Skip to content

ฝืนลิขิตฟ้า ข้าขอเป็นเซียน 191

Cover Renegade Immortal 1

191. ทะเลวิญญาณมรณะ

ทะเลแห่งภูมิปัญญาเบื้องหน้าหวังหลินเหมือนกับบอลขนาดใหญ่ มันแบ่งออกเป็นครึ่งๆอย่างชัดเจน หนึ่งเป็นแดงโลหิตและอีกหนึ่งเป็นดำมืด

ครึ่งที่เป็นแดงโลหิตต้องเป็นทะเลโลหิตและส่วนครึ่งดำมืดต้องเป็นทะเลวิญญาณมรณะ ขณะที่หวังหลินกำลังมองบอลประหลาดเบื้องหน้า เขาพลันจดจำสิ่งหนึ่งได้ ก่อนหน้านั้นมีการต่อสู้กันระหว่างชายผมแดงและวิญญาณเทพโบราณที่เหลือซึ่งทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน พวกเขาสั่งหารแต่ละฝ่ายโดยมีร่างเทพโบราณเป็นสนามรบ ในตอนจบเทพโบราณตู่ซือแพ้เพราะเขาตายไปแล้วและหลงเหลือเพียงวิญญาณตัวเองบางส่วน แต่เขาแบ่งทะเลแห่งภูมิปัญญาออกเป็นสองส่วน หนึ่งคือทะลวิญญาณมรณะเพื่อป้องกันทุกคนจากการได้รับมรดกภูมิปัญญาและอีกครึ่งหนึ่งเป็นทะเลปิศาจเพื่อกักขังชายผมแดง

หลักฐานของฉากเหตุกาณณ์นั้นอยู่เบื้องหน้าเขา หวังหลินชื่นชมจอมเวทย์ปิศาจฟ้าจริงๆ คนผู้นั้นเป็นอัจฉริยะที่คิดจะใช้แรงปรารถนาของเทพโบราณด้วยกระดูกเทพโบราณเป็นตัวชี้นำเพื่อเปิดทางชั่วคราวเข้าสู่ทะเลวิญญาณมรณะในการได้รับการตกทอดภูมิปัญญา

หากไม่มีการปรากฎตัวของชายวัยกลางคน จอมเวทย์ปิศาจฟ้าคงได้รับมรดกตกทอดสำเร็จ

มีความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมองหวังหลิน เขาเคลื่อนย้ายร่างตนเองไปข้างหน้าและพุ่งเข้าหาทะเลวิญญาณมรณะ

ขณะที่ร่างกายเข้าใกล้พื้นที่สีดำ หมอกดำพลันออกมาทันทีและล้อมรอบเขาเพื่อป้องกันไม่ให้เคลื่อนไหวเข้าไปได้อีก

หวังหลินพยายามเคลื่อนไหวไปทิศทางอื่น แต่ไม่ว่าเขาจะไปทางไหนพลันมีหมอกสีดำปรากฎป้องกันเส้นทางเขา ไม่ว่าเขาจะพยายามพุ่งเข้าหาแค่ไหนก็ไม่อาจผ่านหมอกดำไปได้

หวังหลินขบคิดชั่วขณะ เขาตบกระเป๋าและดื่มน้ำพลังปราณอึกใหญ่ไปหลายอึก จากนั้นนั่งขัดสมาธิและเริ่มฝึกฝน ดวงตาดูเย็นชาขณะที่ฝ่ามือสร้างรูปแบบที่แตกต่างกันเบื้องหน้า ในไม่นานปรากฎวงกลมมายานับไม่ถ้วนรอบๆร่าง

ดวงตาสุกสว่างขึ้นและสว่างขึ้น ฝ่ามือเคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นและเร็วมากขึ้น กฎเกณฑ์วงกลมมายาเริ่มเพิ่มขึ้น หลังจากผ่านไปเวลานาน ฝ่ามือพลันหยุดลงและกดเข้าเบื้องหน้า

วงกลมมายาสร้างเป็นวงแหวนจำนวนมากพลันกระจายออกทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว ไม่นานจากนั้นหวังหลินยืนขึ้น เขาวางฝ่ามือขวาบนหน้าอกตัวเองและฝ่ามือซ้ายบนไหล่ขวา สองมือสร้างเป็นสัญลักษณ์ประหลาดขณะที่ขาทั้งสองเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้า

ทันใดนั้นอสรพิษดำตัวหนึ่งปรากฎจากตำแหน่งที่เขาก้าวไป มันปีนขึ้นไปบนร่างหวังหลินจนมันแบ่งร่างออกเป็นสองที่หน้าอกหวังหลิน อสรพิษดำไต่แขนเขามาและมาถึงผนึกประหลาดแต่ละอันที่สองแขนเขาสร้างไว้

ในชั่วอึดใจ บอลขนาดเท่ากะโหลกพร้อมกับหนวดปลาหมึกหายเส้นปรากฎขึ้นมาเบื้องหน้าหวังหลิน หวังหลินคำรามเสียงต่ำ “เทพโบราณ ทำลาย!” ดวงตากลายเป็นเย็นชาและโยนทั้งสองแขนไปด้านข้าง ทรงกลมสีดำพุ่งไปเบื้องหน้าราวกับสายฟ้า ไล่ตามวงกลมมายาขณะที่มันพุ่งใส่หมอกดำ

วิชาทำลายเทพโบราณคือวิชาที่หวังหลินสามารถใช้ได้หลังจากอ่านกลยุทธิ์เทพโบราณ พลังอำนาจของวิชานี้ไม่ได้อยู่ที่การโจมตีแต่เป็นการใช้พลังปราณจำนวนขนาดใหญ่เพื่อทำลายกฎเกณฑ์ทั้งหมด

น้ำพลังปราณที่หวังหลินดื่มไปก่อนหน้านี้กลายเป็นทรงกลมสีดำโดยใช้วิชาทำลายเทพโบราณ

ในเวลาเดียวกันหวังหลินพุ่งไปข้างหน้าราวกับอุกกาบาต

สิ่งแรกที่สัมผัสกับหมอกดำคือวงกลมมายาของหวังหลิน จังหวะที่พวกมันสัมผัสราวกับแท่งเหล็กปะทะกับหิมะ สายหมอกละลายอย่างรวดเร็ว

แต่จังหวะที่หมอกหายไป มีหมอกเข้ามาแทนที่มากขึ้น แทนที่หมอกจะลดลงดูเหมือนว่ากำลังเพิ่มขึ้นแทนเพื่อสร้างหมอกที่หนายิ่งกว่า

หลังจากวงกลมมายาก็เป็นทรงกลมดำที่หวังหลินสร้างขึ้น บนทรงกลมนี้มีหนวดที่กำลังเผาไหม้อยู่นับไม่ถ้วน ขณะที่พวกมันสัมผัสกับหมอก เมื่อนั้นสายหมอกกระจายไปคลื่นกดระเบิดกระจายออกไปทุกทิศทาง

ผลก็คือในหมอกหนาแน่นนี้มีช่องว่างลึกได้ปิดขึ้น มองช่องว่างจากภายนอกมันดูราวกับไม่มีที่สิ้นสุด หวังหลินใช้โอกาสนั้นและเหาะเหินเข้าไปในช่องว่างอย่างรวดเร็ว

หลังจากคลื่นระเบิดดันออกกไปข้างนอก ขณะที่คลื่นพวกนั้นค่อยๆไม่สามารถทนต่อแรงกดดันได้อีกต่อไป พวกมันเริ่มจมลงและเป็นผลให้ช่องว่างแคบลง ในไม่ช้าช่องว่างจากคลื่นเริ่มจะปิดตัว

ความเร็วของหวังหลินนั้นเร็วมาก เขาพุ่งเข้าหาช่องว่างที่กำลังปิด แม้ว่าเขาจะเห็นช่องว่างในระยะสายตา เขารู้ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาถอยหลังแล้ว แม้จะเป็นเพียงโอกาสเล็กๆ หวังหลินไม่ต้องการยอมแพ้แผนของเขา

เมื่อเห็นคลื่นรอบตัวนั้นหดตัวลงและในที่สุดไม่อยู่ในสายตา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ หวังหลินดื่มน้ำพลังปราณเข้าอีก ฝ่ามือทั้งสองสร้างผนึกหนึ่งชิ้นและพึมพำบทร่าย หลังจากอ้าแขนออกทรงกลมอีกลูกปรากฎขึ้น

เขานำทรงกลมออกมาและโยนไปด้านข้าง ทรงกลมแตกสลายและคลื่นรอบๆดูเหมือนจะได้ชีวิตที่สองและเริ่มผลักออกข้างนอกอีกครั้ง เวลาเป็นจุดสำคัญ ร่างกายเขาได้รับภาระทุกครั้งที่ใช้วิชาทำลายเทพโบราณ หากมันเป็นเพียงแค่สามครั้งนับว่ายังไม่มาก แต่หากมากกว่าสามจะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายก่อนที่เขาจะเชี่ยวชาญกลยุทธิ์เทพโบราณ

วิชาทำลายเทพโบราณมีพื้นฐานมาจากกลยุทธ์เทพโบราณ แต่หวังหลินตอนนี้พึ่งใช้พลังปราณที่ได้รับมาทันที

เขาเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้า อีกครั้งที่คลื่นไม่สามารถทนต่อแรงกดดันจากสายหมอกได้อีกต่อไปและเริ่มยุบตัวลง ในที่สุดหวังหลินก็มาถึงจุดสิ้นสุดสายหมอก

หลังจากชำเลืองมองเบื้องหลังเขาอย่างรวดเร็ว หวังหลินหัวเราะอย่างขมขื่นจากนั้นหันตัวเพื่อจากไป ที่ใต้สายหมอกมีชั้นสายฟ้าม่วงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หากเขาเข้ามาอย่างไม่ระวังจะต้องตายแน่นอน

อีกทั้งเบื้องล่างสายฟ้าม่วงเขาเห็นทะเลสีดำแห่งหนึ่ง ภายในทะเลสีดำมีเสียงคำรามของสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายมังกรแต่ไม่ใช่มังกร พวกมันจ้องหวังหลินผ่านชั้นสายฟ้าม่วง

ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่หวังหลินสามารถเข้ามาได้โดยใช้กำลัง ดูเหมือนว่าก่อนที่เขาจะเข้ามาในทะเลวิญญาณมรณะได้ เขาจะต้องตายเสียก่อน หวังหลินมีนิสัยแน่วแน่มาก จังหวะที่เขาเห็นบางสิ่งผิดปกติ เขาจะถอยหลังทันที

เหล่าคลื่นเริ่มจะล่มสลาย ก่อนที่ช่องว่างกำลังจะถูกผนึก หวังหลินพุ่งออกพลันจ้องกลับไปที่หมอกดำ ใบหน้ามืดมนและสงสัย

หากเขาไม่สามารถเข้าไปในทะเลวิญญาณมรณะ เมื่อนั้นเขาจะไม่สามารถออกจากร่างเทพโบราณได้ แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขาตอนนี้ การเข้าทะเลวิญญาณมรณะนับว่าเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งจอมเวทย์ปิศาจฟ้าก็มิอาจเข้าไปได้

เพียงคนเดียวที่สามารถเข้าไปได้คือคนที่สืบทอดพลังอำนาจของเทพโบราณเท่านั้น

หวังหลินขบคิดขณะที่จ้องทรงกลมขนาดใหญ่อีกครึ่งหนึ่ง ทะเลโลหิต

ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ชายผมแดงกักขังไว้อยู่ หากเขาได้รับอิสระ เมื่อนั้นการเข้าสู่ทะลวิญญาณมรณะจะเป็นเรื่องง่าย พูดได้ว่าโอกาสของชายคนนั้นในการทะลวงเข้าสู่ทะเลวิญญาณมรณะมีมากกว่าหวังหลิน

นอกจากนั้น ภายในทะเลวิญญาณมรณะมีมรดกแห่งภูมิปัญญา หากชายผมแดงได้รับมันไป เช่นนั้นเขาจะได้รับการสืบทอดทั้งสองแบบและกลายเป็นเทพโบราณทันที

หวังหลินจ้องไปที่ทะเลโลหิต มุมปากเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็นเพราะหวังหลินเป็นวิญญาณกลืนกินจึงทำให้เซียนมารทั้งหมดค้นหาเขาอย่างบ้าคลั่ง

งั้นเหตุผลที่พวกนั้นกำลังค้นหาเขาคืออะไร? เขาคิดกลับไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่เขาพบกับวิญญาณเร่ร่อนตัวใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นวิญญาณกลืนกิน ลักษณะของวิญญาณเร่ร่อนตัวใหญ่นับว่าไม่ใช่ธรรมดา

สำหรับวิญญาณกลืนกินตนหนึ่ง หวังหลินรู้ได้ว่าในโลกแห่งการล่มสลาย วิญญาณกลืนกินมีเขตแดนระหว่างกันชัดเจน หากวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งต้องการวิวัฒนาการไปสู่วิญญาณกลืนกิน วิญญาณกลืนกินจะหยุดการวิวัฒโดยการกลืนกินวิญญาณเร่ร่อนตนนั้น

เว้นแต่ว่าจะไม่มีวิญญาณกลืนกินบริเวณใกล้เคียง เป็นไปได้ที่วิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งจะวิวัฒนาการได้สำเร็จหรือ?

เพราะมีวิญญาณกลืนกินตนหนึ่งอยู่แล้วในบททดสอบที่สาม ดังนั้นวิญญาณเร่ร่อนตัวใหญ่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ได้ แต่เนื่องจากภายใต้สถานการณ์พิเศษพร้อมกับความช่วยเหลือจากแรงภายนอก สิ่งนี้จึงเป็นไปได้

โดยเฉพาะการนับว่าวิญญาณกลืนกินตนนั้นดูเหมือนจะอยู่ในสภาวะประหลาดราวกับมันกำลังหลับไหล จึงไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งรอบข้าง ทันใดนั้นหวังหลินรู้คำตอบ

ภาวะการหลับไหลของวิญญาณกลืนกินถูกทำโดยคนผู้หนึ่ง เป้าหมายก็เพื่อให้วิญญาณเร่ร่อนตนอื่นพัฒนาไปเป็นวิญญาณกลืนกิน สิ่งนี้เผยให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีแผนการอันยิ่งใหญ่

แผนนี้จำเป็นต้องใช้วิญญาณกลืนกินสองตัวถึงจะสำเร็จ

นี่จึงเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมพวกมันจึงตระหนักว่าหวังหลินเป็นวิญญาณกลืนกินและเซียนมารทุกตนเริ่มค้นหาเขาราวกับคนบ้า จากการสังเกตการณ์ของหวังหลิน การที่วิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งจะกลายเป็นวิญญาณกลืนกินยังต้องใช้เวลานาน

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจหวังหลิน คำถามสุดท้ายที่เขามีก็คือเหล่าเซียนมารพวกนั้นทำงานให้ใคร?

เมิ่งหลังค่อมสามารถกลับมาจากความตายได้ ต้องมีเรื่องลึกลับอยู่เบื้องหลังทั้งหมดเป็นแน่ อีกทั้งการจับตวนมู่และหวังฉิงเย่อีก ยิ่งหวังหลินวิเคราะห์สถานการณ์ก็ยิ่งเริ่มจับภาพใหญ่ไว้ได้ เขารู้สึกราวกับเกือบจะเห็นความลึกลับแล้ว

หวังหลินจ้องทะเลโลหิต ใบหน้าสงบนิ่ง มีบางคนภายในร่างเทพโบราณที่มีพลังควบคุมเซียนมารทั้งหมดได้ต้องเป็นคนที่สืบทอดอำนาจของเทพโบราณแน่ มันต้องเป็นชายผมแดงที่ถูกขังไว้ในทะเลโลหิต

หากเป็นคนผู้นั้นจริง เช่นนั้นเหตุผลที่ทำไมพวกมันต้องการวิญญาณกลืนกินสองตัวนับว่าชัดเจน นอกจากการออกจากทะเลโลหิตแล้ว หวังหลินไม่คิดว่าจะมีเหตุผลอื่น

หวังหลินขบคิดเล็กน้อย แววตาเย้นชาแล่นผ่านสายตา เขามองไปที่ทะเลโลหิตอีกครั้งขณะที่กำนิ้วมือตัวเองเข้าสู่ระหว่างคิ้ว ร่างกายเริ่มเปลี่ยนเป็นโปร่งแสงขณะที่เข้าสู่มิติลูกปัด

ในมิติของลูกปัดฝืนลิขิตฟ้า หวังหลินไปที่ซือถูหนานและครอบครัวของเขา จากนั้นนั่งลงที่ที่มีแสงลอยอยู่เล็กน้อย นับตั้งแต่ที่เขาเข้าสู่ขั้นแกนลมปราณมา ไม่มีข้อห้ามจากการนำสิ่งของที่มีพลังปราณเข้ามาในมิตินี้อีกแล้ว เรื่องนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนมากในลูกปัด

หวังหลินตัดสินใจได้แล้ว เขาจะไม่เข้าไปหาชายผมแดงเพื่อเปิดทะเลวิญญาณมรณะเว้นแต่มันจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ตอนนี้เขามีกลยุทธ์เทพโบราณและมีสมบัติหลายอย่างเพื่อช่วยในการเพิ่มระดับฝึกฝน หวังหลินตัดสินใจปิดประตูฝึกฝนเพื่อพยายามบรรลุขั้นวิญญาณแรกกำเนิด

เขาสูดหายใจลึก หลับตาลงและเพ่งสัมผัสวิญญาณของตัวเองลงบนคำพูดสามคำในหัวสมอง วิชาอันซับซ้อนค่อยๆปรากฎในใจทีละขั้น

ขั้นแรกของกลยุทธ์เทพโบราณมีอยู่สามส่วนคือ ขโมยปราณ กลืนปราณ และละลายปราณ

ขณะที่เทพโบราณแต่ละตนเกิดขึ้น ร่างกายจะใช้วิชานี้โดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเติบโตไปเป็นเด็ก ขั้นแรกที่ฝึกฝนจะกลายเป็นละลายพลังวิญญาณแทน หากเทพโบราณทะลวงไปสู่ขั้นสอง เขาจะสามารถดูดซับพลังงานของดาวเคราะห์ได้ หากสิ่งนี้ไม่สำเร็จเมื่อนั้นทารกจะหลับไหลต่อไป เมื่อเวลาผ่านมาได้ถึงจุดหนึ่ง ของเหลวสีทองรอบกายทารกจะหายไป หลังจากสูญเสียการป้องกันจากการตรวจจับได้จึงเหลือเพียงหนทางเดียวคือถูกพบและถูกคนอื่นกลืนกิน

หลังจากเรียนรู้วิชาแรกเป็นเวลายาวนาน หวังหลินหายใจออกและลืมตาทั้งสองขึ้นพร้อมกับเผยแววตาครุ่นคิด หลังจากเรียนรู้วิชานี้ หวังหลินจึงเข้าใจหนึ่งเหตุผลที่ร่างเทพโบราณมีขนาดใหญ่มาก

เทพโบราณเพ่งไปที่การฝึกฝนร่างกายตนเองและใช้อาวุธหายาก จึงพูดได้ว่าร่างกายของพวกเขาคือสมบัติที่ดีที่สุด ร่างกายที่แข็งแกร่งเปรียบได้กับสมบัติที่ดีที่สุดในโลก

จุดรวมของกลยุทธ์เทพโบราณก็คือใช้พลังปราณทั้งหมดของคนนั้นผนึกไว้เพื่อเสริมสร้างร่างกาย ครั้นที่ร่างกายถึงขีดจำกัด มันต้องขยายร่างออกมา ไม่เช่นนั้นระดับฝึกฝนจะหยุดลง ร่างกายที่มีเป็นขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้พลังปราณมากขึ้น หลังขยายขนาดมาถึงจุดหนึ่ง เทพโบราณจะมีประสบการณ์พอที่จะฟื้นฟูร่างกายใหม่ กระบวนการนี้คือการเพิ่มคุณภาพของร่างกาย

เพื่อเป็นเทพโบราณตนหนึ่ง ยิ่งมีประสบการณ์ฟื้นฟูร่างกายใหม่หลายครั้ง ระดับฝึกฝนและร่างกายก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น

อีกทั้งทุกการปรับโครงสร้างร่างกายใหม่ วิญญาณจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางเหล่าเทพโบราณ ไม่มีระดับฝึกตนไหนคล้ายคลึงกับโลกแห่งเซียน ระดับฝึกตนของเทพโบราณหลักๆเป็นแค่วิญญาณและร่างกาย

ร่างกายคืออาวุธและวิญญาณคือมือที่สามารถควบคุมอาวุธได้ เมื่อรวมเข้าด้วยกันจึงแทบจะเป็นตระกูลเทพโบราณที่เป็นอมตะ

ในยุคโบราณ เทพโบราณมีความรุ่งโรจน์มาก แต่ในท้ายสุดยังถูกฝังไว้ในประวัติศาสตร์ ขณะที่วันนี้พวกเขาต่างหายไปโดยไม่มีร่องรอยนอกจากการกล่าวถึงในข้อความโบราณบางส่วนเท่านั้น

หวังหลินเข้าใจได้แล้วว่า ด้วยการใช้กลยุทธ์เทพโบราณ เขาสามารถใช้พลังปราณที่เขาขโมยมาเพื่อยกระดับตนเองได้ สิ่งนี้จะทำให้เขาเพิ่มระดับฝึกตนได้อย่างรวดเร็ว

หวังหลินนำกระเป๋าออกมา หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่งจึงหยิบของออกมาหนึ่งชิ้น

มันคือแอ่งตันเถียน เขาได้รับมาตอนที่สังหารอย่างสนุกสนาน แอ่งตันเถียนนี้มีระดับฝึกตนทั้งหมดของเซียนชั้นกลาง

หวังหลินโยนแอ่งตันเถียนเข้าไปในปาก จังหวะที่แอ่งตันเถียนเข้าไปในปากพลันปลดปล่อยพลังปราณมหาศาลเข้าไปในร่างกาย

หวังหลินใช้วิชาขโมยปราณจากระดับแรกของกลยุทธิ์เทพโบราณทันที จากนั้นเขาวางมือเข้าด้วยกันและนั่งลงเพื่อฝึกฝน พลังปราณทั้งหมดถูกวิชาขโมยปราณดูดซับอย่างรวดเร็ว แต่จังหวะที่มันกำลังจะรวมเข้ากับร่างกาย หวังหลินหยุดมันเคลื่อนย้ายพลังปราณทั้งหมดเข้าสู่แกนพลังในร่างกาย

คลื่นพลังปราณปะทุในแกนพลังของเขา สร้างเป็นลวดลายหลายแบบ ราวกับพายุเฮอร์ริเคนพัดผ่านร่างกายไป พลังปราณใช้เวลานับสองชั่วโมงเพื่อรวมตัวกันก่อนจะหายไปทันที

หากหวังหลินไม่มีวิชาขโมยปราณ เขาต้องใช้สถานที่ไหนสักแห่งเป็นเวลาเจ็ดเดือนเจ็ดปีเพื่อดูดกลืนตันเถียนและเขาสามารถดูดซับได้เพียงเจ็ดถึงแปดจากสิบส่วนเท่านั้นขณะที่ส่วนที่เหลือสูญหายไป

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเร็วมากในมิติฝืนลิขิตฟ้าแต่มันก็ยังเสียเวลามากอยู่ดี ทว่าในโลกความจริงมันเพียงเสี้ยววิเท่านั้นที่เขาสามารถดูดซับแอ่งตันเถียนได้อย่างสมบูรณ์

แกนพลังของเขาหมุนเป็นแบบแผนพร้อมกับส่งคลื่นพลังปราณให้กับร่างกาย ดวงตาหวังหลินแวววับ แอ่งตันเถียนเดียวทำให้เขาบรรลุขั้นแกนลมปราณระดับกลางขั้นสูงสุด อีกเพียงก้าวเดียวจากระดับปลาย

มือขวาหวังหลินเลื่อนเข้าหาประเป๋าและนำขวดเม็ดยาเซียนที่ลี่มู่หวานสร้างขึ้นออกมา เขาเริ่มวางมันเข้าไปในปากทีละเม็ด เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ขณะที่เม็ดยาหนึ่งเม็ดได้กลืนได้ วิชาขโมยปราณได้ดูดซับมันอย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนที่พลังปราณจะเข้าสู่ร่างกาย หวังหลินบังคับมันให้ตรงเข้าหาแกนพลัง

เป็นผลให้ระดับฝึกตนของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนบรรลุผ่านขั้นแกนลมปราณระดับกลางไปสู่ระดับปลาย

ต่อไป หวังหลินนำของที่มีค่ามากที่สุดในกระเป๋า ไขกระดูกที่ได้รับมาจากมังกรในอุโมงค์

ไขกระดูกจากมังกรเพียงพอที่จะเติมเต็มบรรจุภัณฑ์ขวดเล็กเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่ามันมีค่าแค่ไหน สิ่งนี้หวังหลินได้รับมานานมาก หลังจากลังเลเล็กน้อย เขาเปิดขวดออก

หลังจากดื่มไปหนึ่งอึก ร่างกายปลดปล่อยความร้อนออกมา วิชาขโมยปราณกระตุ้นขึ้นและหมุนเวียนพลังปราณอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า หวังหลินรู้สึกได้ชัดเจนว่าแกนพลังมีขนาดใหญ่ขึ้น สีของมันสดใสและหมุนอย่างรวดเร็ว

หลังไขกระดูกได้ถูกดูดซับ หวังหลินนำของชิ้นอื่นออกมา

หนึ่งวัน สองวัน สามวัน…จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป หวังหลินหลับตาขณะฝึกฝนตลอดเวลา วิชาขโมยปราณถูกกระตุ้นในร่างกายตลอดเวลา มีไขกระดูกลงเหลืออยู่เพียงสิบหยด แกนพลังในร่างกายมีขนาดเท่าสองกำปั้น มันมีสีทองเรืองแสงสีแดงจางๆ ทุกครั้งที่มันหมุนปั่น เส้นโลหิตในร่างกายจะได้รับบาดเจ็บแต่เขายังไม่ทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นวิญญาณแรกกำเนิด

หนึ่งเดือนก่อน หวังหลินใช้เม็ดยาที่ช่วยเพิ่มโอกาสการสร้างวิญญาณเซียนของเขา แต่เม็ดยาเพียงแค่เปลี่ยนแกนพลังเป็นสีแดง แต่ไม่มีสัญญาณของการทำลายและการสร้างวิญญาณเซียน

หลังขบคิดอยู่ชั่วขณะ หวังหลินถอนหายใจ เขาสงสัยว่าหากเป็นคนอื่นจะสร้างวิญญาณเซียนยากเช่นนี้หรือไม่ มันยากมากกว่าที่เขาจินตนาการ

หวังหลินใช้เม็ดยาจนเหลือน้อยลงในกระเป๋าและไม่มีน้ำพลังปราณหลงเหลือมากนัก หลังขบคิดอยู่พักนึงเขาก็มาถึงจุดที่ซือถูหนานและครอบครัวอยู่ หวังหลินหมอบคลานเบื้องหน้าครอบครัวสองสามครั้งจากนั้นชี้นิ้วไปที่ระหว่างคิ้วเพื่อออกจากมิติลูกปัด

ข้างนอกทะเลแห่งภูมิปัญญา ร่างหวังหลินออกมาเป็นภาพมายาหนึ่งจนกลายเป็นของจริง เขาจ้องทะเลแห่งภูมิปัญญาและถอนหายใจ ตามแผนของเขาก่อนนั้นหากโชคดีพอที่บรรลุขั้นวิญญาณแรกกำเนิด เมื่อนั้นเขาอาจจะมีโอกาสเข้าสู่ทะเลวิญญาณมรณะ บางทีตอนที่ได้รับการสืบทอด เขาอาจจะสามารถออกจากร่างเทพโบราณได้

แต่ตอนนี้เขาไม่มั่นใจ

หวังหลินครุ่นคิดจากนั้นชูแขนขึ้นและมีสายตาเยือกเย็น ตอนนี้เหลือหนทางเพียงเส้นเดียวเท่านั้นหากเขาไม่ต้องการถูกขังอยู่ที่นี่ก็ต้องหลบหนีการค้นหาของเซียนมารตลอดไป

ฝ่ามือขวาคว้าอากาศเปล่าพร้อมกับสร้างรอยแยกหนึ่งและเข้าไป หลังจากออกมาหวังหลินได้ออกจากทะเลแห่งภูมิปัญญาและมาถึงสถานที่หนึ่งภายในทะลปราณ

หลังปรากฎตัว หวังหลินลังเลเล็กน้อย ฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันและส่งลำแสงออกไปทุกทิศทางเพื่อสร้างรอยแยกหลายแห่ง ขณะที่รอยแยกถูกปิดผนึก หวังหลินกระจายสัมผัสวิญญาณออกมาทุกทิศทางเช่นกัน จึงส่งผลให้เซียนมารที่กำลังมองหาเขาได้สังเกตตัวตนของหวังหลินและพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนักเหล่าเซียนมารปรากฎใกล้หวังหลินทีละคน พวกเขาจ้องไปที่หวังหลินพร้อมกับเผยรอยยิ้ม หนึ่งในนั้นคือเมิ่งหลังค่อม หลังจากเห็นหวังหลินพลันปรากฎความรู้สึกรังเกียจ ฝ่ามือขวายื่นออกมาจับหวังหลินโดยไม่ได้เอ่ยคำใด

ใบหน้าหวังหลินเป็นปกติและสงบนิ่งมาก ขณะที่เมิ่งหลังค่อมยื่นมือเข้าหาเขา หวังหลินพลันเยาะเย้ย “เจ้าไม่ต้องการทำลายผนึกของเจ้านายหรือ?”

ขณะที่หวังหลินพูดประโยคนั้น แม้แต่เซียนมารรอบด้านที่มีใบหน้านิ่งเฉยแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมิ่งหลังค่อมตกตะลึงและหยุดมือขวานั้น

หวังหลินสังเกตการหยุดชะงักนี้ได้ ตอนนี้ยืนยันได้ว่าสิ่งที่เขาเดาไว้ถูกต้อง มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาต้องการยืนยันก็คือเจ้านายของพวกมันคือชายผมแดงที่ถูกขังในทะเลปิศาจใช่หรือไม่

ใบหน้าเมิ่งหลังค่อมโศกเศร้าและมีความลังเล เขาหายใจเย็นและมือขวาคว้าจับเข้าหาหวังหลินอย่างรวดเร็ว

ท่าทางหวังหลินปีกกล้าขาแข็ง เขาไม่ได้เคลื่อนที่เพียงสักนิ้ว เขาวางกับดักที่นี่ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากใครพยายามจับเขา รอยแยกใกล้ๆจะเปิดออกอย่างรวดเร็วและนำเขาออกจากที่แห่งนี้ นอกจานั้นพวกเขาอยู่ในร่างเทพโบราณ ไม่มีใครคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากกว่าเขา

ดวงตาหวังหลินสงบนิ่ง หากเมิ่งหลังค่อมเคลื่อนไหวและไม่มีเซียนคนอื่นแทรกแทรง การคาดเดาของเขาจะผิดพลาด พวกเขาไม่สนใจว่าวิญญาณกลืนกินจะอยู่หรือตาย

ขณะที่เมิ่งหลังค่อมยื่นมือออกมาเพื่อจับหวังหลิน น้ำเสียงเย็นเยียบพลันดังก้องกังวานขึ้น

“หยุดซะ!”

ในขณะที่เสียงนั้นได้ยินในโสตประสาท เมิ่งหลังค่อมรู้สึกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับไว้และถูกโยนกลับหลัง เขาหยุดตัวลงหลังจากบ้วนโลหิตออกมาคำโต จากนั้นคุกเข่าลงกับพื้น ไม่มีส่วนไหนในใบหน้าที่ไม่มีความไม่พอใจ เขาพูดขึ้นอย่างเคารพ “คารวะท่านตั่วมู่”

ในขณะเดียวกันเหล่าเซียนมารทั้งหมดคุกเข่าลง

ชายวัยกลางคนที่ทำลายแผนของจอมเวทย์ปิศาจฟ้าได้ปรากฎเบื้องหน้าหวังหลินพร้อมกับจ้องเขาด้วยใบหน้าเยือกเย็น

ใบหน้าหวังหลินสงบนิ่งขณะที่เขากล่าวตอบ

“เจ้าเป็นวิญญาณกลืนกินจริงๆ เยี่ยมมาก ตามข้ามา!” หลังจากชายวัยกลางคนพูดจบ เขาสะบัดแขนในพื้นที่ว่างและรอยแยกกว้างหลายพันฟุตปรากฎในท้องฟ้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!