Chapter 8
เป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษ
เฒ่าร้อยพิษมองอย่างอึ้งๆ ไม่เคยเจอใครยียวนน่าตบกะโหลกเช่นนี้เลย อ่อจะว่าไม่เคยเจอก็ไม่ถูก หญิงสูงศักดิ์คนนั้นไง ยียวนกวนมือเท้าให้น่าตบกะโหลกให้คว่ำนัก เห็นแล้วอยากเอามาโขกสับใช้งานจนต้องเอาตำแหน่งศิษย์ไปหลอกล่อมา ทั้งที่รับปากแล้วแต่นางก็ไม่อาจจะมาได้ น่าเสียดายนัก อุตส่าห์จะมีลูกศิษย์ไว้เถียงแก้เหงาสักหน่อย สวรรค์ก็ดันกลั่นแกล้งให้นางตายไปเสียแล้ว
ไป๋เฟิ่งหวง จิ้มน้ำชาในถ้วยมาเขียนอักษรบนโต๊ะ
เฒ่าร้อยพิษมองสิ่งที่เด็กน้อยเขียนแล้วก็ตะลึงไป “นี่เจ้า…” ก็คำๆนั้นคือคำว่า งง ‘死’ (Si แปลว่าความตาย) ซึ่งนางเขียนใส่มือฮองเฮาเป็นสัญลักษณ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์
“ทำไม อย่าบอกนะว่าอาจารย์ลืมไปแล้วน่ะ? ข้าอุตส่าห์ดิ้นรนหนีความตายก็เพื่อมาเรียนวิชาของท่านเอาไปแก้แค้นเชียวนะ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มเต็มที่
“ดี! ข้าจะสอนเจ้าเอง ฮองเฮาหลิว” เฒ่าร้อยพิษยิ้มอย่างสนุก
“แล้วท่านจะให้ข้านอนที่ไหนล่ะ?” ไป๋เฟิ่งหวงถามแล้วก็มองไปในกระท่อม
“มีห้องติดห้องครัว เจ้านอนที่นั่นก็ได้” เฒ่าร้อยพิษบอกแล้วก็ยิ้มแย้มอย่างสนุกในใจ
“ขอบคุณอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงคารวะอาจารย์แล้วก็หยิบกระบี่กับห่อผ้าลุกขึ้น
“อ่อ ข้าพึ่งดักไก่ป่ามาได้เมื่อเช้านี้ มันอยู่ในครัว เจ้าจัดการทำกับข้าวให้ข้าด้วย” เฒ่าร้อยพิษสั่ง
“ได้” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้าแล้วก็เดินอ้อมไปทางด้านหลังบ้าน
เมื่อเข้าไปในห้องที่จะกลายเป็นที่พักของตัวเอง เห็นฝุ่นจับบางๆแสดงว่าเจ้าบ้านคงจะเข้ามาทำความสะอาดบ้าง ก็ลงมือทำความสะอาดห้องหับให้สะอาดสะอ้าน พอเสร็จแล้วก็จัดแจงก่อไฟต้มน้ำ เชือดไก่ รองเลือดใส่ชาม จับลวกถอนขน แล้วก็ต้มซุปไก่ ใส่สมุนไพรลงไปจนกลิ่นหอมอบอวนน่ากิน ขนไก่นางก็เอาไปล้างแล้วก็ผึ่งให้แห้งเก็บไว้ยัดใส้หมอน ของทุกอย่างนางคำนวณใช้จนคุ้มค่า ไม่มีเหลือทิ้ง
เฒ่าร้อยพิษเดินไปมองดูแล้วก็ชมในใจว่า เจ้าหนูมันฉลาด แต่ไม่น่าพลาดท่าเพราะดันไปหลงรักคนโง่ๆเลย แล้วนางก็เดินกลับไปนั่งรอหน้าบ้าน
ตะวันค่อยๆลับเหลี่ยมเขา ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา เฒ่าร้อยพิษก็เริ่มก่อกองไฟในเตาหน้าเรือน โรยสมุนไพรลงไปในเตาเพื่อให้กลิ่นไล่ยุงและแมลง
ไป๋เฟิ่งหวงหยิบถ้วยกับตะเกียบไปวางบนโต๊ะแล้วก็ยกหม้อซุปไก่ตุ๋นสมุนไพรตามไป นางจัดแจงตักตีนไก่ให้อาจารย์
เฒ่าร้อยพิษถลึงตาจ้องอย่างไม่พอใจ “นี่เจ้าคิดจะให้ข้าโมโหตายรึไง? ทำไมไม่ตักเนื้อไก่ให้ข้า?”
ไป๋เฟิ่งหวงมองเฉยอย่างไม่สะทกสะท้าน “ท่านไม่กินงั้นเอาถ้วยนี้ไปก็ได้ ข้ากินตีนเอง” นางบอกแล้วก็เอื้อมมือไปจะสลับถ้วยให้
เฒ่าร้อยพิษรีบตะครุบถ้วยไม่ยอมให้เปลี่ยน “ไม่ต้อง!”
“ก็แค่นี้” ไป๋เฟิ่งหวงพูดแล้วก็นั่งลง “ชอบกินตีนไก่แล้วยังจะมาทำมากเรื่องอีกนะอาจารย์”
“เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบอะไร?”
“ก็ข้าเห็นท่านจ้องตีนไก่แล้วกลืนน้ำลาย แสดงว่าท่านชอบกินตีนไก่ข้าจึงตักตีนไก่ให้ท่าน”
เฒ่าร้อยพิษนึกชม เจ้านี่ฉลาดจริงๆ แบบนี้ซิถึงเหมาะจะเป็นลูกศิษย์ข้า หุๆๆๆๆ
แล้วอาจารย์กับลูกศิษย์ก็นั่งกินซุปไก่จนหมดหม้อ ระหว่างที่กินไปเฒ่าร้อยพิษก็หาเรื่องต่อปากต่อคำกับลูกศิษย์อย่างสนุกสนาน
ด้านลูกศิษย์ก็ยียวนกวนประสาทอาจารย์เต็มที่
หลังจากกินเสร็จแล้วลูกศิษย์ก็เก็บถ้วยเก็บหม้อไปล้าง
เฒ่าร้อยพิษดีใจที่มีลูกศิษย์ก็ชวนลูกศิษย์ต่อปากต่อคำจนดึกดื่น ถึงได้ยอมเข้านอน
วันรุ่งขึ้น ไป๋เฟิ่งหวงเดินดูรอบๆบ้านแล้วก็พูดกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ ข้าจะลงเขาไปซื้อของกินของใช้สักหน่อย ท่านอยากได้อะไรเพิ่มไหม?”
“ไม่ต้องไปซื้อหรอก ข้าไม่ได้ขาดแคลนอะไร ทุกวันที่ 1 และ 15 มีคนแบกของมาให้ข้าเอง” เฒ่าร้อยพิษบอก
“อ่อ” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับรู้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รอดูต่อไปว่านางขาดอะไรแล้วค่อยไปซื้อมาให้นางดีกว่า
เวลาผ่านไป 13 วันแล้ว นับตั้งแต่ไป๋เฟิ่งหวงได้มาอยู่กับเฒ่าร้อยพิษเพื่อศึกษาวิชาจากนาง
ตื่นเช้ามาลูกศิษย์ก็ลุกขึ้นปัดกวาดถูบ้านซักเสื้อผ้าทำกับข้าวให้อาจารย์ เสร็จแล้วก็ประลองวรยุทธ์กับอาจารย์สักเล็กน้อย หลังจากนั้นก็กินข้าวด้วยกัน พอกินข้าวเสร็จก็จะออกไปเดินเก็บสมุนไพร หากเจอสมุนไพรหายาก เฒ่าร้อยพิษก็จะเอามาปลูกไว้ใกล้ๆบ้าน เสร็จแล้วก็จะลงมือทำยาพิษเก็บเอาไว้ ทุกๆ 15 วันจะมีคนจากสำนักต่างๆขึ้นเขาแบกเอาข้าวของไปแลกยาพิษและยาถอนพิษจากเฒ่าร้อยพิษ
วันนี้ก็ถึงเวลาที่ลูกศิษย์จากสำนักต่างๆจะขึ้นเขาแบกของมาแลกยา ไป๋เฟิ่งหวงจึงต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ นางไม่อยากมีปัญหาอื่นๆตามมา ป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นดี
“อาหลิว ชา” เฒ่าร้อยพิษสั่งแล้วก็หันไปมองลูกศิษย์จากสำนักดาบไร้เงา
“ได้” ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปชงชามาให้
ศิษย์สำนักดาบไร้เงามองเด็กน้อยที่สวมหน้ากากอย่างสงสัย “คุณชายท่านนี้คือ…”
“ลูกศิษย์ข้าเอง” เฒ่าร้อยพิษตอบแล้วก็สั่งว่า “อาหลิวเอาของไปเก็บในครัว”
ศิษย์สำนักดาบไร้เงารีบบอก “เดี๋ยวข้าเอาไปเก็บให้เองขอรับ ของมันหนักคุณชายยังเด็กนักคงยกไปไม่ไหวหรอกขอรับ”
ไป๋เฟิ่งหวงซึ่งแต่งกายด้วยชุดผู้ชายไม่พูดอะไรเดินเข้าไปหิ้วกระบุงด้วยสองมือแล้วก็ยกไปไว้ในครัว มิน่าล่ะเฒ่าร้อยพิษจึงอยู่ที่นี่ได้อย่างสุขสบาย มีคนคอยขึ้นมาส่งข้าวของให้ถึงที่นี่เอง
เฒ่าร้อยพิษส่งขวดยาพิษกับจดหมายให้แล้วก็โบกมือ ในจดหมายเป็นรายการสิ่งของที่นางต้องการในครั้งถัดไป
ศิษย์สำนักดาบไร้เงาก็รีบคารวะแล้วจากไป
“อาหลิว วันนี้ต้มน้ำไว้เยอะหน่อยล่ะ” เฒ่าร้อยพิษสั่งแล้วก็นั่งจิบชารอแขก
ไป๋เฟิ่งหวงได้ยินก็หยิบฟืนใส่เตาไฟเพิ่ม
ทั้งวันมีศิษย์จากสำนักต่างๆขึ้นเขามาไม่ขาดสาย บ้างมาหนึ่ง บ้างมาสอง เหตุที่มาสองก็เพื่อให้คนใหม่ได้มาเรียนรู้วิธีหลบหลีกกับดักที่เฒ่าร้อยพิษทำไว้ วันหน้าจะได้รับหน้าที่แบกของไปแลกยาได้
พอมีกระบุงเข้ามาไป๋เฟิ่งหวงก็รีบจัดของแล้วจดรายการของเอาไว้ให้อาจารย์ นางลงมือทำโดยไม่ต้องรอให้อาจารย์สั่งด้วยซ้ำ
เฒ่าร้อยพิษมองอย่างพอใจ
ตั้งแต่เช้าจนเย็นเฒ่าร้อยพิษรอรับแขกไม่ได้หยุด ข้าวของเต็มห้องครัว
“อาหลิวไหนๆวันนี้เจ้าก็ใส่หน้ากากแล้ว นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลาล่ะกัน” เฒ่าร้อยพิษบอก
“ข้ารู้แล้วอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าจึงสั่งเจ้าเช่นนี้?” เฒ่าร้อยพิษหยั่งเชิงศิษย์รัก
“เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีเทียบเชิญมาให้ข้าเข้าร่วมสำนักเต็มไปหมดน่ะซิ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็เดินเข้าครัวไปหยิบขนมเปี๊ยะที่ได้มาจากสำนักหนึ่ง นางทดสอบพิษก่อนแล้วจึงเอาให้อาจารย์กิน
“เจ้าฉลาดสมเป็นศิษย์ข้าจริงๆ” เฒ่าร้อยพิษชมแล้วก็หยิบขนมเปี๊ยะเข้าปาก พลางจิบชา
ไป๋เฟิ่งหวงไม่พูดอะไร เดินกลับเข้าไปในครัวทำงานต่อ นางคิดไว้ในใจไม่เกินครึ่งปีคงรีดความรู้จากอาจารย์จนหมดแน่ๆ
วันรุ่งขึ้น ก็ไม่ผิดปากเฒ่าร้อยพิษแม้แต่น้อย ศิษย์สำนักต่างๆขึ้นเขามาอีกรอบเพื่อส่งเทียบเชิญให้ลูกศิษย์เฒ่าร้อยพิษไปเป็นศิษย์ร่วมสำนัก
พออยู่ครบ 15 วัน ไป๋เฟิ่งหวงก็ลงเขาไปพบหมอหลวง นางยืนรอเขาตั้งแต่ตอนสาย พอเห็นรถม้ามานางก็รีบขึ้นไปบนรถม้าไม่ยอมรอให้คนในรถลงจากรถ “อย่าลงจากรถเด็ดขาด”
“มีอะไรหรือเฟิ่ง…” มือน้อยปิดปากคนพูดฉับ “อยู่ที่นี่เรียกข้าว่าอาหลิว”
หมอหลวงพยักหน้า แล้วดันหน้ากากที่นางใส่เลื่อนขึ้นไป ขอเห็นหน้ากันสักหน่อยก็ยังดี
“สำนักต่างๆส่งเทียบเชิญมาเชิญข้าไปเป็นศิษย์ร่วมสำนักก็เพราะข้าเป็นศิษย์ของเฒ่าร้อยพิษ ข้าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าข้าเป็นใคร”
หมอหลวงพยักหน้าเข้าใจ “ว่าแต่เจ้าสบายดีหรือ?”
“ข้าสบายดี” ไป๋เฟิ่งหวงตอบแล้วก็ล้วงจดหมายออกมาจากอกเสื้อ “จดหมายให้ขุนนางกับฮูหยิน”
หมอหลวงรับมา “ข้าจะส่งให้พวกเขาเอง เจ้าไม่ต้องห่วง”
“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้ นางไม่รู้หรอกว่านับตั้งแต่วันแรกที่นางขึ้นเขาไป เขาส่งรถม้ามารออยู่ที่นี่ทุกวันเป็นเวลา 10 วัน เมื่อแน่ใจแล้วว่านางอยู่กับเฒ่าร้อยพิษได้เขาจึงไม่ส่งรถม้ามาคอยอีก
“เป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษก็ลำบากเหมือนกันนะ เจ้าต้องคอยหลบๆซ่อนๆไม่ให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นใคร” หมอหลวงแซว “นี่ถ้ามีคนรู้ว่าเจ้าเป็นใครชื่อเสียงเจ้าคงเลื่องลือไปทั่วแน่”
ไป๋เฟิ่งหวง “…”
“แล้วนี่เจ้าต้องอยู่กับเฒ่าร้อยพิษอีกนานเท่าไหร่รึ?” หมอหลวงถามจริงจัง
“ข้าคาดว่าคงประมาณครึ่งปี กว่าข้าจะรีดความรู้จากนางจนหมดน่ะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอก
“นี่เจ้าทำบุญด้วยอะไรนะถึงได้ถูกใจเฒ่าร้อยพิษได้น่ะ? คนอื่นอยากเป็นศิษย์นางแทบตาย นางกลับไม่ถูกใจสักคน หึๆๆๆ” หมอหลวงแซวยิ้มๆ
“ดีแล้วที่นางถูกใจข้า หากนางไม่ถูกใจ ข้าคงแย่” ไป๋เฟิ่งหวงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เอาล่ะข้าต้องรีบขึ้นเขาแล้ว ไปก่อนล่ะ” นางพูดแล้วก็ดึงหน้ากากลง
“เดี๋ยว” หมอหลวงเรียกแล้วก็รีบคว้าตะกร้าบุผ้าส่งให้ “ของที่เจ้าชอบ ข้าเอามาให้”
ไป๋เฟิ่งหวงมองตะกร้าแล้วก็รับมา “ขอบคุณ” จากนั้นนางก็ลงจากรถม้าไป
รถม้าเลี้ยวกลับแล้วก็วิ่งกลับไปตามทางเดิม
ไป๋เฟิ่งหวงหิ้วตะกร้าขึ้นเขา
บรรดาศิษย์สำนักต่างๆที่ซุ่มดูอยู่ต่างก็รีบตามไปสืบเสาะว่ารถม้านั้นเป็นของใคร ใครอยู่บนรถม้า มีความสัมพันธ์อันใดกับศิษย์เฒ่าร้อยพิษ จุดประสงค์เพื่อสืบหาให้ได้ว่าศิษย์เฒ่าร้อยพิษเป็นใครมาจากไหน วันหน้าจะได้สานสัมพันธ์เอาไว้ใช้ประโยชน์
ไป๋เฟิ่งหวงเอาขนมไปให้อาจารย์กิน
ด้านหมอหลวงก็แวะเข้าจวนขุนนางคนนั้นคนนี้เป็นว่าเล่นเพื่อไม่ให้คนที่สะกดรอยตามมาคลำทางได้ถูก ถึงจะรู้ว่าเขาเป็นหมอหลวง แต่ไปติดต่อกับเฒ่าร้อยพิษด้วยเรื่องอะไรก็ไม่มีใครคาดเดาได้ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็คาดเดาว่าเขาคงเอาของไปแลกยาเช่นเดียวกัน
กว่าจะไปบ้านตระกูลไป๋ก็เกือบเย็นแล้ว เขาก็ทำทีไปตรวจอาการไป๋จื่อฮัวตามปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เดาเอาว่าตระกูลไป๋จ้างหมอหลวงไปตรวจเป็นการส่วนตัว ซึ่งก็มีผู้คนมากมายทำเช่นนี้เหมือนกัน หมอหลวงจึงงานรัดตัวจนไม่มีเวลาว่าง
ระหว่างที่ไป๋เฟิ่งหวงศึกษาวิชากับเฒ่าร้อยพิษ เขาก็มีหน้าที่จับตาดูคนของฮองเฮาหลิวซึ่งในกลุ่มคนพวกนั้นก็มีคนที่ภักดีและคนทรยศรวมอยู่ด้วย
สถานการณ์ต่างๆยังเป็นคลื่นใต้น้ำ
พิธีแต่งตั้งฮองเฮาประกาศออกมาแล้วเป็นเดือนหน้า ส่วนพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทรอไปก่อนเพราะฮ่องเต้ยังมีอ๋องหลงหยางและอ๋องหลงเล่อ
ศึกชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทเริ่มคุกรุ่นขึ้น ซึ่งที่มาแรงแซงหน้าคนอื่นก็คืออ๋องหลงเทียน เพราะพระสนมเย่เฟยกำลังจะได้เป็นฮองเฮา แต่ฮ่องเต้ก็ยังอยากจะคานอำนาจฮองเฮาไว้ก่อนจึงยังไม่ประกาศแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียที
เวลาผ่านไปร่วมครึ่งปี ไป๋เฟิ่งหวงก็ลาเฒ่าร้อยพิษลงจากเขาในวันหนึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง
“ว่างๆก็มาหาข้าบ้างล่ะ” เฒ่าร้อยพิษสั่ง
“รู้แล้ว ท่านก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกอย่างอาลัย เหมือนมีแม่อีกคน
“ยาพวกนั้นเจ้าเอาไปด้วยล่ะ” เฒ่าร้อยพิษชี้ที่กระบุง
“ให้ข้าเอาไปหมดเลยเหรอ?” ไป๋เฟิ่งหวงมองกระบุงอย่างอึ้งๆ ก็ยามากมายขนาดนั้นเอาไปล้มกองทัพได้ทั้งเมืองเลยล่ะ
“เจ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปปรุงยาไง เอาเวลาไปแก้แค้นให้สำเร็จดีกว่า แก้แค้นเสร็จแล้วเจ้าจะได้รีบมาเยี่ยมข้าไง” เฒ่าร้อยพิษยิ้มเหี้ยม
“ขอบคุณอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงคารวะอาจารย์
“จำไว้นะอาหลิว เจ้ายังมีข้า หากเจ้าเดือนร้อนรีบมาบอกข้าๆจะช่วยเจ้าเอง” เฒ่าร้อยพิษบอกจริงจัง
“อาจารย์ ท่านดีกับข้านัก พระคุณนี้ข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่” ไป๋เฟิ่งหวงคุกเข่าคารวะแนบพื้น
“แค่คอยทำขนมมาส่งให้ข้าก็พอ ดูซิเป็นเพราะเจ้าคนเดียว ข้าเลยกินกับข้าวกินขนมที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าเจ้าทำเสียแล้ว” เฒ่าร้อยพิษบ่น
ไป๋เฟิ่งหวง “…”
“รีบไปเถอะ มัวชักช้าเดี๋ยวพวกนั้นกลับมาซุ่มใหม่ เจ้าไม่ต้องไปไหนกันพอดี” เฒ่าร้อยพิษโบกมือไล่
“รักษาตัวด้วย” ไป๋เฟิ่งหวงลุกขึ้นแล้วก็แบกกระบุงขึ้นบ่า เดินลงเขาไป
เฒ่าร้อยพิษมองตามศิษย์รักไปจนนางลับตา ความรู้ทั้งหมดที่มีถ่ายทอดให้นางไปหมดสิ้นแล้ว ทั้งเล่ห์กล มารยาหญิง วิชาแปลงโฉมก็สอนนางแถมไปด้วย ตอนนี้ศิษย์นางพร้อมจะโค่นมังกรแล้วล่ะ หุๆๆๆๆ
ไป๋เฟิ่งหวงเดินลงเขาอย่างชำนาญเส้นทาง เมื่อไปถึงจุดนัดหมาย รถม้าก็มารออยู่แล้ว นางขึ้นรถม้ากลับเข้าเมือง วันนี้เป็นวันที่ปลอดโปร่งจริงๆ ไม่มีใครมาคอยดักซุ่มสะกดรอยเพราะศิษย์สำนักต่างๆพากันไปร่วมงานประลองยุทธ์กันหมด
รถม้าไปจอด ณ บ้านหลังหนึ่งในซอยชานเมือง ไป๋เฟิ่งหวงลงจากรถม้าเดินเข้าไปในบ้านแล้วก็ปิดประตู รถม้าส่งคนเสร็จแล้วก็กลับไป
สถานที่แห่งนี้นางสั่งให้หมอหลวงจัดเตรียมไว้ให้ตั้งแต่สี่เดือนก่อน นางเข้าไปในบ้านแล้วก็เปิดประตูห้องลับเดินเข้าไป นางเดินไปเรื่อยๆจนถึงประตูอีกด้านก็ผลักเข้าไป จัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จากหนุ่มน้อยใส่หน้ากาก ก็กลายเป็นสาวน้อยวัยขบเผาะสวมหมวกมีผ้าคลุม
ขวดยาทั้งหมดนางก็จัดแจงหยิบออกจากกระบุงวางเรียงลงในกล่องไม้หลายกล่อง แบ่งยาแยกไปเก็บไว้หลายๆที่ จัดยาเสร็จแล้วนางก็ยกกล่องไม้ออกไปไว้นอกห้องลับ นั่งรอสักพักเสียงรถม้าก็มาจอดหน้าบ้าน เสียงเคาะประตูเป็นสัญญาณที่รู้กัน นางเดินไปเปิดประตู บ่าวก็ยืนค้อมตัวรอรับคำสั่ง
“ยกกล่องไม้ในห้องทั้งหมดขึ้นรถ” ไป๋เฟิ่งหวงสั่งแล้วก็ยืนรอ
“ขอรับ” บ่าวเดินไปยกกล่องไม้ใส่รถ
ไป๋เฟิ่งหวงปิดประตูบ้านคล้องกุญแจ แล้วก็เดินไปขึ้นรถม้า
บ่าวขึ้นนั่งคู่กับคนขับรถม้า แล้วรถม้าก็เคลื่อนออกไป
หากจะยังมียอดฝีมือหลงเหลือสะกดรอยตามศิษย์เฒ่าร้อยพิษ ก็คงต้องรอเก้ออยู่ที่บ้านหลังแรกนั้นแหละ เพราะศิษย์รักของเฒ่าร้อยพิษได้เดินตามเส้นทางลับไปโผล่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งเสียแล้ว จากเด็กหนุ่มกลายเป็นเด็กสาวนั่งรถม้าออกไปจากซอยถัดไป เป็นใครก็คาดไม่ถึงแน่ๆ
ณ บ้านตระกูลไป๋ ฮูหยินโผเข้ากอดลูกสาวทันทีที่เห็นหน้า “เฟิ่งหวง แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน”
ไป๋เฟิ่งหวงกอดตอบ
ฮูหยินน้ำตาคลออย่างดีใจ “เจ้าจากแม่ไปเสียครึ่งปีเชียว ตอนนี้อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเฟิ่งหวง?”