ตอนที่ 503 เข้าสู่สุสาน
“ระวังตัวด้วย…”
เมื่อเห็นจางเซวียนสัมผัสทางเดินแทนที่จะหาวิธีทำความเข้าใจกลไกของกับดักเหล่านั้น หลัวจู้เวียนหัวขึ้นมาทันที
คุณคิดว่าจะวิเคราะห์ระบบกลไกของมันได้ด้วยการสัมผัสพื้นหรือ?
กลไกที่เป็นผลงานของนักออกแบบสวรรค์สร้างนั้นซับซ้อนและปราณีตพอๆ กับค่ายกล มีระบบกลไกอยู่มากมายหลายชนิด และแม้แต่ระบบชนิดเดียวกันก็ยังมีแตกต่างกันไปอีกหลายชนิดย่อย
การออกแบบก็มีผลต่อการทำงานของมันด้วย
ขนาดนักออกแบบสวรรค์สร้างตัวจริงก็ยังต้องใช้เวลาวิเคราะห์คุณสมบัติของระบบกลไกอยู่ไม่น้อยกว่าจะถอดรหัสมันได้ ต่อให้คุณเชี่ยวชาญในวิชาชีพอื่นๆ สักแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่คุณจะนำตรรกะของวิชาชีพเหล่านั้นมาใช้กับสิ่งนี้
“ไม่ต้องตกอกตกใจไป ขอผมพักตรงนี้สักครู่หนึ่งก่อน เดี๋ยวผมจะใช้หุ่นเป็นตัวทดสอบกับดักต่อไป ถึงอย่างไรเราก็มีเวลาเหลือเฟือ ผมนำน้ำและเสบียงมามากพอ ไม่ต้องเป็นห่วง!”
หลัวจู้ปลอบเมื่อเห็นทุกคนเริ่มใจคอไม่ดี
อันที่จริง อาชีพดั้งเดิมของเขาคือโจรปล้นสุสาน เขาผ่านสถานที่ไม่น่าไว้วางใจแบบนี้มาหลายครั้งหลายหนจนเคยชินแล้ว แต่กับคนอื่นนั้นแตกต่างออกไป ทุกคนไม่เคยเจอกับดักน่าสะพรึงแบบนี้มาก่อน ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะหวาดระแวง
“ไม่เหลือหนทางอื่นแล้วนี่ แถมพวกเราก็ไม่เข้าใจกับดักด้วย ขอรบกวนคุณก็แล้วกัน” จินชงไห่พยักหน้า
“อย่าห่วงเลย ถึงกับดักพวกนี้จะซับซ้อนกว่าเดิม แต่หากมีเวลา ผมก็มั่นใจว่าจะฝ่าไปจนสุดทางได้ แค่พวกคุณตามผมมาติดๆ ก็พอ…” หลัวจู้พูด
ผู้เชี่ยวชาญหรือพ่อค้าผู้ล่ำซำส่วนใหญ่มักจ้างนักออกแบบสวรรค์สร้างให้ออกแบบสุสานของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับกับดักเหล่านี้มาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ต่อให้มันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่
หลัวจู้เตรียมการอย่างมั่นอกมั่นใจและกำลังจะพยายามอีกครั้ง ก็พอดีกับที่เห็นปรมาจารย์จางลุกขึ้นยืนหลังจากแตะทางเดินเสร็จ จากนั้น เขาก็ยืดหลังบิดขี้เกียจก่อนจะเดินตรงไปตามทางเดิน
“ปรมาจารย์จาง…”
หลัวจู้หรี่ตาทันใดด้วยความหวาดกลัว
ทั้งๆ ที่ใช้หุ่นเป็นตัวทดสอบ เขาก็ยังเกือบจะถูกกระแสดาบฉีฉีกร่างเป็น 2 ส่วน แล้วบุ่มบ่ามเข้าไปแบบนั้น ไม่เท่ากับฆ่าตัวตายหรือ?
หลัวจู้ตกใจและกำลังจะเข้าไปดึงปรมาจารย์จางออกมา ก็พอดีกับที่ชายหนุ่มยกขาขึ้นเตะกำแพงที่อยู่ด้านข้างอย่างแรง
ปั้ก!
เกิดเสียงหึ่งดังก้องไปทั่ว ทุกคนรู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นสะเทือน
“จบ กับดักพวกนี้ใช้การไม่ได้แล้ว!”
จากนั้น ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตอบโต้อะไร จางเซวียนก็สาวเท้าเข้าไป
“กับดัก…ใช้การไม่ได้แล้ว?”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรทำงานอีกเลยหลังจากการเตะง่ายๆ เพียงหนึ่งครั้งของจางเซวียน หลัวจู้ก็แทบคลั่ง
นี่มันอะไรกัน?
เขาเพิ่งจะทดสอบด้วยตัวเอง และเห็นๆ อยู่ว่ากับดักบนทางเดินนี้ทั้งแข็งแกร่งและซับซ้อนกว่าครั้งก่อน ขนาดคนอย่างเขาที่มีชีวิตแขวนอยู่กับสุสานยังรู้สึกว่าไม่อาจผ่านมันไปได้ง่ายๆ หากไม่ใช้เวลาสักครึ่งเดือน แต่อีกฝ่ายแค่เตะครั้งเดียว…จบ?
เอาจริงๆ สิ?
นี่มันระบบกลไกที่นักออกแบบสวรรค์สร้างเป็นคนออกแบบนะ! ตัวเขาเองเตรียมหุ่นมากมายไว้เป็นเครื่องสังเวย แต่ชายหนุ่มใช้แค่การเตะครั้งเดียว…
หลัวจู้รู้สึกเหมือนตัวเองใกล้เสียสติเต็มที
เขาหันกลับไปมองพรรคพวก และเห็นคนเหล่านั้นจ้องหน้าเขาอย่างงุนงง
คุณเพิ่งจะยกยออานุภาพของสิ่งนี้เสียเลิศลอยไม่ใช่หรือ? ทำไมปรมาจารย์จางถึงหยุดมันได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว?
“ไปกันเถอะ…”
หลัวจู้พูดไม่ออก แต่ในเมื่อปรมาจารย์จางจัดการเสียเรียบร้อย ทักษะของนักออกแบบสวรรค์สร้างก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชายหนุ่มคนนี้เช่นกัน หลังจากปลอบใจตัวเองแล้ว เขาก็ออกเดินต่อไป
ก็เป็นไปตามนั้น กับดักที่อยู่ในทางเดินหยุดทำงานทั้งหมด พวกเขาเดินผ่านไปได้โดยไม่เกิดอะไรขึ้นเลย
ไม่ช้าก็มาจนสุดทางเดิน ห้องโถงขนาดมหึมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
เมื่อเห็นห้องโถงนั้น หลัวจู้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ครั้งก่อน ผมก็ถูกครอบงำที่จุดนี้แหละ ผมไม่กล้าไปไกลกว่านี้แล้ว…”
จางเซวียนมองไปรอบๆ ห้องโถง
มันมีความกว้างยาวราว 20 – 30 เมตร ดูเหมือนกับพระราชวังใต้ดิน ที่กึ่งกลางห้องมีโลงศพสีเขียวขี้ม้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ 4 ใบ ดูไม่ออกว่าทำจากวัสดุอะไร แต่ก็น่าจะหนักอึ้ง
“ดวงตาหยั่งรู้!”
แทนที่จะรีบเข้าไปในห้อง จางเซวียนใช้ดวงตาหยั่งรู้ของเขาสำรวจห้องนั้นอีกครั้ง
ครู่ต่อมาเขาก็ขมวดคิ้ว
จางเซวียนไม่อาจรับรู้รายละเอียดของโลงศพได้เลย เป็นไปได้ว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่อยู่เหนือระดับวรยุทธของเขา
“สงสัยจริงว่า ถ้าแตะพื้นแล้วจะได้รายละเอียดเพิ่มหรือเปล่า?”
ถึงดวงตาหยั่งรู้จะบอกรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ แต่จางเซวียนก็ไม่ตื่นตระหนก เขาก้มตัวลงสัมผัสพื้น
จางเซวียนหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่เขาเปิดกล่องกลสวรรค์สร้าง เขาคิดว่าในเมื่อกับดักเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยระบบกลไก มันก็ย่อมมีข้อบกพร่อง จึงทดลองใช้วิธีนี้ดู แล้วก็ต้องดีใจเมื่อมันใช้ได้ผล
หอสมุดเทียบฟ้าระบุชื่อและข้อบกพร่องของกับดักออกมาทันที
เมื่ออ่านแล้ว จางเซวียนก็เข้าใจ
กับดักพวกนี้เหมือนกันเป๊ะกับค่ายกล พวกมันมีประตูแห่งชีวิตและประตูมรณะเช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้น ใครเล่าจะผ่านกับดักเหล่านี้ไปได้?
ไม่เพียงแค่นั้น พวกมันยังมีแกนกลางด้วย ขอแค่หาแกนกลางเจอ ต่อให้กับดักจะมีอานุภาพรุนแรงแค่ไหน ก็หยุดการทำงานของมันได้อย่างง่ายดาย
เพราะหากปราศจากพลังงาน ต่อให้กลไกสูงส่งซับซ้อนแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
นี่คือเหตุผลที่จางเซวียนสามารถหยุดระบบกลไกทั้งหมดได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว และนำทุกคนมาจนถึงบริเวณนี้
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหัว
“หินเถ้าเขียว โดยปกติพบอยู่ใต้ชั้นดินที่ลึกลงไป มีความแข็งแกร่งทนทาน…”
มองแค่ปราดเดียว จางเซวียนก็เกือบกระอักเลือดออกมา
เขาคิดว่า ต่อให้ดวงตาหยั่งรู้ใช้การไม่ได้ อย่างน้อยหอสมุดเทียบฟ้าก็น่าจะบอกรายละเอียดของโลงศพหรือห้องโถงแห่งนี้ได้บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รายละเอียดของแผ่นหินที่เขาแตะอยู่มาแทน
“ทางเดินเมื่อครู่ประกอบขึ้นจากระบบกลไก จึงทำให้ปรากฎข้อมูลของกับดักขึ้นมาเมื่อแตะมัน แต่ตรงนี้เป็นแค่พื้นหินธรรมดา การแตะมันจึงบอกรายละเอียดได้แค่นี้ เหมือนกับสมัยที่เราแตะชั้นหนังสือเลย!”
จางเซวียนห่อเหี่ยว แต่ก็เข้าใจ
เมื่อสมัยที่เขาพยายามจะรวบรวมหนังสือทั้งหมดให้เข้าหัว เขาได้ลองแตะชั้นหนังสือ ซึ่งก็ได้ผลแบบเดียวกันนี้
ดูเหมือนหอสมุดเทียบฟ้าไม่ได้ระบุรายละเอียดจากภาพรวม มันจะบอกในสิ่งที่จางเซวียนแตะต้องสัมผัสโดยตรงเท่านั้น
คิดไปคิดมาก็ตลกดี เพราะหากเขารู้ความเป็นไปของทั่วทั้งทวีปได้เพียงแค่แตะพื้น ก็คงจะไปกันใหญ่
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของปรมาจารย์จาง หลัวจู้ก็รีบเข้ามาอธิบาย “ตรงนี้ไม่มีอันตรายหรอก เราเข้าไปในห้องได้เลย!”
เมื่อเขาก้าวเข้าไป ก็ไม่เกิดเหตุการณ์ประหลาดใดๆ ขึ้น
ทั้งกลุ่มจึงตามเข้าไปด้วย
“พวกนี้คือโลงศพที่มีหุ่นโลหะไร้วิญญาณอยู่ข้างใน ตัวที่ผมเอาไปก็มาจากที่นี่แหละ!”
หลัวจู้ชี้โลงศพและเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยสบายใจ
เพราะก่อนหน้านี้ ก็คือที่เดียวกันนี่เลย ตอนที่เขาเปิดโลงศพและกำลังจะนำหุ่นโลหะไร้วิญญาณออกมา เขาก็ถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายครอบงำ เรื่องนั้นยังตามหลอกหลอนอยู่ ทำให้หลัวจู้ไม่กล้าทำอะไรลงไป
“ขอผมดูหน่อย!”
จางเซวียนพยักหน้าและเดินไปดู
ก็ตามคาด 1 ใน 4 โลงถูกเปิดออก และภายในว่างเปล่า
จางเซวียนแตะโลงศพว่างเปล่าใบนั้น
ฟึ่บ!
หอสมุดเทียบฟ้าส่งหนังสือให้เล่มหนึ่งทันที
“โลงศพโลหะเกรด 7 หลอมโดยช่างตีเหล็กระดับ 4 ดาว, ฉู่เจ๋อ ใช้เป็นที่บรรจุหุ่นโลหะไร้วิญญาณ โดยจะไม่มีวันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ข้อบกพร่องที่ 1,ไม่อาจใช้กับศพโดยทั่วไปได้…”
ทั้งรายละเอียดเบื้องต้นและข้อบกพร่องของโลงศพมีระบุไว้ในหนังสือ
“โลงศพโลหะเกรด 7?” หลังจากอ่านรายละเอียดแล้ว จางเซวียนก็งง
ด้วยรายละเอียดที่หอสมุดเทียบฟ้าบอกไว้ โลงศพนี้ใช้ได้กับเฉพาะหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ซึ่งก็ไม่ควรจะมีจิตวิญญาณอยู่ภายใน แล้วหลัวจู้ถูกครอบงำได้อย่างไร?
เขาจึงหันไปแตะโลงศพที่ยังปิดตายอยู่
มันเป็นโลงศพโลหะเกรด 7 ที่มีวัตถุประสงค์แบบเดียวกัน คือเป็นที่เก็บรักษาหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากใบแรก
จางเซวียนเดินไปแตะใบอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปแบบเดียวกันทั้งหมด
เมื่อรู้ว่าพวกมันเป็นที่บรรจุหุ่นโลหะไร้วิญญาณ เขาก็เลิกสนใจ
จุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อตามหามรดกตกทอดของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ หุ่นโลหะไร้วิญญาณแทบไม่มีความหมายอะไรกับเขา
แต่ถึงอย่างไร ของเหล่านี้ก็มีราคาสูงมาก ก่อนหน้านี้ จางเซวียนขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณได้ในราคาเท่ากับหินวิเศษถึงสองหมื่นก้อน ถึงเขาจะไม่ต้องการมัน แต่ก็สามารถนำไปขายเพื่อทำกำไรมหาศาลได้
เห็นปรมาจารย์จางแตะโลงศพทั้ง 4 ใบ หลัวจู้ถามอย่างกระวนกระวาย “ปรมาจารย์จาง ผมถูกครอบงำที่นี่แหละ…เราควรจะเปิดโลงใบอื่นๆ ไหม?”
คนอื่นๆ ก็รอฟังการตัดสินใจของจางเซวียน
“อย่าเพิ่งเปิด!”
แม้หนังสือจะไม่ได้ระบุปัญหาอะไรเอาไว้ แต่จางเซวียนก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเปิดโลงศพพวกนี้
หากต้องเจอกับจิตวิญญาณในระดับเดียวกับตัวที่เข้าครอบงำหลัวจู้ เขาก็ยังรับไหว แต่ถ้าเจอกับจิตวิญญาณที่มีวรยุทธสูงส่งกว่านั้น จางเซวียนก็ยังไม่แน่ใจว่าพลังปราณเทียบฟ้าของเขาจะจัดการเจ้านั่นได้หรือเปล่า
ปลอดภัยไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
“เอาโลงศพพวกนี้เก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติก่อน กลับออกไปแล้วค่อยเปิด” จางเซวียนสั่งการหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ได้เลย!”
ซุนฉางก็รอคอยประโยคนี้อยู่ เขารีบเดินเข้ามาและกวาดโลงศพทั้ง 4 ใบใส่พรวดเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขา
ของพวกนี้เป็นของนายน้อย ไม่ว่าพวกคุณจะเป็นใคร อย่าได้คิดฝันแม้แต่จะยื่นมือมาแตะต้อง…
“แค่ก แค่ก!” จางเซวียนถึงกับหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นอาการโลภออกนอกหน้าของซุนฉาง เขาหันกลับมาสั่งการบางอย่างก่อนจะเดินหน้าต่อ
“พวกคุณรอผมตรงนี้ก่อน ผมจะเดินไปดูรอบๆ”
ห้องนี้มีกลิ่นอายแปลกประหลาดและดูโดดเดี่ยวหงอยเหงา
ผนังทุกด้านทำจากหินเถ้าเขียวซึ่งหนาหนัก ดูเหมือนกับผู้สร้างจะใช้ความอุตสาหะอย่างมากในการก่อสร้าง นอกจากต้องขุดแล้ว ก็ยังเลือกใช้วัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดเสริมความหนักแน่นให้กับโครงสร้าง ทำให้แน่ใจได้เลยว่ามันจะทนทานไปได้อีกนาน
เมื่อแตะผนังรอบๆ ห้องแล้ว จางเซวียนก็ไม่พบกับดักใด เขาจึงเดินต่อไป
ห้องนั้นเชื่อมกับทางเดินแคบๆ อีกทางหนึ่ง
จางเซวียนเดินไปและก้มตัวแตะพื้นอีกครั้ง
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
“มันเป็นแค่ทางเดินธรรมดาจริงๆ ?”
หนังสือได้บอกรายละเอียดของวัสดุที่ใช้ปูพื้นเอาไว้ จึงชัดเจนว่าไม่มีกับดักใดอยู่ข้างใน จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอกและพลันเข้าใจบางอย่าง
กับดักมีราคาแพง ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องนำไปวางไว้ที่ปากทางเข้าเพื่อป้องกันผู้บุกรุก แต่การจะวางกับดักไว้ข้างในก็ดูจะตลกไปสักหน่อย เพราะกับดักมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาในสุสาน หากวางกับดักไว้ตรงทางเข้า ก็ออกจะสมเหตุสมผลในการใช้เงินมากกว่า
เขาหันกลับไปและตะโกนก้อง “ตรงนี้ไม่มีอันตราย เข้ามาเลย!”
ทั้งกลุ่มรีบตามเข้ามา
จางเซวียนนำทางไป
ทางเดินนั้นไม่ยาวนัก รวมแล้วก็น่าจะราวๆ 10 เมตร ที่สุดปลายทางเดินก็มีห้องโถงใหญ่อีกห้องหนึ่ง
มันใหญ่กว่าห้องแรกมาก
“เท่าที่ผมรู้ ห้องแรกเป็นห้องสำหรับผู้พิทักษ์ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ก็คือหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ส่วนห้องที่ 2 เป็นห้องสำหรับตัวผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเอง ตรงนี้คือบริเวณที่จิตวิญญาณของพวกเขาอาศัยอยู่…”
หลัวจู้กลืนน้ำลาย
“คุณหมายความว่า พวกเราจะได้พบกับจิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่นี่?” จางเซวียนถาม
หลัวจู้พยักหน้า
“ในเมื่อตรงนี้เป็นห้องโถงใหญ่…ผมก็เชื่อว่าอย่างนั้น!”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยืนยัน จางเซวียนเงยหน้า หลังจากมองแค่ปราดเดียวก็ขมวดคิ้วทันที
“นะ-นี่…มันเกิดอะไรขึ้น?”
