ตอนที่ 238 ฝึกให้เชื่อง
“ฮะ?”
หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆแทบสลบ
มันเกิดอะไรขึ้น?
นี่คือเสือดำเกราะทองขั้นพี่เชวี่ย พละกำลังของมันเทียบเท่ากับนักรบทงฉวนขั้นต้น และขนที่ปกคลุมร่างของมันก็เป็นปราการที่เหนือชั้นกว่านักรบทั่วไป แต่กลับถูกตบกระเด็น น้ำลายฟูมปาก…
การโจมตีนั้นจะต้องแข็งแกร่งขนาดไหน?
ทุกคนหันขวับมาหาจางเซวียน เพียงเพื่อจะเห็นเขาเดินอย่างหัวเสียไปหาเสือดำเกราะทอง เขาลงนั่งยองๆข้างมัน และพึมพำอย่างเสียใจ
“ก็บอกแล้วว่าพวกนั้นต่างหากที่อยากจะจับแก แกไม่ควรจะมาหาเรื่องฉันเลย…”
ได้ยินแบบนั้น หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆถึงกับตัวสั่น
บ้าแล้ว!
จะมากไปหน่อยไหม?
ถึงอย่างไรโชคชะตาก็นำพาให้เรามาเจอกัน อย่างน้อยที่สุดอยู่ข้างเดียวกันก็ยังดี ที่คุณพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?
ทำไมถึงยุให้เจ้าอสูรมาโจมตีเรา?
ฮื่ออออ!
ได้ยินจางเซวียนพูด เจ้าเสือดำเกราะทองเกรี้ยวกราดขึ้นอีก มันกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน คำรามก้อง และตะปบกรงเล็บเข้าที่ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งจะต่อว่ามัน
“สุดท้ายแกมันก็แค่อสูรจริงๆ ฉันมัวเสียเวลาอธิบายทำไมกัน…”
เมื่อเห็นกรงเล็บกำลังจะตะปบพลั่กเข้าที่หัว จางเซวียนยกมือขึ้นยันไว้
ราวกับเวลาหยุดเดิน กรงเล็บที่สามารถเจาะทะลุได้แม้แต่โลหะชะงักกึกอยู่กลางอากาศ
ปั้ก!
จากนั้น ด้วยการขยับมือเพียงนิดเดียว ร่างของเสือดำเกราะทองความยาว 4 เมตรที่มีน้ำหนักหลายตันก็ลอยโด่งขึ้นก่อนจะถูกทุ่มลงกับพื้น จากนั้นก็ลอยขึ้นอีกครั้ง และถูกทุ่มลงอีกครั้ง
พลั่ก พลั่ก พลั่ก พลั่ก!
พื้นดินยุบตัวเป็นหลุมเบ้อเร่อ
หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ต่างรู้สึกเหมือนจะเสียสติ
นี่มันเสือดำเกราะทอง หนึ่งในอสูรที่น่าสะพรึงที่สุดในป่า ด้วยพละกำลังมหาศาลของมัน มันคือนักล่า แต่ตอนนี้ถูกจับอุ้งตีนไว้และทุ่มแล้วทุ่มอีก?
หมอนี่มีพละกำลังชนิดไหนกัน?
“เขา…อย่างน้อยก็ต้องสำเร็จทงฉวนขั้นสูงสุด หรืออาจจะ…กึ่งจงซรือ!” ลูกน้องคนหนึ่งของหยวิ๋นเทาพึมพำปากสั่น
“กึ่งจงซรือ? นี่เราเพิ่งจะฉะนักรบขั้นกึ่งจงซรือหรือ? แถมยังบอกว่าจะให้บทเรียนเขา เอาชีวิตเขาก็ยังเบาไป…”
หยวิ๋นเทาแทบกระอักเลือด
ทำไมทุกอย่างจะต้องวอดวายขายหน้าขนาดนี้?
ถ้าคุณเป็นนักรบขั้นกึ่งจงซรือ ก็น่าจะบอกเสียก่อน ถึงผมจะบ้าบิ่นแค่ไหนก็คงไม่หาเรื่องคุณแบบนั้น…
“เอ้า ดูซะ! คนที่อยากจับแกน่ะคือพวกเขา ไม่ใช่ฉัน!”
หลังจากจับเสือดำเกราะทองทุ่มไปแล้วสองสามรอบ และเห็นมันใกล้สลบเต็มที จางเซวียนก็หยุด
ขณะที่คนอื่นๆอึ้งตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า จางเซวียนรู้สึกเซ็งเต็มที เขาก็แค่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวที่บังเอิญผ่านมา และบอกอย่างหวังดีว่าค่ายกลนั้นไม่น่าจะใช้จับอสูรได้ ไอ้การที่อีกฝ่ายสงสัยเขาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่นี่จำเพาะจะต้องมาดูถูกเขา ทำอย่างกับเขาเป็นเด็กงี่เง่าที่พยายามจะคุยโม้
ในเมื่อเป็นแบบนั้น เขาก็ตัดสินใจจะถอยออกมาและปล่อยให้พวกนั้นทำกันเองตามสบาย แต่เจ้าเสือนี่กลับพุ่งเข้าใส่เขา
คนที่จะเข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรคือหยวิ๋นเทา และคนที่สร้างค่ายกลขึ้นมาก็เขาอีกเหมือนกัน แทนที่จะไปเล่นงานคนพวกนั้น แกมาเล่นงานฉันทำไม?
สมเป็นอสูรจริงๆ งี่เง่า!
“ไปกันเถอะ!”
เห็นเสือดำเกราะทองสิ้นฤทธิ์แล้ว จางเซวียนส่ายหน้าและหันไปทางเสิ่นปี้หรู
“ค่ะ!” อาจารย์เสิ่นเดินมาหาเขา
เธอรู้อยู่แล้วว่าจางเซวียนสำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุด และเจ้าเสือดำเกราะทองตัวนี้ไม่มีทางสู้เขาได้ จึงไม่ได้แปลกใจอะไรมากมาย
“คุณสองคน…”
เห็นทั้งคู่กำลังจะไป หยวิ๋นเทากำลังจะตรงเข้าไปหยุดไว้ แต่ตอนนั้น เสือดำเกราะทองก็ลุกขึ้นยืนได้ มันเดินเข้ามาขวางหน้าจางเซวียนและทรุดตัวลงหมอบแทบเท้าเขา แววตาของมันมีประกายคาดหวัง
“นี่คือ…การยอมจำนนโดยสมัครใจ? เสือดำเกราะทองยอมจำนนให้เขาหรือ?”
ในฐานะผู้ช่วยนักฝึกอสูร หยวิ๋นเทาคุ้นเคยกับนิสัยของอสูรเป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่าเจ้าเสือดำเกราะทองยำเกรงพละกำลังอันน่าทึ่งของจางเซวียน และตั้งใจยอมจำนนให้เขา
เขาสะกดรอยตามไอ้ตัวนี้มาตั้งหลายวัน เพื่อจะผ่านการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรให้ได้ ต้องใช้ทั้งโชคชะตาและความมานะพยายามกว่าจะได้เผชิญหน้ากับมัน แต่ทำไมมันถึงไปยอมจำนนให้คนอื่น?
หยวิ๋นเทารู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ปั่นป่วนอยู่ในท้อง จนแทบจะต้องกระอักเลือดออกมา
แต่ก็ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ วินาทีที่เจ้าอสูรตัดสินใจจะยอมจำนนให้ใคร ก็หมายความว่าความกลัวที่มันมีต่อเจ้านายได้ฝังรากลึกลงไปในหัวใจของมันแล้ว และมันไม่มีวันกล้าทรยศเขา ต่อให้หยวิ๋นเทาพยายามทุกวิถีทาง ก็ไม่มีทางเปลี่ยนการตัดสินใจของเจ้าอสูรได้
ชั่วชีวิตของอสูรตัวหนึ่งจะมีเจ้านายเพียงคนเดียว ในเมื่อมันยินยอมหมอบแทบเท้าด้วยตัวมันเอง ก็แปลว่ามันตั้งใจที่จะยอมจำนนให้จางเซวียน สายไปแล้วที่หยวิ๋นเทาจะทำอะไรได้
‘มันเป็นของเรา…’
น้ำตาไหลอาบหน้าหยวิ๋นเทา เขาผิดหวังถึงขีดสุด แต่ก็กลัวเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา
หยวิ๋นเทาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยินดีปรีดาที่ได้เห็นเจ้าอสูรมายอมจำนนตรงหน้า แต่ฝ่ายนั้นกลับขมวดคิ้ว “เรียบร้อยรึยังล่ะ? ถ้าหมดเรื่องแล้วก็ไปซะ ไม่งั้นฉันจะตบแกอีกรอบ!”
“ฮือออออออ!”
เสือดำเกราะทองก้มหัวลงและคราง
“ทำไม? ยังไม่พอใจ? จะหาเรื่องฉันอีกหรือ?” จางเซวียนเงื้อขาเตรียมเตะ
“แค่ก แค่ก, ผู้อาวุโสจางเซวียน…”
เห็นอีกฝ่ายไม่เข้าใจทีท่าของเสือดำเกราะทอง หยวิ๋นเทารีบก้าวออกมา
ก่อนหน้านี้ เขาเมินจางเซวียนเพราะคิดว่าเป็นแค่ผู้ติดตามเสิ่นปี้หรู แต่เมื่อรู้แล้วว่าเขาน่าจะเป็นถึงนักรบขั้นกึ่งจงซรือ จึงไม่กล้าที่จะลบหลู่อีก
“ผู้อาวุโส?”
จางเซวียนถึงกับผงะเพราะไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มขี้โม้จะเรียกเขาแบบนั้น แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไร
“เสือดำเกราะทองตัวนี้เลือกที่จะยอมจำนนต่อคุณแล้ว ถ้าคุณเต็มใจรับมัน ก็ลูบหัว และหยดเลือดของคุณใส่ปากมัน แล้วมันจะภักดีต่อคุณไปชั่วชีวิต แต่ถ้าไม่อยากรับมันไว้ ก็แค่หันหลังกลับและทิ้งมันไว้” หยวิ๋นเทาพูด
เขาบอกได้เลยว่า ถึงชายผู้นี้จะเก่งกาจ แต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกอสูรเลย
ไม่อย่างนั้น จะไม่รู้แม้กระทั่งกิริยายอมจำนนของอสูรได้อย่างไร?
“เลือกที่จะยอมจำนนต่อผม?” จางเซวียนผงะ
ทำไมจู่ๆถึงยอมจำนนล่ะ ทั้งหมดที่เราทำไปก็แค่ตบมันจนกลิ้ง?
ดูท่าอาชีพนักฝึกอสูรนี่จะไม่ยากเย็นอย่างที่เราคิดเสียแล้ว… อยากได้อสูรตัวไหนก็จิกหัวตบก็จบเรื่อง
ถ้าหยวิ๋นเทาได้ยินความคิดนี้คงกระอักเลือดออกมาแน่
มีหลายวิธีที่จะทำให้อสูรยอมจำนนต่อมนุษย์ ทั้งการทำให้มันสำนึกบุญคุณ การใช้สิ่งหลอกล่อ การใช้พละกำลังหักโค่น…
ซึ่งการใช้พละกำลังหักโค่นก็หมายถึงใช้ความแข็งแกร่งเข้าโรมรันจนทำให้มันอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
เสือดำเกราะทองนั้นเก่งกาจเรื่องการป้องกันตัวและว่องไวอย่างเหลือเชื่อ แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอจะทำให้นักรบทงฉวนทั่วไปปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว แต่สำหรับจางเซวียนที่ได้ฝึกศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าและวิชาร่างนวโลหะมา ทักษะการป้องกันตัวและความว่องไวเพียงเท่านี้ไม่มีความหมายเลย
ไม่ว่าจะด้วยอะไร เจ้าเสือดำเกราะทองก็รู้แล้วว่ามันเอาชนะจางเซวียนไม่ได้ ดังนั้นมันจึงเต็มใจยอมจำนนให้
ถึงจะดูง่ายเมื่อเป็นทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่ายเลย
จางเซวียนคิดว่ามันง่ายเพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องจริงที่อยู่เบื้องหลังความยากเย็นนี้
“ฮืออออออ!”
เสือดำเกราะทองจ้องมองจางเวียนอย่างรอคอย
เห็นนัยน์ตาคาดหวังของมัน จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถาม “แกบินได้ไหม?”
เจ้าเสือตัวนั้นขาสั่นและแทบทรุด
ก็ตัวมันเป็นอสูรที่ครอบครองผืนป่า แล้วจะบินได้อย่างไร?
“ถ้าแกบินไม่ได้ ฉันก็ไม่รู้จะเอาแกไปทำอะไร…” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เป้าหมายของเขาคืออาณาจักรเทียนหวู่ ห่างจากที่นี่ไปหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ต่อให้เจ้าเสือนี่วิ่งเร็วแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถึงอาณาจักรเทียนหวู่โดยใช้เวลาต่ำกว่า 1 หรือ 2 เดือน ซึ่งการขี่สัตว์ปีกพาหนะจะเร็วกว่ากันมาก
และตัวมันก็ไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะช่วยเสริมกำลังให้จางเซวียนด้วย
พูดอีกอย่างก็คือ สำหรับจางเซวียน เขาจะทำให้มันเชื่องได้หรือไม่ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
เห็นอาการลังเลแบบนั้น หยวิ๋นเทากับบริวารแทบจะคลั่ง
พี่ชาย, พี่จะเรื่องมากอะไรนักหนา?
กว่าจะจับไอ้ตัวนี้ได้ นอกจากจะต้องใช้เวลาแกะรอยมันกว่าสิบวัน แค่เตรียมการล่วงหน้าก็ปาเข้าไปสองเดือนแล้ว แถมสุดท้ายมันก็เมินพวกเรา แล้วหันไปสวามิภักดิ์คุณแทน แต่คุณก็ยังไม่เต็มใจจะรับมันอีก…
ทำไมเป็นคนเหมือนๆกัน แต่วาสนาเหลื่อมล้ำกันเสียขนาดนี้?
“เอาเถอะ ในเมื่อแกอยากจำนนต่อฉัน ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะพาแกไปด้วย!”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนพยักหน้าตกลง
เพราะจะว่าไป การพามันไปด้วยก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร อีกอย่าง
การมีอสูรพี่เชวี่ยอยู่ข้างกายก็ดูเจ๋งดี
จางเซวียนทำตามที่หยวิ๋นเทาบอก เขายื่นมือไปลูบหัวเจ้าอสูรและกรีดเลือดหยดหนึ่งใส่ปากมัน
วินาทีที่หยดเลือดเข้าสู่ร่างของเจ้าเสือดำ ก็เหมือนกับมีพิธีกรรมบางอย่างเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีสะพานเชื่อมระหว่างสภาวะจิตของเขากับเจ้าเสือตัวนั้น ในฐานะเจ้านาย เขารู้สึกได้ว่าไม่ว่าเขาจะออกคำสั่งให้ทำอะไร เจ้าเสือดำเกราะทองก็พร้อมจะมอบกายถวายชีวิตให้
ด้วยสะพานนี้ นอกจากเขาจะสัมผัสความตั้งใจของเสือดำเกราะทองได้แล้ว ยังสามารถออกคำสั่งกับมันผ่านความเชื่อมโยงนี้ได้อีกด้วย
ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมอาชีพนักฝึกอสูรจึงเป็นอาชีพที่น่ายำเกรง แค่ความสามารถในการควบคุมอสูรเพื่อให้มันมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวเองได้ก็น่าสะพรึงพอแล้ว
“ในเมื่อแกยอมจำนนต่อฉัน แกก็จะเป็นพาหนะที่จะพาฉันไปยังดงอสูร!”
จางเซวียนพูด
แต่เจ้าเสือดำเกราะทองมองเขาด้วยแววตาโศกเชื่อม มันกระเสือกกระสนจะลุกขึ้นยืน แต่ก็เข่าอ่อน และทรุดฮวบลงกับพื้น ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
ก่อนหน้านี้จางเซวียนลุยมันหนักหน่วงเกินไป ทำให้มันบาดเจ็บสาหัส แค่ลุกขึ้นยืนยังแทบทำไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเป็นพาหนะเลย
“ผู้อาวุโสจางเซวียน มันได้รับบาดเจ็บสาหัส คงต้องพักฟื้นอย่างน้อยครึ่งเดือนนั่นแหละถึงจะเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ” หยวิ๋นเทามองเสือดำเกราะทองก่อนจะพูดขึ้นมา
“พักฟื้นครึ่งเดือน?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เหตุผลที่เขาต้องมุ่งหน้าไปยังดงอสูรเพื่อเช่าสัตว์ปีกพาหนะก็เพราะเขามีเวลาจำกัด และอีกอย่าง เขาก็ไม่รู้ว่ารังสีพิษจะออกฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อไร ชีวิตของเขายังตกอยู่ในอันตรายตราบใดที่รังสีพิษนั้นยังอยู่ในตัว
คงจะเป็นความสูญเปล่าอย่างวายวอดถ้าเขาต้องใช้เวลาครึ่งเดือนอยู่ที่นี่ เพื่อรอเจ้าอสูรที่เขาก็ยังไม่รู้จะใช้มันทำอะไร
“คุณเป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูรนี่ ไม่มีทางรักษาอาการบาดเจ็บของมันแบบเร่งด่วนบ้างหรือ?”
จางเซวียนหันไปมองหยวิ๋นเทา
นักรบจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยการกินยาเม็ดหรือผลักดันการไหลเวียนของพลังปราณ
สำหรับอสูรก็น่าจะใช้วิธีเดียวกัน
เขาไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ แต่หยวิ๋นเทาที่เป็นนักฝึกอสูรน่าจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร
“การรักษาอาการบาดเจ็บของอสูรนั้นแตกต่างจากของมนุษย์ แต่วิธีการที่ใช้ก็เหมือนกัน วิธีแรกคือ นำสมุนไพรที่เหมาะสมมาหลอมเป็นยาเม็ดให้อสูรกิน ถ้ายานั้นออกฤทธิ์ได้ตรงกับอาการ มันก็จะหายเป็นปกติภายใน 2 วัน” หยวิ๋นเทาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“2 วัน?” สองวันก็นานเกินไป จางเซวียนส่ายหน้า “แล้ววิธีอื่นล่ะ?”
“นั่นเป็นวิธีการสำหรับนักปรุงยา ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน วิธีที่สองคือการรักษาที่เป็นแบบฉบับของนักฝึกอสูร มีแต่นักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการเท่านั้นที่ใช้วิธีการนี้ได้ และจะทำได้เฉพาะกับอสูรที่ตัวเองเป็นคนฝึก…”
หยวิ๋นเทามองจางเซวียน
นักฝึกอสูรมีวิธีการเฉพาะตัวในการดูแลอสูรที่ตัวเองเป็นคนฝึก ซึ่งวิธีการนี้ ทั้งตัวนักฝึกอสูรและสัตว์ของเขาจะต้องฝึกทักษะเฉพาะเพื่อเพิ่มพูนความเข้ากันได้ระหว่างทั้งคู่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีกว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากทักษะนี้ร่วมกันได้ เมื่อดูจากการที่ชายคนนี้ไม่รู้หัวรู้หางเลยในเรื่องการฝึกอสูร และเจ้าอสูรของเขาก็เพิ่งจะยอมจำนน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้วิธีนี้
“วิธีที่สามเป็นวิธีสำหรับปรมาจารย์! เมื่อดูจากความแข็งแกร่งของเจ้าเสือดำเกราะทอง วรยุทธมันน่าจะเป็นพี่เชวี่ยขั้นสูงสุด ถ้าสามารถช่วยมันให้สำเร็จขั้นทงฉวนได้ อาการบาดเจ็บของมันก็จะหายสนิททันที”
เมื่อบอกวิธีที่สองไปแล้ว หยวิ๋นเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดถึงวิธีที่สามออกมา
ก็มีอยู่แค่ 3 วิธีนี้เท่านั้นที่จะรักษาอาการบาดเจ็บของอสูรได้แบบเร่งด่วน
ซึ่งแต่ละวิธีก็เชื่อมโยงกับวิถีทางของนักปรุงยา นักฝึกอสูร และปรมาจารย์ตามลำดับ
“ช่วยมันให้สำเร็จขั้นทงฉวน แล้วอาการบาดเจ็บจะหายทันที?” จางเซวียนตาโต
พูดถึงวิธีแรก นอกจากเขาจะไม่มีสมุนไพรแล้ว จางเซวียนคิดว่าระยะเวลา 2 วันก็นานเกินไปที่จะรอ สำหรับวิธีที่สอง เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกอสูรเลย ก็หมดหนทางแบบเห็นๆ ส่วนวิธีที่สาม ในเมื่อจางเซวียนมีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง การจะช่วยให้ใครฝ่าด่านวรยุทธก็ล้วนเป็นเรื่องง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรืออสูร
ดูอย่างราชสีห์อวตาร เขารักษาอาการบาดเจ็บให้มัน และยังช่วยยกระดับ
วรยุทธของมันให้ไปถึงขั้นทงฉวน
ตามคำร้องขอของหลานชาย ผู้อาวุโสซั่งเฉินจงใจปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อทำให้
จางซเวียนตกที่นั่งลำบาก ก็สมควรแล้วกับการที่เขาถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นอาจารย์ อันที่จริง จางเซวียนแค่ต้องการแก้ไขความผิดพลาดของตัวตนเก่าของเขาเท่านั้น แต่ก็กลายเป็นว่าเขาได้ปักหมุดข้อหา “จงใจให้ร้ายอาจารย์คนอื่น” ให้ผู้อาวุโสซั่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ชื่อเสียงของเขาถึงกับจบเห่
เพื่อชดเชยเรื่องนี้ ก่อนที่เขาจะเดินทางออกมา เขาจึงไปเยี่ยมราชสีห์อวตารเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้มัน
ด้วยการมีอสูรขั้นทงฉวนเป็นผู้พิทักษ์ข้างกาย ถึงผู้อาวุโสซั่งจะถูกปลดออกจากการเป็นอาจารย์ แต่เขาก็ยังมีโอกาสจะก้าวขึ้นมาใหม่ได้
นี่คือการแสดงความขอโทษที่จางเซวียนมีต่อเขา
ด้วยประสบการณ์ก่อนหน้าทำให้จางเซวียนรู้จักวิธีนี้ดี สำหรับคนอื่น มันดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ยากที่สุดในบรรดาสามวิธี แต่ที่จริงมันง่ายที่สุดสำหรับเขา
เขาจึงหันไปมองเจ้าเสือดำเกราะทองอย่างคาดหวัง
“เจ้าเสือ แสดงวรยุทธออกมาหน่อย…แค่ก แค่ก, ฉันหมายถึง โจมตีฉันสิ!”
ตอนที่เจ้าเสือดำโจมตีเขาก่อนหน้านี้ จางเซวียนไม่ได้แตะกรงเล็บของมัน จึงยังไม่มีหนังสือปรากฏขึ้นมา การจะช่วยให้มันฝ่าด่านวรยุทธได้ เขาต้องเข้าใจสภาพร่างกายของมันก่อน
“….”
เสิ่นปี้หรู หยวิ๋นเทา และคนอื่นๆมองหน้ากันอย่างงุนงง
เขาพยายามจะทำอะไร?
หยวิ๋นเทาก็บอกทั้งสามวิธีไปแล้ว แทนที่จะเลือกสักวิธีมาทำตาม กลับบอกให้เจ้าเสือดำเกราะทองโจมตีเขา…
นี่เสียสติหรือเปล่า?
เจ้าอสูรนั่นยืนยังไม่ได้เลย แล้วยังจะให้มันโจมตีคุณ? คุณคิดจะตบมันอีกครั้งหรือ?
“ฮื่ออออออ?”
เจ้าเสือดำเกราะทองก็งงเหมือนกัน
“เร็วเข้าสิ!”
รู้ว่ามันลังเล จางเซวียนเร่ง
ถ้าเจ้านี่ไม่โจมตี หนังสือก็จะไม่มา ถ้าเป็นอย่างนั้น จางเซวียนก็จะไม่รู้ว่ามีอะไรผิดพลาด และไม่อาจช่วยมันให้ฝ่าด่านวรยุทธได้
“ฮื่อออออออ!”
เสือดำเกราะทองก้มหัวลง
นอกจากจะไม่กล้าโจมตีเจ้านายแล้ว มันยังไม่มีเรี่ยวแรงจะทำแบบนั้นด้วย!
ลุกขึ้นยืนยังไม่ได้ จะโจมตีได้อย่างไร
“ตอนฉันบอกให้แกหยุด แกก็ตะลุยฉันไม่เลิก พอตอนนี้บอกให้โจมตี แกกลับลังเล!”
เห็นเจ้านี่ทำตัวง้องแง้งเหมือนลูกแมว จางเซวียนถึงกับใบ้กิน
ตอนฉันบอกให้แกไปหาหยวิ๋นเทา แกก็พุ่งเข้าใส่ฉันอยู่นั่น พอมาตอนนี้ ก็ยังทำตัวแบบนี้อีก…
สุดท้าย แกมันก็แค่อสูรอยู่ดี ดูเหมือนฉันจะเอาเหตุเอาผลกับแกไม่ได้
เอาเถอะ จัดการเองก็ได้วะ!
จางเซวียนส่ายหน้า เขาเดินไปหาเจ้าเสือดำเกราะทองและยิ้มอย่างประนีประนอม “ไม่ต้องกังวลนะ ยกหัวขึ้นสิ…”
เจ้าเสือดำเกราะทองยกหัวมหึมาของมันขึ้น
คนที่เหลือต่างหันมาสนใจทั้งคู่ อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป
“นั่นแหละ ถูกแล้ว แบบนั้นแหละ…”
เห็นเจ้าอสูรยกหัวขึ้นอย่างว่าง่าย จางเซวียนเงื้อมือ และ ปั้ก! เขาทุบท้ายทอยของมัน
“ฮื่อออออออ?”
ไม่คิดว่าเจ้านายจะทำร้ายมันอีกทั้งที่มันยอมจำนนแล้ว เจ้าเสือดำเกราะทองคำรามด้วยความเคืองแค้น จากนั้นร่างมหึมาของมันก็โงนเงน และทรุดตัวลงสลบเหมือดอยู่กับพื้น
ทุกคนมองหน้ากัน อึ้งตะลึงจนแทบลมจับ
นี่มันอสูรของคุณนะ! นึกว่าคุณจะรักษามัน? ทุบมันทำไม?
จางเซวียนไม่ใส่ใจปฏิกิริยาของคนอื่นๆ เขาวางฝ่ามือลงบนร่างของมัน
วิ้ง!
หนังสือปรากฏขึ้นในหอสมุด
จางเซวียนอ่านมันอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ และจากนั้นก็หันไปหาหยวิ๋นเทา “เอ่อ… มันสลบไปแล้ว ผมจะปลุกมันได้อย่างไร?”
“….”
หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆแทบจะบ้า
ตอนคุณถามเรื่องวิธีการรักษาแบบเร่งด่วน พวกเราก็คิดว่าคุณจะรักษามัน แต่คุณกลับทุบมันสลบเหมือด
มาตอนนี้ ทุกคนอยากรู้ว่าคุณจะทำอะไร คุณก็เกิดอยากจะปลุกมันขึ้นมา…
พี่ชาย, จะทำตัวเยอะกว่านี้อีกได้ไหม?
นี่คุณเป็นใครกัน? พวกเราแทบจะบ้าตายแล้ว!
“อะไร? คุณไม่รู้หรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ผมรู้ ผมรู้!”
ข่มความอยากทึ้งหัวตัวเองไว้ หยวิ๋นเทารีบก้าวออกมา
เขารู้จักสภาพร่างกายของเสือดำเกราะทองเป็นอย่างดี แค่ใช้นิ้วกดจุดชีพจร เจ้าอสูรก็ค่อยๆฟื้นจากการสลบไสล
“ฮื่อออออ…..”
เมื่อเห็นจางเซวียน เสือดำเกราะทองที่เพิ่งจะได้สติก็กะพริบตาปริบๆ มันกำลังจะร้องไห้
“ไม่ต้องมามองฉันแบบนั้น ถามคำเดียว แกอยากหายจากอาการบาดเจ็บไหม? แล้วอยากสำเร็จขั้นทงฉวนหรือเปล่า? จางเซวียนไม่ใส่ใจสีหน้าหม่นหมองของมัน เขาพูดต่อ
“ถ้าแกอยากได้ ก็ทำตามฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะไปเสียเดี๋ยวนี้ แกก็จะยังได้เป็นราชาแห่งหุบเขาเหมือนเดิม และพวกเราจะทำเหมือนกับว่าแกไม่เคยยอมจำนนต่อฉันเลย!”
ถ้าเจ้าเสือนี่ไม่อยากหายจากอาการบาดเจ็บ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับ
จางเซวียน เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับมัน
“ฮื่อออออ!”
แม้จะยังดูลังเล แต่เสือดำเกราะทองก็ก้มหัวลง
“ดีแล้วที่แกตกลง!”
จางเซวียนพยักหน้าและเดินไปหาเจ้าเสือดำ จากนั้น เขาใช้ฝ่ามือตบเข้าที่ร่างมหึมาของมัน
ปั้ก ปั้ก ปั้ก ปั้ก!
เสียงกึกก้องดังขึ้นถึง 36 ครั้งอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งก็ตรงเข้าสู่จุดชีพจรของเจ้าเสือดำอย่างเหมาะเหม็ง ในเวลาเดียวกัน ปราณบริสุทธิ์ก็ซึมซาบเข้าไปและไหลเวียนทั่วร่างของมัน
“นี่…”
คนอื่นอาจไม่เข้าใจการกระทำของจางเซวียน
แต่ในฐานะนักฝึกอสูร หยวิ๋นเทามองปราดเดียวก็บอกได้ว่าจางเซวียนกำลังทำอะไร
‘เราคิดว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกอสูรเลย แล้วเขาจัดการกับจุดชีพจรของเสือดำเกราะทองถูกต้องทั้งหมดได้อย่างไร?’
หยวิ๋นเทาอ้าปากค้างและตัวสั่นด้วยความอัศจรรย์ใจ
สภาพร่างกายของอสูรนั้นแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ก็เป็นธรรมดาที่การฝึกวรยุทธจะต้องแตกต่างไปด้วย ถ้าจะว่ากันตามเหตุผล เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครสักคนซึ่งไม่รู้เรื่องการฝึกอสูรจะสามารถระบุจุดชีพจรทุกจุดบนร่างของอสูรได้อย่างถูกต้อง อันที่จริง จะยิ่งเหลือเชื่อหนักเข้าไปอีกถ้าเขาสามารถ ระบุความลึกของจุดชีพจรที่ฝังอยู่ภายในร่างกายของมันได้
หลังจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า หยวิ๋นเทาก็รู้ว่าชายคนนี้ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการฝึกอสูร แต่ในความไม่รู้นั้น เขากลับจัดการกับจุดชีพจรทุกจุดของเจ้าเสือนี่ได้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา?
อีกอย่าง…เขาจัดการกับจุดชีพจรเหล่านี้เพื่ออะไร?
หรือว่าเขากำลังพยายามจะช่วยให้มันสำเร็จ…ขั้นทงฉวน
เอาจริงๆสิ?
วิธีนี้ ขนาดนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการก็แทบจะทำไม่ได้
ขณะที่เขายังงงงันอยู่ จางเซวียนก็จัดการกับจุดชีพจรสำเร็จเสร็จสิ้น ตอนนี้ ปราณบริสุทธิ์ที่เขาถ่ายทอดเข้าไปในร่างของเจ้าเสือดำเกราะทองได้ไหลเวียนอย่างสะดวกไร้สิ่งกีดขวางอยู่ภายในร่างของมัน
ฟู่!
จางเซวียนหยุด เขาปาดเม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผาก
การยกระดับวรยุทธให้อสูรนั้นแตกต่างจากของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากเจ้าเสือดำเกราะทองมีขนาดมหึมา พลังปราณที่มันต้องใช้เพื่อฝ่าด่านวรยุทธจึงมากกว่าที่มนุษย์ต้องการหลายเท่า ถ้าไม่ใช่เพราะจางเซวียนได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าและมีพลังปราณบริสุทธิ์ล่ะก็
พลังปราณของเขาก็คงจะเหือดแห้งจนเขาคงต้องสลบเหมือดก่อนที่จะสามารถยกระดับวรยุทธให้เจ้านี่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้พลังปราณไปมหาศาลและเหนื่อยเอาการอยู่เหมือนกัน
ป๊อก ป๊อก!
มีเสียงดังป๊อกเหมือนเสียงถั่วกระเด็นดังขึ้นจากร่างของเสือดำเกราะทอง
ในสภาวะปกติ ความแข็งแกร่งของอสูรนั้นถูกกำหนดด้วยเผ่าพันธุ์และความปราดเปรื่องของมัน ถ้าไม่ใช่สายเลือดที่วิวัฒนาการแล้ว การยกระดับวรยุทธของมันก็จะเป็นเรื่องยาก
อีกอย่าง ถึงพวกมันจะมีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั่วไป แต่ก็ยังปราดเปรื่องน้อยกว่ามนุษย์ และไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการจึงพบว่าการยกระดับวรยุทธให้กับอสูรที่ตัวเองฝึกอยู่เป็นเรื่องยาก
แต่สำหรับจางเซวียนนั้นไม่เหมือนกัน ความแตกต่างเดียวที่อสูรขั้นสูงมีคือสายเลือดบริสุทธิ์ พลังปราณเทียบฟ้าที่อยู่ในร่างของจางเซวียนสามารถชำระสภาพร่างกายและกำจัดสิ่งตกค้างที่อยู่ในสายเลือดของมัน นำความบริสุทธิ์เข้ามา
เมื่อสิ่งตกค้างในสายเลือดถูกขจัดออกไป ขีดจำกัดของเจ้าอสูรก็ถูกปลดปล่อยด้วย จึงเป็นธรรมดาที่ระดับวรยุทธของมันจะต้องเพิ่มขึ้น
บึ้ม!
เสียงป๊อกนั้นดังอยู่ไม่นาน ไม่ช้าร่างของเสือดำเกราะทองก็พองขึ้นเหมือนกับบอลลูน มันใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ยาว 4 เมตร กลายเป็น 6 หรือ 7 เมตร และในเวลาเดียวกัน รังสีที่มันแผ่ออกมาก็เปลี่ยนไปมาก มันเข้มข้นขึ้นและน่าพรั่นพรึงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!
ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นทำให้หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆถึงกับหน้าซีดและถอยกรูด
“เอ่อ…”
ชัดเจนแล้วว่า เจ้าเสือดำที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว!
แค่ตบไม่กี่ที เสือดำเกราะทองก็สำเร็จขั้นทงฉวน?
หยวิ๋นเทามึนตึ้บ ภาพตรงหน้ามันเหลือเชื่อเกินไป
จากที่อยู่ในดงอสูรมานานพอสมควร เขารู้ดีว่าการที่สายเลือดของอสูรสักตัวหนึ่งจะวิวัฒนาการขึ้นมานั้นยากเย็นขนาดไหน
ต่อให้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว ถ้าไม่ได้ใช้ความพากเพียรอยู่หลายปี ก็ไม่มีทางทำสำเร็จ!
แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา…ทำได้ในเวลาแค่สองสามอึดใจ?
โลกนี้เป็นอะไรไปหมด?
ไม่ใช่แค่หยวิ๋นเทา เสิ่นปี้หรูก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
เธอรู้ว่าอาจารย์จางทำอะไรที่ไม่มีใครคาดคิดอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้น ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตา…การกระทำของเขาเหนือความคาดหมายจริงๆ
ทำให้เจ้าเสือดำเกราะทองฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างสบาย…
ปรมาจารย์ทั่วไปก็ทำไม่ได้แบบนี้!
ชายคนนี้เรียนอะไรจากปรมาจารย์หยางกันแน่?
ฟิ้ว!
ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของทุกคน การวิวัฒนาการในสายเลือดของเสือดำเกราะทองก็เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ และในตอนนั้นเอง พละกำลังของมันก็เข้าถึง
ทงฉวนขั้นต้น
“ฮื่อออออ!”
เมื่อพละกำลังเพิ่มขึ้น อาการบาดเจ็บที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็หายไป มันลุกขึ้นยืนและคำรามอย่างดุดัน สะท้านสะเทือนไปถึงสวรรค์
หลังจากนั้น เจ้าเสือดำเกราะทองร่างตระหง่านก็เดินไปหาจางเซวียนและหมอบลง นัยน์ตาของมันเต็มไปด้วยความรักความชื่นชม ความขุ่นเคืองที่เคยมีก่อนหน้านี้หายวับไปหมดสิ้น
ตอนที่จางเซวียนทุบมันจนสลบ มันเฝ้าครุ่นคิดแต่ว่าตัวเองคงเลือกเจ้านายผิด แต่มาตอนนี้ มันรู้แล้วว่าเจ้านายของมันคือบุคคลที่น่าทึ่งที่สุด
วินาทีนี้ มันยอมศิโรราบต่อเขาอย่างสุดหัวใจ
“ในเมื่อแกฝ่าด่านวรยุทธสำเร็จแล้ว ก็ไปกันเถอะ!”
จางเซวียนปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของเจ้าเสือดำและส่งสัญญาณให้เสิ่นปี้หรูปีนขึ้นมา จากนั้นทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังดงอสูร
