ตอนที่ 844 ผมคือหยางชวน!
รังสีที่แผ่ออกมานั้นดุดันราวกับคลื่นยักษ์ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยและหมดหนทางไปในทันที
พวกเขาใจหายใจคว่ำ ขนลุกขนชัน แม้แต่ร่างของปรมาจารย์มู่ก็ตึงเขม็ง
ต่อหน้ารังสีนั้น ไม่มีใครสักคนจะอาจหาญต่อกรหรือตอบโต้ แม้ผู้ที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับปรมาจารย์มู่ เพราะรู้ดีว่าคงจะถูกพลังมหาศาลนั้นสังหารในทันที
ครืนนนนนนนน!
ภายใต้แรงกดดันหนักหน่วงของรังสีทำลายล้าง สภาผู้อาวุโสก็มาถึงจุดที่สุดจะทานทนไหว เกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วห้อง ตามมาด้วยการสั่นสะเทือนยาวนาน และในที่สุดทั้งห้องก็พังพินาศ
รังสีที่เขาแผ่ออกมานั้นทำลายทั้งค่ายกลและแม้กระทั่งห้องทั้งห้อง
บรรดาหัวหน้าโรงเรียนต่างลอบสบตากันด้วยความหวาดกลัว
ไม่เพียงแต่สภาผู้อาวุโสจะสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งมาก แต่ยังมีค่ายกลทรงพลังเสริมกำลังอีกหลายชั้นด้วย ต่อให้นักรบระดับเซียนขั้น 3 เข้าโจมตีห้องนี้ด้วยพละกำลังเต็มพิกัด ก็ไม่อาจจะทำลายค่ายกลได้
แต่คนผู้นี้ทั้งทำลายค่ายกลและพังทั้งห้องจนพินาศเพียงแค่ใช้รังสีของเขา
อาจารย์ของจางเซวียนเก่งกาจน่าทึ่งสักแค่ไหน ถึงทำได้ขนาดนั้น?
เมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้นมา ทุกคนก็รีบเงยหน้าขึ้น และเห็นร่างพร่าเลือนยืนผงาดอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางฝุ่นควันนั้น พวกเขาต่างมองเห็นไม่ชัด แต่เท่าที่ดูจากรูปร่าง อีกฝ่ายน่าจะยังมีอายุไม่มากนัก บางทีอาจจะเพียง 30 ต้นๆ แต่มีอำนาจมหาศาลอย่างที่ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย
“พวกคุณสงสัยว่าลูกศิษย์ของผมเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอย่างนั้นหรือ?”
ร่างนั้นคำรามเสียงเย็นเยียบ “แล้วผมล่ะ ดูเหมือนเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นไหม?”
บึ้ม!
เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ให้ความรู้สึกราวกับฟ้าถล่มใส่ ภายใต้แรงกดดันหนักหน่วงนั้น ลู่เฟิงและคนอื่นๆ ต่างตัวแข็งทื่อ หายใจหายคอแทบไม่ออก
ครืนนนนนน!
แรงกดดันอีกระลอกทำให้ทั้งตึกพังพินาศ
แต่นั่นยังไม่จบ พลังที่ชายหนุ่มแผ่ออกมาดูจะสั่นสะเทือนลุกลามออกไป และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ได้รับคลื่นความสั่นสะเทือนนั้นต่างก็พังพินาศไปในทันที ตึกโอ่อ่าหรูหราพังราบราวกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
“นั่นมันห้องรับรองอาจารย์นะ!”
ทุกคนหันขวับไปทางตึกที่เพิ่งพังพินาศไป นัยน์ตาลุกโพลงด้วยความหวาดกลัว
นั่นคือห้องรับรองอาจารย์ซึ่งมีป้ายชื่อบรรพบุรุษและอนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงตั้งอยู่!
สถานที่แห่งนั้นได้รับการปกป้องจากเจตจำนงของเหล่าบรรพบุรุษ และต่อให้พวกเขาทุกคนรวมหัวกันโจมตีก็ยังไม่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้แม้แต่น้อย แต่เพียงแค่อีกฝ่ายพูดไม่กี่คำ ห้องนั้นก็พังพินาศ!
“ข้อเท็จจริงที่ว่าห้องรับรองอาจารย์พังทลายนั้นก็แปลว่าเจตจำนงของเหล่าบรรพบุรุษไม่อาจต้านทานผู้อาวุโสผู้นี้ได้ และแม้แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังล่าถอย!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพึมพำอย่างทึ่งจัด
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็เหงื่อแตกท่วมตัว
ผู้อาวุโสพูดถูก
ห้องรับรองอาจารย์ได้รับการปกป้องจากเจตจำนงของปรมาจารย์ขงและบรรพบุรุษอีกมากมาย ต่อให้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นก็ต้องพ่ายแพ้หากเหยียบย่างเข้าไป การที่มันพังพินาศได้อย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำจึงหมายความว่าผู้อาวุโสคนนั้นแข็งแกร่งมากเสียจนแม้แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังไม่อยากต้านทาน
และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็หมายความได้อย่างเดียวว่าแม้แต่ตัวปรมาจารย์ขงเองก็ยังยอมรับว่าอีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งคู่ควรที่จะได้รับความเคารพจากเขา
ว่าแต่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?
ปรมาจารย์ขงไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว และด้วยความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ที่ปรมาจารย์ขงเคยมี จะมีใครที่คู่ควรจะได้รับความเคารพจากเขา?
ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งหรี่ตาขณะพึมพำเสียงสั่น “หรือว่าเขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจทัดเทียมกับ 72 นักปราชญ์?”
เหล่าบรรพบุรุษในห้องรับรองอาจารย์นั้นล้วนแต่สำเร็จวรยุทธระดับเซียนเป็นอย่างน้อย ทั้งยังมีเสี้ยวหนึ่งของเจตจำนงของปรมาจารย์ขงซึมซับอยู่ในอนุสาวรีย์ด้วย ในแง่ของสถานภาพ เป็นไปไม่ได้เลยที่นักรบระดับเซียนขั้น 7 หรือแม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจะทำให้พวกเขาล่าถอยไปได้
คงมีแต่ผู้ที่มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับศิษย์สายตรงในตำนานของปรมาจารย์ขง คือ 72 นักปราชญ์เท่านั้นที่ทำได้
หรือผู้อาวุโสคนนี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับนั้น
เอาจริงๆ สิ?
หลังปรมาจารย์ขงจากโลกนี้ไป ผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็คือ 72 นักปราชญ์ แต่ยุคสมัยของทั้ง 72 นักปราชญ์ก็ไม่ได้ยาวนานนัก จึงมีการบันทึกเรื่องราวของพวกเขาเอาไว้ไม่มาก เมื่อ 72 นักปราชญ์จากโลกนี้ไป ก็มีนักรบระดับเซียนเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้ามาแทนที่นักปราชญ์เหล่านั้น ซึ่งคนพวกนั้นก็คือผู้ก่อตั้งตระกูลลูกหลานนักปราชญ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลก
บรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูลนักปราชญ์มีอำนาจและพละกำลังมากกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ แม้แต่สถานที่อย่างสถาบันปรมาจารย์ก็อาจถูกพวกเขากวาดออกจากแผนที่ได้ภายในพริบตา
แต่ก็นั่นแหละ บรรพบุรุษเก่าแก่เหล่านั้นก็ยังมีพละกำลังห่างชั้นกับ 72 นักปราชญ์ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา
ต่อให้อีกฝ่ายไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระดับเดียวกันกับ 72 นักปราชญ์ อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเทียบเท่ากับบรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูลลูกหลานนักปราชญ์เหล่านั้น
เมื่อคิดได้ ทุกคนต่างกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
บุคคลที่เพียงแค่ปรากฏตัวก็ทำให้ห้องรับรองอาจารย์พังพินาศได้ ก็มีเพียงคำเดียวที่จะบรรยายความแข็งแกร่งของเขา คือน่าสะพรึง
ถ้าผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ตั้งใจจะสังหารพวกเขาล่ะก็ คงไม่แม้แต่จะต้องขยับมือด้วยซ้ำ แค่คิด พวกเขาก็แหลกสลายกลายเป็นศพแล้ว อีกอย่าง ต่อให้สภาปรมาจารย์ก็ยากที่จะตามมาแกะร่องรอยและสังหารเขา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าไม่มีอะไรยับยั้งสิ่งที่บุคคลผู้นี้ต้องการทำได้เลย
“ขะ-เขา แข็งแกร่งขนาดนี้เลย?” มั่วเกาหย่วนเย็นวาบไปทั้งตัว
เขาเคยพบอาจารย์ของจางเซวียนมาแล้วครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเคยพูดคุยกันด้วย แต่ในตอนนั้น อีกฝ่ายปกปิดพละกำลังของตัวเองไว้ เขาจึงคิดว่าอย่างมากก็คงเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว
แต่กลับกลายเป็นการประเมินต่ำไป
เพียงแค่เอ่ยปาก คำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้ตึกสูงภายในพื้นที่หลายร้อยตารางเมตรพังราบเป็นหน้ากลอง นั่นเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว!
ประธานมั่วหน้าซีดเผือดขณะกระซิบกับผู้อาวุโสมั่วอย่างร้อนรน “ผมบอกคุณแล้วว่าอาจารย์ของจางเซวียนเก่งกาจขนาดไหน คุณได้บอกผู้อาวุโสคนอื่นๆ หรือเปล่า?”
เพราะเขารู้ว่าปรมาจารย์หยางทรงพลังแค่ไหน ถึงได้ยอมถ่อมาถึงนี่เพื่อมาพบจางเซวียน
ผมเตือนคุณแล้ว แต่ทำไมในสถาบันของคุณยังมีไอ้งั่งที่คิดเองเออเองอยู่อีก? ดูสิ ลงท้ายก็ทำให้บุคคลที่แข็งแกร่งกว่าคุณหลายเท่าต้องโกรธเกรี้ยว พอใจหรือยังล่ะ?
สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับนั้น ไม่ต้องทำอะไรมากมายก็ส่งพวกเขาลงนรกได้แล้ว!
“ผะ-ผมบอกแล้ว แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ!” ผู้อาวุโสมั่วตอบด้วยน้ำตานองหน้า
เขาไม่เคยพบปรมาจารย์หยางมาก่อน เพียงแค่ได้ยินเรื่องเล่ามากมายจากประธานมั่ว ด้วยเหตุนี้ทั้งความประทับใจและความหวาดกลัวจึงไม่ได้มีมากมายอะไร เขาจึงแค่นำเรื่องนี้มาแจ้งให้คนอื่นรับรู้แบบธรรมดาๆ ใครจะไปรู้ว่าชายคนนี้จะเป็นปีศาจ?
พละกำลังของเขาเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง!
“พวกคุณทุกคน”
ด้วยความเกรงกลัวว่าชายที่อยู่กลางอากาศจะโมโหโกรธาจนทำลายทั้งสถาบันปรมาจารย์ให้ย่อยยับ มั่วเกาหย่วนรีบเงยหน้าซีดเผือดขึ้นและพูดว่า “ปรมาจารย์หยาง ผมคือมั่วเกาหย่วน คุณเคย ให้คำชี้แนะกับผมครั้งหนึ่ง เรื่องจริงก็คือพวกเราไม่มีเจตนาจะทำอะไรให้ปรมาจารย์จางต้องยุ่งยาก เพียงแค่เชิญเขามาสอบถาม 2-3 เรื่องเท่านั้น”
มาถึงตอนนี้ มั่วเกาหย่วนไม่มีทางเลือกนอกจากเจรจาด้วยตัวเอง
เพราะขืนเขาปล่อยให้เจ้าลู่เฟิงผู้โง่เง่าคนนั้นมีโอกาสอ้าปากอีก คงได้ใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่นี่เป็นแน่
ร่างกลางอากาศชำเลืองลงมาและพึมพำเสียงเย็น “พวกคุณเชิญลูกศิษย์ของผมมาเพื่อสอบถาม 2-3 เรื่อง? แต่ทำไมถึงดูเหมือนกำลังตัดสินเขาล่ะ? ตกลงพวกคุณคิดว่าเขาเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น หรือคิดว่าตัวผมเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกันแน่?”
แรงกดดันมหาศาลที่อีกฝ่ายแผ่มานั้นให้ความรู้สึกราวกับสวรรค์ถล่ม ทุกคนที่อยู่ข้างล่างพากันตัวแข็งทื่อไปหมด
นี่คือปรมาจารย์ฟ้าประทานหรือ?
ทุกใบหน้าในห้องนั้นซีดเผือดไปทันที หวาดกลัวจนพูดอะไรไม่ออก
ตั้งแต่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ของโลก บุคคลผู้เดียวที่รู้กันว่าได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานคือปรมาจารย์ขง แต่พละกำลังมหาศาลและอำนาจสวรรค์ที่คนผู้นี้แผ่ออกมาบ่งบอกว่าเขาเองก็เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานเช่นกัน นี่พวกเขากล่าวหาลูกศิษย์ของปรมาจารย์ฟ้าประทานว่าเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น!
ช่างเป็นเรื่องโง่เง่าที่สุดเท่าที่ใครคนหนึ่งจะทำได้!
แม้แต่สวรรค์ยังยอมรับเขาในฐานะปรมาจารย์ แล้วเขาจะรับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นมาเป็นศิษย์ได้อย่างไร?
มีล้อเล่นอะไรกันหรือเปล่า?
อะ-อาจารย์ปู่?
เห็นใบหน้าซีดเผือดของพรรคพวกและรู้สึกได้ถึงความกดดันที่คุ้นเคย สุดท้ายปรมาจารย์มู่ก็จำชายที่ยืนอยู่เหนือเขาได้
ท่านอาจารย์ของจางเซวียนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอาจารย์ปู่ที่เขาเพิ่งได้พบเมื่อหลายวันก่อน หยางชวน!
ถ้าเขารู้สักนิดว่าจางเซวียนเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่าย จะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลย!
“พะ-พวกเราไม่บังอาจ” มั่วเกาหย่วนปากคอสั่นขณะรีบโค้งคำนับด้วยความเกรงกลัว
“แล้วคุณล่ะ?” หยางชวนตวัดสายตาไปทางลู่เฟิง
“ผะ-ผมก็ไม่บังอาจ!”
เจอสายตาเย็นเยียบนั้นเข้าไป ลู่เฟิงตัวสั่นไม่หยุด
ถ้าเขารู้ก่อนว่าจางเซวียนมีแบ็คดีขนาดนี้ คงไม่บังอาจสร้างเรื่องยุ่งยากขึ้นเลย นี่เขาขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ
จบเห่แล้ว ทำให้ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจทรงพลังต้องขุ่นเคือง ต่อให้เขารอดชีวิตไปได้ก็หมดอนาคต คงไม่มีใครและไม่มีที่ไหนกล้ายอมรับเขาอีก
ส่วนเฉินเฉิงชวินและตงซินที่อยู่ข้างๆ ก็แทบเข่าอ่อน
พวกเขาหมายมั่นปั้นมือจะเสวยสุขหากลู่เฟิงได้เป็นอาจารย์ใหญ่ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ราวกับเส้นทางที่ทอดยาวสู่สวรรค์ได้พังพินาศลงตรงหน้า และส่งพวกเขาร่วงลงไปยังนรกอเวจี
“ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น!” หยางชวนคำรามเสียงเย็นเยียบขณะสบตาทุกคน สายตานั้นลึกล้ำราวกับจะหยั่งถึงสวรรค์
“ผมคือหยางชวน ถ้าพวกคุณคนไหนรู้สึกว่าผมใช้อำนาจในทางที่ผิด เชิญรายงานต่อสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ได้เลย!”
“พวกเราไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นหรอก” มั่วเกาหย่วนหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
ขืนพวกเขารายงานไปก็เท่ากับลงนรก
เพราะในทางตรงกันข้าม หากทางสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่รู้ว่าพวกเขาทำให้ปรมาจารย์ระดับปรมาจารย์หยางต้องขุ่นเคือง ไม่เพียงแต่จะไม่ให้ความยุติธรรม แต่จะยังกำจัดพวกเขาออกไปให้พ้นเพื่อบรรเทาความโมโหของปรมาจารย์หยางด้วย
ปรมาจารย์ที่มีความสามารถระดับปรมาจารย์หยางนั้นถือเป็นสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ อย่าว่าแต่ในสถาบันปรมาจารย์ของจักรวรรดิขั้น 1 ต่อให้เป็นอาณาจักรอันทรงเกียรติ ก็ยังแทบประเมินค่าไม่ได้
คงเป็นเหมือนสวรรค์ประทานทีเดียวหากเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้จะไม่เข้าหูผู้คนทางสำนักงานใหญ่ การรายงานเรื่องนี้ต่อทางสำนักงานใหญ่ก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ
แม้เรื่องจริงจะมีอยู่ว่าสภาปรมาจารย์ทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรมให้กับโลกใบนี้ แต่ในทางปฏิบัติก็มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะหากต้องเผชิญหน้ากับการคุกคาม
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งปรมาจารย์มีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษและการยอมรับมากขึ้น สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เหล่าปรมาจารย์พากันศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก ทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอำนาจและพละกำลังของสภาปรมาจารย์ด้วย
ต่อให้ชีวิตของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นหมื่นคนก็ไม่อาจเทียบได้กับคุณค่าของอีกฝ่าย
การที่สภาปรมาจารย์จะเลือกข้างไหนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะก็เดาออก
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี” หยางชวนตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สา
หลังจากชำเลืองมองฝูงชนด้านล่างเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็สะบัดแขนเสื้อและหันหลังกลับ เตรียมตัวจะจากไป
ในตอนนั้นเอง ปรมาจารย์มู่ก็รีบเข้าไปหา “อาจารย์ปู่!”
ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา เขาได้ฝึกฝนเทคนิควรยุทธที่อาจารย์ปู่ถ่ายทอดให้จนหายจากความทุกข์ทรมานที่เคยได้รับ เป็นครั้งแรกในระยะเวลายาวนานที่เขารู้สึกได้ถึงการพัฒนาของระดับวรยุทธ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้รับเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ก็เกิดความสำนึกในบุญคุณของชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก
เห็นผู้มีพระคุณกำลังจะจากไป ปรมาจารย์มู่จึงได้แต่เข้าไปหาอย่างร้อนรน
หยางชวนชำเลืองมองปรมาจารย์มู่และพยักหน้าเล็กน้อย “ดี ฝึกฝนวรยุทธไว้ บางทีอาจจะมีสักวันที่คุณได้กลับไปยังตระกูลมู่”
จากนั้น ด้วยก้าวสั้นๆ เพียงก้าวเดียว เขาก็หายวับไปจากบริเวณนั้นทันที ราวกับถูกเครื่องมือสักอย่างพาทะลุมิติไป
“การควบคุมมิติ! เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว?”
ฝูงชนพากันอึ้งไปเมื่อเห็นภาพนั้น
ความสามารถอันโดดเด่นที่สุดของปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวคือการควบคุมมิติ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด อย่างเช่นการควบคุมและสร้างโลกนามธรรมผ่านที่ว่าง การที่ปรมาจารย์หยางหายตัวไปได้ในชั่วพริบตาแบบนั้นก็หมายความได้อย่างเดียวว่าเขาสามารถควบคุมกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้!
ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวตัวเป็นๆ
มีคนเหล่านี้อยู่เพียงหยิบมือในโลก ซึ่งพวกเขาก็ได้พบแล้วคนหนึ่ง ทั้งยังพยายามจะพิพากษาลูกศิษย์ของเขาด้วย
ต่างคนต่างหนาวเยือก สั่นสะท้านจากกระดูกสันหลังไปจนจับขั้วหัวใจ
โชคดีที่อีกฝ่ายอาจจะเห็นแก่ความเป็นปรมาจารย์ จึงไม่คิดจะตอบโต้พวกเขา ไม่อย่างนั้น ทุกคนในที่นี้รวมทั้งสถาบันปรมาจารย์คงกลายเป็นแค่อดีต
แต่แน่นอนว่าแม้พวกเขาจะรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ไปได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือไม่ทำอะไรที่เป็นการ ยั่วโมโหอีก โดยเฉพาะกับลูกศิษย์ของเขา
เมื่อคิดได้ ทุกคนก็หันไปมองจางเซวียนโดยอัตโนมัติ เห็นเขาขมวดคิ้วและทำหน้าผากย่นอย่างไม่พอใจ
เรื่องจริงก็คือตอนนี้จางเซวียนกำลังหงุดหงิดอย่างหนัก
แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าตัวโคลนเป็นพวกไว้ใจไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าหมอนั่นจะเล่นใหญ่ขนาดนี้
มันจะเกินไปไหม?
