Scumbag System 20

0 Comments

ตอนที่ 20

เสียงกรีดร้องและเสียงขอความช่วยเหลือดังระงมมาจากจอผลึกแก้วไม่หยุด มีศิษย์ที่ตายคาที่ไปแล้ว และศิษย์ที่ยังต่อสู้ในสภาพโชกเลือด แววตาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง “เพราะอะไร ทำไมที่นี่ถึงมี…มันไม่ควรมีซิ…”

“ใครก็ได้ช่วยด้วย อาจารย์ช่วยด้วย ศิษย์พี่ช่วย…”

ทันใดนั้นเสียงคำรามแหบห้าวดังขึ้นจากจอผลึกแก้วจอหนึ่ง และเสียงเหยี่ยวภูตหวีดร้องยาวอย่างเจ็บปวด ต่อมาภาพก็ดำมืดไปแถบหนึ่ง

ทุกคนพากันตะลึงลาน “เกิดอะไรขึ้น”

เสียงคำรามแหบห้าวเมื่อครู่คือเหยี่ยวกระดูกแห่งภพมารนั่นเอง มันเป็นอสูรกายบินได้ที่โหดร้ายกระหายเลือดประเภทหนึ่ง เหยี่ยวภูตตัวนี้น่ากลัวว่าจะถูกพวกเหยี่ยวกระดูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆแล้ว ผลึกแก้วจึงได้พังเสียหายไปด้วย

ที่ว่ายในน้ำ ที่เดินบนบก ที่บินบนฟ้า…สิ่งมีชีวิตจากภพมารที่ดุร้ายเหล่านี้ ไม่มีทางเป็นสิ่งที่จัดไว้สำหรับการแข่งขันแน่นอน

ต่อให้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว แต่พอได้เห็นฉากอันวุ่นวายโกลาหลในสเกลอภิมหาใหญ่ยักษ์ระดับนี้เกิดขึ้นตรงหน้า เสิ่นชิงชิวก็ยังคงหนังหัวชาดิก ปลายนิ้วเย็นเฉียบ เมื่อพบว่าเอาเข้าจริง เขาไม่อาจมองว่ามันเป็นแค่ฉากไคลแมกซ์ฉากหนึ่งที่สมจริงอย่างมากตามในนิยายต้นฉบับบรรยายได้เลย

นอกหุบเขาทางตัน สภาพบนอัฒจันทร์สูงราวกับหม้อระเบิด นักพรตอารามเทียนอี กล่าวเสียงเครียด “เกิดอะไรขึ้น ปีศาจที่คัดเลือกและเอาไปใส่ไว้ในงานชุมนุมเซียนล้วนถูกกำหนดและคัดเลือกมาอย่างเคร่งครัด ไฉนสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในภพมารอย่างนางมารเกศาพยาบาทถึงหลุดเข้ามาได้!”

ศิษย์ของวังฮ่วนฮวาตายไปแล้วหลายคน กงจู่เฒ่าลุกขึ้นเดี๋ยวนั้น “เปิดเขตอาคม!”

เขตอาคมขนาดยักษ์ที่แผ่คลุมหุบเขาทางตัน เป็นสิ่งที่หลวงจีนเกือบร้อยรูปของวัดเจาหัวรับหน้าที่ร่ายอาคมยันเอาไว้ เจ้าอาวาสวัดเจ้าหัวเตรียมใช้วิชาส่งเสียงพันลี้สั่งการบรรดาหลวงจีนให้เอาเขตอาคมออกเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ว่าใครก็นึกไม่ถึงว่าเยวี่ยชิงหยวนจะกล่าวปุบปับ “เปิดไม่ได้!”

กงจู่เฒ่าตะลึง “เจ้าสำนักเยวี่ยพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

ในหุบเขาทางตันมีศิษย์ของชางฉยงซานที่มาร่วมงานชุมนุมอยู่เกินร้อย เยวี่ยชิงหยวนกลับห้ามไม่ให้เปิดเขตอาคม เพื่อปล่อยให้ศิษย์ที่อยู่ข้างในหนีออกมา ย่อมต้องมีเหตุผลไม่ธรรมดาแน่

เสิ่นชิงชิวปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก่อน ตอบแทนเยวี่ยชิงหยวนว่า “หากยกเขตอาคมออก พวกศิษย์หนีออกมาได้ก็จริง แต่ปีศาจที่เดิมถูกขังอยู่ในนั้นก็จะออกมาเพ่นพ่านไปทั่ว ในรัศมีไม่กี่ลี้นอกสถานที่แห่งนี้มีหมู่บ้านคนอยู่ ถึงเวลานั้นสถานการณ์จะยิ่งวิกฤติขึ้นไปอีก พวกศิษย์ที่ติดอยู่ข้างในอย่างน้อยก็ยังมีความสามารถต่อกรอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพลังทิพย์เหล่านั้น…”

เมื่ออธิบายให้ฟังแล้วผู้อาวุโสทุกท่านที่อยู่บนอัฒจันทร์ซึ่งล้วนมีชื่อเสียงก็พากันอ้ำอึ้งพูดไม่ออก เงียบกริบกันไปหมด ในเวลาเช่นนี้ต่อให้ท่านมีความสามารถมีฤทธิ์เดชปานใด จะพลังฝึกปรือระดับจินตานหรือหยวนอิงก็ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้

นักพรตท่านหนึ่งกล่าวอย่างทำอะไรไม่ถูก “ไม่อาจเปิดเขตอาคมปล่อยพวกเขาออกมา เช่นนั้น…สมควรทำอย่างไรดี”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “ออกมาไม่ได้ เช่นนั้นก็ได้แต่เข้าไปแล้ว”

ฝ่ายชางฉยงซานทุกคน เพียงสบตากันก็เข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ย เยวี่ยชิงหยวนกดเสียงต่ำ “สหายพรตทุกท่าน เรื่องในวันนี้จะต้องมีผู้จงใจคิดยืมมือเผ่ามารกวาดล้างผู้ฝึกวิชาเซียนหน้าใหม่ซึ่งจะเป็นเสาหลักในวันหน้าในคราวเดียวเป็นแน่ แผนในยามนี้คือพวกเราได้แต่ปล่อยให้เขตอาคมคงอยู่ต่อไป มีสหายพรตท่านใดคิดเข้าไปในหุบเขากับชางฉยงซาน เพื่อกำจัดปีศาจช่วยชีวิตเหล่าศิษย์หรือไม่”

จะกวาดล้างเส้นทางสายโลหิต กำจัดปีศาจที่อยู่ข้างใจให้สิ้นซากไม่เพียงต้องการพลังฝีมือ แต่ยังต้องการความกล้าหาญด้วย

กงจู่เฒ่าตอบรับทันที “นี่เป็นหน้าที่ของวังฮ่วนฮวาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

งานชุมนุมคราวนี้วังฮ่วนฮวาส่งคนเข้าร่วมมากที่สุด อีกทั้งทุ่มเงินไปมากที่สุด ย่อมเป็นฝ่ายที่ไม่อาจแบกรับความเสียหายมากกว่าใครเพื่อน เมื่อมีคนนำ คนอื่นก็ลุกขึ้นตามติดทันที ทยอยกันขันอาสาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีคนส่วนน้อยที่มีใจขลาดเขลาอยู่บ้างในคราแรก ยามนี้ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว

ศิษย์รักผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นของพวกเราล้วนอยู่ในนั้นนะ!

เสิ่นชิงชิวก้าวออกเดิน เตรียมเข้าไปอาสาเป็นกองกำลังช่วยเหลือ หลิ่วชิงเกอขยับเอาปลอกกระบี่ขวางเสิ่นชิงชิวทันที

เสิ่นชิงชิวไม่พูดไม่จา เอาสองนิ้วคีบปลอกกระบี่ออกไป “เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

หลิ่วชิงเกอตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ “พิษของเจ้า”

เยวี่ยชิงหยวน “ถูกต้อง พิษไร้ยาถอนในกายเจ้ายังไม่หมด ความปลอกภัยของศิษย์ชิงจิ้งเฟิงให้เป็นหน้าที่พวกเราเถอะ”

หากเข้าไปในหุบเขาทางตันแล้วพิษเกิดกำเริบขึ้นมา ปราณทิพย์ติดขัดระหว่างที่ถูกปีศาจรุมล้อมเช่นนั้นล่ะก็ จะเรียกฟ้า ฟ้าไม่ขาน เรียกดิน ดินไม่ตอบเป็นแน่

เสิ่นชิงชิวส่ายหน้า “มีอย่างที่ไหน ศิษย์ตกที่นั่งลำบาก อาจารย์กลับหลบมานั่งสบายอยู่บนแท่นสูง หากไม่อาจปกป้องศิษย์ของตัวเองได้ ตำแหน่งเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงของข้าก็ไม่ต้องเป็นมันแล้ว”

อีกทั้งเขายังเป็นคนสำคัญที่จะต้องกระตุกปมสำคัญของพล็อตเรื่องด้วย หากเขาไม่เข้าฉาก เรื่องมันก็ไปต่อไม่ได้นะ

ติ๊ง! ระบบแจ้งข้อความ

[จากการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก ทำให้บทตัวโกงมีมิติมากขึ้น ค่า B บวกเพิ่ม 30 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวนึกกลอกตาในใจ นี่ถือเป็นการยื่นขนมหวานให้ก่อนเอามีดแทงกันรึเปล่าฟะ

พวกเยวี่ยชิงหยวนคัดค้านไม่เป็นผล ได้แต่กล่าวอย่างจำใจ “เช่นนั้นเจ้าต้องระวังให้มาก หากไม่อาจรับมือ ให้รีบเรียกพวกเราไปช่วยทันที”

สำหรับระดับความสามารถในการรับมือกับปีศาจของตนเอง เสิ่นชิงชิวกลับไม่ได้มองในแง่ร้ายเท่าพวกเขา นอกเหนือจากความเชื่อมั่นที่มีต่อพลังฝึกปรือและพลังทิพย์ของตัวเองแล้ว ยังเป็นเพราะความสนใจของเขาที่มีต่อบรรดาปีศาจใน ‘เทพมารอหังการ’ นั้น มีมากกว่าความสนใจที่มีต่อบรรดาน้องๆหนูๆเสียอีก เขาอาจจำไม่ได้ว่า นางเอกคนไหนกันแน่ที่เวลาถูกรังแกจะชอบควงลั่วปิงเหอไปดูดาวที่ไหนสักแหน่ง หรือบางทีอาจจำชื่อไม่ถูก แต่คุณลักษณะและจุดอ่อนของปีศาจทุกตัว เขาเป๊ะ!

นอกจากรู้เนื้อเรื่องเป็นอย่างดี หากจะหาสิ่งที่เรียกว่าดัชนีทองคำในตัวเขาล่ะก็คงมีแต่ประเด็นนี้เท่านั้น

ในหุบเขาทางตัน ลั่วปิงเหอกำลังปลอบศิษย์น้องหญิงชายที่ขวัญกระเจิงเหล่านี้อยู่ ในเวลาเช่นนี้ ห้ามอยู่แยกกันคนละทิศละทางเด็ดขาด หากเจอปีศาจตัวใหม่ หรือวิ่งเตลิดหลงหายไป สถานการณ์จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

ลมราตรีพัดแรง เสียงโหยหวนครวญครางที่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงคนหรือปีศาจดังมาจากสี่ทิศแปดทาง พวกที่ขวัญก่อนหน่อยกอดกันร้องไห้ไปนานแล้ว ฉินหว่านเยวียหน้าซีดเผือด แต่พอเห็นลั่วปิงเหอยืนพิงต้นไม้ กอดกระบี่เจิ้งหยางในอ้อมแขน ดูสงบนิ่งแต่ไม่ละซึ่งความระแวดระวัง คอยสกัดทุกสิ่งทุกอย่างที่บุกเข้ามาจากความมืด ความรู้สึกหวานล้ำก็แทรกเข้ามารำไรในช่วงเวลาที่อับจนหนทาง

หากเสิ่นชิงชิวอยู่ตรงนี้ด้วย เขาจะต้องตื่นเต้นเป็นที่สุด ต่อมเผือกร้อนฉ่า น้องสาว เธอตกหลุมรักเขาเข้าแล้วล่ะ!

เวลานี้เองอยู่ๆ พุ่มไม้ทางนั้นเกิดเสียงสวบสาบแว่วมา ลั่วปิงเหอจ้องเขม็ง พลังทิพย์แล่นมารวมตัวกันที่ฝ่ามือ เตรียมพร้อมเปิดศึก

เสียงเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ดังขึ้นเรื่อยๆ และเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ใจของทุกคนเตลิดขึ้นมาอยู่ที่คอหอย อาจเป็นเพราะกลัวจนถึงขีดสุด จึงไม่มีใครร้องออกมาก่อน

ทันใดนั้นมีเสียงตึงเหมือนมีคนล้มลงกับพื้น จากนั้นรูปทรงกลมของอะไรบางอย่างก็กลิ้งขลุกๆออกมาจากพุ่มไม้

ศีรษะคน

ศีรษะที่สองตาปิดสนิทมีเลือดอาบทั่วหน้า ผมเผ้ากระเซิงเหมือนรังนก ภาพนี้เดิมทีก็น่ากลัวอยู่ แต่ในเวลานี้กะโหลกคนตายที่ไม่มีพลังสังหารยังดีกว่าปีศาจกินคนมากนัก ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

ฉินหว่านเยวียกล่าวเสียงสั่น “นี่…นี่…นี่เป็นศิษย์พี่สำนักใด มีใครรู้จักบ้าง”

ศิษย์จากแต่ละสำนักทยอยกันเข้าไปดูใกล้ๆขึ้นอีกหน่อย ต่างผ่อนลมหายใจโล่งอก “ไม่ใช่คนของสำนักข้า”

“ไม่เคยเห็น”

ลั่วปิงเหอมองฝ่าความมืดไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป ในเมื่อหัวอยู่ตรงนี้ ร่างก็น่าจะอยู่แถวนี้นี่แหละ มิสู้ไปดูชุดที่สวมว่าเป็นของสำนักไหน เขาเพิ่มพลังทิพย์ที่ฝ่ามือ เดินเข้าไปในความมืด

จริงดังคาด มีศพแข็งทื่อศพหนึ่งนอนอยู่ด้านหลังพุ่มไม้ เสื้อคลุมนักพรตสีฟ้า น่าจะเป็นศิษย์ของอารามเทียนอี ลั่วปิงเหอมองชายเสื้อของเขาก็ถอนใจ ศิษย์แรกเข้าสำนักเช่นนี้ เดิมทีคงเข้าร่วมงานชุมนุมเพียงเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ มิคาดกลับต้องประสบเคราะห์กรรมเข้าอย่างเหนือความคาดหมาย เอาชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่

เขามองเลยขึ้นไป กลับต้องตะลึงค้าง

ที่คอของศพนี้ ยังมีศีรษะติดอยู่!

เช่นนั้นศีรษะเมื่อครู่มาจากไหน

ตัวลั่วปิงเหอยังไม่ทันหันกลับมา เจิ้งหยาวลอยออกจากฝักเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้า เขาร้องตะโกนลั่น “ออกมาให้พ้นศีรษะนั่น!”

ไม่ทันขาดคำ ศีรษะที่เดิมทีอยู่แน่นิ่งกับพื้น ลืมตาสองข้างขึ้นฉับพลัน!

มันถลึงตาใส่ทุกคน ใต้ลำคอจู่ๆมีขาแปดข้างซึ่งงอกมาจากตรงจุดไหนก็สุดจะกล่าว ขาเรียวยาว ลำขาเป็นท่อนๆเต็มไปด้วยหนามแหลมเหมือนขาแมงมุม จากนั้นกระโจนพรวดขึ้นทันที!

คนที่อยู่ใกล้มันที่สุดหลบไม่ทัน ถูกมันกระโจนขึ้นหัว เขาแหกปากร้องลั่น แทงกระบี่ออกสะเปะสะปะ คนอื่นรีบหลบกันจ้าละหวั่น ลั่วปิงเหอไม่กล้าบุ่มบ่ามแทงกระบี่ใส่ เพราะหากแทงไม่โดนเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นแต่ไปโดนศีรษะของคนผู้นั้นแทน ผลลัพธ์จะยิ่งเลวร้ายกว่าที่คิด ของที่น่ากลัวขนาดนี้คลานไปคลานมาบนหัว ทำเอาหวาดกลัวใจแทบขาด คนผู้นั้นอับจนหนทาง วกกระบี่หมายแทงเข้าไปด้านบนศีรษะตัวเอง แต่ยังไม่ทันยกมือ ขาแมงมุมผอมยาวทั้งแปดก็หาตำแหน่งได้ แทงเข้าไปในขมับเขาอย่างแม่นยำ

คนผู้นั้นตัวแข็งทื่อในฉับพลัน กระทั่งลิ้นก็เหมือนจะพันกัน ร้องยังร้องไม่ออก ขาที่อยู่ใต้ลำคอของแมงมุมหัวคนแทงเข้าไปลึกยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นร่างก็กระตุกสั่นไปทั้งตัว ในชั่วอึดใจขาทั้งแปดก็ชัก ทิ้งโพรงใหญ่โชกเลือดไว้บนขมับของคนผู้นั้น ด้านในของกะโหลกศีรษะเหมือนถูกสูบจนหมดเกลี้ยง ไม่มีอะไรเหลือ

นี่เป็นภาพสยดสยองอย่างถึงที่สุด แม้แต่ลั่วปิงเหอยังทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง อสูรกายที่เหมือนแมงมุมหัวคนตัวนั้นสูบกินสมองอิ่มแล้วก็คลานไปคลานมาบนซากศพ ในปากหวีดเสียงร้องแหลม ฟังคล้ายเสียงเด็กร้องไห้

เวลานี้เองธนูแสงซึ่งก่อตัวจากปราณทิพย์สายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแทงทะลุปากที่กำลังหวีดร้องยาวของมันจนเป็นโพรงอย่างแม่นยำ

ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันและสายตางุนงงของทุกคน เสิ่นชิงชิวเอามือลูบหูที่ปวดเพราะเจอเสียงร้องของมันเข้าไป จากนั้นสะบัดแขนเสื้ออย่างใจเย็น คลี่พัดด้ามจิ้วกล่าวเสียงเบาว่า “หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”

ออกโรงฉากนี้ มาแบบเงี๊ยบเงียบจริงๆนะนี่!

“ซือจุน!”

พอเห็นเสิ่นชิงชิว ลั่วปิงเหอก็ดีใจมากกว่าตกใจ

นับจากเกิดเหตุวุ่นวาย เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าเสิ่นชิงชิวไม่มีทางวางใจ จะต้องเข้าหุบเขามาช่วยพวกตนด้วยตัวเองแน่

เสิ่นชิงชิวยืนสบายๆ มองดูบรรดาศิษย์ที่ล้อมวงเข้ามา “มีใครบาดเจ็บหรือไม่”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “นอกจากศิษย์น้องสองสามคนที่…ตรงริมน้ำและศิษย์น้องที่ถูกสูบสมองจนตาย เท่าที่เห็นตอนนี้ไม่มีใครบาดเจ็บอะไรอีกขอรับ”

เสิ่นชิงชิวเอ่ยต่อ “ลำบากเจ้าแล้ว”

ลั่วปิงเหอยิ้มน้อยๆ ดวงตาเป็นประกาย “ศิษย์ทำตามหน้าที่ขอรับ”

เสิ่นชิงชิวเห็นฉินหว่านเยวียตาแดงก่ำก็นึกในใจ นายยังมายิ้มอยู่อีก รู้รึเปล่าว่าเมียตัวเองตายไปคนนึงแล้ว!

พวกศิษย์เห็นผู้อาวุโสยอดฝีมือปรากฏตัวมาช่วย แต่ละคนราวกับเห็นแม่มา ขาดแต่ยังไม่ได้เข้ามากอดขาเขาร้องไห้เท่านั้น เสิ่นชิงชิวกล่าว “พวกเจ้าไม่ต้องตกใจกลัวไป เหล่าเจ้าสำนักด้านนอกรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในนี้แล้ว และผู้อาวุโสกลุ่มใหญ่ได้เข้าเขตอาคมมาให้ความช่วยเหลือแล้วเช่นกัน พวกเจ้าดูแลตัวเองให้ดี อีกไม่นานก็จะฝ่าวงล้อมออกไปได้”

ประโยกนี้ของเขาดุจดั่งยาทิพย์บำรุงใจ ช่วยเรียกขวัญที่กระเจิดกระเจิงของหนุ่มน้อยสาวน้อยได้เป็นอย่างดี ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนขอรับ เมื่อครู่มันคือสิ่งใดกัน”

หากถามเรื่องปีศาจใน ‘เทพมารอหังการ’ นับว่าถามถูกคนแล้วจริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวคล้ายกำลังจาระไนสมบัติในบ้านตัวเอง “ไม่แปลกหรอกที่พวกเจ้าไม่เคยเห็น เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าแมงมุมหัวผี นิสัยโหดเหี้ยม หน้าตาอัปลักษณ์ดุร้าย สามารทำเสียงเด็กร้องไห้เพื่อล่อเหยื่อให้เข้ามาใกล้ พอเหยื่อเข้ามาใกล้ แผ่นดูดที่อยู่ใต้หัวมันก็จะยึดเข้ากับกระหม่อมของเหยื่ออย่างเหนียวแน่น ขาทั้งแปดแหลมคมสุดจะเปรียบ สามารถเจาะไชหัวกะโหลกแล้วสูบเอาสมองของเหยื่อ”

ลั่วปิงเหอได้ฟังเขาสาธยายอย่างละเอียดก็ทั้งนึกเลื่อมใสและประหลาดใจ “ในโลกนี้กลับมีสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายถึงปานนี้ ศิษย์ช่างโง่เขลาและหูตาคับแคบโดยแท้”

นับจากลั่วปิงเหอคำนับมารฝันเป็นอาจารย์ วิชาคาถาและวิชากระบี่ที่เสิ่นชิงชิวสามารถชี้แนะลั่วปิงเหอได้ก็น้อยลงไปทุกที ไม่ง่ายนักที่จะมีโอกาสวางมาดอาจารย์ต่อหน้าลูกศิษย์ เสิ่นชิงชิวแอบลิงโลดในใจ รู้สึกราวกับได้รัศมีของอาจารย์ที่หายไปกลับคืนมา

“แมงมุมหัวผีเป็นสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในเผ่ามาร ไม่อาจปรับตัวเข้ากับดินน้ำของภพมนุษย์ ไม่มีใครเห็นมันมานานมากแล้ว เอกสารหรือคัมภีร์โบราณจึงบันทึกเอาไว้น้อยนัก หากเจ้าเห็นมันอีก จำไว้ว่าให้ตีที่ขมับมันเลย แมงมุมตัวเมื่อครู่เป็นตัวผู้ ดีที่ไม่ไปเจอเอาแมงมุมตัวเมียเข้า ไม่เช่นนั้นแล้วจะน่ากลัวกว่านี้…”

คนทั้งสองเพิ่งจะคุยกันได้ไม่ทันไรก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นมาจากใบไม้เหนือศีรษะของทุกคน

หัวจำนวนมากห้อยอยู่กับใยแมงมุมสีขาว ทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้

เสิ่นชิงชิวหน้าเปลี่ยนสี

เสียงของแมงมุมหัวผีจะดึงดูดพวกเดียวกันให้มารุมเหยื่อ!

เขาตวัดพัดด้ามจิ้วในมือ โบกพัดเรียกลมสลาตันสายหนึ่ง เพียงชั่วแล่นก็ตัดใยแมงมุมขาดไปหลายสิบเส้น พวกแมงมุมหัวผีร่วงตกลงพื้นดังตุบตับดั่งผลไม้สุกหล่นจากต้น เสิ่นชิงชิวตะโกน “ไป!”

ลั่วปิงเหอตอบรับอย่างรวดเร็ว ฉวยโอกาสที่พวกแมงมุมหัวผีกำลังมึนจากการตกลงมาพาทุกคนวิ่งหนี สองศิษย์อาจารย์คนหนึ่งวิ่งนำหน้าอีกคนหนึ่งปิดท้าย ตรงกลางคือขบวนผู้คนที่วิ่งกันอุ้ยอ้าย ขณะที่หัวท้ายกลับลงมือสังหารกันเลือดสาด พวกแมงมุมหัวผีเคลื่อนไหวว่องไว กระโดดได้ไกล แต่พอกระโจนขึ้นกลางอากาศก็จะถูกพลังทิพย์ของคนทั้งสองสลับกันจู่โจมจนพรุน

พอรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร ลั่วปิงเหอก็ประหนึ่งมีเทพเจ้าช่วยเหลือ แทบจะหลับตาฟาดคราวละสองตัวขึ้นไปก็ยังได้ เหนือศีรษะของทุกคนมีโลหิตสาดกระจายราวกับสายฝน เสียงหวีดร้องโหยหวนดังระงม

ถึงจะเป็นเช่นนี้ แต่พวกมันมีมากเกินไป ทั้งไม่สามารถป้องกันได้หวาดไหว ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังกังวลว่าไอ้พิษระยำตำบอนนั่นจะกำเริบขึ้นมาเมื่อใดก็ไม่รู้ พลังทิพย์ของเขาพลันสะดุดกึก มือที่ฟาดออกไปตีอากาศวืด

ไรวะ พูดถึงก็มาเลยเหรอ!

เสิ่นชิงชิวรีบเปลี่ยนจากพลังทิพย์เป็นพลังกายโจมตีแทน พลิกมือใช้สันพัดฟาดขวางแมงมุมหัวปีศาจที่พุ่งเข้ามาตัวนั้นขาดเป็นสองท่อน

ลั่วปิงเหอสังเกตสถานการณ์ฝั่งของเสิ่นชิงชิวอยู่ตลอด เห็นผิดปกติก็ร้องถาม “ซือจุน?”

เสิ่นชิงชิวรีบกล่าว “ไม่มีอะไร เจ้าคอยระวังตัวเองไว้”

ดีที่พวกเขาถูกเสิ่นชิงชิวพาเข้ามาในพื้นที่พิเศษแห่งหนึ่งแล้ว พวกแมงมุมหัวผีคล้ายเจอปราการไร้รูปเข้า ไม่กล้ารุกคืบบินเข้ามา ซ้ำยังหวีดเสียงร้องโหยหวน ถอดกรูดเข้าพุ่มไม้ต้นไม้หายวับไป

เสิ่นชิงชิวผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

ฉินหว่านเยวียหอบหายใจพลางถามด้วยความฉงน “ผู้อาวุโสเสิ่นไฉนพอเข้ามาในนี้ ปีศาจพวกนั้นจึงไม่กล้าตามเข้ามาเล่าเจ้าคะ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ ในหุบเขาทางตันมีดอกไม้มหัศจรรย์อะไรงอกอยู่”

อันที่จริงตัวเขาเองก็ลืมไปแล้วเช่นกัน

ขอโทษทีที่เขาจำชื่อดอกไม้นั่นไม่ได้เลยจริงๆ!

ลั่วปิงเหออุตส่าห์ช่วยนึกให้อย่างมีน้ำใจ สักพักก็เอ่ยชื่อดอกไม้ออกมา “บัวหิมะพิสุทธิ์พันใบ!”

เสิ่นชิงชิวรู้ในที่สุดว่าทำไมตนถึงจำชื่อดอกไม้นี่ไม่ได้เลย

ไม่ ‘อะไรสักอย่างหิมะๆ’ ก็ ‘บัวๆอะไรสักอย่าง’ ดอกไม้มหัศจรรย์ที่ตั้งชื่อแนวนี้มีมากมายเสียจนเอาคำว่าเต็มท้องถนนมาบรรยายยังไม่ได้เลย จำได้ก็บ้าแล้ว!

เสิ่นชิงชิว “…ถูกต้อง เป็นบัวหิมะพิสุทธิ์พันใบ ดอกไม้นี้งอกอยู่ในส่วนลึกของหุบเขาทางตันมาเป็นเวลาพันปีแล้ว ปราณทิพย์ไม่ธรรมดาจึงเป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ บริเวณโดยรอบจึงกลายเป็นปราการที่สามารถขับไล่ปีศาจไปในทันที ดังนั้นขอเพียงอยู่ในเขรปราการของมัน จะไม่โดนพวกปีศาจมารุกรานเลย”

ลั่วปิงเหอรีบซักถามทันควัน “ศัตรูทางธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ปีศาจหรือขอรับ”

เขาตั้งอกตั้งใจฟังมาตลอด เสิ่นชิงชิวเห็นในแววตาของเขาราวกับมีกองไฟลุกโชน เรืองประกายแปลกๆวูบหนึ่งก็นึกฉงน “ใช้แล้ว”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “เช่นนั้นบัวหิมะพิสุทธิ์พันใบนี้สามารถขับพิษของเผ่ามารได้หรือไม่ขอรับ”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: