Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 964

I Shall Seal The Heaven Chapter 964

ตอนที่ 964

พวกเรากำลังรออยู่!

ตานกุ่ยเป็นผู้บุกเบิกแห่งยุคใหม่ กลายเป็นผู้นำในช่วงเวลาหนึ่งหมื่นปีที่ยาวนานของขุนเขาทะเลที่เก้า

เป็นช่วงเวลาหนึ่งหมื่นปีที่ประกอบไปด้วยความเป็นไปได้อย่างไร้จุดสิ้นสุด และไม่มีใครสามารถจะทำนายได้ว่า เหล่าดวงตะวันอันเจิดจ้าของสำนักและตระกูลต่างๆ จะมีความก้าวหน้าไปได้ไกลมากแค่ไหนในช่วงเวลานั้น

บางทีอาจจะมีดวงตะวันอันเจิดจ้าดวงอื่นปรากฏขึ้น และพุ่งขึ้นมาราวกับเป็นม้ามืด!

ยกตัวอย่างเช่น หวังเถิงเฟย!

หลังจากที่ตานกุ่ยได้เริ่มต้นเป็นผู้นำกล่าวอารัมภบท ฝานตงเอ๋อร์ก็ได้เลิกผ้าม่านขึ้น ทำให้คนทั้งหมดมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยุคใหม่ได้ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว

สำหรับฟางเว่ย มันได้พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจทั้งหมด การปรากฏกายขึ้นของมันทำให้คนทั้งหมดตระหนักว่ายุคของเซียนแท้…ได้มาถึงแล้ว

การกลายเป็นเซียนแท้ของฝานตงเอ๋อร์ ทำให้ครึ่งหนึ่งของทะเลที่เก้าต้องสั่นสะเทือน ทำให้นางมีชื่อเสียงขึ้นมาในทันที การกลายเป็นเซียนแท้ของฟางเว่ยส่งผลให้เกิดเป็นคลื่นสาดซัดไปทั่วทั้งดาวตงเซิ่ง และการปรากฏขึ้นของนักรบเซียนหนึ่งหมื่นคน ซึ่งได้โค้งตัวลงคารวะให้กับมัน ได้สร้างความตกตะลึงขึ้นไปทั่ว

แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถทำนายได้ว่า คนที่ตามหลังฝานตงเอ๋อร์และฟางเว่ย กลายมาเป็นคนที่สามที่สามารถกระตุ้นให้ทัณฑ์เซียนปรากฏขึ้น จะไม่ใช่ผู้ถูกเลือกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสำนักหรือตระกูลต่างๆ แต่กลับเป็นสมาชิกธรรมดาของตระกูลหวัง…ที่อยู่บนอุกกาบาตซึ่งกำลังลอยอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว!

ประตูเซียนตกลงมา และในท่ามกลางทัณฑ์เซียนเหล่านั้น ปราณเซียนได้หมุนวนไปมาอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว สำนักและตระกูลต่างๆ กำลังสับสนงุนงง ขณะที่พวกมันหันความสนใจไปยังทิศทางนั้น

หวังเถิงเฟย!

หลังจากที่ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิต มันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้พบเจอกับความทุกข์ยากแสนสาหัสมาอย่างมากมาย และยังได้เผชิญหน้ากับความตายมาแล้วอีกด้วย ตอนนี้หวังเถิงเฟยไม่ได้เป็นบุรุษหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อม เหมือนตอนที่อยู่บนดาวหนานเทียนอีกต่อไป

ตอนนี้มันดูเงียบขรึม และไม่มีท่าทางเย่อหยิ่งใดๆ อีกต่อไป เนื่องจากมันได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชน จนทำให้รู้ซึ้งถึงชีวิตเป็นอย่างดี

มันมองไปยังทัณฑ์เซียนและประตูเซียน พร้อมกับหัวเราะหึๆ ออกมา ขณะที่มันหัวเราะ ดวงตาก็สาดประกายด้วยความใฝ่ฝัน ในเวลาเดียวกันนั้น ก็นึกย้อนกลับไปยังภาพของตระกูลที่ถูกทำลายล้างลงไปบนดาวหนานเทียน มันมองเห็นตัวเองล้มลงไป เปลี่ยนจากการเป็นผู้ถูกเลือกกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง และในที่สุดก็ช่วยให้ปรมาจารย์ของมันสามารถเติมเต็มความตั้งใจได้

จากเรื่องราวทั้งหมดนั้น เงาของเมิ่งฮ่าวมักจะปกคลุมลงมาโดยตลอด ไม่เคยจะจางหายและลบเลือนออกไปได้ นับจากสำนักเอกะเทวะเป็นต้นมา ก็มักจะมีเงานั้นปรากฏอยู่เสมอมา…

“เมิ่งฮ่าว…” หวังเถิงเฟยเงยหน้าขึ้นและหัวเราะออกมา จากนั้นก็บินขึ้นไปในอากาศตรงไปยังทัณฑ์เซียน เสียงกระหึ่มได้ยินมา และดวงดาวต่างก็สั่นสะเทือน ทุกสำนักและตระกูลในตอนนี้กำลังเฝ้าจับตามองไปยังหวังเถิงเฟย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ตระกูลหวัง!

ตั้งแต่ตอนแรกเป็นต้นมาพวกมันไม่เคยแยแสสนใจหวังเถิงเฟยเลยแม้แต่น้อย มันเป็นแค่คนที่มาจากตระกูลของสาขาย่อยบนดาวหนานเทียนเท่านั้น แต่ในตอนนี้ผู้อาวุโสของตระกูลกำลังเฝ้ามองไปที่มัน ด้วยจิตใจที่สั่นสะท้าน

หวังเถิงเหยพุ่งขึ้นไปราวกับเป็นดวงตะวันอันเจิดจ้า อยู่ในท่ามกลางทัณฑ์เซียน ประตูเซียนเปิดออก ทำให้แสงเซียนระเบิดออกมา ในที่สุดมันก็เปิดชีพจรได้เก้าสิบห้าจุด!

เก้าสิบห้าจุดชีพจร ไม่อาจจะเทียบได้กับฟางเว่ย และน้อยกว่าฝานตงเอ๋อร์ไปหนึ่งจุด แต่เรื่องนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้สำนักและตระกูลต่างๆ ต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีเครื่องหมายแปลกๆ ปรากฏขึ้นมา หลังจากที่มันเปิดชีพจรจุดที่เก้าสิบห้าออกมาได้ ถึงแม้ว่าพวกที่เฝ้ามองดูคนอื่นๆ ไม่อาจจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ แต่เมื่อผู้อาวุโสตระกูลหวังมองเห็น คลื่นแห่งความตกใจขนาดใหญ่ได้พลุ่งพล่านขึ้นมาอยู่ในจิตใจพวกมัน

ภาพที่ปรากฏขึ้นสำหรับหวังเถิงเฟยราวกับเป็นร่างสวรรค์บางอย่าง มันไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่มีขนาดเล็กมากเป็นอย่างยิ่งและได้ปรากฏอยู่ที่…บนหน้าผากของมัน!

ภาพนั้นหมุนวนไปมาอยู่ที่นั่น กระจายกลิ่นอายอันน่าตกใจออกมา ทำให้ดูเหมือนกับว่าร่างกายของหวังเถิงเฟยในตอนนี้ แตกต่างเป็นอย่างมากกับก่อนหน้านี้

“นั่นคือ…เครื่องหมายแห่งสายโลหิตเทพโบราณ!!”

“เด็กนั่นทำให้สายโลหิตที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งตระกูลหวังของพวกเราตื่นขึ้นมาได้จริงๆ สายโลหิตเทพโบราณ!”

ทั่วทั้งตระกูลหวังตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย และมีผู้คนไม่น้อยที่บินออกไปเพื่อทำตัวเป็นผู้พิทักษ์เต๋าให้กับหวังเถิงเฟย

ในป่าไผ่ที่อยู่ในอาณาเขตของตระกูลหวัง มีชายชราที่เคยดุด่าหวังมู่เมื่อก่อนหน้านี้ มันกำลังนั่งยองๆ อยู่บนลำต้นไผ่ที่ยาวเหยียดอยู่ในตอนนี้ ร่างกายชราล่วงโลย หน้าตาดูเก่าแก่โบราณอย่างไร้ที่สิ้นสุด โดยปกติแล้วมันจะมีท่าทางที่ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าใดนัก แต่ทันใดนั้นมันก็มีท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที และแสงอันน่ากลัวก็สาดประกายอยู่ในดวงตา

มันจ้องมองขึ้นไปในกลุ่มดาวบนท้องฟ้า ด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าหมอง

“ในที่สุด…ลูกหลานที่คู่ควรกับสายโลหิตแห่งการทำลายดวงดาวก็ได้ปรากฏขึ้น…มันต้องดีกว่าและแข็งแกร่งกว่าเจ้าตัวบัดซบอื่นๆ ที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน”

ไม่นานต่อมา ในเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน ประตูเซียนก็มักจะปรากฏขึ้นในอาณาเขตต่างๆ ของขุนเขาทะเลที่เก้า จ้าวอีฝานเปิดประตูเซียนได้ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะฟางเว่ยแล้วละก็ มันก็คงจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจทั้งหมด ด้วยชีพจรเซียนเก้าสิบเจ็ดจุดของมัน

เนื่องจากมัน ทำให้สามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ได้กลายเป็นจุดสนใจของตระกูลและสำนักทั้งหมดขึ้นอีกครั้ง

หลังจากจ้าวอีฝาน ซ่งหลัวตานก็ได้ก้าวเข้าไปเป็นเซียนแท้ รวมถึงไท่หยางจื่อด้วยเช่นกัน

ต่อมาก็เป็นซุนไห่ ซึ่งในที่สุดมันก็มีชีพจรเซียนทั้งหมดเก้าสิบจุด ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่จำนวนที่พิเศษเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากคนอื่นๆ มากนัก สามารถจะถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีของยุคสมัยนี้แล้ว

หลี่หลิงเอ๋อร์ก็สามารถทำให้ประตูเซียนเปิดออก ในท่ามกลางทัณฑ์เซียนด้วยเช่นกัน นางอาบไล้อยู่ในแสงเซียน และเปิดชีพจรได้เก้าสิบหกจุด ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า สี่ตระกูลใหญ่แห่งขุนเขาทะเลที่เก้า มีทรัพยากรที่ลึกล้ำและพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง!

หลังจากที่ก้าวเท้าเข้าไปเป็นเซียนแท้ ผู้ถูกเลือกทั้งหมดได้กระทำในเรื่องเดียวกัน สายตาพวกมันมองตรงไปยังดาวตงเซิ่ง ราวกับว่ากำลังเฝ้ารอคอยคนผู้หนึ่งอยู่!

ฝานตงเอ๋อร์, ฟางเว่ย และผู้ถูกเลือกทั้งหมดซึ่งได้ก้าวเท้าเข้าไปกลายเป็นเซียนแท้ ต่างก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจไปโดยสิ้นเชิง สำนักและตระกูลต่างๆ เริ่มรับรู้ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างช้าๆ แม้แต่ผู้ฝึกตนเร่ร่อนก็เริ่มสังเกตได้เช่นเดียวกัน

ในที่สุด ก็เริ่มมีข่าวลือแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้า

“ผู้ถูกเลือกทั้งหลายกำลังเฝ้ารอคอยผู้ฝึกตนที่มีนามว่าเมิ่งฮ่าว และสามารถเรียกว่าฟางฮ่าวได้เช่นกัน มันเป็นคนของตระกูลฟาง!”

“บนดาวหนานเทียน มันได้ทำให้ผู้ถูกเลือกทั้งหมดต้องยอมจำนน จากนั้นก็มีชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงของปรากฏการณ์ตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา) บนดาวตงเซิ่ง มันเป็นบุคคลอันดับหนึ่ง! สามารถจะมองไปยังดวงตะวันได้โดยตรงเป็นเวลาถึงสิบอึดใจ!”

“มันเป็นคนแรกที่ฟางเว่ยต้องการจะต่อสู้ด้วย หลังจากที่บรรลุกลายเป็นเซียนแท้!”

“เหตุผลที่ฝานตงเอ๋อร์มีซากศพลอยอยู่ที่ด้านหลังนาง ก็เป็นเพราะว่านางได้ทำให้มันไม่พอใจ และได้บังคับให้เกิดเป็นกรรมที่ติดไปบนร่างนาง!”

“คาดกันว่า มันจะเป็นสามีในอนาคตของหลี่หลิงเอ๋อร์!”

“ข้าได้ข่าวว่าไท่หยางจื่อ, ซ่งหลัวตาน และหวังมู่ ต่างก็พ่ายแพ้ให้กับมัน!”

“ข่าวลือบอกว่า แม้แต่จี้ยินแห่งตระกูลจี้ ยังถูกมันจับตัวไว้!”

“ผู้คนกล่าวว่ามันมีตั๋วสัญญาอยู่มากมาย และผู้ถูกเลือกทั้งหมดต่างก็เป็นลูกหนี้มัน!”

“พวกมันต่างก็เฝ้ารอคอยเมิ่งฮ่าว…บรรลุกลายเป็นเซียน!”

นามของเมิ่งฮ่าวแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้า แม้แต่บนดาวหนานเทียน คนทั้งหมดต่างก็ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟางซิ่วเฟิงและเมิ่งลี่ยืนอยู่บนเจดีย์แห่งถัง มองขึ้นไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว คอยเฝ้าอวยพรให้กับบุตรชาย

เวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ในสุสานของปรมาจารย์รุ่นแรกในดินแดนบรรพบุรุษ เขาได้สร้างชีพจรเซียนขึ้นมาได้แล้ว ไม่เพียงแค่สามจุดเท่านั้น แต่เป็นสี่ จากนั้นก็ห้า และในตอนนี้กำลังสร้างจุดที่หกอยู่

กลุ่มหมอกมังกรในตอนนี้ได้หายไปแล้วมากกว่าครึ่ง ตัวสุสานเองก็ไม่ได้เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกอีกต่อไป เมิ่งฮ่าวนั่งเข้าฌาณอยู่ที่นั่น และเห็นได้ชัดว่าเขายังคงกระทำไม่เสร็จสิ้น

เขาต้องการทำให้บางสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาไม่เพียงแต่ต้องการจะสร้างความพร้อมขึ้นมาเท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการจะสามารถระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรง ในทันทีที่กลายเป็นเซียนแท้

เขาจะทำทุกอย่าง เพื่อให้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ภายในร่าง ขณะที่ชีพจรเซียนจุดที่หกของเขาได้บรรลุถึงระดับห้าในสิบส่วน และมันก็ยังคงดำเนินต่อไป จนในที่สุดก็บรรลุถึงหกในสิบส่วน, เจ็ดในสิบส่วน…แปดในสิบส่วน!

เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่าได้อยู่ในสุสานแห่งนี้มานานเท่าใดแล้ว แต่ก็ไม่ต้องการจะให้เวลาสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่น้อย และพยายามผลักดันให้ตนเองก้าวหน้าต่อไป

ในที่สุดเขาก็บรรลุถึงเก้าในสิบส่วน และจากนั้นก็เป็นสิบส่วนเต็ม นอกจากนี้พลังอันไร้ขอบเขตได้ระเบิดออกมาจากร่างเขา มองเห็นแสงอันโอ่อ่าเกรียงไกรกระจายออกมา ทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นร่างที่โปร่งใสเหมือนกับแก้วผลึก ในชั่วพริบตาก็แทบจะดูคล้ายกับเป็นหินลมปราณ

อันที่จริง ถ้าเมิ่งฮ่าวสามารถมองเห็นตัวเองอยู่ในตอนนี้ เขาก็จะต้อง…ตกหลุมรักตนเองขึ้นมาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หกจุดชีพจรเซียนยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด เมิ่งฮ่าวไม่ลังเลแม้แต่น้อย เริ่มรวบรวมพื้นฐานฝึกตนขึ้นมาในทันที ทำการดูดซับพลังจากกลุ่มหมอกมังกรเข้าไปอีก และจากนั้นก็เริ่มสร้างเป็นชีพจรเซียนจุดที่เจ็ด!

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้ตระหนักแล้วว่า เมื่อนานมากมาแล้วมังกรสัมฤทธิ์ช่างน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น มันก็คงจะไม่มีปราณเซียนเก็บกักอยู่ภายในร่างได้มากมายอย่างน่าตกใจเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายยุคสมัยก็ตามที

ในที่สุด ชีพจรเซียนจุดที่เจ็ดก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา

ที่ด้านนอกของอุโมงค์หมอกสวรรค์ ฟางเต้าหงและฟางหลินเหอกำลังเฝ้ารอคอยอยู่ ไม่รู้ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ที่ด้านในกันแน่ สิ่งที่พวกมันรู้ก็คือว่าหลังจากที่เมิ่งฮ่าวเข้าไปในอุโมงค์หมอกสวรรค์ได้ไม่นาน ทั่วทั้งดินแดนบรรพบุรุษก็กลายเป็นทะเลแห่งกลุ่มหมอก

สูงขึ้นไปในกลางอากาศ ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุโมงค์หมอกสวรรค์ และค่อยๆ รับรู้ได้ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และกำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอย่างน่าเหลือเชื่อ

เวลาผ่านไป ในที่สุดก็เหลือเพียงแค่สามวันก่อนที่ดินแดนบรรพบุรุษจะเปิดออก เมิ่งฮ่าวอยู่ภายในวิหารโลกันต์ ชีพจรเซียนจุดที่เจ็ดได้ก่อตัวขึ้นมาโดยสมบูรณ์ แสงอันเจิดจ้าสาดประกายออกมาจากร่างที่โปร่งใสของเขา ส่องสว่างไปทั่วทั้งวิหารโดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นมา และแสงที่สาดประกายออกมานั้นได้แตกต่างไปจากเดิม ดูลึกล้ำจนคล้ายกับเป็นแสงสะท้อนของดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนพื้นน้ำ ตอนนี้กลุ่มหมอกมังกรได้เหลืออยู่เพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้นก็คือหางของมัน แต่ปราณเซียนที่อยู่ภายในก็ยังคงเข้มข้นเหมือนเช่นเคย ถึงแม้ว่าจะมีเหลืออยู่ไม่มากนักก็ตามที

“ข้ายังสามารถจะ…เปิดจุดชีพจรอื่นขึ้นมาได้อีก!” ดวงตาเขาสาดประกายขึ้นด้วยความบ้าคลั่ง ขณะที่สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ โคจรหมุนเวียนพื้นฐานฝึกตน และปลดปล่อยพลังของชีพจรเซียนทั้งเจ็ดออกมา เสียงกระหึ่มได้ยินขึ้น ขณะที่เขาดูดซับหางของกลุ่มหมอกมังกรเข้าไป

ร่างกายเมิ่งฮ่าวแทบจะระเบิดออกมา ขณะที่ชีพจรเซียนจุดที่แปดเริ่มก่อตัวขึ้นมา กลิ่นอายเริ่มเข้มข้นอยู่ภายในร่าง และไม่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในอาณาจักรอะไรกันแน่ แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

ในจิตใจเมิ่งฮ่าวมีความคิดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือต้องเก็บกักพลังนี้ไว้จนถึงขีดจำกัดสูงสุด และก่อตัวเป็นชีพจรเซียนจุดที่แปดขึ้นมาให้จงได้!

“ถ้าข้าสามารถทำได้สำเร็จ ตามหลักการแล้ว ในที่สุดข้าก็สามารถจะเปิดชีพจรเซียนได้ไม่เพียงแค่หนึ่งร้อยหนึ่งจุดเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งร้อยแปดจุด…”

“อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นแค่ทฤษฎี ในความเป็นจริงมันอาจจะเป็นไปได้ว่า…มากไปกว่านั้น!”

“ไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าต้องพยายามให้จงหนักเพื่ออยู่ในอาณาจักรเซียนแท้ ข้าต้องดิ้นรนและเตรียมตัวให้มากกว่าคนอื่นๆ! ชีพจรเซียนของข้า…จะต้องมากเกินกว่าใครทั้งหมด!”

“แต่เป้าหมายของข้าจะไม่เพียงแค่เกินกว่าผู้ใดเท่านั้น เป้าหมายของข้าคือ…จะต้องเอาชนะตนเองให้จงได้…เพื่อความเป็นนิรันดร์ทั้งปวง!”

“ในทันทีที่เอาชนะตนเองได้ ก็จะทะลวงผ่านขอบเขตของตัวเองไปได้อย่างต่อเนื่อง! ข้าจะต้องเดินบนวิถีของตนเอง ไปตลอดทางจนถึงจุดสิ้นสุด!”

“ดังนั้นเต๋าของเมิ่งฮ่าวก็คือทิศทาง อิสระ! เสรีภาพ! ไร้ความห่วงใยหรือกังวลใจใดๆ! สิ่งที่ข้าต้องการ สวรรค์ไม่อาจจะมี! สิ่งที่ข้าไม่ต้องการ ก็ไม่ควรจะมีอยู่ในสวรรค์!”

“ต้องเหนือกว่า ต้องมีอิสรภาพ นี่คือ…เต๋าของเมิ่งฮ่าว!” เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในร่างเมิ่งฮ่าว ขณะที่ปราณเซียนพุ่งเข้าไปมากขึ้น ก่อตัวเป็นชีพจรเซียนจุดที่แปดอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในสิบส่วน, สามในสิบส่วน, ห้าในสิบส่วน…

สองวันผ่านไป และตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น ก่อนที่ดินแดนบรรพบุรุษจะเปิดออก ชีพจรเซียนจุดที่แปดของเมิ่งฮ่าว…ได้สมบูรณ์ไปแล้วสิบส่วนเต็มในตอนนี้!

ชีพจรเซียนจุดที่แปด!

——————–

หมายเหตุ :

  1. นิยายอีกเรื่องของเอ่อร์เกิน 仙逆 (เซียนหนี่ – แปลตรงตัวว่า ความผกผันของเซียน) หวังหลินได้ขโมยสายโลหิตของเทพโบราณมา ทำให้เกิดเป็นเครื่องหมายบนหน้าผากขึ้นเช่นเดียวกัน
  2. เหตุการณ์ของหวังมู่และชายชรา มีอยู่ในตอนที่ 806 : ลมเมฆแปรปรวนในขุนเขาที่เก้า!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: