Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 947

I Shall Seal The Heaven Chapter 947

ตอนที่ 947

ผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า

ทุกสรรพสิ่งถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง จนทำให้รูปปั้นกลายเป็นจุดศูนย์กลางของสิ่งทั้งหมดอย่างน่าตกใจมากยิ่งขึ้น

มันยกเท้าอีกข้างขึ้นมาและก้าวเดินไปอีกหนึ่งก้าว ทำให้พื้นดินเกิดเป็นเสียงดังกึกก้องขึ้น และภูเขาก็พังทลายลงไปอีก

ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นระลอกคลื่นที่ม้วนตัวออกไปเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง หนังศีรษะของบุรุษวัยกลางเริ่มด้านชาและจิตใจก็หมุนคว้าง นี่คือสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง เท่าที่มันเคยพบเห็นมาในชั่วชีวิต ใบหน้ามันซีดขาวไร้สีเลือดไปในทันที และมีท่าทางตื่นตระหนกเกินกว่าที่จะเชื่อได้

ทันใดนั้นมันก็ร้องอุทานออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า “นั่นคือ…นั่นคือ…นั่นคือกลิ่นอายของผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรเสมือนเต๋า!”

ดวงตามันเบิกกว้าง และจิตใจก็เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

มันตระหนักดีว่าผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋ามีความแข็งแกร่งมากแค่ไหน และหมายถึงอะไร สามารถกล่าวได้ว่าอาณาจักรเสมือนเต๋า…คืออาณาจักรที่แปลกประหลาดไปโดยสิ้นเชิงในจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) มันเป็นอาณาจักรแห่งความบ้าคลั่งและน่ากลัว ดังนั้นผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังมากที่สุดในจิ่วต้าซานไห่ จึงไร้ทางเลือกนอกจากต้องเรียกกลุ่มคนที่อยู่ในอาณาจักรนี้ว่า…ผู้ยิ่งใหญ่!

ไม่เพียงแต่บุรุษวัยกลางเท่านั้นที่ตื่นตระหนก ชายชราที่อยู่สูงขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์รุ่นเจ็ด ก็กำลังมองไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างและปากก็อ้าค้าง มันรู้สึกประหลาดใจไปโดยสิ้นเชิง และแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเห็นอยู่นี้

“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?!?!” มันคิด หอบหายใจออกมาด้วยจิตใจที่หมุนคว้าง “ผู้พิทักษ์เต๋ากำลัง…ขยับตัวอยู่จริงๆ!!” ทันใดนั้นมันก็มองไปยังเมิ่งฮ่าว ที่กำลังนั่งอยู่ตรงด้านบนสุดของศีรษะรูปปั้น และมองเห็นท่าทางที่โศกเศร้าเสียใจอยู่บนใบหน้าเขา จู่ๆ ก็ทำให้ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดที่ยากจะตกใจต้องขนลุกตั้งชี้ชันขึ้นมาในทันที

พื้นดินสั่นสะเทือนและภูเขาก็พังทลายลงไป เสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ดังเต็มไปทั่วในอากาศ ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่ว ขณะที่ก้อนศิลาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไป

ต้นไม้ใบหญ้าในบริเวณนั้นลอยละลิ่วไปในสายลม รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบนพื้นดิน แต่มันก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองไปอย่างรวดเร็ว

สูงขึ้นไปในอากาศ ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดกำลังหอบหายใจออกมา ขณะที่จ้องมองไปยังรูปปั้นนั้นราวกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ

สำหรับบุรุษที่มีรูปร่างผอมแห้ง มันรู้สึกตื่นตระหนกจนไม่อาจจะมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว จิตใจมันหมุนคว้างขณะที่มองไปยังรูปปั้นที่กำลังทำให้พื้นดินต้องสั่นไหวไปมา มันรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากรูปปั้นนั้น และทำให้ใบหน้ามันต้องซีดขาวราวกระดาษไป โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยนิด มันหลบหนีจากไปในทันที

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันนี้เป็นสิ่งที่มันไม่อาจจะจัดการได้ จากมุมมองของมัน การสังหารเมิ่งฮ่าวไปช่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ไม่นานต่อมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง

ฉับพลันนั้นมันก็ตระหนักว่าทำไมฟางซิ่วซานถึงได้ว่าจ้างผู้แข็งแกร่งที่เหมือนกับตัวมันเองทั้งเก้าคน เพื่อให้มาสังหารผู้เยาว์ที่อ่อนแอเพียงแค่คนเดียว ถึงแม้ว่ามันจะได้ข้อสรุปที่ผิดพลาดไป แต่จิตใจของมันในตอนนี้ ก็ได้รับคำตอบที่แน่ชัดแล้ว

“บัดซบ! ทำไมเรื่องราวถึงได้กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้! ฟางซิ่วซาน, เจ้าสารเลว เจ้าหลอกข้า, เจ้า เจ้า เจ้าส่งข้าซึ่งมีตะเกียงวิญญาณดับไปแค่ดวงเดียว ให้มาที่นี่เพื่อสังหารผู้ฝึกตนที่ถูกปกป้องโดยผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า? ทำไมเจ้าถึงไม่บอกพวกเราตั้งแต่แรกว่าเจ้าอมนุษย์ฟางฮ่าวผู้นี้ สามารถทำให้ผู้พิทักษ์เต๋าฟื้นคืนชีพกลับมาได้!?!?” มันรีบหลบหนีจากไปด้วยความรวดเร็วทั้งหมดเท่าที่มันสามารถจะทำได้

อย่างไรก็ตาม ในตอนที่มันเริ่มหลบหนีไป สายตาของรูปปั้นก็พุ่งผ่านฝุ่นละออง ราวกับเป็นลำแสงไปตกกระทบบนร่างของมันโดยตรง

ในทันทีที่สายตาของรูปปั้นตรึงแน่นไปที่ร่างมัน เสียงที่คล้ายกับเป็นเสียงฟ้าผ่าก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอยู่ในจิตใจของมัน ความรู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรงพุ่งขึ้นมาและมันก็ส่งเสียงแผดร้องขึ้น รีบพ่นโลหิตออกมาและปลดปล่อยเวทลับเพื่อพยายามจะหลบหนีจากไปในทันที

มันตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อไป ในฐานะที่เป็นผู้แข็งแกร่งในอาณาจักรโบราณ มันมักจะไม่ค่อยพบเจอกับสถานการณ์อันน่าตกใจเช่นนี้มาก่อน แต่ในตอนนี้มันกำลังหวาดกลัว จริงๆ แล้วมันกำลังตกใจกลัวอย่างถึงที่สุดจนแทบจะเป็นบ้าไป

มันรู้เป็นอย่างดีว่าผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋ามีความแข็งแกร่งอย่างน่ากลัวมากแค่ไหน หลายปีก่อนโน้น มันเคยได้เห็นกับสองตาของตัวเองถึงพลังทำลายล้างอันน่ากลัวของผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้

ไม่มีทางที่มันจะไม่รู้สึกหวาดกลัวไปได้ การตื่นขึ้นมาของรูปปั้นทำให้จิตใจมันต้องตื่นตระหนก และทำให้มันต้องคิดย้อนกลับไปถึงตำนานที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับรูปปั้นนี้

“ข้า…ดันไปมีเรื่องกับตัวประหลาดที่ไม่ใช่มนุษย์ผู้นี้! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า…จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้!!” มันรู้สึกเสียใจอย่างถึงที่สุด และสาบานว่าถ้ามันมีชีวิตรอดออกไปได้จากดินแดนบรรพบุรุษนี้ มันก็จะไปทำให้ฟางซิ่วซานต้องพบเจอกับความยุ่งยากในชีวิตอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เองที่มืออันใหญ่โตของรูปปั้น ที่กำกระบี่ขนาดใหญ่ซึ่งได้ปักลงไปบนพื้นดิน ได้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังกึกก้องและเสียงแตกร้าวขึ้น ขณะที่รอยแตกได้กระจายออกไปทั่วทุกทิศทางจากพื้นดินที่ถูกกระบี่ปักลงไป ทันใดนั้นกระบี่เล่มใหญ่นั้น…ก็ถูกดึงขึ้นมาจากพื้นดิน!

ดวงตาอันน่าตกใจของรูปปั้นเย็นชาราวน้ำแข็ง ขณะที่มันยกกระบี่เล่มใหญ่นั้นขึ้นมาด้วยสองมือ จากนั้นก็ตวัดลงไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นสายฟ้า ตรงไปยังบุรุษที่กำลังหลบหนีจากไปนั้น

กระบี่นี้ทำให้ทั่วทั้งโลกแห่งนี้ตกอยู่ในความเงียบไปโดยสิ้นเชิง

ก้อนศิลาที่ถล่มลงมาไร้เสียง ภูเขาที่พังทลายไปไร้เสียง ฝุ่นละอองที่กวาดม้วนไปทั่วอย่างน่ากลัวก็ไร้เสียง ราวกับว่าในตอนนี้…สถานที่แห่งนี้ถูกแช่แข็งไป

บุรุษที่หลบหนีไปดูเหมือนจะหยุดชะงักนิ่งอยู่ในกลางอากาศ สีหน้ามันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและประหลาดใจ ม่านตามันแข็งค้าง และตะเกียงวิญญาณทั้งเก้าดวงที่อยู่ด้านหลังมันก็แน่นิ่งไม่ไหวติง ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งในโลกแห่งนี้ไม่อาจจะขยับตัวได้แม้แต่น้อย

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ ก็คือกระบี่ขนาดใหญ่ของรูปปั้น ขณะที่มันตวัดลงมา โลหิตก็ไหลซึมออกมาจากหน้าผากของบุรุษร่างผอมแห้ง จากนั้นก็ซึมลงไปที่จมูก จากนั้นก็คาง ในที่สุด กระบี่ก็พุ่งผ่านร่างกายมันไป ในเวลาเดียวกันนั้นก็ทำให้ตะเกียงวิญญาณของมันต้องแตกกระจายไป

โลกแห่งนี้ได้กลับมาเป็นปกติขึ้นอีกครั้ง กระบี่ขนาดใหญ่ของนักรบศิลาได้ปักลงไปอยู่บนพื้นดินอีกครั้ง ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังกึกก้องและเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนขึ้นมา เสียงนั้น…พุ่งขึ้นไปในอากาศ ร่างของบุรุษวัยกลางคนที่ผอมแห้งก็ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วน และตะเกียงวิญญาณทั้งหมดของมันก็ถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง

ของวิเศษจำนวนมากของมันทั้งหมดต่างก็แตกกระจายไป และลอยออกไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับเลือดเนื้อของมัน

มันไม่มีทางจะต่อสู้กลับไปหรือป้องกันตัวเองได้ แม้แต่การตะเกียกตะกายดิ้นรนก็ยังไม่อาจจะทำได้ อย่าว่าแต่จะหลบเลี่ยงหลีกหนีไปเลย

โลหิตพ่นกระจายออกมาขณะที่แรกก่อตั้งศักดิ์สิทธิ์ของมัน, ตะเกียงวิญญาณของมัน, ทุกสิ่งทุกอย่างของมัน…จางหายไป

มีแต่ถุงสมบัติของมันที่ยังคงอยู่ และได้ลอยมาที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่บนรูปปั้นอย่างเงียบๆ

สูงขึ้นไปในอากาศ ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แม้แต่มันก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเมื่อมองไปยังรูปปั้น และรับรู้ได้ถึงความน่าตกใจและความน่ากลัวของกระบี่เล่มนั้น

“กระบี่นั่นมีเต๋าของมันเอง ที่มาแทนที่กฎธรรมชาติแห่งสวรรค์และปฐพี! กระบี่นั่น…สามารถตัดเต๋า, ตัดกฎธรรมชาติ สามารถตัด…ทุกสิ่งทุกอย่างไปได้!”

“นี่ต้องเป็นพลังแห่งผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าอย่างแน่นอน!! แต่…ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นแค่รูปปั้นเท่านั้น! ถ้ารูปปั้นมีความแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ แล้วผู้ที่สร้างรูปปั้นนี้ขึ้นมา…จะยิ่งน่าหวาดกลัวถึงเพียงไหน!”

“ข้าคิดว่า…มีแต่คนที่อยู่ในอาณาจักรเต๋าอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะมีของวิเศษที่หายากแห่งสวรรค์และปฐพีอยู่ในครอบครอง เพื่อสามารถจะสร้างเป็นสิ่งของเช่นนี้ขึ้นมาได้ แต่…ด้วยของวิเศษเช่นนั้น ก็น่าจะสร้างขึ้นมาได้อีกชิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะใช้กับผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าได้” แค่มองไปยังรูปปั้นก็ทำให้จิตใจของปรมาจารย์รุ่นเจ็ดต้องสั่นสะท้าน

มันรู้ว่าผู้ฝึกตนอาณาจักรเสมือนเต๋า…เป็นพวกที่บ้าคลั่ง พวกมันเป็นคนบ้าที่ไม่สนใจผู้ใด เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีใครกล้าบังอาจไปตอแยด้วย

พวกมันเป็นกลุ่มคนที่ได้เตรียมตัวมานานหลายปี เป็นผู้ที่เอาชนะทัณฑ์ตะเกียงวิญญาณได้ดวงแล้วดวงเล่า เป็นผู้ที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรโบราณซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง แต่หลังจากที่ตะเกียงวิญญาณดวงสุดท้ายดับลงไป พวกมันก็ยังไม่อาจจะผ่านเข้าไปในอาณาจักรเต๋าได้ และจะอยู่ห่างจากอาณาจักรเต๋าแค่ครึ่งก้าวตลอดไป อายุขัยของพวกมันจะค่อยๆ ลดลงไป และจะมีชีวิตเหลืออยู่เพียงแค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้น กลุ่มคนเช่นนี้คือ…ผู้ที่อยู่ในอาณาจักรเสมือนเต๋า!

พวกมันถึงวาระที่จะตกตายไป ในสวรรค์และปฐพีนี้ไม่มีอะไรจะสามารถมาช่วยพวกมันได้ ดังนั้นพวกมันจึงเริ่มคลุ้มคลั่ง ติดอยู่แค่ครึ่งก้าวที่จะเข้าไปในอาณาจักรเต๋า ได้ครอบครองแก่นแท้เต๋าอยู่ในระดับนั้น จนทำให้พวกมันทั้งน่าเคารพและน่าหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครกล้าที่จะไปมีเรื่องกับพวกมัน และคนทั้งหมดได้เรียกพวกมันว่าผู้ยิ่งใหญ่

จากประวัติศาสตร์หลายหมื่นปีของตระกูลฟาง มีเพียงแค่สิบเอ็ดคนเท่านั้นที่ได้ปรากฏขึ้นเป็นเช่นนี้ บางคนเริ่มคลุ้มคลั่งและจมอยู่ในการเข่นฆ่าสังหาร บางคนก็เฝ้ารอคอยอย่างเงียบๆ จนกระทั่งพลังชีวิตได้บรรลุถึงจุดสิ้นสุด

เมื่อผู้เฒ่าสูงสุดได้เอ่ยถึงท่านปรมาจารย์อาณาจักรเต๋าเมื่อในอดีตที่ผ่านมาของตระกูลฟาง ซึ่งถูกฝังอยู่ในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ มันกำลังพูดถึง…ผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า! มีเพียงคนเดียวเท่านั้นในท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าที่แท้จริง นั่นก็คือปรมาจารย์รุ่นแรกเท่านั้น!

เคออวิ๋นไห่ก็ต้องพบกับความล้มเหลวในก้าวสุดท้ายด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามพื้นฐานฝึกตนของท่านก็ลึกล้ำจนน่ากลัวยิ่ง ถึงแม้ว่าหลังจากที่ท่านล้มเหลวไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากอาณาจักรเต๋าเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีอายุขัยที่ลดลงไป…ท่านก็ยังคงจะมีชีวิตอยู่มาได้อีกนานหลายปีเพื่อที่จะคอยปกป้องคุ้มครองบุตรชาย

ในช่วงเวลานั้น พลังการต่อสู้ของท่านได้อยู่สูงกว่าอาณาจักรโบราณ และสามารถจะถือได้ว่าอยู่ในอาณาจักรเต๋าได้อย่างแท้จริง

สำหรับตะเกียงวิญญาณดวงสุดท้ายของท่าน ก็เป็นตะเกียงที่มีร่างเป็นมังกรและมีไส้ตะเกียงเป็นหงส์ ซึ่งถูกกลบฝังไปพร้อมกับท่าน

อันที่จริงท่านได้ใช้ตะเกียงนั้นสร้างขึ้นมาเป็นนักรบศิลา ทำให้มันประกอบไปด้วยพลังชีวิตของเคออวิ๋นไห่อยู่มากมาย ด้วยเหตุเช่นนี้…จึงทำให้นักรบศิลามีความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อนัก!!

ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดกำลังหอบหายใจออกมา ขณะที่มองไปยังรูปปั้นด้วยความหวาดกลัว ตัวมันเอง…ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรเต๋า มันอยู่แค่ในอาณาจักรโบราณเท่านั้น แต่มันก็มีตะเกียงวิญญาณมากถึงสิบห้าดวง และจนกระทั่งถึงตอนนี้ มันก็สามารถดับตะเกียงลงไปได้แล้วสิบสามดวง

“มีแต่พี่ใหญ่ซึ่งเป็นปรมาจารย์ปฐพีเท่านั้น ที่สามารถสะกดข่มรูปปั้นนั้นด้วยพื้นฐานฝึกตนอาณาจักรเต๋าของมันได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีใครจะสามารถทำได้อีก ไม่แม้แต่พี่สองและพี่สามที่มีตะเกียงวิญญาณดับไปแล้วสิบสี่ดวง พวกมันมีตะเกียงที่ต้องดับไปเหลืออีกแค่หนึ่งดวงเท่านั้น แต่ก็ยังไม่อาจจะต่อสู้กับรูปปั้นนี้ได้ นอกจากนั้นพวกมันยังอยู่ในแค่อาณาจักรโบราณเท่านั้น!”

สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดสำหรับมันก็คือว่า ผู้พิทักษ์เต๋าของตระกูลฟางนี้กำลังปกป้องเมิ่งฮ่าวอยู่!

“เด็กผู้นี้ทำให้ผู้พิทักษ์เต๋าขยับตัวได้จริงๆ! มันทำให้รูปปั้นขยับได้อย่างไร? ทำไมมันถึงสามารถทำได้? การที่มันมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากในก่อนหน้านี้ ก็แสดงว่ามันได้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลารูปปั้นก็จะต่อสู้และจะคอยปกป้องมัน!”

“นี่…ช่างน่าเหลือเชื่อนัก!” ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดสูดลมหายใจเข้าไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่มองลงไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันไม่มีทางจะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างแน่นอน และถ้าเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของมันไม่ได้มาอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยตนเองแล้วละก็ ถ้ามีใครมาบอกมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ในภายหลัง มันก็คงจะต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อเหลวไหล

แต่ตอนนี้มันกำลังมองไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยความตกตะลึง

เมิ่งฮ่าวลูบไปที่ศีรษะของรูปปั้น อย่างช้าๆ พื้นดินรอบๆ ตัวเขาเริ่มเงียบสงบลง ฝุ่นละอองจางหายไป และทุกสรรพสิ่งก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ และเก็บความทรงจำอันล้ำค่าของเคออวิ๋นไห่ไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ บางครั้งเมื่อเห็นวัตถุก็ทำให้ต้องนึกไปถึงเจ้าของ ความทรงจำของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ที่ไม่อาจจะยับยั้งความตายของเคออวิ๋นไห่ไว้ได้

เขาหลับตาลงเป็นเวลานานก่อนที่จะลืมขึ้นมาอีกครั้ง มองลงไปยังรูปปั้น สำหรับเขาแล้ว มันไม่ได้เป็นเพียงแค่นักรบศิลาเท่านั้น แต่ยังเป็นของที่ระลึกอันล้ำค่าซึ่งเคออวิ๋นไห่ได้ตกทอดมาให้กับเขา

“ไปกันเถอะ มากับข้าเพื่อไปดูดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลฟางให้ทั่ว” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตารูปปั้นสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเจิดจ้า ขณะที่มันบินขึ้นไปในอากาศและนำเมิ่งฮ่าวเข้าไปในดินแดนบรรพบุรุษที่อยู่ห่างไกลออกไป

แค่การกระทำที่เรียบง่ายนั้น ก็แทบจะทำให้ดวงตาของปรมาจารย์รุ่นเจ็ดต้องเบิกโพลงจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า มันแทบจะแผดร้องออกมาด้วยความตกตะลึง

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: