Novel Scumbag System 2-56

ตอนที่ 56

เศษหินร่วงพรูลงมาจากเพดาน เสิ่นชิงชิวตัวโงนเงนอยู่บ้าง แต่ยังทรงตัวได้อยู่ เหมือนจะได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตบางอย่างคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นจากที่ไกลๆ เขาถามอย่างระแวง “ตัวอะไร”

เทียนหลางจวินเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “มาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” เขาหันไปถามจู๋จือหลาง “เท่าไร”

จู๋จือหลางตอบว่า “อย่างต่ำสองร้อยตัว”

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆ “จับได้สิบตัวก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว ลำบากเขาแล้วจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวฟังไม่เข้าใจ เห็นทีว่าพวกเขาไม่คิดจะให้ตนรู้เรื่องด้วย

เทียนหลางจวินปัดเศษหินที่ตกลงมาบนไหล่ เอ่ยว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่น หลานชายข้าผู้นี้ นับจากเมื่อห้าปีก่อนก็มุ่งมั่นอยากช่วยท่านตัดขาดจากชางฉยงซาน ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร ท่านเต็มใจจะไปกับเขาหรือไม่”

ถึงขนาดจับตัวมาสุสานแล้วยังจะมีหน้ามาถามทำแป๊ะอะไร แต่เดี๋ยวนะ ห้าปีก่อนอะไร ตัดขาดอะไร

เสิ่นชิงชิวพลันฉุกคิด จึงถามโพล่ง “คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เมืองจินหลันก็คือโอกาสให้ข้าได้ตัดขาดกับชางฉยงซานใช่หรือไม่”

มาคิดๆดู เหตุผลที่ตอนนี้ตนมีภูเขาทั้งลูกให้กลับก็กลับไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่แท้เริ่มต้นจากเมืองจินหลันนี่เอง

(มีภูเขาทั้งลูกให้กลับก็กลับไปไม่ได้ เป็นการเล่นคำของผู้เขียนโดยแผลงมาจากสำนวน มีบ้านให้กลับก็กลับไม่ได้)

เสิ่นชิงชิวซักไซ้ “ตอนนั้นที่คนเพาะเมล็ดพันธุ์ผู้นั้นชี้เป้ามาที่ข้าเป็นการทำตามคำสั่งของพวกท่านใช่หรือไม่”

จู๋จือหลางก้มหน้า

เทียนหลางจวินตบไหล่เข้าเหมือนจะให้กำลังใจ “เรื่องนั้นความจริงแล้วเป็นการทดลองเล็กๆน้อยๆ เพื่อแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในพื้นที่แดนใต้ของเผ่ามาร ไม่นึกว่าเจ้ายอดเขาเสิ่นจะอยู่ที่นั่นพอดี จู๋จือหลางก็แค่อยากให้เจ้ายอดเขาเสิ่นตัดใจจากความคิดที่จะหวนคืนภพมนุษย์เท่านั้นเอง”

เสิ่นชิงชิวถลึงตาใส่จู๋จือหลาง ตกลงแล้ว วิธีตอบแทนบุญคุณคือการให้คนเพาะเมล็ดพันธุ์ป้ายสีฉันอย่างนั้นรึ ปัญญาอ่นรึเปล่า การตอบแทนบุญคุณของอสรพิษแม่งไว้ใจไม่ได้จริงๆ

จู๋จือหลางกล่าวเสียงเบา “เสิ่นเซียนซือ จวินซั่งต้องการกวาดล้างสี่สำนักใหญ่ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ใครมีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว…ผู้น้อยไม่อยากให้ถึงตอนนั้น…”

เสิ่นชิงชิวข่มความโกรธ ถามว่า “ชิวไห่ถังก็เป็นเจ้าหามารึ”

เทียนหลางจวินกล่าว “ไม่รู้จัก” เขาหันไปมองจู๋จือหลาง

ฝ่ายหลังรีบมองเสิ่นชิงชิว กล่าวชัดเจนว่า “หญิงผู้นั้นมิใช่ผู้น้อยหามาแต่อย่างใด”

เช่นนั้นการที่อยู่ๆ ชิวไห่ถังกับคนเพาะเมล็ดพันธุ์กระหนาบโจมตีเสิ่นชิงชิวพร้อมๆกัน จนทำให้ตนต้องยอมถูกคุมตัวในคุกน้ำของวังฮ่วนฮวาเป็นแค่ความบังเอิญอย่างนั้นหรือ ช่างเถอะ เรื่องมาถึงปานนี้ยังไงก็ไม่มีอะไรแตกต่างแล้ว

เสิ่นชิวชิวซักต่อ “ยังมีสาเหตุอื่นนอกจากนี้อีกหรือไม่”

เทียนหลางจวินตอบว่า “ที่เรียกเจ้ายอดเขาเสิ่นมา ความจริงแล้วเป็นความเห็นแก่ตัวของข้าเอง”

เขากล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “บุตรชายของข้าผู้นั้น หลายปีมานี้ลำบากเจ้ายอดเขาเสิ่นให้ต้องคอยดูแลจริงๆ”

แม้จะนึกสังหรณ์ใจแต่แรกว่าไม่พ้นต้องเกี่ยวพันกับลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็ยังใจเขม็งเกร็งขึ้นมาอยู่ดี เขาฝืนปลุกหลอบกำลังใจให้เข้มแข็ง ถามต่อ “ลั่งปิงเหอหรือ เกี่ยวอะไรกับเขาอีกเล่านี่”

เทียนหลางจวินหัวเราะพรืด ก้มศีรษะกล่าว “จะพูดอย่างไรดีหรือ ข้าพบว่าที่เขารู้สึกต่อเจ้ายอดเขาเสิ่น มันออกจะ…”

คำพูดของเขาคลุมเครือไม่ชัดเจน ถึงขนาดตอบไม่ตรงคำถาม แต่เสิ่นชิงชิวกลับเดาออกได้เป็นฉากๆว่าเขาคิดการใด

นับจากนี้ไปยิ่งเทียนหลางจวินใช้ร่างนี้นานวันเข้า ปราณมารก็จะยิ่งแผ่อานุภาพ พลังฝึกปรือฟื้นคืนมามากขึ้นเรื่อยๆ กายเนื้อก็จะยิ่งเสียหาย ถึงขั้นปะซ่อมทั้งร่าง ไม่ช้าก็เร็วจำต้องหาร่างใหม่ ซึ่งร่างใหม่นี้จะให้ดีที่สุดต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เพื่อจะได้สืบทอดสายโลหิตมารฟ้าต่อไปได้ ยิ่งเป็นเลือดผสมที่ในร่างมีระบบการฝึกปรือทั้งสองขั้วก็จะยิ่งวิเศษ

แล้วจะมีร่างใครที่เหมาะไปกว่าร่างของลั่วปิงเหออีกล่ะ

เสิ่นชิงชิวหรี่ตา “เรียกวิญญาณข้ากลับเข้าร่าง เพื่อชักนำให้เขามาที่สุสานศักดิ์สิทธิ์หรือ”

เทียนหลางจวินชมเชย “เจ้ายอดเขาเสิ่นช่างปราดเปรื่องจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวเตือนเขาว่า “ลั่วปิงเหอตอนนี้ยังมิได้ครองตำแหน่งเดิมของท่าน ไม่อาจเข้าสุสานศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้เขาอยากมาก็มาไม่ได้”

เทียนหลางจวินกลับมีท่าทีเชื่อมั่นในตัวลั่วปิงเหออย่างมาก กล่าวว่า “ขอเพียงเขาต้องการ เป็นต้องหาทางมาได้แน่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวช้าๆ “ไม่ว่าท่านคิดจะทำอะไร เขาก็เป็นลูกชายท่านนะ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ก็ใช่น่ะซิ”

“ลูกชายแท้ๆของท่านกับซูซีเหยียนนะ”

“เทียนหลางจวินถาม “ดังนั้น?”

ฟังถึงตรงนี้เสิ่นชิงชิวก็เชื่อแล้วในที่สุด

ในไม่กี่ประโยคที่เทียนหลางจวินพูดถึงลั่วปิงเหอ แม้รอยยิ้มไม่จางหาย แต่น้ำเสียงและสีหน้าแสดงออกถึงความเย็นชาไม่รู้สึกรู้สาอย่างแจ่มชัด

ช่างแตกต่างจากภาพของเทียนหลางจวินในหัวของเสิ่นชิงชิวก่อนนี้ที่รักสงบ อบอุ่น และมั่นคงต่อความรักอันลึกซึ้งราวกับมหาสมุทรนั่นเหลือเกิน ตอนที่เขาพูดถึงซูซีเหยียน น้ำเสียงก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ชอบเรียกลั่วปิงเหอว่า ‘ลูกชายของข้าคนนี้’ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความรักผูกพันฉันท์พ่อลูกแม้สักนิด

เขาไม่เพียงใม่ใช่ผู้รักสันติ กระทั่งคนที่บูชาความรักก็ไม่ใช่ ทำเอาความคิด(ไปเองฝ่ายเดียว) ที่ฝังหัวมานานของเสิ่นชิงชิวพลังทลายอย่างสิ้นเชิง

ความจริงก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรักๆใคร่ๆ สำหรับเผ่ามารนั้นโดยทั่วไปก็เย็นชาเหินห่างอยู่แล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องมากกว่า เน้นการเชิดชูอำนาจ อิทธิพล และกำลังความสามารถ แต่อย่างไรก็ไม่น่าถึงขนาดไม่แยแสกันเลยขนาดนี้นี่นา เสิ่นชิงชิวอึดอัดคับใจขึ้นมานิดหน่อย

ลั่วปิงเหอช่างเป็น…คนที่พ่อไม่โปรดแม่ไม่รักจริงๆ

หม้อก้นดำ*ที่เมืองจินหลัน เสิ่นชิงชิวก็เอาไปสุมบนหัวลั่วปิงเหอเต็มๆ

(หม้อก้นดำ หมายถึง ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง)

เด็กคนนี้ถูกปรับปรำจนต้องคับแค้นใจอยู่นาน จะแก้ต่างกี่ครั้งก็ไม่เป็นผล ก่อนหน้าไม่นาน ตอนที่พวกเขาจะแยกจากกัน เสิ่นชิงชิวยังใช้คำพูดโหดร้ายทิ่มแทงใส่ลั่วปิงเหออยู่เลย

เขาไม่ชอบใจเทียนหลางจวิน แต่คิดใคร่ครวญดูแล้ว ตนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนผู้นี้เท่าไหร่เลย บาดแผลที่เขาทำร้ายลั่วปิงเหอรุนแรงสาหัสยิ่งกว่าที่เทียนหลางจวินผู้เป็นพ่อของลั่วปิงเหอกระทำซะอีก

ในตำหนักเพิ่งจะตกอยู่ในความเงียบ เสียงคำรามของสัตว์นับร้อยระลอกที่สองก็ดังกัมปนาทขึ้น ทำลายความเงียบสงบลง แรงสั่นสะเทือนคราวนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เกือบถึงระดับฟ้าถล่มดินทลายเลยทีเดียว ฝ่าเท้าเสิ่นชิงชิวก็ยืนหยัดไม่อยู่แล้ว เขาใช้มือข้างหนึ่งเกาะโลงไว้ “มีใครบอกข้าได้ไหมว่านี่มันเกิด…”

ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อ เพดานตำหนักที่ฝังอัญมณีมีค่าไว้เต็มพรืดก็ร่วงลงมาทั้งกระบิ

คนทั้งสามในตำหนักล้วนมีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่ง หลบออกมาเสียห่าง เสียงหนึ่งดังกึกก้อง บางสิ่งบางอย่างที่มีน้ำหนักมหาศาลร่วงโครมลงมา ณใจกลางตำหนัก ท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งตลบและแสงแวววาบวูบวาบของอัญมณีก็ปรากฏร่างใหญ่ยักษ์ขึ้น

ลั่วปิงเหอยืนอยู่บนหัวของสัตว์ตัวใหญ่มหึมาสีดำ เสื้อสีดำสะบัดพลิ้วกลางฝุ่นขาว กระบี่ซินหมัวที่สะพายอยู่บนหลังดีดกายออกจากฝัก สองตาแดงฉานที่กำลังมองลงมาเปี่ยมรังสีสังหาร

สัตว์หัวใหญ่มหึมาตัวนั้นมองแวบแรกดูเหมือนแรด บนหัวมีนอเดียวโค้งงอราวกับจันทร์เสี้ยว แต่พออ้าปากกว้างกลับพ่นงูเหลือมสีชาตตัวหนึ่งออกมาจากโพรงปากสีแดงสดปานโลหิต งูเหลือมนั้นขดตัวเป็นวง เสียงคำรามของแรดผสมกับเสียงร้องของงูเหลือมดังสนั่นหวั่นไหวชวนหวาดผวา

สีดำ! พระจันทร์! งูเหลือม! แรด! จริงๆด้วย

แรด+สีดำ+งูเหลือม+วงพระจันทร์ ที่แท้แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ตัวนี้ถือกำเนิดจากสี่องค์ประกอบทื่อๆนี่เอง สไตล์การตั้งชื่อของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีนี่เคยเป็นยังไงก็เป็นยังงั้นจริงๆ

จู๋จือหลางรีบเอาตัวเข้ามาบังหน้าเทียนหลางจวินทันทีอย่างรับผิดชอบในหน้าที่ ทั้งขวางหน้าเสิ่นชิงชิวไปด้วยในคราวเดียว

แวบแรกที่เสิ่นชิงชิวเห็นลั่วปิงเหอ ก็หลบฉากไปอยู่หลังจู๋จือหลางโดยไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เพราะจะหลบลั่วปิงเหอ หากแต่เพราะความละอายใจ ไม่มีหน้าไปมองเขานั่นเอง ยิ่งไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าตอนที่ลั่วปิงเหอต้องมองตนสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่สองจะมีความรู้สึกเช่นไร เลยได้แต่ปิดหูปิดตาตัวเองไปตามสัญชาตญาณ ทำเป็นว่าไม่เห็นเสีย ใจจะได้ไม่ปั่นป่วนสับสน

เทียนหลางจวินเลิกคิ้ว ท่าทางเช่นนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับลั่วปิงเหอมาก “ทุ่มเทจับตัวแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์สองร้อยตัวมาทำลายเขตอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ เจ้ายอดเขาเสิ่น ลูกชายของข้าคนนี้ ช่างดีต่อท่านไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวโต้แย้งไม่ออก ในนิยายดั้งเดิมนี่คือสัตว์มารหายากที่สามารถฉีกฝ่าได้กระทั่งห้วงอเวจี แต่ลั่วปิงเหอกลับสามารถจับพวกมันมาได้ถึงสองร้อยตัวในคราวเดียว เพื่อใช้บุกทะลวงสุสานศักดิ์สิทธิ์

หลังจากฝุ่นควันหายตลบ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยเห็นถนัดตาว่าลั่วปิงเหอบุกมาสุสานศักดิ์สิทธิ์เพียงลำพังเท่านั้น

สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ต้องห้ามด้วย ไม่ว่าจะชาวเผ่ามารคนไหนล้วนเคารพยำเกรง ไม่กล้าล่วงละเมิด นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ ใครก็ไม่กล้าติดตามลั่วปิงเหอเข้ามา เขาจึงต้องมาแต่เพียงลำพัง

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “น่ายกย่องในความหาญกล้ายิ่งนัก เจ้ามาคนเดียวน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ไม่ควรเอาเจ้าปลาน้อยสองตัวเข้ามาด้วย”

สีหน้าลั่วปิงเหออึมครึมยามกระโดดลงจากหัวแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ สัตว์ใหญ่ยักษ์ตัวนั้นดูราวกับเรี่ยวแรงเหือดหายหมดสิ้น ยันไม่ไหวอีกต่อไป ล้มลงกับพื้นดังโครม ลั่วปิงเหอจับจ้องเสิ่นชิวชิวเขม็ง ดวงตาราวกับดอกไม้ไฟแตกพร่าง สีหน้าทั้งเกรี้ยวกราดและดูเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

เสิ่นชิงชิวตระหนักทันที เมื่อกี้ที่เขาหลบแวบไปอยู่หลังจู๋จือหลาง มันต้องดูแล้วเหมือนทำเพราะเกลียดขี้หน้าลั่วปิงเหอเป็นแน่

จะอธิบายตอนนี้ก็สายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงนี้น่ะเป็นพ่อของพระเอกที่แม้กระทั่งตัวนักเขียนยังลงตรารับรองว่าสามารถเอาชนะพระเอกได้ในทุกๆด้านเลยนะ ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็ตะโกนว่า “กลับไปเสีย”

ลั่วปิงเหอไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ขว้างกระบี่ซิวหย่าออกมา พอเห็นเสิ่นชิงชิวรับไว้แล้ว จึงค่อยหันหน้าไปมองสองคนที่เหลือในสุสาน กักปราณมารเข้มข้นสองลูกไว้ในมือ เคลื่อนไหวท่าร่างอย่างรวดเร็วแล้วจู่โจมออกไปทันที

มาถึงก็ปะฉะดะเลยรึ

มือซ้ายของลั่วปิงเหอต่อยเข้าที่ท้องน้อยของจู๋จือหลางโดยไม่สนใจใยดีแม้แต่น้อย ทำเอาอีกฝ่ายกระเด็นออกไป ส่วนมือขวานั้นต่อยเทียนหลางจวิน

เสิ่นชิงชิวเคร่งเครียดกระวนกระวาย จ้องมองไม่ยอมให้คลาดสายตา

เทียนหลางจวินรับหมัดไว้ได้ ก้าวเดียวก็ไม่มีผงะถอย พลิกมือมาปาดไหล่ลั่วปิงเหอเบาๆทีหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวสาบานได้เลยว่าเขาได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร็อบมาจากร่างลั่วปิงเหอ

ราวกับจะยืนยันในสิ่งที่เสิ่นชิงชิวได้ยิน ลั่วปิงเหอกะพริบตา อยู่ๆเลือดก็พุ่งทะลักจากปากโดยไม่มีวี่แวว

คาง คอ และแผ่นอกเขาเปราะไปด้วยเลือดสีแดงสด และยังมีที่หยดลงพื้นติ๋งๆอีกด้วย ลั่วปิงเหอเช็ดมุมปาก ดูจะงุนงงอยู่บ้าง

ว่ากันตามจริง เขาไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ถูกทำร้ายจนเลือดตกยางออกมานานแล้ว

ไหน! วะ! กฎ! ที่! บอก! ว่า! พระเอก! มี! ร่าง! ทอง! คำ! ไม่! แตก! ไม่! หัก! ไง!

ไม่เล่นพ่อแต่มาเล่นลูกแทนแล้วรึ!

เทียนหลางจวินแค่ตบไหล่ลั่วปิงเหอเบา ๆ ทีเดียว แขนข้างที่ใช้ตบก็หลุดออกมา เขาขมวดคิ้ว

จู๋จือหลางรีบเก็บขึ้นมาให้ทันที ประคองส่งให้ด้วยสองมือ

ลั่วปิงเหอไม่สนใจจะเช็ดเลือดด้วยซ้ำ นัยน์ตาลุกวาบ ตวัดมือกุมซินหมัวที่สะพายอยู่ข้างหลัง

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “กระบี่ดีนี่ แต่เสียดายที่เอามาใช้มั่วซั่ว”

ลั่วปิงเหอกดเสียงต่ำกล่าวกับเสิ่นชิงชิว “ไปกับข้า”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “สายไปแล้ว แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์สองร้อยตัวนั่นแค่เอามาใช้เปิดเขนอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ชั่วคราว พอให้เจ้าเข้ามาได้เท่านั้น”

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเข้ม “เช่นนั้นก็ใช้เลือดของพวกเจ้าสองคนมาสังเวยให้มันเปิดออกอีกครั้งก็แล้วกัน”

ใครจะไปนึกว่ากระบี่ซินหมัวยังไม่ทันออกจากฝักจนหมดก็สอดกลับคืนลงฝักไปอีกครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าเทียนหลางจวินไปอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่ตอนไหน ใช้นิ้วเดียวกดกระบี่ไว้ในฝัก ไม่ปล่อยให้เขาชักออกมาได้

ทว่าลั่วปิงเหอก็ตั้งตัวได้เร็วมากหมุนตัวไปโจมตีทันที นึกไม่ถึงว่าต่อให้รวดเร็วขนาดไหน ทุกครั้งซินหมัวกลับออกมาได้อย่างมากแค่สามชุ่นแล้วถูกกดกลับลงไปใหม่ทันที เป็นเช่นนี้อยู่สองสามรอบ

เทียนหลางจวินเหมือนหมดความสนใจจะเล่นสนุกกับเขาแล้ว ไม่สนใจซินหมัวอีก หากแต่พลิกฝ่ามือกลับไปที่ขม่อมเขาแทน

ลั่วปิงเหอเบิกตากว้างทันใด ปราณมารเข้มข้นสีม่วงคล้ำตลบหนึ่งลอยวนรอบๆบริเวรขม่อมเขา

เทียนหลางจวินยกมือขึ้น มองดูใบหน้าขาวผุดผ่องปานหิมะของลั่วปิงเหอ พิจารณาอย่างไม่ลำเอียง “เหมือนแม่เขา”

เสียงเย็นเยือกดังขึ้นข้างๆ “ดวงตาเหมือนท่าน”

เทียนหลางจวินค่อยๆหันไปมอง กระบี่ซิวหย่าวาวบับแผ่รังสีเย็นยะเยียบ พาดขวางอยู่ที่คอจู๋จือหลาง

เสิ่นชิงชิวกล่าวยิ้มๆ “ลูกน้องที่ดีปานนี้ หลานชายที่รู้ใจปานนี้ หากเสียไปไม่คุ้มหรอก เทียนหลางจวนจะพิจารณาสักหน่อยไหม”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงเบา “จวินซั่ง บ่าวเผอเรอไปครู่เดียวเท่านั้น”

ขนาดแค่ ‘เผอเรอไปครู่เดียว’ ยังจัดการยากขนาดนี้ เสิ่นชิงชิวต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงสุดสังขารทีเดียวถึงสยบเขาได้ จู๋จือหลางผู้นี้ขนาดตอนไม่แปลงร่างเป็นงูก็ลื่นซะจนจับแทบไม่อยู่พอๆกัน

เทียนหลางจวินกล่าวเสียงเรียบเรื่อยว่า “จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้าง ทั้งยังจิตใจเปราะบาง ท่านทำเช่นนี้ต่อเขา เขาจะหัวใจสลายเอานะ”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงแผ่ว “จวินซั่ง ข้า…ข้าไม่ได้โง่…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวทีเล่นทีจริง “จิตใจข้าไม่เปราะบางสักนิด แต่ท่านทำเช่นนี้ต่อลูกศิษย์ข้า ข้าก็หัวใจสลายเช่นกัน ท่านปล่อยลูกศิษย์ข้า ข้าก็จะปล่อยหลานชายท่าน เป็นอย่างไร”

เทียนหลางจวินแบมือ “เกรงว่าข้าจะไม่ได้โอกาสนี้น่ะซิ”

ฝ่ามือของเสิ่นชิงชิวชื้นไปด้วยเหงื่อ แต่เสียงกลับสงบนิ่งอย่างมาก “ข้ากำลังจะให้โอกาสนี้แก่ท่านไงล่ะ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ข้าหมายถึงว่าจู๋จือหลางจะไม่ให้โอกาสข้าต่างหากเล่า”

ไม่ทันขาดคำ จู๋จือหลางก็เป็นฝ่ายเอาตัวพุ่งเข้าหาปลายกระบี่ของเสิ่นชิงชิวเสียเอง!

การพุ่งอย่างแรงนี้ เป็นการพุ่งโดยไม่คิดชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำเพื่อตบตาแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงชิวตกใจ ชักกระบี่ออกโดยไม่รู้ตัว เพียงชั่วอึดใจที่ปลายกระบี่เบนออก จู๋จือหลางก็ฉวยจังหวะนี้สลัดหลุดวาบกลับไปอยู่ข้างกายเทียนหลางจวินทันที

เทียนหลางจวินทำหน้า ‘เห็นไหมเล่า’ กล่าวยิ้มๆ “ข้าบอกท่านแล้ว จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้าง หากใช้เขามาข่มขู่ข้า เขาก็จะยอมตายเสียเอง เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าได้ดูเบาเขาเด็ดขาด”

เสิ่นชิงชิวอยากกระอักเลือดนัก ในฐานะตัวประกันกล่าวได้ว่าจู๋จือหลางไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยจริงๆ ไม่เพียงจัดการยาก กว่าจะจับตัวได้ก็ไม่ง่าย ทั้งไม่ช่วยให้เกิดความภูมิใจในความสำเร็จสักนิด

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ในเมื่อหลานชายข้าได้รับความกระทบกระเทือนใจ สมควรทวงคืนเอากับร่างของลูกศิษย์เจ้ายอดเขาเสิ่นแล้ว” พูดพลางงอห้านิ้วเข้าหากัน

ลั่วปิงเหอแค่นเสียงทีหนึ่ง หางตามีเลือดไหลออกมา แต่ยังคงเพียรกลอกตามาทางเสิ่นชิงชิวอย่างยากลำบาก

ลั่วปิงเหอข่มเลือดในปาก พยายามกล่าว “…ไป…ไปที่ไนก็ได้…อย่าอยู่ที่นี่!”

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขว้างกระบี่ซิวหย่าไปข้างหน้า แสงขาววาบราวกับสายฟ้าพุ่งเข้าแทงเทียนหลางจวิน

Comments

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.