Home Novel Novel Action Scumbag System 13

Scumbag System 13

ตอนที่ 13

และนั่นจะเป็นนิยายแนวฮาเร็มที่ล้มเหลวตลอดกาล

วิธีถอนพิษก็ง่ายมาก พวกเราย้อนกลับไปดูการดำเนินเรื่องในนิยายฉบับดั้งเดิมกัน

เพราะเนื้อเรื่องกำหนดไว้แล้ว ไม่อาจเลี่ยงได้ เพื่อช่วยพระเอกที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ศิษย์น้องหว่านเยวียต้องอุบายของปีศาจเผ่ามาร ร่างกายถูกพิษประหลาด ลั่วปิงเหอรู้สึกว่าตัวเองควรรับผิดชอบ เลยรับอาสาไปหายาถอนพิษมาให้ศิษย์น้องหว่านเยวีย

ดีที่ในป่าลึกบนภูเขาซึ่งใช้จัดงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่ มีดอกไม้หัศจรรย์อยู่ต้นหนึ่งอายุนับพันปี เอ่อ ขอโทษด้วย จะชื่อดอกอะไร หรือต้นหญ้าอะไรสักอย่างนั้นเสิ่นชิงชิวก็ลืมไปแล้ว เพราะดอกไม้มหัศจรรย์สารพัดชนิดใน ‘เทพมารอหังการ’ มีอย่างน้อยเป็นร้อยๆต้น แต่ละต้นอายุอย่างน้อยเป็นพันปีขึ้นไป พอรวมพวกหญ้ามหัศจรรย์ ต้นไม้มหัศจรรย์เข้าไปอีก ใครมันจะไปจำกันหวาดไหว

เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี แกนึกว่าดอกไม้หัศจรรย์เป็นผักกาดขาวที่ขายลดราคาในตลาดเหรอ เหลือเกียรติยศศักดิ์ศรีของสิ่งที่ยิ่งได้มายากยิ่งมีค่าให้พวกดอกไม้หัศจรรย์มันบ้างเถอะ

ลั่วปิงเหอเข้าใจว่าหญ้ามหัศจรรย์ในตำนานนี้ จะต้องสามารถขับสลายพิษในร่างของศิษย์น้องหว่านเยวียได้แน่ เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเก็บหญ้านี้เพื่อนางด้วยความลำบาก เพียงเพื่อเก็บหญ้านี้ก็กินเวลาไปสามวัน (30 บท) ในสามวันนี้ เขาหาดอกไม้ไปพลาง ปราบปีศาจไปพลาง ทั้งสองคนเล่นหูเล่นตากันจนเกิดเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของผู้ที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันมา พิษในร่างกายของศิษย์น้องหว่านเยวียแทรกซึมลึกขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัวนี้ ลั่วปิงเหอก็เก็บดอกไม้มาให้นางจนได้ในที่สุด พวกเขาสองคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่เสียจนรีบเอาดอกไม้ให้ศิษย์น้องหว่านเยวียกินทั้งดิบๆ

แต่…ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พิษไม่สลาย

คนทั้งคู่ท้อแท้หมดกำลังใจ น้องหนูคิดว่า ไหนๆ จะต้องตายแน่แล้วต้องเหลือความทรงจำดีๆติดตัว จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมา อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อข้าอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บความรู้สึกไว้กับตัวอีกต่อไป

ดังนั้นจึงฉวยโอกาสที่ร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง…จับลั่วปิงเหอกด

ลั่วปิงเหอทำท่าขัดขืนไว้ก่อน แต่ต่อมาก็ยอมเพราะ นางทำเพื่อข้า ข้าจึงไม่อาจทำใจแข็งปฏิเสธความปรารถนาสุดท้ายในชีวิตของนาง อย่างกึ่งผลักไสกึ่งโอนอ่อน…

แล้วตกลงว่ายาพิษมันสลายได้อย่างไร

หลังจากปั้ปๆๆ กันเสร็จ พิษของน้องหนูก็สลายไปเองครับท่าน!

ช็อคเปล่าล่ะ น้ำเน่าเปล่าล่ะ เหลือเชื่อรึเปล่าล่ะ แต่ฟินสุดๆไปเลยใช่เปล่า! ทั้งฟินทั้งช็อค ฮ่าๆๆ

เพราะลั่วปิงเหอเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับมาร อีกทั้งเลือดในกายเขาครึ่งหนึ่งยังสืบทอดมาจากราชาอันดับหนึ่งของเผ่ามารผู้มีสายเลือดของมารฟ้าบรรพกาลเสียด้วย!

พิษประหลาดของเผ่ามารที่จิ๊บจ้อยแค่นี้ จึงไม่พออุดซอกฟันเขาด้วยซ้ำ ระหว่างที่พวกเขาสองคนปั้บๆๆกัน พิษก็ถูกลั่วปิงเหอดูดซับเข้าไปแล้วย่อยจนหมด แถมสารอาหารจากดอกไม้ที่น้องหนูเพิ่งกินเข้าไปยังถูกลั่วปิงเหอดูดซับเอาไว้ด้วย ดังนั้นพลังฝีมือจึงรุดหน้าไปอีกขั้นใหญ่!

สิ่งที่เรียกว่าสิทธิและสวัสดีการของพระเอกนั้นคือ ต่อให้เหยียบขี้หมา ในขี้หมาเป็นต้องมีคัมภีร์ลับ หรือไม่ก็ยาต้านวิเศษซ่อนอยู่

ตอนที่เสิ่นชิงชิวย้อนนึกถึงเนื้อเรื่องช่วงนี้ ก็ทำเอาหน้าเปลี่ยนสีไปหลายตลบ ขนาดคนที่อยู่ข้างๆเรียกยังไม่รู้สึกตัว กระทั่งเยวี่ยชิงหยวนเรียกมาสองสามครั้ง เขาถึงได้สติกลับคืนมา “อะไรหรือขอรับ”

มู่ชิงฟางส่งกระดาษให้เขาแผ่นหนึ่ง “แต่ละเดือนให้ใช้ตัวยาสี่ชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งให้ผู้ที่มีพลังทิพย์สูงส่งสักคน คอยช่วยกรุยพลังทิพย์ของท่านให้โคจรเป็นปกติก็จะไม่เป็นไรมากนัก”

เขาเว้นไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “เพียงแต่เกรงว่า นับจากวันนี้ไปศิษย์พี่เสิ่นจะมีอาการปราณทิพย์ติดขัด หรือไม่ก็หมุนเวียนไม่ได้ดั่งใจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ”

คนอื่นในห้องอีกสามคนต่างพากันสังเกตสีหน้าเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

ควรทราบว่าสำหรับผู้ฝึกวิชาเซียนแล้ว ปราณทิพย์โคจรติดขัดเป็นปัญหาที่น่ากลัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเผชิญหน้าระหว่างยอดฝีมือสองคน ไม่ระวังนิดเดียวก็คือตาย แต่หารู้ไม่ว่าผลลัพธ์เพียงเท่านี้เสิ่นชิงชิวก็พอใจมากแล้ว

คนที่ต้องมารับบทตัวโกงกากๆเช่นเขา ได้รับพิษประหลาดที่ไร้ยาถอนแต่ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ถือว่าไว้หน้าเขามากแล้ว

ถึงจะรู้ว่าปั้ปๆๆกับพระเอกแล้วจะถอนพิษได้ แต่เขาจะทำได้เหรอ ได้จริงเหรอ ฮ่าๆๆ

เยวี่ยชิงหยวนถอนใจ “หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่ลงเขาหรอก

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าน้ำเสียงของศิษย์พี่ย้ำแย่เกินไป เลยรีบกล่าว “งานชุมนุมเซียนเป็นงานใหญ่ที่ประมุขทุกสำนักต้องหารือกันจัดงาน ศิษย์พี่ไม่ไปจะได้หรือไร ครานี้เป็นเพราะพวกมารชั่วช้าสับปลับ อีกทั้งข้าเองก็ไม่ระวังตัว ศิษย์พี่ห้ามโทษตัวเองเด็ดขาด”

หากเขาไม่กล่าวให้ชัดเจนเสียตอนนี้ ด้วยนิสัยของเยวี่ยชิงหยวน ดีไม่ดีอาจไม่ยอมลงเขาอีกตลอดชาติ เพื่อคอยเฝ้าสำนักชางฉยงซานจนตายก็เป็นได้ แต่นึกไม่ถึงว่าอีกด้านหนึ่งมู่ชิงฟางก็กล่าวอย่างรู้สึกผิดเช่นกัน “ไม่ เป็นเพราะข้าไม่ดี หากมิใช่เพราะตอนนั้นข้าไม่อาจสำเหนียกว่ามีเผ่ามารบุกรุกได้ทันท่วงที ทั้งเรียนวิชาได้ไม่ถึงขั้น ไม่อาจรักษาศิษย์พี่ให้หายขาดได้ อาการของศิษย์พี่ก็จะไม่หนักหนาถึงขั้นนี้”

“ไม่ๆ ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า พูดขึ้นมาแล้ว ข้าเองที่ไม่ระวัง ใช้ค้อนฟาดพื้นหน้าอารมฉยงติ่งเป็นรูเบ้อเร่อ…”

ภาพที่พวกเขาต่างวุ่นวายพยายามปลอบใจตน เป็นภาพที่อลเวงและชวนขัน จนทำให้เสิ่นชิงชิวทั้งประทับใจและขัดเขินจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนังหัวชาดิก

หลิ่วชิงเกอมองออกไปข้างนอก ด้วยสีหน้าไม่บอกความรู้สึก รอจนพวกเขาถกเถียงกันเพื่อแย่งเอาความผิดเข้าตัวเสร็จ ก็จิบชาทีหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่อาจให้คนอื่นๆนอกจากเจ้ายอดเขาทั้งสิบสองคนรู้เป็นอันขาด”

ในฐานะที่เป็นเจ้ายอดเขาอันดับสองแห่งชางฉยงซาน กลับมีจุดอ่อนร้ายแรงถึงชีวิตเช่นนี้ หากผู้อื่นล่วงรู้เข้าคงไม่ดีแน่ คนทั้งสามเองก็เข้าใจดี

เยวี่ยชิงหยวนถามว่า “ชิงชิว เจ้ารู้สึกว่างานเจ้ายอดเขาหนักไปหรือไม่”

หากเป็นเสิ่นชิงชิวคนเดิม 80% ต้องนึกสงสัยแน่ว่าเยวี่ยชิงหยวนคิดทอนอำนาจตน แต่เสิ่นชิงชิวในเวลานี้รู้ว่าเขาห่วงใยด้วยใจจริง กลัวตนจะทำงานหนักเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อการรักษาตัว เลยรีบกล่าว “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้ายังไม่ได้หมดสภาพถึงขั้นนั้น”

เขาหัวเราะ และกล่าวต่อ” ตอนนี้แขนขาข้ายังเคลื่อนไหวได้ ปากยังพูดได้ พลังฝึกปรือยังอยู่ แค่นี้ก็พอใจแล้ว”

พวกเขาเลยยกเอาเหตุการณ์วันที่เผ่ามารบุกขึ้นมาพูดคุยอีกรอบ จากนั้นเยวี่ยชิงหยวนกับมู่ชิงฟางกลับไปก่อน เสิ่นชิงชิวมองส่งทั้งสองคนด้วยสายตาระบายยิ้ม ทั้งรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก

สหายร่วมสำนักชางฉยงซานเหล่านี้ แม้นิสัยแตกต่าง มีทั้งที่คบหาด้วยง่ายและไม่ง่าย แต่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถึงจะแยกย้ายกันอยู่ตามสิบสองยอดเขา ทว่าพอเกิดเรื่องขึ้นกลับสามารถพึ่งพาอาศัยได้(ไม่รวมเสิ่นชิงชิวในนิยายดั้งเดิมนะ)

หลิ่วชิงเกอวางถ้วยชาที่เย็นชืดไปนานแล้ว “หากมิใช่เพราะบนร่างเจ้าไม่มีกลิ่นอายปราณทิพย์ ข้าต้องสงสัยแน่ว่าเจ้าถูกวิญญาณยึดครองร่างไปแล้ว”

ไอ้คนที่ยังอยู่ตรงนี้คือคนที่เพิ่งบอกว่าคบด้วยไม่ง่ายนี่แหละ!

แต่ถึงอย่างไรการคาดเดาของนายก็ถูกต้องเลยล่ะ

หลิ่วชิงเกอกล่าวต่อ “ระหว่างที่อยู่ในถ้ำหลิงซี เจ้าช่วยข้าก็นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว เผ่ามารบุกคราวนี้ เจ้ายังเกือบตายเพื่อช่วยศิษย์ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนหนึ่ง ได้รับพิษที่สร้างความเสียหายต่อพลังทิพย์ ความจริงเจ้าน่าจะอาละวาดฟาดหัวฟาดหางไปแล้ว แต่กลับวางเฉยได้อย่างสงบ เรื่องพวกเนี้ใครทำก็ไม่น่าประหลาดหรอก มีแต่เจ้าที่ทำแล้วขัดกันวุ่น”

เสิ่นชิงชิวไม่คิดเอาประเด็นเรื่อง OOC ของตัวเองมาถกกับหลิ่วชิงเกอ เขาเรียกหมิงฟานเข้ามาให้เปลี่ยนน้ำชาใหม่ แล้วเอนกายไปด้านหลัง กล่าวยิ้มๆว่า “ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไร้ชื่อเสียงเรียงนามหรือ ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ”

หลิ่วชิงเกอแย้งว่า “ศิษย์คนนั้นของเจ้า หน่วยก้านดีจริงอยู่ ทว่าทุกๆปีสำนักใหญ่แต่ละที่คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เข้าไปไม่น้อย ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นด้วยซ้ำ”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกถึงอันตรายขึ้นมา

หากหลิ่วชิงเกอกลายเป็นอุปสรรคในการเปิดใช้ดัชนีทองคำของลั่วปิงเหอ แล้วพวกเขาสองคนเกิดจะต้องดวลกันขึ้นมา ตู้มเดียวก็โดนน็อคเอาท์แล้วจะทำอย่างไรดี เพื่อผลประโยชน์ของทุกคน เขาคงต้องสะกิดเตือนหลิ่วชิงเกอเสียหน่อย

เขากล่าวเดือนด้วยความหวังดี “เชื่อข้าเถิด ศิษย์ของข้าผู้นี้วันหน้าจะต้องประสบความสำเร็จแน่ หากมีโอกาสหวังว่าศิษย์น้องหลิ่วจะช่วยชี้แนะให้เขาสักครั้ง…”

หมิงฟานจุกอกปางตายแล้ว เขาแค่ไปเปลี่ยนน้ำชากลับมา กลับต้องฟังซือจุนที่เมื่อก่อนมีศัตรูคนเดียวกันกับเขากล่าวชมลั่วปิงเหอให้ได้ยินเต็มหู ความจุกแน่นในอกระดับนี้เปรียบได้กับ ‘เพื่อนรักที่เคยก่นด่าไอ้เวรคนหนึ่งมาด้วยกัน อยู่ๆเพื่อนคนนั้นก็ไปคบกับไอ้เวรที่พวกคุณเคยร่วมกันสุมหัวด่าอยู่หลายปี’ เลยทีเดียว ทำเอาเกิดความรู้สึกอยากอาเจียนเสียจนต้องไปสำรอกใส่คนอื่นต่อ

หมิงฟานบุกไปถึงห้องครัวอย่างเป็นฟืนเป็นไฟ เพื่อตามหาตัวลั่วปิงเหอที่กำลังครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะทำอะไรให้ซือจุนกินดี หลังจากด่าสาดเสียเทเสียชนิดน้ำลายกระเซ็นเต็มหน้าไปยกหนึ่งก็สั่งว่า “ไปตัดฟืนให้ได้ 80 มัด แล้วเอามาเรียงให้เต็มห้องเก็บฟืน! แล้วไปตักน้ำ! โอ่งน้ำในห้องศิษย์พี่ศิษย์น้องล้วนว่างเปล่าหมดแล้ว! เจ้าตาบอดมองไม่เห็นหรือ!?”

ลั่วปิงเหอฉงน “แต่ว่าศิษย์พี่ขอรับ ถ้าฟืนในห้องเก็บฟืนวางเต็มแล้ว ข้าจะไปนอนที่ไหนเล่าขอรับ”

หมิงฟานเอาเท้าข้างหนึ่งกระทืบๆพื้น แล้วถ่มน้ำลาย “ตรงนี้มิใช่ฟื้นเรียบหรือไร นอนไม่ได้หรือ”

“โอ่งน้ำในห้องของพวกศิษย์พี่วันนี้ข้าเพิ่งเติมไปเองนะขอรับ…”

“น้ำมันค้างวันแล้ว ไปตักมาใหม่ ไปตักมาใหม่ให้หมดเลย!”

หากเป็นเมื่อก่อนลั่วปิงเหอต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือไม่ก็เศร้าเสียใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ความคิดจิตใจเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ในสายตาของเขา ทั้งหมดนี้คือการสั่งสมประสบการณ์

เขามีซือจุนที่ดีขนาดนี้ คิดอ่านทุกอย่างเพื่อเขา กระทั่งเสี่ยงชีวิตเพื่อเขาได้ (……….) ยังจะมีอะไรที่ไม่อาจเรียนรู้ได้อีก มีความทรมานใดที่ไม่อาจรับได้อีก

ลั่วปิงเหอไม่กล่าวอะไรต่อ หมุนตัวออกไปทำงานทันที

หมิงฟานเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ความรู้สึกสะใจที่ได้แกล้งคนพลันสลายกลับจุกอกขึ้นมาอีกรอบ

เขาเดินไปพลางด่าไปพลาง “ไม่รู้จริงๆว่าไอ้เด็กหน้าเหม็นคนนี้ไปเข้าตาซือจุนตรงไหน จู่ซือจุนก็ทำดีกับมัน วันหน้าจะต้องประสบความสำเร็จบ้าบออะไรกัน! ต่อให้ซือจุนถูกเจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ทำอุบายตบตา อาจารย์อาหลิ่วก็ไม่มีทางช่วยมันหรอก ชี้แนะมันหรือ ไม่ต้องคิดเลย ถุย!”

ถึงเขาจะเดินไปด่าไป เสียงก็ไม่ได้ดังมากนัก แต่ลั่วปิงเหอที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งประสาทสัมผัสเฉียบคมมาแต่เกิด ไหนเลยจะไม่ได้ยินที่หมิงฟานบ่นพึมพำ แม้ไม่ปะติดปะต่อ ทว่าส่วนใหญ่แล้วก็พอจับใจความหลักได้ ลั่วปิงเหอพอจะเดาสถานการณ์ได้ถึงเจ็ดแปดส่วน

ที่แท้ต่อหน้าอาจารย์อาหลิ่ว ซือจุนพูดถึงตนแบบนี้…

ในที่ที่ตนเองมองไม่เห็น มีคนผู้หนึ่งเห็นความสำคัญของตนถึงเพียงนี้ ช่างเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์เสียจริง

ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นสู่หัวใจ แล้วเอ่อท้นโถมทะลักออกมา จากนั้นค่อยๆโอบเขาไว้ทั้งตัว

ลั่วปิงเหอรู้สึกเหมือนมีขุมกำลังอันมั่นคงชนิดหนึ่งหยั่งรากในก้นบึ้งของหัวใจ จากนั้นก็เริ่มแตกหน่อเติบโตขึ้น แม้แต่มือที่กำลังหิ้วถังน้ำอันแสนหนักก็มีกำลังเพิ่มขึ้นมาด้วย

เวลานี้ลั่วปิงเหอไม่เพียงไม่รู้สึกว่าถูกรังแก สีหน้ากลับแสดงถึงความเป็นสุขและอิ่มอกอิ่มใจอย่างยิ่ง

หากเสิ่นชิงชิวอยู่ตรงนี้ จะต้องนึกสงสัยแน่ว่า หรือความจริงแล้ว ส่วนลึกในใจลั่วปิงเหอจะเป็นสาย M*…

(M ในที่นี้ย่อมาจาก มาโซคิสท์ Masochist คือ ผู้ที่มีความสุขเมื่อถูกกระทำให้เจ็บปวด)

ตีให้ตายเสิ่นชิงชิวก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นเพราะสหายโง่หมิงฟานที่เหมือนเทพมาโปรดนั่นเอง ระดับความรู้สึกดีๆของลั่วปิงเหอที่มีต่อตนถึงได้ขยับขึ้นไปสูงอีกระดับแล้ว ตัวเขาในเวลานี้น่ะเหรอ ยังนอนเกลือกกลิ้งอย่างเป็นสุขอยู่เลย

วันนี้ชิงจิ้งเฟิงที่สูงส่งเย็นชาเสมอมา ธรณีประตูถูกคนเหยียบจนเกือบจะแตกอยู่แล้ว ด้วยเจ้ายอดเขาทุกท่านล้วนพาศิษย์พร้อมของบำรุงขวัญมาเยี่ยมเขา

เพราะตอนซาหัวหลิงมาก่อกวน สะพานสายรุ้งถูกสะบั้น ฉยงติ่งเฟิงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พวกเขาเลยไม่อาจมาถึงที่เกิดเหตุได้ทันกาล เสิ่นชิงชิวในฐานะผู้อาวุโลคนเดียวในที่นั้นต้องแบกรับศึกหนักไว้เองทั้งหมด จึงทำให้อย่างน้อยๆ ชางฉยงซานไม่เสียหน้าเกินไป ไม่ว่าเมื่อก่อนจะคบหากันดีหรือไม่ ก็ต้องมาแสดงน้ำใจสักครั้ง เสิ่นชิงชิวรับน้ำใจอย่างไม่มีกระบิดกระบวน ยังถือโอกาสนี้จดจำหน้าตาของเจ้ายอดเขาสองสามคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย เลยโอภาปราศรัยกันพักใหญ่เพื่อกระชับความสัมพันธ์

ตกเย็น เขาคิดอย่างเป็นสุขว่า ในที่สุดก็นอนตาหลับได้อย่างสบายใจเสียที

สองชั่วยามต่อมา

นอนตาหลับอย่างสบายใจกะผีซิ!

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่กลางพื้นที่โล่งขมุกขมัวว่างเปล่า เบิกตามองเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลแสนไกลจนมองไม่เห็น

ตอนแรกเขายังนอนปลื้มอยู่บนเตียงของตัวเองก่อนหลับฝันหวานไปอย่างสบายใจอยู่เลย ใครจะอธิบายได้บ้างว่า ทำไมเขาถึงถูกลากเข้ามาในมิตินี้ได้

เสิ่นชิงชิวอยากมีฆ้องชนิดที่ตีทีเดียวก็เรียกระบบมาหาตัวเองได้เหลือเกิน จะได้ไม่ต้องคอยตะโกนอยู่ในหัว “ระบบ อยู่เปล่า”

ระบบ [ระบบให้บริการท่านตลอด 24 ชั่วโมง]

เสิ่นชิงชิว “นี่มันที่ไหน สถานการณ์อะไร”

ระบบ [ที่นี่คือดินแดนในห้วงฝัน]

เสิ่นชิงชิว “ผมรู้อยู่แล้วว่าที่นี่คือห้วงฝัน ในโลกแห่งความจริงคุณจะทำภาพที่มันแอบสแตรกขนาดนี้ให้ผมดูรึไง ที่ผมถามคือทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”

ขอร้องล่ะ ยังไงก็อย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเด็ดขาด

แต่พระเจ้าของโลกใบนี้ไม่ยอมไว้หน้าเขาบ้างเลย เพิ่งจะนึกอยู่ว่าไม่เอา ไม่เอา วินาทีต่อมาก็เห็นร่างที่คุ้นตาจนไม่อาจคุ้นไปกว่านี้อีกเข้าจริงๆ

ลั่วปิงเหอที่ยืนมึนอยู่กลางพื้นที่เวิ้งว้างข้างหน้าเขานี่เอง

ฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่าทำไมตนเองถึงปรากฏตัวที่นี่ได้ หลังจากมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆในคลองจักษุก็ปรากฏร่างของเสิ่นชิงชิว ลั่วปิงเหอตกตะลึง ทำท่าราวกับลูกเจี๊ยบที่เห็นแม่ไก่ทันที (เปรียบเปรยได้งี่เง่าอะไรขนาดนั้น” วิ่งมาหาเสิ่นชิงชิงอย่างดีอกดีใจ

“ซือจุน!” เขาถูกขังอยู่ในโลกนี้สักพักแล้ว พอเห็นเสิ่นชิงชิวปรากฎตัวก็ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ เรียกเขาหลายครั้งติดกัน

ทันทีที่เสิ่นชิงชิวเห็นเขา ก็รู้เลยว่าที่นี่คือสถานที่อะไร เนื้อเรื่องตอนไหน

ความหวังของเสิ่นชิงชิวพังทลายในชั่วพริบตา ในใจหลั่งน้ำตา เอื้อมมือไปตบไหล่เขา “ได้ยินแล้ว ไม่ต้องเรียกหลายครั้งขนาดนั้น”

ลั่วปิงเหอรีบถามเป็นการใหญ่ “ซือจุน ไฉนท่านมาอยู่ที่นี่เล่าขอรับ ท่านรู้หรือไม่ที่นี่คือที่ใด”

เสิ่นชิงชิวแอบขี้เกียจ ลอกบทพูดของระบบมาแบบเป๊ะๆว่า “ที่นี่คือดินแดนในห้วงฝัน”

ลั่วปิงเหอถามอีก “เพราะเหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่เล่าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “คนอื่นมาที่นี่อาจเป็นเรื่องแปลก มีแต่เจ้าอยู่นี่นี่ถึงจะเป็นเรื่องถูกต้อง ที่นี่คือห้วงฝันของเจ้า”

ลั่วปิงเหอตะลึงลานไปแล้ว “ของข้า?”

เขาผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองฟ้าดินอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต กล่าวงึมงำ “ห้วงฝันของข้า กลับ…เป็นเช่นนี้หรอกหรือ”

ความฝันเกิดจากสภาพจิตใจ เขาอายุยังน้อยสภาพจิตใจดันไม่สดใสสวยงาม ภาพที่เห็นตรงนี้ไม่อาจไม่ถอนใจจริงๆ

เสิ่นชิงชิวแกล้งทำเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นี่มิใช่ห้วงฝันตามปกติ เกรงว่าเจ้าถูกคนก่อกวนเข้าให้แล้วโดยไม่รู้ตัว ในห้วงฝัน พลังทิพย์จะปั่นป่วนรุนแรงและไม่คงที่ เหวยซือเองก็ถูกเจ้าลากเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ”

ลั่วปิงเหอมีสีหน้าละอาย “ศิษย์ไร้ประโยชน์ ทั้งยังดึงซือจุนเข้ามาเกี่ยวข้องอีก” เขาขบคิดอย่างตั้งอกตั้งใจ “แล้วตกลงเป็นผู้ใดที่มาก่อกวนห้วงฝันของศิษย์เล่าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวสัมผัสประสบการณ์ความสนุกในการสปอยล์เนื้อเรื่องเพียงพอแล้ว จึงตอบแบบกำปั้นทุบดิน “ไม่ต้องคิดมาก ในขอบเขตของห้วงฝันแห่งนี้ ไอปีศาจตลบอบอวล วิธีการชั้นปลายแถวเช่นนี้ ย่อมเป็นคนของเผ่ามารอย่างไม่ต้องสงสัย”

พอลั่วปิงเหอได้ฟังก็ไม่แปลกใจ ความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อเผ่ามารถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง “พวกปีศาจภพมารพฤติกรรมชั่วช้าจริงๆ”

คิดไม่ออกเลย หากตอนลั่วปิงเหอรู้ว่าตนเองเป็นลูกครึ่งเผ่ามาร แล้วนึกถึงคำพูดนี้ของตัวเองขึ้นมาจะมีสีหน้าแบบไหน

เสิ่นชิงชิวกล่าวยิ้มๆ “ไม่จำเป็นว่าจะต้องชั่วช้าเสมอไป ไม่แน่ ผู้อื่นเขาอาจคิดตรงกันข้ามก็ได้”

เมื่อพูดจากมุมมองของพระเจ้า คนอื่นมักไม่เข้าใจ ลั่วปิงเหอเองก็ไม่เข้าใจ อะไรคือคิดตรงกันข้าม เสิ่นชิงชิวยิ้มซ่อนความหมาย ทิ้งท้ายประโยคด้วยเสียงสูงอย่างแฝงเจตนาล้อเลียนที่ทำให้ผู้ฟังคิดเตลิดเปิดเปิง พอเขาหยุดพูดแต่เพียงเท่านี้ ลั่วปิงเหอก็ไม่กล้าคิดต่อ

ความจริงเสิ่นชิงชิวไม่ได้มีเจตนาล้อเลียน เขาเห็นว่าตัวเองเป็นคนจริงจังมาก คนที่มาก่อกวนห้วงฝันของลั่วปิงเหอคือซาหัวหลิงนั่นเอง แน่นอนว่าเจตนาร้ายนั้นมีอยู่ แต่ส่วนที่มากกว่านั้นก็คือแรงจูงใจของอิสตรีที่อยากมีความรักนั่นเองซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ว่าใครก็เข้าใจได้

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: