Skip to content

Library Of Heaven’s Path 501


ตอนที่ 501 อสูรห้าสะพรึง : ฝ่าด่านวรยุทธ

2 – 3 นาทีต่อมา อาการบอบช้ำและบาดเจ็บของผู้อาวุโสหูกับคนอื่นๆก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทุกคนรู้สึกสดชื่นและกระชุ่มกระชวย

“ขอบคุณปรมาจารย์จาง…” พวกเขาแสดงความขอบคุณ

เพราะจ่ายค่ารักษาไปแล้ว จึงไม่มีใครต้องติดหนี้บุญคุณจางเซวียนอีก แต่ทักษะการรักษาโรคของเขาก็น่าอัศจรรย์เกินจะอดใจไหว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ทีเดียว ยากจะเชื่อว่ามีคนทำแบบนี้ได้จริงๆ

“อสูรห้าสะพรึงก็เชื่อฟังปรมาจารย์จางไปแล้ว พวกเราอยู่ต่อก็ไม่ได้อะไร ผมจะไม่รบกวนพวกคุณก็แล้วกัน ลาก่อน!”

หัวหน้าหานประสานมือคารวะและกล่าวลา

วัตถุประสงค์ที่เขามาที่นี่คือเพื่อจับอสูรห้าสะพรึง แต่ในเมื่อปรมาจารย์จางได้ไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ

ถึงเขาจะจับมันไม่ได้ แต่ก็หายจากอาการบอบช้ำ เพียงเท่านี้ หัวหน้าหานก็มั่นใจว่าตัวเขาถือไพ่เหนือกว่าหลัวหมิง และน่าจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ไปศึกษาต่อที่สำนักงานใหญ่แล้ว

ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้จะไม่สำเร็จ แต่จะว่าไป การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่เสียเปล่า

“ลาก่อน!” จางเซวียน ประธานไซ่ และคนอื่นๆประสานมือคารวะเช่นกัน

“ปรมาจารย์จางเก่งกาจเสียขนาดนี้ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณกำลังจะเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ในอีก 2 เดือนข้างหน้าใช่ไหม ผมจะไปเชียร์คุณที่นั่นอย่างแน่นอน!” หัวหน้าหานหัวเราะหึๆก่อนจะจากไป

ทั้งความสามารถอันเหนือชั้น ทั้งสถานภาพปรมาจารย์ และด้วยงานใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็พอเดาได้ไม่ยากว่าเป้าหมายต่อไปของเขาคืออะไร

ถึงอย่างไรตัวเขาก็เป็นหนี้บุญคุณปรมาจารย์จาง ถ้ามีโอกาส เขาก็อยากชดใช้ อีกอย่าง ด้วยความเก่งกาจและเชี่ยวชาญในหลากหลายอาชีพของอีกฝ่าย ก็จัดว่าเขาเป็นคนที่ควรค่าแก่การคบหาเป็นมิตรสหาย

หลังจากหัวหน้าหานกับพรรคพวกจากไป บริเวณนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ

“ปรมาจารย์จาง เราจะเข้าไปที่สุสานเลยหรือจะพักที่นี่ก่อน?”

หลัวจู้มองจางเซวียนอย่างชื่นชม

เมื่อครั้งก่อนที่เขามาที่นี่ เขาต้องย่องกริบเข้ามาด้วยความหวาดระแวงว่าอสูรห้าสะพรึงจะรู้ตัว แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจัดการปราบเจ้ายักษ์ใหญ่ผู้โด่งดัวตัวนั้นเสียอยู่หมัดแล้ว เป็นสิ่งที่เขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะเป็นจริง

เมื่อปราศจากอันตรายจากอสูรห้าสะพรึง ก็ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะต้องรีบร้อน จะเข้าไปที่สุสานเมื่อไรก็ได้ตามแต่ต้องการ

“รออีกเดี๋ยว ให้ผมแก้ปัญหาที่เจ้าอสูรห้าสะพรึงกำลังทุกข์ทรมานอยู่เสียก่อน แล้วพวกเราค่อยเข้าไป”

จางเซวียนโบกมือ

“ปัญหา? มันไม่ได้บาดเจ็บด้วยซ้ำ…” ทุกคนต่างสงสัย

เจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้มีพละกำลังสูงส่ง แถมทักษะการป้องกันตัวก็เป็นเลิศถึงขนาดที่ทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ไม่มีใครเทียบชั้นได้ ขนาดสู้กับหัวหน้าหานและผู้อาวุโสคนอื่นๆ คนเหล่านั้นก็ถูกโค่นได้อย่างง่ายดาย

แก้ปัญหา?

ไอ้ตัวพรรค์นี้จะมีปัญหาอะไร?

“มดกลืนกินวิญญาณมีอิทธิพลไม่มากนักต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่พวกมันเป็นสัตว์ที่มีพลังหยินเป็นองค์ประกอบหลัก – ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณ และหลังจากที่พวกมันมาเพ่นพ่านอยู่บริเวณนี้ราว 1 หรือ 2 เดือน – แม้อสูรห้าสะพรึงจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับมัน แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากพลังหยินที่มดพวกนี้แผ่ออกมา”

จางเซวียนเอาสองมือไพล่หลังและอธิบายด้วยเสียงเรียบ “การต่อสู้อย่างดุเดือดเมื่อครู่ทำให้พลังหยินซึมซาบเข้าไปในอวัยวะภายในของมัน ถ้าไม่รีบกำจัดออกให้หมด ต่อไปมันจะฝ่าด่านวรยุทธได้ลำบาก!”

“มีเรื่องแบบนี้ด้วย?”

“ก็ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเราควรอยู่ให้ห่างจากมดกลืนกินวิญญาณด้วยไหม?”

เมื่อรู้ว่าขนาดสิ่งมีชีวิตทรงพลังอย่างอสูรห้าสะพรึงยังได้รับผลกระทบจากมดกลืนกินวิญญาณ ทุกคนก็นึกระแวงขึ้นมา พวกเขามองไปรอบๆอย่างไม่ไว้ใจ

มาถึงตอนนี้ หลังจากกินซากอสูรฝูงกวางย่างเข้าไปจนอิ่มแปล้ มดกลืนกินวิญญาณที่แสนจะพออกพอใจฝูงนั้นก็ชอนไชลึกลงไปในดิน ไม่เหลือร่องรอยบนพื้นแม้สักตัว

หากพวกเขาไม่ได้เห็นกับตา คงทำใจเชื่อได้ยากว่าสิ่งชีวิตดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีผู้พบเห็นมาแสนนานแล้วจะยังคงมีตัวตนอยู่บนโลก

กลืนกินได้แม้กระทั่งค่ายกล…ช่างน่าสะพรึงเสียจริง

“อยู่ใกล้มันก็ไม่เป็นไรหรอก แค่พวกคุณอย่าดื่มน้ำในทะเลสาบก็พอ!” จางเซวียนตอบ “มดกลืนกินวิญญาณสัมผัสได้ว่าสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณฝังอยู่ใต้ทะเลสาบ ดังนั้น ถึงน้ำในทะเลสาบจะดูใสสะอาด แต่ที่จริงก็เต็มไปด้วยซากศพของพวกมัน เหตุที่อสูรห้าสะพรึงได้รับผลกระทบจากพลังหยินของมดพวกนี้ก็เพราะมันดื่มน้ำในทะเลสาบเข้าไป”

ทุกคนถึงบางอ้อ

มดกลืนกินวิญญาณพวกนี้ถูกดึงดูดมาที่นี่เพราะกลิ่นของสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เมื่อรู้แล้วว่ามีสุสานฝังอยู่ใต้ทะเลสาบ พวกมันจำนวนหนึ่งจึงอดใจไม่ไหวและพยายามดำน้ำลงไปหาสุสาน เมื่อเวลาผ่านไป น้ำในนั้นจึงไม่อาจดื่มกินได้

“แล้ว…จะแก้ปัญหานี้อย่างไร?” หลัวจู้ถาม

ในเมื่ออสูรห้าสะพรึงยังได้รับผลกระทบจากพลังหยิน แล้วหากพวกเขาได้รับผลกระทบล่ะ จะต้องแก้ด้วยวิธีไหน?

ทุกคนหันขวับมา พวกเขาก็อยากรู้ว่าหากดื่มน้ำในทะเลสาบเข้าไปโดยบังเอิญ แล้วจะแก้ไขด้วยวิธีไหน

“ง่ายนิดเดียว พวกคุณก็หาหญ้าแถวนี้มาเคี้ยวซะ!” จางเซวียนชี้มือไป

“เคี้ยวหญ้า?” ทุกคนผงะ และหันไปมองอสูรห้าสะพรึงโดยอัตโนมัติ มันยังคงง่วนอยู่กับการเคี้ยวหญ้าด้วยสีหน้าที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งนั้น

พวกเขาคิดว่าปรมาจารย์จางสั่งให้อสูรห้าสะพรึงเคี้ยวหญ้าเพื่อเป็นการลงโทษ แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเขามีเหตุผลอื่น

สิ่งนี้อธิบายได้เลยว่าทำไมเจ้ายักษ์ใหญ่นั่นถึงไม่มีทีท่าหงุดหงิดแม้แต่น้อย มันยังคงเคี้ยวหญ้าหยับๆต่อไปอย่างสบายใจ

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นี่คือหญ้าฝนสีน้ำเงินใช่ไหม? มันพบได้ทั่วไปในหุบเขาแห่งนี้ แต่เท่าที่ผมจำได้ มันก็ไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษอะไร ทำไมการกินหญ้าชนิดนี้ถึงสามารถกำจัดพลังหยินในร่างกายได้?

ประธานไซ่งง

เขาเป็นนักตรวจสอบสมบัติ จึงมีความรู้กว้างขวาง และสามารถระบุชนิดของหญ้าได้ในทันที

หญ้าฝนสีน้ำเงินเป็นหญ้าภูเขาที่ขึ้นอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ มันไม่ได้มีฤทธิ์หรือคุณสมบัติพิเศษอะไร ไม่น่าจะจัดเป็นสมุนไพรเสียด้วยซ้ำ ทำไมถึงสามารถขับพลังหยินที่ปนเปื้อนจากมดกลืนกินวิญญาณได้?

“ก็จริงที่ว่าหญ้าชนิดนี้ไม่มีฤทธิ์หรือคุณสมบัติพิเศษอะไร แต่คุณก็ต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมของมันด้วย ถ้าเป็นหญ้าหย่อมโน้นล่ะก็ ใช้การอะไรไม่ได้!” จางเซวียนชี้มือไป

เขาชี้ไปที่หญ้าฝนสีน้ำเงินหย่อมใหญ่ที่ขึ้นอยู่ข้างทะเลสาบ

ทุกคนกระพริบตาอย่างงุนงง

ก็ห่างจากหญ้าหย่อมนี้แค่ไม่กี่สิบเมตร ทำไมถึงใช้การไม่ได้? สภาพแวดล้อมก็ไม่เห็นจะต่างกันสักหน่อย!

จางเซวียนยิ้มและส่ายหน้าเมื่อเห็นความสงสัยของผู้ฟัง “ตรงนี้คือบริเวณที่อสูรห้าสะพรึงใช้เป็นที่ปลดปล่อย…พูดง่ายๆก็คือเป็นส้วม”

“ส้วม?”

ผู้ฟังทำตาปริบๆ

“อสูรห้าสะพรึงมีสายเลือดมังกร ทำให้มีพลังหยางเข้มข้นในตัว ก็แน่นอนว่าของเสียที่ออกจากตัวมันจะต้องมีพลังหยางอยู่มาก เมื่อมันถ่ายทุกข์ตรงนี้ หญ้าฝนสีน้ำเงินในบริเวณนี้ก็ย่อมได้รับพลังหยางไปด้วย”

หลังจากอธิบายแล้ว จางเซวียนก็มองหน้าผู้ฟังและพูดต่อ “ถ้าพวกคุณยังสงสัย ตัดหญ้าตรงนี้ติดตัวไปสัก 2 – 3 ต้นก็ได้ ถ้ารู้สึกผิดปกติเมื่อไหร่ ก็แค่เอาออกมาเคี้ยว…”

“ไม่เอาล่ะ…”

“ปรมาจารย์จาง ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ คือถ้าคุณบอกว่ามันใช้ได้ พวกเราก็ไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก!”

ทุกคนโบกมืออย่างลนลาน

เพิ่งจะตื่นเต้นไปหยกๆ แต่พอรู้ว่าหญ้าหย่อมนี้คือบริเวณที่อสูรห้าสะพรึงฉี่รดลงไป ก็หายตื่นเต้นทันที

จางเซวียนรู้ดีว่าผู้ฟังคิดอะไร จึงคร้านจะพูดเรื่องนี้ต่อ เขาเดินไปหาอสูรห้าสะพรึง

ตอนนี้เจ้ายักษ์ใหญ่นั่นกินหญ้าเข้าไปจนอิ่มแปล้ พลังหยางในตัวมันค่อยๆขับเอาพลังหยินที่สะสมไว้ออกมา

จางเซวียนหยิบเข็มเงินออกมา 2 – 3 เล่มและปักลงไปตามตำแหน่งต่างๆบนร่างของอสูรห้าสะพรึง

บึ้ม!

เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ทุกคนรู้สึกได้ทันทีถึงรังสีของอสูรห้าสะพรึงที่พุ่งออกมา

“มันกำลังจะฝ่าด่านวรยุทธหรือ?”

ประธานไซ่กับจินชงไห่มองหน้ากันอย่างตกตะลึง

ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธเหนือมนุษย์หรือเหนืออสูร ขั้น 5 จิตวิญญาณของผู้นั้น ย่อมมีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นอีก ส่งผลให้พละกำลังสูงขึ้นตามไปด้วย

หาก 4 ขั้นแรกของวรยุทธเหนือมนุษย์และเหนืออสูร ซึ่งประกอบด้วยขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว, ขั้น 2 -พลังต้นกำเนิด, ขั้น 3 -หยินหยาง และขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง จัดว่าเป็นขั้นตอนการปรับพลังปราณให้เข้าที่เข้าทางและยกระดับความสามารถในการควบคุมสภาพแวดล้อม ก็พูดได้ว่า นับจากขั้น 5 เป็นต้นไป จิตวิญญาณของผู้นั้นก็จะได้รับการกระตุ้นและบ่มเพาะให้สมบูรณ์ขึ้นอีก

นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์ผู้มีวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดก็ยังเป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ยังไม่สามารถมอบตราสัญลักษณ์การเข้ารับฟังคำชี้แนะระยะยาว และยังไม่อาจถูกจัดให้เป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวได้

ต่อเมื่อผู้นั้นเข้าถึงระดับวรยุทธขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง ถึงจะสามารถแยกเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อนำมาปิดผนึกไว้กับตราสัญลักษณ์ และนำไปใช้ในการให้คำชี้แนะกับผู้อื่นได้

พูดได้เลยว่าช่องว่างระหว่างนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 กับขั้น 5 นั้นคือการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณ เป็นปราการยิ่งใหญ่ที่ยากจะก้าวข้าม

นักรบมากมายติดแหง็กอยู่ที่ขั้นนี้ ไม่อาจฝ่าด่านวรยุทธไปได้จนชั่วชีวิต

แม้ในประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นานาอาณาจักรที่มีผู้ปราดเปรื่องมากมายผ่านมาผ่านไป ก็ยังมีนักรบเพียงหยิบมือที่ฝ่าด่านนี้ไปได้

ส่วนอสูรวิเศษที่มีจิตวิญญาณอ่อนแอกว่ามนุษย์ การฝ่าด่านไปสู่วรยุทธเหนืออสูรขั้น 5 ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

เจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้สำเร็จวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดแล้ว และตอนนี้รังสีของมันก็แผ่ออกมาอย่างเจิดจ้า หรือว่ามันกำลังพยายามจะฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง?

ทั้งคู่ต่างจับจ้อง

“มันยังฝ่าด่านวรยุทธไม่ได้หรอก!”

เมื่อเห็นความตื่นเต้นของทั้งคู่ จางเซวียนตอบอย่างสุขุม “ทุกสรรพสิ่งในโลกถูกสร้างมาอย่างเท่าเทียมกัน แม้อสูรห้าสะพรึงจะมีพละกำลังล้นเหลือ แต่การที่จิตวิญญาณของมันจะเติบโตก็เป็นเรื่องยาก ในทางกลับกัน ใครที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งมากๆ ก็จะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่าไรนัก”

จางเซวียนพูดต่อหลังจากใคร่ครวญอีกครู่หนึ่ง “แต่ว่า…หลังจากที่กินหญ้าฝนสีน้ำเงินเข้าไปแล้ว พลังหยินก็ได้หลอมรวมเข้ากับพลังหยาง ส่งผลให้ทางเดินพลังปราณได้รับการขจัดสิ่งปิดกั้นจนเปิดโล่ง จึงนำไปสู่การก้าวกระโดดในวรยุทธอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยังไม่มากพอถึงขั้นสำเร็จวรยุทธเหนืออสูรขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง แต่การสำเร็จขั้นกึ่งจิตวิญญาณสอดคล้องก็น่าจะเป็นไปได้!”

“กึ่งจิตวิญญาณสอดคล้อง?”

“แค่นั้นก็น่าเกรงขามมากแล้ว ถ้าผมจำไม่ผิด บรรพบุรุษผู้เฒ่าของสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็สำเร็จวรยุทธขั้นนี้…”

ทั้งคู่ถึงกับอึ้งตะลึงเมื่อได้ยิน

กึ่งจิตวิญญาณสอดคล้องก็เหมือนกับกึ่งจงซรือและกึ่งจื้อจุน มันคือวรยุทธในระดับที่ผู้นั้นเกือบจะเข้าถึงขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องเต็มที แต่ก็ยังผ่านก้าวสุดท้ายไปไม่ได้

นักรบและอสูรที่สำเร็จวรยุทธขั้นนี้ไม่เพียงแต่จะมีร่างกายแข็งแกร่ง จิตวิญญาณก็แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างยากจะหาใครเทียบ ไม่มีนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด หรืออสูรที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดตัวไหนจะเทียบชั้นได้

ซึ่งแต่เดิม อสูรห้าสะพรึงก็ได้รับทั้งพละกำลังและสติปัญญาจากสายเลือดมังกรอยู่แล้ว ตอนนี้มันจึงน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม

หากมันเกิดโมโหหรือคลุ้มคลั่งขึ้นมา ต่อให้บรรพบุรุษผู้เฒ่าของสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็รับมือไม่ไหว

ไร้เทียมทาน!

ฟึ่บ!

ขณะที่ประธานไซ่กับจินชงไห่ยังตาโตกันอยู่ รังสีเจิดจ้าของอสูรห้าสะพรึงก็หยุดลง

เป็นอย่างที่ปรมาจารย์จางคาดเดาไว้ มันยังไม่อาจฝ่าด่านขั้นสุดท้ายและก้าวไปถึงวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องได้ ยังคงหยุดอยู่แค่กึ่งจิตวิญญาณสอดคล้องเท่านั้น

ด้วยพละกำลังระดับนี้ ทั่วทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ไม่มีใครปราบมันได้แล้ว

ฮื่ออออ!

รู้ดีว่าเป็นเพราะความช่วยเหลือของเจ้านายที่ทำให้วรยุทธของมันพุ่งสูงขึ้นอีก แถมอาการบอบช้ำที่เคยมีก็หายไป มันพุ่งปราดเข้ามาโค้งคำนับให้จางเซวียนด้วยความซาบซึ้ง

ก่อนหน้านี้ มันแค่หวาดกลัวจางเซวียนเพราะความเป็นสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ของเขาที่ทำให้สามารถเปล่งภาษามังกรออกมาได้ แต่ตอนนี้มันซาบซึ้งในบุญคุณของอีกฝ่ายจริงๆ

ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ต่อให้อีกร้อยปีมันก็ยังไม่อาจสำเร็จวรยุทธถึงขั้นนี้

เมื่อเห็นทีท่านั้น จางเซวียนก็รู้ว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ได้ยอมจำนนให้เขาอย่างราบคาบแล้ว จึงพยักหน้าอย่างพอใจและสั่งการ “เอาล่ะ พวกเรากำลังจะดำลงไปก้นทะเลสาบ อารักขาพื้นที่บริเวณนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีมนุษย์หรืออสูรตัวไหนบุกเข้ามา ฆ่าให้หมด ไม่มีข้อยกเว้น!”

สถานการณ์เบื้องล่างก็ยังคงเป็นปริศนาลึกลับ หากต้องสำรวจพื้นที่นั้นไประวังหลังไป ก็คงจะลำบากเกินกว่าเหตุ

เมื่อมีเจ้ายักษ์ใหญ่คอยดูแลให้ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลอะไร

“ฮื่อออออ!” อสูรห้าสะพรึงผงกหัว

“ดี ไปกันเลย!”

หลังจากสั่งเสียสิ่งที่จำเป็นแล้ว จางเซวียนก็สำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนจะกระโดดลงสู่ทะเลสาบพร้อมกับหลัวจู้

จ้าวหย่ากับพรรคพวกรีบตามไป

หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคกันมามากมาย…ในที่สุด สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็อยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version