Novel Scumbag System 2-57

ตอนที่ 57

อีกฝ่ายเพียงเบนศีรษะเล็กน้อย ปลายกระบี่ก็เฉียดผ่านแก้มพุ่งเข้าไปปักภาพวาดบนผนังเสียงดังเคร้ง

เทียนหลางจวินเอ่ยว่า “ไม่ค่อยแม่นเท่าใดนะ”

เสิ่นชิงชิวค่อยๆชักมือกลับมา มุมปากยกโค้งขึ้น “แม่นมากต่างหาก ใจกลางเป้าพอดี”

เทียนหลางจวินชะงักเล็กน้อย หันขวับไปมองทันที เห็นเพียงกระบี่ซิวหย่าปักฉึกเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งบนใบหน้าของสตรีในภาพที่กำลังยิ้มน้อยๆ ความจริงดวงตานี้เป็นอัญมณีที่ฝังไว้ บัดนี้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงจากผนังหินลงมาเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ที่พื้น

หญิงผู้นั้นเห็นอยู่ว่าเป็นเพียงแค่ใบหน้าที่วาดไว้บนผนัง ทว่ามุมปากค่อยๆยกโค้งขึ้นเรื่อยๆ จนดูคล้ายกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข มุมปากที่ฉีกยิ้มไปจนเกือบถึงใบหูดูราวกับผู้หญิงที่แสยะยิ้มกว้างจนปากฉีก

จู่ๆเสียงหัวเราะแหลมสูงสุดจะบรรยายของผู้หญิงดังขึ้น

เสียงหัวเราะนี้ดังออกมาจากปากของผู้หญิงบนภาพวาด

ตำหนักสุกสันต์มีกลไลป้องกันขโมยอยู่ บนผนังที่ฝังอัญมณีไว้เต็มพรืด ขอเพียงท่านแกะออกมาสักก้อน ก็จะถูกคลื่นเสียงของนางมารแห่งตำหนักสุขสันต์สังหารจนตายทั้งเป็น

เสียงหัวเราะนี้มีผลต่อเผ่ามารโดยเฉพาะ ยังไงซะวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อเอาไว้ป้องกันคนของเผ่ามารที่ลอบเข้ามาขโมยของในสุสานนั่นเอง เพราะพวกมนุษย์ทั่วไปก็คงไม่มีใครว่างจัดจนไม่มีอะไรจะทำหรือขวัญกล้าพอที่จะเข้ามาปล้นสุสานอยู่แล้ว

หลังจากได้ยินเสียงนี้หัวใจกับสมองจะปั่นป่วนคลุ้มคลั่งไม่หยุด ปวดแสบปวดร้อนเป็นระลอกชนิดฟ้าดินหมุนพลิกกลับ หูตาพร่าลาย

จู๋จือหลางทนไม่ไหวยกมือขึ้นปิดหู

เทียนหลางจวินก็เอามือข้างหนึ่งบีบขมับ

เสิ่นชิงชิวเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว ฉวยจังหวะในชั่วพริบตานี้ ยกมือซ้ายขึ้น กระบี่ซิวหย่าตอบรับด้วยการกลับคืนฝักเดี๋ยวนั้น ขณะที่มือขวาคว้าตัวลั่วปิงเหอได้ก็ออกวิ่งทันที

พอโผเข้าไปในห้องสุสานห้องหนึ่งได้ สิ่งแรกที่เสิ่นชิงชิวทำคือดึงกลไลประตูลงมาปิดตาย! เสียงก้อนหินขนาดใหญ่ยักษ์ร่วงพื้นโครม ฝุ้นฟุ้งตลบ เขาหาเจอแต่กลไกปิดประตู แต่กลไกเปิดประตูกลับหาไม่เจอ แต่เปิดไม่ออกได้เป็นดีที่สุด เขาเพิ่งคิดเช่นนี้อย่างวางใจ พอหันไปมองก็แทบเข่าทรุดลงไปเดี๋ยวนั้น

มือข้างหนึ่งของจู๋จือหลางถูกเขาจับไว้แน่น อีกฝ่ายกำลังยืนมองเขาตาปริบๆ

นี่เขาทำเชี่ยอะไรลงไป ดันทิ้งลูกที่กำลังถูกพ่อทารุณกรรมอยู่ฝ่ายเดียวไว้ในตำหนักสุขสันต์ซะงั้น เขาทำพลาดไปแล้วจังเบ้อเร่อ ข้างในนั้นกำลังจะเกิดอาชญากรรมอยู่แล้วนะ

เสิ่นชิงชิวสะบัดมือหมุนกายหมายฟาดประตูหิน แต่จู๋จือหลางคว้าตัวเขาไว้ “เสิ่นเซียนซือ ท่านอย่ากลับเข้าไปเลย อยู่ต่อหน้าจวินซั่ง ลั่วปิงเหอไม่มีทางชนะหรอก”

เสิ่นชิงชิวอยากเป็นลม ใกล้กันขนาดนี้ ทำไมถึงคว้าผิดคนได้วะ นี่ต้องโทษเสียงหัวเราะของผู้หญิงบนผนังที่มีอานุภาพรุนแรงเกินไป ภายใต้แสงสีเขียวสลัวมัว แถมทั้งสามคนก็ดันใส่ชุดดำที่แทบหาความต่างไม่เจออีก เพราะเป็นญาติกันเลยชอบอะไรคล้ายกันอย่างนั้นรึ

จู๋จือหลางกล่าวว่า “มิใช่เสิ่นเซียนซือคว้าผิดคนหรอก ข้าเป็นคนสับเปลี่ยนมือที่ท่านคว้าไว้เอง”

เสิ่นชิงชิวฟาดประตูหินทีหนึ่งอย่างอดรนทนไม่ไหว “ที่จริงข้าคิดจะไปกับลั่วปิงเหอหรอกนะ”

จู๋จือหลางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เสิ่นเซียนซือ ท่านกับเขามิใช่…กันไปแล้วหรอกหรือ”

“…” พูดกับคนพวกนี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ

เสิ่นชิงชิวยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาปิดปาก หมุนกายเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆก็รู้สึกว่าพื้นใต้เท่าไม่ราบเรียบ จู๋จือหลางเดินตามมา เขารีบทำมือเป็นเชิงห้าม

“อย่าขยับ”

ใบหน้าใหญ่ยักษ์ของสตรีแผ่เต็มพื้นด้านหน้าตำหนัก และพวกเขากำลังเหยียบอยู่บนหูของใบหน้านี้

ใบหน้านี้ดูไม่เหมือนกับใบหน้าสตรีของตำหนักสุขสันต์ ปราศจากความงดงามอ่อนหวาน หากแต่เกรี้ยวกราดดุดัน เบ้าตาพองโปน ตาหยีจมูกบาน เรียกได้ว่าอัปลักษณ์สุดๆ ไม่ต่างอะไรกับนางยักษ์ขมูขี

เสิ่นชิงชิวกล่าวเตือน “อย่าเหยียบหน้า”

จู๋จือหลางจนคำพูด “…”

บนพื้นตรงนี้ทั้งหมดก็เป็นใบหน้าทั้งหน้าแล้ว ไม่ให้เหยียบแล้วจะไปเหยียบที่ไหน…

สุขสันต์ โกรธา จาบัลย์ สามตำหนักนี้อยู่เรียงกัน หลังจากฝ่านตำหนักสุขสันต์มาแล้ว ที่อยู่ติดกันก็คือ ‘ตำหนักโกรธา’ นั่นเอง

ในนิยายดั้งเดิมตอนที่ลั่วปิงเหอเที่ยวชม(ยกเค้า) สุสานศักดิ์สิทธิ์ ยามฝ่าด่านนี้ เขาใช้วิธีเหยียบลงบนตำแหน่งบางตำแหน่ง แต่เสียดายที่เสิ่นชิงชิวจำไม่ได้ว่าเขาเหยียบลงบนตำแหน่งไหน หากไม่ระวังให้ดีแล้วเหยียบพลาด กลไกป้องกันขโมยจะทำงานทันที จะท่องกระบี่ก็ไม่ได้อีก ขอแค่ผ่านใบหน้านี้ไปในแนวตั้ง ก็ถือว่าเหยียบเหมือนกัน

พูดง่ายๆคือ เวลาถูกคนเหยียบหน้าก็ต้องโกรธอยู่แล้วใช่ไหม นี่แหละถึงได้ ‘โกรธา’

ที่เขากล้าเข้ามาในนี้ เพราะนึกว่าที่คว้าตัวมาได้คือลั่วปิงเหอ ฝ่ายนั้นจะต้องรู้ตำแหน่งที่ต้องเหยียบแน่ ใครจะไปรู้ว่างูมันจะลื่นปรี๊ดขนาดนี้ แผล็บเดียวก็เปลี่ยนตัวได้แล้ว

พื้นผิวร้อนขึ้นเรื่อยๆ แก้มของสตรีบนพื้นก่อนนี้ก็เป็นสีแดงอยู่แล้ว บัดนี้ค่อยๆแดงก่ำจนกลายเป็นสีเลือดหมู

เสิ่นชิงชิวที่ยอบกายลงลองทดสอบอุณหภูมิก็ต้องชักือกลับแทบไม่ทัน พื้นตอนนี้ร้อนลวกราวกับถ่าน คนที่ยืนอยู่ก็เป็นเนื้อบนกระทะเหล็กร้อนๆนั่นเอง เกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงเผลอเหยียบลงไปบนหน้าไม่รู้กี่ก้าวแล้ว

เสิ่นชิงชิวถอยหลัง พยายามไปอยู่ชิดขอบให้มากที่สุด

ทันใดนั้นของเหลวสีแดงเจือประกายสีทองก็ฉีดพุ่งออกมาจากพื้นราวกับน้ำพุ

จู๋จือหลางกลับคืนร่างเดิมทันควัน กลายเป็นงูเกล็ดสีเขียวดวงตาสีเหลืองทองวาววับ ขดตัวอยู่กับพื้น จากนั้นยกลำตัวตั้งตรง ชูหัวส่งเสียงฟ่อสูงขนาดคนสี่คนยืนต่อกันเห็นจะได้ เขาม้วนเอาเสิ่นชิงชิวเข้าไปอยู่ในเกราะที่เป็นเกร็ดหน้า เขี้ยวขาววับอยู่ห่างจากหัวกบาลของเสิ่นชิงชิวแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ยามที่ดวงตาสีเหลืองทองคู่โตจ้องมองมาในระยะประชิดยิ่งดูแปลกตาเป็นที่สุด

เทียนหลางจวินพูดถูก จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้างจริงๆ คราวก่อนที่โดนเขารมด้วยสุราสยงหวงจนหมดสภาพนี่ไม่รู้จักจำรึไง เมื่อกี้ถูกเขาเอากระบี่จ่อคอก็ไม่ยักเข็ด แล้วพอมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ยังคิดปกป้องเขาจนถึงที่สุดอีก ทำเอาเสิ่นชิงชิวละอายขึ้นมาเลยทีเดียว

ทันใดนั้นเกิดเสียงดังกึกก้อง ผนังด้านหนึ่งของตำหนักโกรธาพังครืนลงมา

ท่ามกลางควันโขมง เทียนหลางจวินสะบัดข้อมือพลางย่ำมาตามเศษซากหินระเกะระกะก้าวเข้ามาภายในตำหนักโกรธา ก่อนเอ่ย “ไม่รู้ข้าคิดไปเองหรือไม่ เจ้ายอดเขาเสิ่นดูจะคุ้นเคยกับสุสานศักดิ์สิทธิ์ดีกว่าข้าเสียอีก”

จู๋จือหลางแปลงร่างกลับเป็นคน ร้องเสียงหลง “จวินซั่ง อย่าเข้ามาขอรับ”

เทียนหลางจวินยังไม่ทันทำหน้าเป็นเชิงถามด้วยซ้ำ ก็เหยียบลงบนใบหน้าของสตรีผู้นี้ไปแล้วเจ็ดแปดก้าว

เสิ่นชิงชิวและจู๋จือหลางพูดไม่ออก “…”

แท่งลาวาขนาดสี่คนโอบพวยพุ่งขึ้นฟ้า เทียนหลางจวินถูกเปลวไฟกลืนหายไปชั่วพริบตา

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เสิ่นชิงชิวหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง ใครใช้ให้แกไม่ฟังคนพูดให้จบล่ะ ใครใช้ให้แกทำร้ายลูกตัวเองล่ะ ไอ้ขี้เก๊ก เก๊กเข้าไปให้เต็มที่ เก๊กนักต้องเจอดีแบบนี้แหละ!

แต่ต่อมาก็ต้องกลืนเสียงหัวเราะในใจลงไป ลั่วปิงเหอเดินตุปัดตุเป๋ตามหลังมาติดๆจากตำหนักสุขสันต์ และถลันเข้ามาตรงนี้เช่นกัน แขนข้างหนึ่งของเขาห้องต่องแต่ง ดูท่าจะหัก เลือดไหลจากศีรษะมาตามพื้นเป็นทาง ดวงตาข้างหนึ่งลืมไม่ขึ้นไปแล้ว

อนาถมาก อนาถเสียยิ่งกว่าตอนโดนเสิ่นชิงชิวออริจินอลซ้อมตอนที่เข้าเพิ่งมาโลกนี้ใหม่ๆด้วยซ้ำ ร่างกายของลั่วปิงเหอนี่มันยังไงกัน ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบใช้ความรุนแรงมาสั่งสอนกันนัก ไม่ได้มาจากไป่จั้นเฟิงกันซะหน่อย

จู๋จือหลางมัวแต่วิ่งวุ่นหัวปั่นอยู่กับเสาเพลิงแท่นนั้นเกินกว่าจะมาสนใจผู้อื่น

ลั่วปิงเหอพิจารณาสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักแล้วก้มมองพื้นอีกครั้ง กระโดดลงจากซากกองหิน เพียงชั่ววูบก็เดินออกมาห้าหกก้าวถึงตรงหน้าเสิ่นชิงชิว

ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย ไรวะ เขามองทีเดียวก็รู้เลยเหรอว่าต้องเดินยังไงถึงไม่ชักนำกลไกให้ทำงาน

ลั่วปิงเหอราวกับล่วงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวรวบรัดสั้นๆ “เดินตามตำแหน่งชีพจรบนหน้า”

ระหว่างนั้นพวกเขาก็เดินทะลุตำหนักโกรธาเข้ามาอีกชั้นหนึ่งแล้ว ตอนที่ประตูกลที่ทำจากหินร่วงลงมา เสิ่นชิงชิวอดมองลั่วปิงเหอให้ถนัดตาไม่ได้ เอาให้แน่ใจว่าคราวนี้ไม่ผิดฝาผิดตัวอีก

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ขอบๆตำหนัก ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

นางมารผู้เป็นเจ้าของตำหนักจาบัลย์ประทับมั่นอยู่สูงเหนือศีรษะ เมื่อเงิยหน้าขึ้นมองก็เจอเข้ากับใบหน้าสตรีที่หัวคิ้วขมวดมุ่น จมลึกอยู่ในความโศกศัลย์อาดูร พอสำเหนียกได้ว่ามีผู้บุกรุก ใบหน้านั้นก็ลืมตาขึ้นฉับพลัน องคาพยพบนหน้าย่นยู่ สีหน้ายิ่งดูเศร้าระทมขึ้นไปอีก แรกเริ่มเป็นหยดน้ำไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาทั้งสองก่อน ไม่นานนักก็กลายเป็นฝนตกซู่ลงมาจากทั่วทั้งเพดาน

เขากำลังจะร้องเตือนว่าฝนที่ตกมานี้คือน้ำเหลืองจากซากศพ อย่าให้โดนตัว

ลั่วปิงเหอก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นบังให้เขา ก่อนพาพวกเขาทั้งคู่ตรงฝ่าออกไป

เสิ่นชิงชิวเผลอไปครู่เดียวก็ถูกพาตัวฝ่าด่านไปอย่างเร็วจี๋เช่นนี้แล้ว

เส้นทางที่ลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมเดินฝ่าสุสานเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ทักษะวิชาขั้นสูง แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมวิธีที่เขาใช้กลับง่ายและหยาบเกินไปหน่อย

ด่านสามตำหนักสุขสันต์-โกรธา-จาบัลย์ เขียนออกมาเป็นความยาวถึงสองแสนตัวอักษร เวลานี้ถูกเปลี่ยนจนเหลือความยาวไม่ถึงหนึ่งบทด้วยมั้ง ด่านตำหนักจาบัลย์ที่ลากยาวไปตั้งสิบบทกว่าจะจบ ตอนนี้เป็นไงล่ะ สามบรรทัดยังไม่ถึงด้วยซ้ำ

ระบบเข้ามาติ๊งข้อความ [หั่นเนื้อหาส่วนที่เป็นน้ำออกให้เนื้อเรื่องกระชับขึ้น เพิ่มค่า B 100 คะแนน]

กระชับไปมั้ย!

หลังทั้งคู่รอดพ้นจากตำหนักทั้งสามแล้ว ก็เป็นทางเดินในสุสานอันเงียบและมืดสนิท พอห่างจากตำหนักจาบัลย์ได้ระยะหนึ่ง เปลวไฟสีเขียวก็ค่อยๆ สว่างเรืองขึ้นทีละแถวไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

กลไกป้องกันขโมยของสุสานศักดิ์สิทธิ์มีอยู่แทบทุกหนแห่ง โรคจิตวิปริตสิ้นดี เทียนปราณมรณะที่มีให้เกลื่อนไปทุกที่ราวกับผลิตโดยไม่ต้องใช้ต้นทุน

ผีดิบตาบอดซึ่งเดิมทีตระเวนอยู่ตามทางเดินในสุสานเรียงเข้ามากันเป็นสาย แต่พอลั่วปิงเหอแค่ยกมือข้างหนึ่งด้วยสีหน้ากระด้าง เย็นชาและเหลืออดเท่านั้นแหละ พวกมันก็หัวซุกหัวซุนถอยกลับเข้าไปในความมืด ลำคอเปล่งเสียงครางฟืดฟาดอย่างไม่ยินยอม

ลั่วปิงเหอไม่มองเสิ่นชิงชิวสักแวบก็ชักมือกลับ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

เสิ่นชิงชิวสังเกตว่าหน้าของลั่วปิงเหอเป็นสีแดงจัด เมื่อยู่ภายใต้แสงเทียนเขียวอื๋อก็ดูสะดุดตาอย่างมาก ไม่ใช่เพราะกำลังขัดเขินแน่นอน ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ลั่วปิงเหอจับตัวเสิ่นชิงชิวได้จะจ้องหน้าเขาอย่างแน่วแน่ ผิดกับครั้งนี้ที่ไม่ยอมมองเลย ทุกครั้งที่เผลอสบตาเขาก็จะเบนหลบ ใช้มือซ้ายข้างที่หักเช็ดเลือดที่หางตาโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่แน่ใจว่าลั่วปิงเหอถูกพิษหรือถูกซ้อมจนเลือดคั่งในสมองกันแน่ แต่เห็นฝีเท้าลั่วปิงเหอยังมั่นคงดีอยู่ ไม่คล้ายเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ขณะกำลังจะอ้าปากถามไถ่อาการ จู่ๆลั่วปิงเหอก็ถามขึ้นว่า “ร่างนี้ปราณทิพย์ไหลเวียนดีหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวคาดไม่ถึงว่าเขาจะถามเช่นนี้เป็นประโยคแรก ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เป็นปกติดี”

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ตกอยู่ในความเงียบ ผู้ที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อนล้วนเป็นลั่วปิงเหอ เขานึกขึ้นมาได้ว่าชีพจรทิพย์ของร่างนี้เป็นลั่วปิงเหอที่ทุ่มเทเวลาถึงห้าปีค่อยๆซ่อมแซมทีละนิดจนกลับมาเหมือนเก่า

ลั่วปิงเหอพยักหน้า

“ดีแล้ว อีกร่างหนึ่งนั้น ข้าเผ้ารักษาได้ไม่กี่วัน ในที่สุดก็เหี่ยวแห้ง หากว่าร่างนี้เกิดปัญหาขึ้นอีกคงแย่แน่”

ร่างที่สร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างนั้นทันทีที่วิญญาณออกจากร่างเพียงชั่วอึดใจก็จะเหี่ยวแห้งเน่าเปื่อยหมดสิ้น ลั่วปิงเหอกลับยังสามารถประคองไว้ได้หลายวัน ไม่รู้ต้องสิ้นเปลืองพลังทิพย์ไปอย่างไร้ประโยชน์แค่ไหน หลังจากนั้นยังกล้าลุยเดี่ยวเข้ามาในสุสานศักดิ์สิทธิ์นี่อีก

เสิ่นชิงชิวจุกแน่นในอก ความคิดสับสนวุ่นวายไม่สงบ พยายามหาหัวข้อมาสนทนา เมื่อกี้เทียนหลางจวินเหมือนจะพูดไว้ว่า ‘ลั่วปิงเหอพาลูกปลาน้อยสองตัวมาด้วย’ เสิ่นชิงชิวเลยถามว่า “เจ้าพาใครมาด้วยหรือ”

ในที่สุดลั่วปิงเหอก็หันมามองเขา ตอบว่า “ข้ามาคนเดียว”

เว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วพูด “สองคนเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ตัวดีอะไร ถึงซือจุนไม่อยากอยู่กับข้าที่โน่น อย่างไรข้าก็หวังว่าท่านจะไม่ไปกับพวกเขา”

ฟังแล้วดูเหมือนไม่ใช่ครั้งแรกที่ลั่วปิงเหอปะทะกับสองคนนั้น เสิ่นชิงชิวถามว่า “เจ้าเคยเจอพวกเขามาก่อนหรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวเรียบๆ “ก่อนหน้านี้เจองูตัวนั้นที่แดนใต้ ประมือกันอยู่สองสามครั้งเกือบพลาดท่าไปเหมือนกัน อีกคนหนึ่งไม่เคยพบมาก่อน แต่ข้าสู้เขาไม่ได้”

จู๋จือหลางมาจากแดนใต้ ย่อมเพ่นพ่านแถวนั้นบ่อยอยู่แล้ว เทียนหลางจวินบอกไว้ว่าโรคระบาดที่เมืองจินหลันความจริงแล้วเป็นการทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหารทางใต้ขาดแคลน การที่ลั่วปิงเหอเคยประมือกับจู๋จือหลางที่พื้นที่ทางใต้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

แต่ดูเหมือนว่าจู๋จือหลางจะไม่เคยแนะนำตนเองต่อลั่วปิงเหอ ทั้งไม่เห็นเขาเป็นนายน้อย เทียนหลางจวินเองก็เหมือนไม่คิดจะให้เขารู้เช่นกัน

ดูแล้ว พ่อแท้ๆ กับญาติผู้พี่ไม่มีความคิดจะยอมรับเขาเป็นญาติเลยสักนิด

ฝีเท้าของลั่วปิงเหอแม้ยังเดินได้อย่างมั่นคง แต่พอมองออกว่าปัดเป๋เป็นระยะ ทว่าลำตัวยังคงตั้งตรงอยู่โดยไม่แม้แต่จะเกาะผนังไว้ ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาเสิ่นชิงชิวจนก่อเกิดเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง หลังจากอิดออดลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้ในที่สุด เดินขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่ง ขณะกำลังจะเข้าไปประคองลั่วปิงเหอ แสงแทนก็พลันกะพริบวูบ

ทางเดินในสุสานมืดสนิท ลั่วปิงเหอเอนตัวมาหาเขา

คราวนี้ลั่วปิงเหอไม่ได้กอดเขาไว้ ทั้งไม่ได้ลงไม้ลงมือ หากแต่ล้มลงมาทับเขาไว้ทั้งตัว จากนั้นแน่นิ่งไม่ขยับอีกเลย

กรำศึกมาครึ่งค่อนวัน สภาพของเสิ่นชิงชิวเองก็เหน็ดเหนื่อยถึงขีดสุดแล้ว ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวของสองคนได้ จึงเซไปปะทะผนังดังโครม

ลั่วปิงเหอนอนคว่ำพังพาบอยู่บนร่างเขา หัวโขกผนังเสียงดังสนั่น ทำเอาเสิ่นชิงชิวได้ยินแล้วใจสั่น เสียวฟันขึ้นมาเลยทีเดียว

เขารีบลุกขึ้นยืน พลิกมือไปประคองลั่วปิงเหอเอาไว้ ลูบตามเนื้อตัวเบาๆจนมาถึงแผ่นหลัง เสื้อผ้าด้านหลังของลั่วปิงเหอขาดวิ่น เป็นเพราะถูกฝนน้ำเหลืองจากศพในตำหนักจาบัลย์หยดใส่ เมื่อสำรวจตามผิวหนังต่อไปอีกก็รู้สึกแปลกๆ คล้ายจะมีเนื้อเน่าด้วย ดูท่าว่าจะเริ่มส่งกลิ่นแล้ว

ยังไงฝนน้ำเหลืองก็ไม่ใช่ของดีอะไรอยู่แล้ว

ยามที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ตามนิสัยของเสิ่นชิงชิวนั้นเวลาปลุกคนเพศเดียวกันมักตบบ้องหูสองข้างก่อนเป็นอย่างแรก แต่เวลานี้ยังไม่ทันยื่นมือออกไปก็รู้สึกว่าทำไม่ลงแล้ว เลยเปลี่ยนเป็นตบเบาๆที่แก้มลั่วปิงเหอสองที เสียงก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “ลั่วปิงเหอ ลั่วปิงเหอ”

ลั่วปิงเหอหลับตานิ่งไม่ไหวติง กระทั่งขนตาก็ไม่ขยับ หน้ายิ่งแดงจัดผิดปกติ

เสิ่นชิงชิวยื่นมือไปแตะหน้าผากและแก้มร้อนจี๋ราวกับไฟลวก

ทว่าร่างของลั่วปิงเหอไม่เคยปรากฏคำว่า ‘เป็นไข้’ ต่อให้ในช่วงเวลาที่ตกทุกข์ได้ยากก็เป็นอยู่ไม่นาน ไม่ถึงขั้นหมดสติแบบนี้ เขาแตะๆที่มืออีกครั้งพบว่ามันเย็นเฉียบ ร่างกายฝ่ายนั้นราวกับว่าหัวอยู่ในเตาอบ ลำตัวอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง

เสิ่นชิงชิววางมือข้างหนึ่งที่ท้ายทอยของลั่วปิงเหอ ลูบบริเวณที่โขกโดนผนังหิน

“ปิงเหอ ได้ยินหรือไม่”

ไม่มีเสียงตอบ

เสิ่นชิงชิวลองคำนวณดู เพื่อรักษากายเนื้อจากหญ้าน้ำค้าไม่ให้แห้เหี่ยว ลั่วปิงเหอต้องสิ้นเปลืองพลังทิพย์ไปหลายวัน สุดท้ายก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ ซ้ำยังทุ่มสุดตัวไปจับแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์มาอีก พอเข้าสุสานศักดิ์สิทธิ์มาได้แล้ว ก็ถูกเทียนหลางจวินซ้อมยกแรกก่อน ต่อมาถูกคลื่นเสียงในตำหนักกระแทกใส่ ตามมาด้วยถูกเทียนหลางจวินซ้อมอีกยกหนึ่ง สุดท้ายก็โดยฝนน้ำเหลืองต้องร่าง

ให้ตีลังกาคิดยังไงก็ต้องไม่ใช่แค่ ‘มีไข้’ แน่นอน

บทที่ 16

น้ำแข็งละลาย

หลังจากลั่วปิงเหอหมดสติ พลังสะกดข่มก็สูญสิ้น พวกผีดิบตาบอดที่ถอยหายไปในความมือเมื่อครู่ก็เริ่มอาละวาดอีกครั้ง ล้อมวงเข้ามาทำเสียงฮือๆ

เสิ่นชิงชิวมือหนึ่งประคองลั่วปิงเหอที่หมดสติคอพับคออ่อน อีกมือหนึ่งถือกระบี่ซิวหย่า สะบัดแรงๆทีหนึ่ง ตัวกระบี่ก็ดีดออกจากฝัก ทรงอานุภาพประหนึ่งลูกธนู ครั้งแรกก็แทงทะลุทีเดียวสิบกว่าตัว อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยคมกระบี่วาววับเจิดจ้ามาก พอแสงสีเขียวของเทียนปราณมรณะสะท้อนจับที่ตัวกระบี่ก็ยิ่งเจิดจ้าเข้าไปใหญ่ ผีดิบตาบอกที่ไวต่อแสงอยู่แล้ว ทั้งยังหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว ครั้งที่สองจึงไม่เป็นผล

เสิ่นชิงชิวเพิ่งเรียกกระบี่กลับคืนลงฝักข้างเอว แขนผอมแห้งสองสามข้างก็ยื่นมาใกล้ขนาดที่ว่าอีกนิดเดียวก็จะควักลูกตาลั่วปิงเหออยู่แล้ว เขาฟาดฝ่ามือออกไปทีหนึ่ง ทำเอาผีดิบตาบอดไม่รักดีตนนั้นหัวกะโหลกแตกกระจายทันที

Comments

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.