Home Novel Novel Action Scumbag System 17

Scumbag System 17

ตอนที่ 17

[ค่าความฟินของพระเอก บวกเพิ่ม 50 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวงง

ทำไมเพิ่มมาอีก 50 คะแนน ระบบมันดีเลย์? หรือระบบเกิดใจดีมีเมตตาขึ้นมา สำนักได้ว่าก่อนหน้านี้ให้เราน้อยเกินไป?

ช่างเหอะ ความง่วงถาโถมขึ้นมา ได้คะแนนเพิ่มมาเป็นพิเศษจะไปใส่ใจอะไรอีก ยังไงก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะได้คะแนนเพิ่มมาเพราะตูถูกกอด ฮ่าๆๆ

วันต่อมา เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะรู้สึกว่านอนได้เต็มอิ่มก็ถูกกลิ่นหอมของข้าวและปลาปลุกให้ตื่น นอกเรือนไผ่ ลั่วปิงเหอตั้งอกตั้งใจเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว กลิ่นอาหารหอมจนเรียกให้บรรดาศิษย์ของยอดชิงจิ้งเฟิงที่ชินกับอาหารรสชาติจืดชืดพากันมาแอบดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หมิงฟานกับพวกโมโหจนแอบดูไปก็กัดชายเสื้อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอได้เห็นเสิ่นชิงชิวนั่งลงข้างโต๊ะ เอ่ยชมฝีมือทำกับข้าวและความเอาใจใส่ของลั่วปิงเหอเสียใหญ่โต คนทั้งสองยิ้มแย้มให้กันอย่างชื่นมื่นปรองดอง เห็นดังนี้ระดับความคับแค้นใจก็พุ่งไปแตะขีดสุด

ไร้ยางอายเกินไปแล้ว! อาศัยฝีมือไร้ประโยชน์นอกลู่นอกทางมาเอาใจซือจุนอย่างนั้นหรือ

พอถึงเวลาเย็น เมื่อลั่วปิงเหอขนข้าวของย้ายไปอยู่ห้องข้างของเรือนไผ่ ก็ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงทั้งกลางวันแสกๆลงมาใส่บรรดาศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงที่เคยรังแกลั่วปิงเหอจนกลายเป็นศลตายกันให้เกลื่อน

คำว่า ‘ย้าย’ นี้ ความจริงคือลั่วปิงเหอเพียงเดินเข้าไปตัวเปล่า เพราะเขาไม่มีสมบัติอะไรที่ห้องเก็บฟืนแต่แรกแล้ว

หมอนน่ะเหรอ เอาฟางข้าวในห้องเก็บฟืนมากองๆ เข้าก็ใช้หนุ่นได้แล้ว ผ้าห่มล่ะ ถอดเสื้อตัวนอกออกมาห่มต่างผ้าห่มก็ใช้ได้แล้วเหมือนกัน แน่นอนว่าข้าวของพวกนี้เสิ่นชิงชิวย่อมเตรียมไว้ให้เขาเรียบร้อย

เสิ่นชิงชิวรู้สึกมาตลอดว่าชีวิตของลั่วปิงเหอรันทดเกินไปจริงๆ เหมือนกับบันทึกชีวิตเด็กที่ถูกทารุณ ชางฉยงซานจะดีจะชั่วก็เป็นสำนักใหญ่ ไม่น่าจะใจดำกันถึงขนาดนี้ ข้าวของขาดแคลนถึงขั้นนี้เลยหรือ

คืนนั้นเป็นคืนแรกในชีวิตที่ลั่วปิงเหอได้นอนบนเตียงปกติกับเขาเสียที

เมื่อก่อนเขาเคยนอนในถังไม้ที่ลอยมาตามแม่น้ำที่เป็นน้ำแข็ง เคยนอนบนพื้นที่ทั้งชื้นและหนาว เคยนอนข้างถนนที่จ้อกแจ้กจอแจ นอนกลางดินกินกลางทรายหรือนอนในถ้ำก็ล้วนนอนมาจนชินแล้ว มาตอนนี้ได้นอนบนเตียงไม้ไผ่ที่ทั้งนุ่มและสะอาด กลับรู้สึกเบาหวิวไปทั้งตัว เหมือนไม่ใช่ความจริงเอาเสียเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าเสิ่นชิงชิวนอนอยู่ในห้องที่ห่างจากเขาเพียงแค่ผนังกั้นเท่านี้เอง

คืนนี้คงมีเรื่องให้คิดมากเกินไป มารฝันเลยไม่ได้ปรากฏกายขึ้นในความฝันของเขา

ลั่วปิงเหอทำเฉยรอด้วยความสงบ ผ่านไปสองสามวันมารฝันปรากฏกายขึ้นอย่างที่คิดเอาไว้จริง

คราวนี้มารฝันไม่ได้ร่ายเขตอาคมลึกลับเป็นปริศนาอะไร ไม่ได้ทำท่าลับๆล่อๆอีกต่อไป หากแต่ปรากฏกายขึ้นในความฝันของลั่วปิงเหออย่างตรงไปตรงมา…ถึงจะมาในรูปหมอกดำก้อนหนึ่งก็ตาม

หมอกดำก้อนนี้ เดี๋ยวก็จับกลุ่ม เดี๋ยวก็กระจายตัวอยู่ตรงหน้าลั่วปิงเหอกลับไปกลับมาไม่หยุด เสียงชราภาพเปล่งออกมาจากกลุ่มหมอก “เจ้าหนู ที่ไปคิดมาสามวันเป็นอย่างไรบ้าง”

ลั่วปิงเหอย้อนถาม “ข้าคิดอย่างไร ผู้อาวุโสมารฝันไม่อาจล่วงรู้หรอกหรือ”

มารฝันหัวเราะหีๆ “เจ้าได้เลือกเส้นทางสายที่เจ้าจะไม่มีวันเสียใจภายหลังแล้วเจ้าหนู จำวันนี้เอาไว้ให้ดี วันนี้คือวันที่เจ้าจะเริ่มเหินทะยานจนฉุดไม่อยู่แล้ว!”

คนหนุ่มหน้าไหนกันจะไม่ฝันอยากเหินทะยานจนฉุดไม่อยู่ เขากล่าวอย่างลำพอง ลั่วปิงเหอไม่ได้คล้อยตาม เพียงยกมือขึ้นกุมหมัดคารวะ “ผู้เยาว์ยังมีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง”

“ยังมีเรื่องอะไรอีกก็พูดมาเสียให้หมด รีบพูดเสียให้เสร็จๆ แล้วจะได้ทำพิธีกราบข้าเป็นอาจารย์” มารฝันเร่ง แต่หารู้ไม่ว่าเขาวาดภาพสวยหรูเกินไปแล้ว

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ที่ผู้เยาว์อยากขอร้องก็คือเรื่องนี้นี่เอง ซือจุนมีพระคุณต่อข้าดุจขุนเขา ข้าไม่อาจกราบผู้อื่นเป็นอาจารย์ตามใจชอบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา…”

พูดยังไม่ทันขาดคำ มารฝันก็กล่าวทันทีอย่างอดรนทนไม่ไหว “ได้ๆๆ ผู้อาวุโสเช่นข้าไม่ต้องมีสถานะเป็นอาจารย์ก็ได้ แค่นี้ใช้ได้แล้วหรือยัง”

ยังมียอดฝีมือผู้สูงส่งที่ไหนยอมขาดทุนยิ่งกว่าเขาอีก บากหน้าเอาวิชาของตัวเองไปสอนให้คนอื่น กระทั่งจะให้คนเขาเรียกอาจารย์ยังไม่มีบุญจะได้ฟัง

นี่มันต่างอะไรกับเมียบ่าวที่แต่งเข้ามาแล้วยอมทนหวานอมขนกลืนอุทิศกายถวายชีวิต แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับเล่า!

ลั่วปิงเหอยิ้มน้อยๆ “เช่นนั้นก็ขอขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ”

แม้สักนิดเขาก็ไม่อยากเรียกคนอื่นนอกจากเสิ่นชิงชิวว่า ‘ซือจุน’

มารฝันเห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ ก็โกรธเสียจนถ้าหากยังมีกายเนื้ออยู่คงจมูกเบี้ยวไปแล้ว

ลั่วปิงเหอผู้นี้เวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์กลับเป็นเด็กดีว่าง่าย ใสซื่อราวกับดอกบัวขาว แต่ทำไมพออยู่ต่อหน้าผู้อื่น มันถึงได้จัดการยากเยี่ยงนี้! แตกต่างกันราวกับเป็นคนละคนเลย!

ผู้อาวุโสเช่นข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว!

บทที่ 4

งานชุมนุมใหญ่

เวลาผ่านไปเร็วราวกับลูกธนูพุ่งออกจากคันศร ทิวาราตรีหมุนเวียนเปลี่ยนผันไม่หยุด

…เสิ่นชิงชิวไม่ได้อยากใช้สำนวนสุดเฉิ่มแบบนี้หรอกนะ แต่เขานึกคำที่เหมาะสมนอกเหนือจากนี้ไม่ออกจริงๆ

วันเวลาบนยอดชิงจิ้งเฟิงของเขาหมดไปกับการดีดกู่ฉินเล่น อ่านหนังสือเล่น เขียนตัวอักษรเล่น วาดภาพเล่น ฝึกวิชาเล่น นานๆทีก็จะบ่นว่าอาหารที่ลั่วปิงเหอทำไม่อร่อยบ้าง หรือหาเรื่องชวนทะเลาะกับหลิ่วชิงเกอบ้าง แล้วคอยไปรายงานตัวกับเยวี่ยชิงหยวนเป็นระยะ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่เขาตั้งไว้ว่า ‘กินฟรีอยู่ฟรี รอวันตาย พักผ่อนในบั้นปลายของชีวิต’ อย่างสมบูรณ์แบบ

จนกระทั่งถึงงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตเอ้อระเหยเกินไป จนเกือบลืมจุดไคลแมกซ์ใหญ่จุดแรกของนิยายเรื่องนี้ไปเสียสนิท

ลั่วปิงเหอที่มาพร้อมดัชนีทองคำก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่งหญิงงามเพียบพร้อมเป็นภรรยาและเป็นก้าวแรงของการสร้างเส้นทางที่นับแต่นี้ไม่อาจกลับตัวได้อีก…ทว่าเสิ่นชิงชิวกลับลืมไปเสียได้!

ด้วยเหตุนี้ตอนได้รับเทียบเชิญเคลือบทอง เสิ่นชิงชิวเลยอึ้งไปพักหนึ่ง

งานชุมนุมเซียนเป็นจุดไคลแมกซ์ใหญ่จุดแรกของ ‘เทพมารอหังการ’ ขณะเดียวกันก็เป็นจุดพลิกผันของนิยายอีกด้วย

งานชุมนุมเซียนจัดขึ้นทุกสี่ปี เพื่อคัดเลือกผู้กล้าหน้าใหม่ และเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจาย

การจัดงานแต่ละครั้งจะมีรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเห็นของบรรดาเจ้าสำนักของสำนักใหญ่ที่ได้ร่วมหารือกัน แต่แน่นอนว่าต้องมีป้ายทะเบียนทองจัดอันดับผู้มีความสามารถอยู่ด้วยทุกครั้ง

ไม่ว่าจะมาจากสำนักใหญ่ หรือเป็นจอมยุทธ์พเนจร ขอเพียงท่านแสดงผลงานได้ดีก็สามารถปรากฏชื่ออยู่บนป้ายทะเบียนทองได้ มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า

ก่อนหน้านี้ ‘เทพมารอหังการ’ ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่พอใส่ฉากงานชุมนุมเซียนเข้ามา จำนวนรีวิว ยอดคอมเมนต์ ยอดกดฟอลโลว์ ยอดกดให้ทิปก็พุ่งกระฉูดเลยทีเดียว

สาเหตุที่ดังขึ้นมาไม่เพียงเพราะไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีละทิ้งศีลธรรมจรรยาของมันซึ่งเดิมก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไรอยู่แล้วจนหมดสิ้น บรรยายถึงพระเอกผู้เก่งกาจที่มีสาวงามมากหน้าหลายตาดาหน้าเข้าหา ฉากเลิฟซีนที่ทำให้หน้าแดงใจเต้นจนเกือบโดนแบบอีกหลายฉาก และยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสิ่นชิงชิวติดนิยายเรื่องนี้อย่างงอมแงม

นั่นก็คือระบบปีศาจ!

ในฐานะที่เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเป็นนักเขียนที่ไม่เคยแม้แต่จะทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกวิชาเซียน สับสนปนเประหว่างคำว่าจู้จีกับหยวนอิงก็บ่อย แต่กลับถูกคนเอาประเด็นนี้มาด่าน้อยมาก เพราะนั่นไม่ใช่จุดขายของนิยายเขา

‘เทพมารอหังการ’ เทียบกับนิยายแนวผู้ฝึกวิชาเซียนเรื่องอื่นๆแล้ว สู้เรียกว่าเป็นนิยาย ‘แนวปราบปีศาจ’ ไปเลยจะดีกว่า สัดส่วนของการ ‘ปราบ’ นั้นบดขยี้สัดส่วนของ ‘การฝึกวิชาเซียน’ จนแทบไม่เหลือ ถ้าบอกว่าเป็นนิยายแนนผู้ฝึกวิชาเซียน มันก็คือนิยายกากๆเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าบอกว่าเป็นคู่มือปราบปีศาจที่มีภาพประกอบกลับจะน่าสนใจกว่ามาก

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ในไม่ช้าเสิ่นชิงชิวกำลังจะได้เจอกับภูตผีปีศาจโหดเหี้ยมอำมหิตสารพัดรูปแบบสารพัดชนิดที่บรรยายไว้ในนิยายแล้ว

และที่สำคัญกว่าคือ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาที่เขาต้องผลักลั่วปิงเหอซึ่งถูกเปิดเผยตัวตนอันแท้จริงว่าเป็นทายาทของเผ่ามารตกลงไปในห้วงอเวจีด้วยมือของตัวเองโยไม่ปรานี

กงล้อแห่งโชคชะตา(ความดราม่า) กำลังจะเริ่มแล้ว…

เสิ่นชิงชิวเงียบอยู่นาน จึงค่อยโยนเทียบเชิญใส่หมิงฟาน บอกให้เขาเอาไปเก็บ

ลั่วปิงเหอได้รับการสั่งสอนจากมารฝันทุกวัน ทำให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก สามารถดูแลรับผิดชอบงานด้วยตัวเองได้แล้ว เสิ่นชิงชิวปลื้มจนยกงานจุกจิกประจำวันภายในสำนักชางฉยงซานให้เขาไปจัดการเสียเลย พอเขาโตขึ้นมาอีกนิด ภารกิจอย่างลงเขาปราบมาร บำบัดทุกข์บำรุงสุขปวงประชาอะไรเหล่านั้นก็โยนให้เขาเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เขามาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ข้างตัวทุกวันนั่นเอง

แม้เขาจะคอยปรนนิบัติรับใช้เสิ่นชิงชิวให้สุขสบาย แต่ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้โตมาผิดที่ผิดทางหรืออย่างไร ถึงได้เกาะตนติดหนึบเป็นตังเมเกินไปหน่อย

เสิ่นชิงชิวเคยลองถามตัวเองอยู่บ่อยๆ หรือจะเป็นเพราะตนเอ็นดูเขามากไปสมควรต้องทำให้ตัวเองดูแย่ลงเสียหน่อยแล้ว เพื่อยืนยันกับระบบว่าเขาเป็นฝ่ายตัวโกงนะ ไม่อย่างนั้น ขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป พอถึงเวลา ตนคงทำใจฟาดลั่วปิงเหอให้ตกลงไปในห้วงอเวจีไม่ได้แน่

กระนั้นพูดก็ส่วนพูด หลังจากถามตัวเองเสร็จ พอเจอหน้าลั่วปิงเหอทีไร เห็นหน้าซื่อๆไม่มีพิษมีภัย เห็นร่างที่อดทนหนักเอาเบาสู้ เสิ่นชิงชิวก็มักชมเขาไปก่อนแล้วตามความเคยชิน

“คัดลอกคัมภีร์เสร็จแล้ว” / “ช่วยเหลือคนกลับมาแล้ว” / “หาของเจอแล้ว” / “ทำกับข้าวเสร็จแล้วหรือ” / “อืม ทำได้ไม่เลวเลย”

ชมเสร็จก็ลืมความตั้งใจเดิมของตนไปหมดสิ้นว่าจะทำอะไร…

หมิงฟานเก็บเทียบเชิญไปแล้ว ลอบสังเกตเห็นสีหน้าของซือจุนดูไม่ค่อยดีนัก นึกขึ้นได้ว่าหลังจากเจ้าเด็กหน้าเหม็นลั่วปิงเหอผู้นั้นลงเขาไป ซือจุนก็บ่นรังเกียจอาหารของห้องครัว หลายวันมานี้กินอะไรก็ไม่อร่อย จึงถามขึ้นว่า “ซือจุนขอรับ อยากให้ศิษย์ไปเตรียมโจ๊กให้หรือไม่”

เสิ่นชิงชิวไม่นึกอยากอาหารจึงโบกมือ “ไม่ต้อง เจ้าไปเถอะ”

หมิงฟานไม่กล้าพูดมากจากไปแต่โดยดี เขาน้ำตาตกอยู่ในใจ สองสามปีมานี่เจ้าเด็กน้อยลั่วปิงเหอกลายเป็นแก้วตาดวงใจของซือจุนไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้ากลับไม่มีปัญญาทำให้ซือจุนกินโจ๊กได้สักคำ

แต่เขาไม่เคยนึกสงสัยเลยสักนิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันน่าจะอยู่ที่ฝีมือการทำอาหารไหม

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด มีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้อีกครั้ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “มิใช่บอกว่าไม่ต้องแล้วหรอกหรือ”

“ศิษย์รอนแรมเป็นพันลี้เร่งเดินทางกลับมาจากต่างแดน ซือจุนยังไม่ทันแม้แต่จะมองหน้าด้วยซ้ำก็ปฏิเสธไม่ยอมให้พบแล้วหรือขอรับ”

เสียงนี้สดใสนุ่มนวล ในน้ำเสียงหยอกล้อยังแฝงความน้อยอกน้อยใจไว้นิดๆ

พอเสิ่นชิงชิวได้ฟังก็เกือบพลัดตกจากเก้าอี้ร่วงลงมาที่พื้น เขาหันขวับ หนุ่มน้อยวัยสิบเจ็บตัวสูงตรงเป็นสง่า สวมชุดขาวทั้งตัว มุมปากยกโค้งขึ้นยิ้มน้อยๆ มองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย

กระบี่ยาวที่ลั่วปิงเหอสะพายอยู่บนหลังคือกระบี่เจิ้นหยาง(แสงตะวันยามเที่ยง) ที่เขาดึงได้จากวั่นเจี้ยนเฟิง ชื่อของกระบี่ช่างสมกับบุคลิกของลั่วปิงเหอในเวลานี้อย่างมาก ตัวกระบี่เรืองแสงเจิดจ้า แต่ถึงแม้จะเป็นกระบี่ชั้นยอด และตอนที่มันถูกลั่วปิงเหอชักออกมาจากผนังศิลาจะทำให้เหล่าศิษย์ร่วมสำนักทุกคนพร้อมใจกันโห่ร้องชมเชยเป็นเสียงเดียว ทว่าหากเปรียบกับกระบี่เล่มนั้นซึ่งเป็นกระบี่ที่แท้จริงของลั่วปิงเหอ กลับห่างคนละชั้น

เสิ่นชิงชิวตั้งสติ “คราวนี้ทำไมกลับมาเร็วขนาดนี้เล่า”

ลั่วปิงเหอนั่งลงข้างกายเขา รินน้ำชาลงถ้วยอย่างตั้งใจ แล้วผลักไปที่ข้างมือของเสิ่นชิงชิว “ภัยพิบัติหนนี้มิใช่เรื่องตึงมืออะไร อีกทั้งคิดถึงอยากเจอหน้าซือจุนเร็วๆ จึงเร่งเดินทางกลับมาโดยไม่หยุดพักเลยขอรับ”

คำพูดนี้ฟังกะล่อนอยู่บ้าง แต่ในฐานะที่ลั่วปิงเหอเป็นพระเอก แน่นอนว่าย่อมมีสกิลในการกล่าวคำพูดกะล่อนให้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นจริงใจที่สุดอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นชิงชิว…พอใจมาก

เสิ่นชิงชิวยกถ้วยชาขึ้นจิบ นี่คือยอดชาหอมเสวี่ยซานที่เขาตอดเอามาจากยอดฉยงติ่งเฟิง เสียดายที่เขาดื่มแล้วแยกแยะรสชาติไม่ออกอยู่ดี เขากล่าวต่อ “งานชุมนุมเซียนกำลังจะเริ่มแล้ว”

ลั่วปิงเหอรู้เรื่องนี้มาก่อน จึงถามว่า “ต้องการให้ศิษย์ร่างรายชื่อของศิษย์ชิงจิ้งเฟิงที่จะเข้าร่วมงานมาให้ซือจุนผ่านตาก่อนหรือไม่ขอรับ”

หลายปีมานี้เรื่องจิปาถะไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เสิ่นชิงชิวล้วนโยนให้ลั่วปิงเหอรับไปจัดการทั้งหมด ในเมื่อลั่วปิงเหอเวลานี้ฉลาดเฉลียวอยู่ในโอวาทและใช้สอยง่าย ทำงานก็ทำด้วยความตั้งอกตั้งใจละเอียดรอบคอบ เขาเลยนึกหาเหตุผลไม่ออกว่าทำไมจะต้องฝืนไปทำเอง และก่อนหน้าที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้าย ถึงอย่างไรลั่วปิงเหอก็ต้องเอามาให้เขาผ่านตารอบหนึ่งก่อนอยู่แล้ว เพื่อดูว่ามีตรงไหนต้องแก้ไขหรือไม่

เสิ่นชิงชิวมักแอบคิดอยู่ตลอดว่าความจริงแล้วนายไม่ต้องเอามาให้ฉันตรวจเลยยังได้ จริงๆนะ เพราะความสามารถในการจัดการของนายดีกว่าฉันเยอะเลย!

เสิ่นชิงชิวกล่าว “พอร่างรายชื่อเสร็จก็เอาไปให้ศิษย์พี่เจ้าสำนักดูได้เลย”

ลั่วปิงเหอพยักหน้า ยังคำทำท่าเหมือนอยากพูดต่อ แต่แล้วกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป

วันนี้เสิ่นชิงชิวดูจะใส่ใจตนเป็นพิเศษ เขายิ้มอย่างอดไม่ได้ “ซือจุนทำไมจ้องหน้าข้าตลอดเลยเล่าขอรับ หรือว่าที่ศิษย์ลงเขาไปหลายวันคราวนี้ ซือจุนก็คิดถึงศิษย์เหมือนกัน”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าเลี้ยงเจ้ามา จะดูหน้าเจ้าไม่ได้หรือ”

ลั่วปิงเหอหัวเราะดีใจ “ได้อยู่แล้วซิขอรับ ซือจุนมองแล้วสบายตาไหมขอรับ”

เสิ่นชิงชิวโคลงศีรษะพลางยิ้ม นึกหาถ้อยคำเหมาะมากล่าว “ปิงเหอ”

ลั่วปิงเหอรู้สึกได้เช่นกันว่าเสิ่นชิงชิวเหมือนมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขาจึงปรับสีหน้าให้เรียบร้อยโดยพลัน “ขอรับ”

เสิ่นชิงชิวมองตาเขา “เจ้าอยากแข็งแกร่งใช่หรือไม่ แข็งแกร่งอย่างไม่มีใดเปรียบ แข็งแกร่งถึงขั้นใต้หล้าไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเจ้า”

คำถามนี้ลั่วปิงเหอมีคำตอบอยู่ในใจก่อนหน้านี้นานแล้ว

เขานั่งตัวตรง ตอบทันทีอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยว่า “ขอรับ”

เห็นเขาตอบอย่างแน่วแน่เช่นนี้ เสิ่นชิงชิวก็แอบโล่งใจ ถามต่อว่า “ก่อนจะถึงตอนนั้น หากว่าเจ้าต้องทุกข์ทนสาหัส เผชิญกับความยากลำบากนับไม่ถ้วน กายใจจวนเจียนแหลกสลาย เจ้ายังอยากเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดอยู่หรือไม่”

ลั่วปิงเหอกล่าวช้าๆ “ทุกข์ยากลำบากเพียงใดปิงเหอหากลัวไม่ ขอเพียงสามารถแข็งแกร่งขนาดปกป้องคนและสิ่งที่สำคัญได้เป็นพอ”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังคำตอบนี้ ในใจก็สงบลงได้บ้างในที่สุด

ใช่แล้ว ลั่วปิงเหอเอ๊ย เพื่อปกป้องสาวงามราวกับหยกสามพันคนในฮาเร็มที่เจ้าจะได้ซ้ายโอบขวาประคองในวันหน้า เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นมาถึงจะใช้ได้!

แม้ในใจยังคงไม่ยินยอม แต่เมื่อนึกถึงว่าในฐานะพระเอก ลั่วปิงเหอต้องเผชิญกับขั้นตอนการฉีกรังไหม เพื่อให้กลายเป็นผีเสื้ออยู่ดี เสิ่นชิงชิวเลยปรับเปลี่ยนความคิดตัวเองแทน

ถึงเขาจะล้างสมองตัวเองจนเชี่ยวแล้ว แต่ไม่ว่าจะล้างมากี่ครั้งก็ยังทำใจให้สดชื่นไม่ค่อยได้อยู่ดี

สามวันต่อมา รายชื่อศิษย์ทั้งสิบสองยอดเขาของชางฉยงซานที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมจัดทำเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เตรียมตบเท้ากันไปเข้าร่วมงาน

สถานที่ที่ใช้จัดงานชุมนุมเซียนครั้งนี้ ชัยภูมิค่อนข้างสลับซับซ้อน อยู่ในเทือกเขาที่ทอดตัวยาวเหยียด ภูมิประเทศสูงๆต่ำๆ มีชื่อว่า ‘หุบเขาทางตัน’

ผู้มีชื่อเสียงแล้วช่อมรักษาสถานะตัวเองด้วยการไม่ไปแข่งขันชิงความเป็นหนึ่งกับบรรดาผู้เยาว์รุ่นหลังในงานชุมนุมเซียน เพราะไม่มีความจำเป็น ทั้งยังไม่คู่ควรจะเปลืองตัวด้วย ดังนั้นเจ้ายอดเขาทั้งสิบสองคนรวมทั้งอาจารย์ลุงอาจารย์อาทุกท่านจึงไม่ลงชื่อเข้าแข่งขัน

ด้วยเพราะชางฉยงซานได้โควตาในการส่งศิษย์เข้าร่วมชิงชัยค่อนข้างมาก แน่นอนว่าส่งคนเข้าร่วมยิ่งเยอะยิ่งดี หลังจากเตรียมตัวครบครัน ในที่สุดขบวนที่จะเดินทางไปยังหุบเขาทางตันก็โอ่อ่าอลังการด้วยจำนวนผู้คนรวมแล้วร้อยกว่า

จำนวนคนมากขนาดนี้ หากท่องกระบี่เหินเวหาจะเด่นสะดุดตารบกวนผู้คนมากเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางด้วยรถม้า

นิยายแนวผู้ฝึกวิชาเซียน แต่ดันนั่งรถม้ากันตลอด! นี่เป็นไอเดียของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีที่เสิ่นชิงชิวไม่เคยสามารถทำความเข้าใจได้มาแต่ไหนแต่ไร เพราะด่ามาตลอดสามปีจนไม่มีอะไรจะด่า งวดนี้เขาเลยตายด้านไปแล้ว

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: