว่าและดูเหมือนของจริงกว่าดวงตะวันที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของไท่หยางจื่อ และความร้อนที่กระจายออกมานั้นก็เข้มข้นอย่างไร้ขอบเขต

ที่ด้านล่างในคฤหาสน์โบราณ สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสที่กำลังมองดูภาพที่เกิดขึ้นนี้ ได้เปลี่ยนไปด้วยความตกตะลึงขึ้นในทันที แม้แต่ผู้เฒ่าสูงสุดซึ่งยังคงมีความเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ก็ยังรู้สึกว่าดวงตาของมันกำลังเบิกกว้างขึ้น

“นั่นคือ…ภาพสะท้อน! เป็นภาพสะท้อนของดวงตะวัน!”

“ฟางฮ่าวกำลังใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์อะไรออกมา!? คาดไม่ถึงว่ามันจะสร้างเป็นภาพสะท้อนของดวงตะวันจริงๆ ขึ้นมาได้!”

“ในตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เคยสร้างภาพสะท้อนของดวงตะวันขึ้นมาได้ ในช่วงของปรากฏการณ์ตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา) นี้ และคนทั้งสองต่างก็เป็นปรมาจารย์ จากเมื่อหลายหมื่นปีก่อน! แต่ฟางฮ่าว…กลับสามารถทำเช่นนี้ได้จริงๆ!”

ลึกลงไปใต้พื้นดินของคฤหาสน์โบราณตระกูลฟาง ในถ้ำศิลามีชายชราที่ดูเก่าแก่โบราณนั่งขัดสมาธิอยู่เจ็ดคน

คนทั้งเจ็ดนี้ต่างก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ถ้าพวกมันโผล่ออกไปในโลกที่ด้านนอก ก็จะทำให้เกิดเป็นความปั่นป่วนวุ่นวายขนาดใหญ่อยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว และสามารถสะกดข่มสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้

พวกมันนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ ดูราวกับว่าไร้กลิ่นอายแห่งชีวิตใดๆ ปรากฏอยู่ในร่างพวกมัน พวกมันสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป และตอนนี้ชายชราที่สวมใส่ชุดยาวสีแดงเข้มจู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นมา

มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไป และสายตาก็แทงทะลุผ่านก้อนศิลาพุ่งออกไปยังโลกด้านนอก

“กลิ่นอายแห่งแก่นแท้…”

ย้อนกลับไปที่ด้านนอก ตรงตำแหน่งความสูงสามหมื่นจ้างบนท้องฟ้า เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ใครก็ตามที่มองมา ก็จะเห็นราวกับว่าเขาถูกปกคลุมด้วยภาพสะท้อนของดวงตะวัน แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น กลับกัน…เขาได้ใช้ความทรงจำของแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ตนเอง รวมทั้งเวทตัวอักษรไฟ เพื่อขอยืมพลังจากดวงตะวันและสร้างภาพของมันขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังฟางเว่ยที่อยู่ในตำแหน่งความสูงหกหมื่นจ้าง และสีหน้าของเขาก็ยิ่งสงบเยือกเย็นมากไปกว่าก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาก็ยกเท้าขวาขึ้น และกระทืบลงไป เกิดเป็นแรงขับส่งให้ตัวเองพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ!

มันคือการเคลื่อนที่แค่ครั้งเดียว แต่ก็ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มขนาดใหญ่ดังเต็มอยู่ในอากาศ ความว่างเปล่าเกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น แม้แต่ดวงตะวันที่อยู่สูงขึ้นไปในท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปมา ในเวลาเดียวกันนั้น ดวงตะวันที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าวก็เริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้น

เส้นทางที่ยืดขยายออกไปที่เบื้องหน้าสายตาเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนจะถูกย่อส่วนลงไป ราวกับว่าระยะทางสามหมื่นจ้างไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากห่างแค่จ้างเดียวเท่านั้น!

ด้วยการขยับตัวหนึ่งครั้งก้าวเดินไปแค่หนึ่งจ้าง…แต่ก็ทำให้เขาพุ่งทะยานไปไกลได้ถึงสามหมื่นจ้าง!

เขาผ่านหลี่หลิงเอ๋อร์ ไปแทนที่ซุนไห่และไท่หยางจื่อ และไปปรากฏกายขึ้นที่ด้านบนฝานตงเอ๋อร์!

เมิ่งฮ่าว…เคลื่อนที่ไปยังความสูงหกหมื่นจ้างโดยตรง เมื่อเขาไปปรากฏกายขึ้นที่ด้านข้างฟางเว่ย ดวงตามันก็เบิกกว้างและมองเห็นความตกตะลึงจากภายในดวงตาคู่นั้น

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวกำลังกระจายแสงสีม่วงอันไร้ขอบเขตออกมา จนมีรูปร่างเหมือนกับเป็นดวงตะวัน เป็นภาพที่ทำให้สวรรค์ต้องสะท้านปฐพีต้องสะเทือนขึ้นอย่างแท้จริง ทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในความประหลาดใจไปตามๆ กัน กลุ่มคนที่กำลังมองมาจากด้านล่าง อาจจะเข้าใจผิดได้ว่าดวงตะวันกำลังจะตกลงมา!

“เจ้า!!” ฟางเว่ยพูด นี่เป็นครั้งแรกที่มันเริ่มตื่นเต้นขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไป และมันกำลังถูกเมิ่งฮ่าวทำให้รู้สึกสะท้านใจ จนต้องถอยไปทางด้านหลังอย่างไม่รู้สึกตัวในทันที

ฝานตงเอ๋อร์กำลังหอบหายใจออกมา ขณะที่จ้องมองขึ้นไปยังเมิ่งฮ่าว นางต้องยอมรับว่าในตอนนี้ แม้แต่นางเองก็ยังต้องตกตะลึงกับเมิ่งฮ่าว เขาได้สร้างเป็นภาพสะท้อนของดวงตะวันขึ้นมา และก้าวผ่านระยะทางสามหมื่นจ้างไปในการขยับตัวแค่ครั้งเดียว! ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง!

โจวซินแห่งสำนักกระบี่ไท่สิง มองไปด้วยสายตาที่คมกริบ เห็นได้ชัดว่ามันไม่อยากจะเชื่อต่อความรู้สึกที่พ่ายแพ้ซึ่งเกิดขึ้นมาอยู่ในจิตใจตอนนี้

หลี่หลิงเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นางรู้ว่าเมิ่งฮ่าวคือฟางมู่ และนางก็รู้ว่าด้วยพรสวรรค์ของเขา เขาคืออันดับหนึ่งในขุนเขาทะเลที่เก้าแห่งนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ยังต้องรู้สึกสะท้านใจขึ้นมาอีกครั้งจากการกระทำของเขาในตอนนี้

อย่างช้าๆ ตำแหน่งของเมิ่งฮ่าวในจิตใจนางได้บรรลุถึงจุดสูงสุด คล้ายกับเป็นภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งไม่อาจจะถูกแทนที่ได้

ซ่งหลัวตานสั่นสะท้านและก้มศีรษะลงด้วยความขมขื่น ไท่หยางจื่อจ้องมองไปด้วยความงุนงงอยู่เป็นเวลานานก่อนที่จะถอนหายใจออกมา

“ช่างเป็นวาสนานักที่สามารถอยู่ในยุคเดียวกับมันได้ ทำให้ได้เห็นการกระทำของมัน แต่ก็เป็นคำสาปด้วยเช่นกัน…เพราะความเจิดจ้าของมันทำให้คนทั้งหมดต้องตกอยู่ในเงามืด”

หวังมู่กำหมัดไว้จนแน่น ลึกลงไปในจิตใจมันอยากจะต่อสู้ด้วย สายตามันส่อแววท้าทาย ขณะที่กล่าวย้ำกับตัวเองว่ามันแซ่หวัง และแซ่หวังนี้…ก็มีความหมายพิเศษเป็นอย่างยิ่ง!

การที่จะเป็นผู้ถูกเลือกแห่งตระกูลหวังได้ ก็หมายความว่าต้องไม่พ่ายแพ้ให้กับผู้ใด!

ซุนไห่สะท้านใจ และหัวเราะหึๆ อย่างขมขื่นออกมา จริงๆ แล้วมันไม่ต้องการจะไปแข่งขันกับเมิ่งฮ่าว แต่ยังคงต้องถอนหายใจออกมา

เมิ่งฮ่าวลอยตัวอยู่ในตำแหน่งความสูงหกหมื่นจ้าง ที่นั่นท้องฟ้าเป็นสีม่วงคล้ำจนแทบจะกลายเป็นสีดำไป เป็นความดำมืดที่ต้องมองไปอย่างละเอียดเท่านั้น ถึงจะสามารถรู้ว่ามันเป็นสีม่วง นอกจากนั้นแสงตะวันก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นตรงตำแหน่งหกหมื่นจ้างนี้ มากเสียจนกระทั่งดูเหมือนว่าจะสามารถหลอมละลายร่างกายได้

แม้แต่ของวิเศษก็อาจจะกลายเป็นของเหลวไปในทันที กลายเป็นสายน้ำไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สีหน้าเมิ่งฮ่าวก็ยังคงสงบนิ่ง เขาคล้ายกับเป็นหลุมดำ ทำการดูดซับแสงตะวันและความร้อนเข้าไปอย่างแข็งขัน ดวงตะวันที่ปกคลุมไปรอบๆ ตัวเขา ดูโอ่อ่าเกรียงไกรคล้ายกับดวงตะวันที่ลอยแขวนอยู่ที่ด้านบนในท้องฟ้า

เมิ่งฮ่าวหันไปมองยังฟางเว่ยที่มีใบหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงราบเรียบว่า

“ฟางเว่ย มาแข่งขันกันดีหรือไม่? ในระหว่างพวกเรา…ใครจะสามารถขึ้นไปได้สูงมากที่สุด!”

ดวงตาฟางเว่ยเบิกกว้าง ขณะที่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว

“พวกเราไม่จำเป็นต้องวางเดิมพันใดๆ” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ออกมา “แต่ผู้ชนะจะต่อยผู้แพ้ได้หนี่งครั้ง ข้าก็แค่อยากจะ…ต่อยเจ้าสักหนึ่งหมัดเท่านั้น”

ฟางเว่ยแค่นเสียงเย็นชา ไม่ยอมพูดอะไรออกมา แต่กล่าวตอบด้วยการกระทำ ภาพแห่งธรรมทั้งสามที่ด้านหลังมันจู่ๆ ก็ระเบิดพลังออกมา และร่างมันก็พุ่งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ทันทีที่ฟางเว่ยบินขึ้นไป เขาก็ติดตามไป และคนทั้งสองได้กลายเป็นริ้วแสงอันเจิดจ้าพุ่งขึ้นไปด้านบน

ในชั่วพริบตา คนทั้งสองก็บรรลุถึงความสูงเจ็ดหมื่นจ้าง!

ทั่วทั้งร่างเมิ่งฮ่าวถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟ ดวงตะวันที่อยู่รอบๆ ตัวเขายังคงปกคลุมอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าแสงและความร้อนในที่แห่งนี้จะเข้มข้นมากกว่าที่ระดับความสูงหกหมื่นจ้างถึงสิบเท่าก็ตามที ฟางเว่ยกำลังสั่นสะท้าน และภาพแห่งธรรมที่ด้านหลังก็แตกกระจายกลายเป็นเสี่ยงๆ มันกัดฟันแน่น ตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอาเม็ดยาออกมากลืนลงไปในทันที

นั่นคือเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้า ทันทีที่มันกลืนลงไป ก็แหงนหน้าขึ้นและกู่ร้องออกมา จากนั้นก็พุ่งสูงขึ้นไปอีก

เจ็ดหมื่นห้าพันจ้าง, แปดหมื่นจ้าง!

ท้องฟ้าในตอนนี้ได้กลายเป็นสีดำสนิทไปโดยสิ้นเชิง ร่างฟางเว่ยตกอยู่ในเปลวไฟ และรอยแตกกำลังกระจายออกไปทั่วผิวหนังของมัน ถึงแม้จะกลืนเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าลงไป แต่มันก็ยังไม่อาจจะอยู่ในระดับความสูงเช่นนี้ได้นานนัก

ดวงตะวันของเมิ่งฮ่าวกำลังพังทลายลงไป ทั่วทั้งร่างเขากำลังแห้งเหี่ยวลง เลือดเนื้อกำลังระเหยและกระจัดกระจายออกไป ตรงตำแหน่งความสูงแปดหมื่นจ้างมีความเข้มข้นเป็นสิบเท่าจากก่อนหน้านี้ ความร้อนและแสงได้บรรลุถึงระดับที่น่าตกใจ อย่างไรก็ตามแม้ในขณะที่ร่างกายเมิ่งฮ่าวกำลังแห้งเหี่ยวลงไป เขาก็มองไปยังฟางเว่ยด้วยสายตาที่เย็นชา ถามขึ้นว่า

“เป็นอย่างไร? ไม่อาจจะไปต่อได้แล้ว?”

สำหรับฟางเว่ยแล้ว ความร้อนและแสงอันน่าเหลือเชื่อนี้กำลังน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับเมิ่งฮ่าว แต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าว ยิ่งเขากระทำต่อคนอื่นๆ ด้วยความโหดเหี้ยมมากเท่าใด…เขาก็ยิ่งกระทำต่อตัวเองด้วยความโหดเหี้ยมมากขึ้นเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวมีเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าด้วยเช่นกัน แต่เขาก็ยังไม่ได้กลืนมันลงไป เขาต้องการจะสะกดความเย่อหยิ่งของฟางเว่ยลงด้วยความเปิดเผย ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ จัดการมันจนกระทั่งมันพังทลายลงกลายเป็นซากปรักหักพังไป!

เขายังต้องการจะทำลายจิตเต๋าของฟางเว่ยไปอีกด้วย ด้วยการเอาชนะมันโดยที่ไม่จำเป็นต้องกลืนเม็ดยาใดๆ แม้แต่เม็ดเดียว ซึ่งจะคล้ายกับเป็นการโจมตีไปที่จุดตายของฟางเว่ย

ด้วยระดับสติปัญญาของฟางเว่ย มันจะไม่เข้าใจถึงความต้องการของเมิ่งฮ่าวได้อย่างไร? เห็นได้ชัดว่านี่คือ…การต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งของตระกูลฟาง!

ขณะที่ในตอนนี้ ผู้แข็งแกร่งของตระกูลฟางทั้งหมด, ผู้อาวุโสทั้งหมด และแม้แต่ผู้เฒ่าสูงสุด ต่างก็กำลังเฝ้ามองไปด้วยจิตใจที่จดจ่อเป็นอย่างยิ่ง!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: