Scumbag System 37

0 Comments

ตอนที่ 37

ยังจะมาอีก

เสิ่นชิงชิวสะบัด 3 ครั้งถึงสะบัดหลุด เขาฝ่าฝูงคนวิ่งต่อไปข้างหน้า ครั้งแรกเป็นเด็ก ครั้งต่อมาเป็นวัยรุ่น ขืนมาอีกทีคงเป็นเวอร์ชั่นวัยหนุ่มเต็มตัว เขาเป็นได้ยันไม่อยู่จริงๆแน่

แต่ถนนสายนี้ช่างยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เดินไม่จบไม่สิ้นเสียที แผงลอยที่เรียงรายสองข้างทาง หลังจากเด็กไร้หน้าที่กำลังเล่นซน และพวกเด็กผู้หญิงสวมหน้ากากผีออกมาเป็นครั้งที่ 2 ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็มั่นใจ ถนนในห้วงฝันสายนี้วนเวียนเป็นลูป เดินหน้าไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถผ่านไปได้!

ในเมื่อเดินหน้าไม่ได้ เช่นนั้นก็หาหนทางอื่น เสิ่นชิงชิวมองซ้ายมองขวาก็หลบฉากไปอยู่หน้าร้านสุราแห่งหนึ่ง

หน้าร้านสุราซึ่งประตูใหญ่ปิดสนิทแขวนโคมแดงใบใหญ่ ส่องแสงสีแดงสวยงาม เสิ่นชิงชิงผลักประตูเปิดออกแล้วก้าวเข้าไป บานประตูไม้หุบปิดตามหลังเองทันที

ภายในห้องมืดทึบ แถมยังมีลมเย็นๆลอดผ่านเสียงซู่ซ่า ไม่เหมือนอยู่ในร้านสุรา แต่เหมือนเข้ามาในถ้ำ

เสิ่นชิงชิวกลับไม่แปลกใจ ในห้วงฝันไม่อาจใช้สามัญสำนักทั่วไปมาประเมินได้ หลังบานประตูแต่ละบาน จะนำไปสถานที่ใดล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

เวลานี้ข้างหูพลันมีเสียงแปลกๆดังขึ้น

เสียงนั้นคล้ายคนกำลังจะตายเพราะถูกแทงเข้าที่ปอด หอบหายใจด้วยความลำบากอย่างสุดจะเปรียบ เจ็บปวดทรมานอย่างถึงที่สุด

ทั้งดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่คนเดียว

เสิ่นชิงชิวดีดนิ้วทีหนึ่ง ปลายนิ้วพลันบังเกิดเปลวไฟขึ้น จากนั้นยิงเข้าใส่ที่มาของเสียงนั้น

ทันทีที่แสงไฟจับให้เห็นภาพตรงนั้นโดยไม่มีตกหล่น รูม่านตาของเขาก็หดเหลือเป็นขีดบางๆโดยพลัน

หลิ่วชิงเกอกำลังกุมกระบี่เฉิงหลวนอยู่ในมือ แต่กลับหันปลายกระบี่เข้าแทงทรวงอกตนเอง

ร่างเขาเปราะไปด้วยเลือดแดงฉานน่าสยดสยอง บาดแผลไม่ได้มีแค่ที่เดียว ดูเหมือนว่าจะแทงตัวเองไปไม่รู้กี่กระบี่แล้ว ที่มุมปากมีเลือดไหลพลั่กๆ แต่สีหน้ากลับดูเกรี้ยวกราดดุดัน เห็นชัดว่าไม่มีสติรู้คิดเป็นของตัวเอง เหมือนถูกธาตุไฟเข้าแทรก

ภายใต้แสงไฟสลัวมัว ภาพนี้ดูน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด เสิ่นชิงชิวถึงกับลืมตัวไปชั่วขณะว่ากำลังอยู่ในห้วงฝัน โผเข้าไปยึดเฉิงหลวนเอาไว้ แต่กระบี่เล่มนั้นเสียบเข้าไปในอกของหลิ่วชิงเกอแล้ว แค่เสิ่นชิงชิวแตะเบาๆเลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาเดี๋ยวนั้น เห็นแต่สีแดงอยู่ตรงหน้า เสิ่นชิงชิวได้สติขึ้นมาเล็กน้อย ถอยหลังออกมา 2 ก้าว กลับชนเอาคนผู้หนึ่งเข้า

เขาหันกลับไปทันที เยวี่ยชิงหยวนกำลังยืนก้มหน้า สบตากับเขา

ถึงสบตากับเขา แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเคว้งคว้างไร้แวว จากลำคอลงมาจนถึงหน้าอก แขนขาทั้ง 4 ช่องท้อง อัดแน่นไปด้วยลูกธนูสีดำมะเมื่อมเบียดกันแน่น

หมื่นศรเสียบทะลุร่าง!

เสิ่นชิงชิวกระจ่างแจ้งทันทีว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร

มันคือสภาพการตายของพวกเขา!

สภาพการตายที่เดิมทีควรเกิดจากน้ำมือของเขาเอง

เสิ่นชิงชิวทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาขอไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนไร้หน้าข้างนอก ยังดีกว่าต้องเห็นภาพเหล่านี้

เขาถอยกลับไปยังปากทางที่เข้ามา กลับแตะโดนประตูบานนั้นเข้าจริงๆ เสิ่นชิงชิงราวกับได้รับนิรโทษกรรม เขาถีบประตูพุ่งออกไปข้างนอกทันที คราวนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว วิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไปในสภาพล้มลุกคลุกคลานแทบไม่เหลือสารรูป ‘คน’ ทั้งหมดบนถนนจับจ้องเขาอย่างเงียบเชียบ ขณะกำลังวิ่งอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ศีรษะของเสิ่นชิงชิวก็ชนเข้ากับแผ่นอกของคนผู้หนึ่ง

คนผู้นี้ยกมือโอบเขาไว้เต็มอ้อมแขนทันที

อีกฝ่ายสูงกว่าเขาเล็กน้อย ร่างสูงเหยียดตรงเป็นสง่า เสื้อคลุมสีดำราวกับหมึก เปิดให้เห็นเพียงลำคอสีขาวผุดผาก มองเลยขึ้นไป เป็นใบหน้าที่บดบังไว้ด้วยหน้ากากผีที่ดูดุร้าย

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะพูดอะไร เสียงทุ้มเจือแววหัวเราะของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น

“ซือจุน ระวังหน่อยซิขอรับ”

ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้ากาก ก็รู้ได้เลยว่าใบหน้าเบื้องหลังหน้ากากคือใคร

เสิ่นชิงชิวดิ้นทันที เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้ใช้กำลังควบคุมเขาเต็มแรง ทำให้หลุดออกมาได้ไม่ลำบาก เขาถอยหลังกรูด จนออกมาอยู่ห่างในระยะที่ปลอดภัย จึงค่อยทรงตัวนิ่ง

เสิ่นชิงชิวถาม “เมืองนี้เป็นเจ้าสร้างขึ้นมาหรือ”

ลั่วปิงเหอถอดหน้ากากออกช้าๆ ทำหน้าราวกับเสียดายที่ไม่อาจเล่นเกมผีไล่จับคนต่อได้ “ถูกต้อง ซือจุนเห็นว่าเป็นอย่างไร”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้าช้าๆ “สมกับที่เป็นศิษย์สืบทอดวิชาของมารฝันโดยแท้”

แดนมายาที่สามารถสร้างออกมาได้อย่างพิถีพิถันถึงเพียงนี้ เปรียบกับเมืองที่มารฝันสร้างขึ้นเพื่อกักขังพวกเขาในครั้งนั้นแล้ว เกรงว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

มิหนำซ้ำยังสามารถจับจุดที่เป็นความหวาดกลัวของเขาได้อย่างแม่นยำ

อารมณ์ของลั่วปิงเหอที่ตอนแรกเหมือนจะดีอยู่ พอได้ฟังประโยคนี้เข้า รอยยิ้มมุมปากก็หายไปทันที “ข้าหาใช่ศิษย์ของมารฝัน”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้ามิได้กราบเขาเป็นอาจารย์แล้วหรอกหรือ”

หลังจากข่มอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ลั่วปิงเหอตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะหงุดหงิด “ข้าไม่เคยกราบ”

ก็ได้ ไม่เคยก็ไม่เคยซิ เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องเซ้าซี้ให้มากความ

ลั่วปิงเหอเอ่ยว่า “ซือจุน หากท่านเต็มใจกลับมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าอะไรล้วนพูดกันได้”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “นี่จะนับว่าเป็นการลงโทษสถานเบาหรือ”

ลั่วปิงเหอเอ่ยว่า “ตราบใดที่ข้าไม่เอากู่โลหิตออกจากกายท่านไม่ว่าท่านจะหนีไปที่ใดก็เปล่าประโยชน์”

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “อ้อ เช่นนั้นหรือ” เขาหัวเราะ กล่าวเสริมว่า “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่มาจับข้าด้วยตัวเองเล่า”

ลั่วปิงเหอตัวแข็งค้าง ประกายไฟในดวงตาลุกวาบ

เสิ่นชิงชิวเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็นึกรู้ในใจทันที เขากล่าวอย่างไม่รีบร้อน “กระบี่ของเจ้าเล่า เกิดปัญหาขึ้นหรือ”

สวรรค์ช่วยตูแล้ว

หลังจากลั่วปิงเหอตกลงไปในห้วงอเวจี ได้พบกับกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งในท้องของสัตว์ประหลาดยักษ์บรรพกาลซึ่งนักหลอมกระบี่ของเผ่ามารทุ่มเทแรงกายแรงใจหลอมออกมา

กระบี่เล่มนี้มีชื่อว่า ซินหมัว (จิตมาร)

ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นของอันตรายขนาดไหนใช่ไหม

แต่มันก็เป็นเรื่องจำเป็น ยิ่งเป็นอาวุธวิเศษที่มีความแข็งแกร่งก็ยิ่งควบคุมยาก นับจากอดีตจวบจนปัจจุบัน ซินหมัวเปลี่ยนเจ้าของมานับร้อย นายของมันแต่ละคนไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์หรืออัจฉริยะของแต่ละเผ่าพันธุ์ แม้จะเป็นเช่นนี้สุดท้ายกลับหนีไม่พ้นชะตากรรมต้องตายใต้คมดาบตนเอง

กระบี่ซินหมัวจะย้อนมากลืนกินผู้เป็นเจ้าของ หากสามารถทำให้มันยอมสบยอยู่ใต้อำนาจ มันก็จะเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในมือ แต่หากวันใดไม่สามารถควบคุมปราณอำมหิตของมัน คุณก็จะเป็นเหมือน ‘แกะบูชายัญ’ ที่เอาไว้สังเวยกระบี่นั่นเอง

ในนิยายดั้งเดิม หลังจากลั่วปิงเหอเข้าสู่อาณาจักรภพมาร เกิดอาการจิตใจปั่นป่วน เกือบจะเกิดเหตุการณ์ถูกย้อนกลืนกิน ต่อมาเพราะต้องแก้ปัญหานี้เลยแตกพล็อตย่อยที่มีความยาวประมาณ 500 บท รับสาวๆเข้าฮาเร็มมาอีกไม่ 8 ก็ 9 คน

แต่ตอนนี้ลำดับเนื้อเรื่องสับสนมั่วซั่วไปหมด ฉากการย้อนกลืนกินเลยเกิดขึ้นเร็วก่อนกำหนดซินะ

การย้อนกลืนกินของกระบี่ซินหมัวนั้นไม่ใช่เรื่องสนุก มิน่าล่ะเขาถึงไม่ได้ตามมา เพราะต้องรีบปิดด่านรักษาตัว เลยตามมาจับตนกลับไปด้วยตัวเองไม่ได้น่ะเอง

ทันใดนั้นลั่วปิงเหอก็กระชากไหล่เขาอย่างแรก

แควก

อีกแล้ว!

สีหน้าลั่วปิงเหอใกล้จะดำเป็นก้นหม้ออยู่แล้ว เขากล่าวทีละคำราวกับต้องออกแรงเค้นกว่าจะลอดไรฟันออกมาได้ “ต่อให้ในตอนนี้ข้ามาด้วยตัวเองไม่ได้ ซือจุนก็อย่างได้ดีใจไป”

งั้นนายก็อย่าฉีกเสื้อผ้าฉันซิ เสิ่นชิงชิวจับเศษผ้าที่เหลืออยู่บนร่างไว้แน่น กล่าวเคืองๆ “เจ้าจะทำอะไร วิธีสบประมาทคนของเจ้ามีแต่กระบวนท่านี้หรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “เห็นชัดว่าเป็นซือจุนที่สบประมาทข้าก่อน”

ระบบ [ค่าความฟิน เพิ่มขึ้น 50 คะแนน]

นี่ก็เอามาบวกเพิ่มได้ด้วย โรคจิต! ทำไมถึงรู้สึกว่ามันแหม่งๆล่ะ

ลั่วปิงเหอออกแรง เสื้อขาวก็หลุดเป็นชิ้นๆ ปลิวไปกับสายลม เท่านั้นยังไม่หนำใจ ถึงกับปรี่เข้ามาอีกครั้ง

เสิ่นชิงชิงมองแววตาของเขาก็รู้สึกว่าจะไม่จบง่ายๆ แม่เขาจะไม่รู้มาก่อนว่าลั่วปิงเหอมีนิสัยฉีกทึ้งเสื้อผ้าเวลาโกรธ แต่ก็ไม่สามารถงอมืองอเท้ารอความตายได้ ยันกลับไปกลับมาอย่างฉับไวอยู่ 10 กว่ากระบวนท่า ชัดเจนว่าลั่วปิงเหอเป็นฝ่ายเหนือกว่า แต่กลับโรมรันพันตูกับเขาอย่างอดทนใจเย็นเหมือนแมวหยอกหนูก็ไม่ผิด

เสิ่นชิงชิวนับว่าเคลื่อนไหวเร็วพอสมควร แต่ในสายตาของลั่วปิงเหอกลับช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ ครั้นเสิ่นชิงชิวเล็งแล้วซัดฝ่ามือออกไป ฝ่ายนั้นเบี่ยงนิดเดียวก็หลบได้แล้วสบาย แถมยังซัดกลับเสียหน่อยพอเป็นพิธีอย่างกับกลัวจะเสียมารยาท

ส่วนไอ้เจ้าระบบที่แสนจะกวนโอ๊ยก็คอยแจ้งอัปเดตค่าความฟินของพระเอกที่เพิ่มขึ้นมาให้ไม่หยุด ค่าเดี๋ยวก็ 20…30…50 ไม่เท่ากัน ราวกับเสียงปีศาจไชกะโหลก โต้กันไปโต้กันมาไม่กี่ทีก็ถึงตาเสิ่นชิงชิวหน้าดำแล้ว

นี่เขาเรียกต่อยตีที่ไหนกัน หยอกเล่นซิไม่ว่า การต่อสู้มันต้องมีเป้าหมายที่จะน็อกอีกฝ่ายให้คว่ำไม่ใช่เรอะ

นี่มันใช่การต่อสู้ไหม กระทั่งป้อนกระบวนท่ายังไม่ใช่ด้วยซ้ำ นี่เขาเรียกหมาหยอกไก่ชัดๆ

มัวคิดเช่นนี้ เสิ่นชิงชิวเลยไม่ทันระวัง ใช้แรงเกินไปทำให้หัวคะมำไปทางลั่วปิงเหอ

ลั่วปิงเหอกลับไม่เบี่ยงตัวหลบ ปล่อยให้เสิ่นชิงชิวพุ่งโครมเข้ามาในอ้อมกอด เสิ่นชิงชิวได้ยินเขากล่าวด้วยเสียงเจือหัวเราะเหมือนอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา “กระบวนท่านี้ซือจุนเคยสอนข้าด้วยตัวเองนี่นา แรงที่ใช้ต้องคำนวณให้ดี ช่วงล่างต้องมั่นคง ไฉนกลับลืมเสียเองแล้ว”

ยามนี้มีตัววิ่ง 7 สีขึ้นมาเต็มสมองเสิ่นชิงชิว ‘เดรัจฉานน้อย’

ที่สุดจะเจ็บไข่คือเขาเคยสอนกระบวนท่านี้ให้ลั่วปิงเหอจริงๆนั่นแหละ

ตอนนั้นลั่วปิงเหอเพิ่งย้ายออกจากห้องเก็บฟืนได้ไม่นาน แม้จะอาศัยว่ามีสติปัญญาสูงล้ำ ฝึกวิชามั่วเอาเองจนพอมีกระบวนท่าไว้ต่อยตีได้ชุดหนึ่ง แต่นอกจากท่าฟันแทงที่ศิษย์ระดับแรกเข้าสำนักคนอื่นล้วนใช้เป็นแล้ว กระบวนท่าอื่นๆนอกนั้นก็ไม่ได้เรื่อง

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาฝึกวิชากระบี่ วิชาฝ่ามือ วิชาท่องเท้าแล้วต้องกุมขมับอยู่นาน ลั่วปิงเหอรอรับการประเมินด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ด้านข้าง

เสิ่นชิงชิวไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา ครึ่งค่อนวันถึงค่อยหาคำพูดออกมาได้ “พลิกแพลงค่อนข้างฉับไว”

เพื่อแก้ไขกระบวนท่าที่สุดจะทนดูได้ของลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวกล่าวได้ว่าทุ่มเทด้วยความเหนื่อยยาก ชี้แนะเขาด้วยตนเองทุกวัน แต่ไม่รู้เพราะอะไรด้วยระดับสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ของลั่วปิงเหอ ที่ควรชี้แนะนิดเดียวก็ฉลุย ไม่ต้องให้ตนพูด 2 รอบด้วยซ้ำ แต่พอเอาจริงเข้าท่าทางของเขากลับแก้ไม่หาย ตั้งอกตั้งใจสอนขนาดไหน พอหันหลังก็ลืมมักใช้แรงมากเกินไป พุ่งตัวเข้าชนอ้อมอกของเสิ่นชิงชิวไม่รู้กี่ครั้ง จนเสิ่นชิงชิวโกรธขึ้นมาในที่สุด

ตกลงแล้วเป็นการจงใจของเจ้าใช่หรือไม่

เขาอดไม่อยู่ตบท้ายทอยลั่วปิงเหอไปทีหนึ่งอย่างไม่เบาไม่หนัก ดุว่า “นี่คือวิธีต้านรับศัตรูของเจ้าหรือ นี่มันเป็นการโผเข้ากอดต่างหาก”

ลั่วปิงเหอที่หน้าแดงก่ำจึงได้ตั้งใจฝึกอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่กล้าทำผิดพลาดตามใจชอบอีก

แต่มาวันนี้กลับให้ลั่วปิงเหอเป็นฝ่ายชี้แนะท่าที่ไม่ถูกต้องของเขาเสียแล้ว

นี่มันโลกบ้าอะไรกัน!

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนในฐานะที่เป็นอาจารย์ถูกท้าทาย แต่ยังไม่ทันโต้กลับ มือของลั่วปิงเหอกลับลูปไปตามแนวกระดูกสันหลังของเขา ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง

เสิ่นชิงชิวกัดฟันกรอด “ลั่วปิงเหอ!”

ระบบ [ค่าความฟินเพิ่มขึ้น 100 คะแนน! ขอแสดงความยินดีด้วย!]

แสดงความยินดีพ่องซิ!

ลั่วปิงเหอฉีกกระชากเสื้อขาวออกไปอีกแถบหนึ่ง “ข้าเห็นอาจารย์สวมเสื้อตัวนี้แล้วรู้สึกขัดหูขัดตา ยังคงฉีกออกให้หมดดีกว่า”

นี่หมายความว่าจะไม่เลิกฉีกจนกว่าจะเปิดหมดไม่เหลืองั้นเหรอ

เสิ่นชิงชิวกล่าว “หากเจ้าเกลียดข้าก็อย่าไปลงกับเสื้อตัวนี้เลย อีกอย่างนี่มันเป็นเสื้อของกงอี๋เซียวเขา”

ลั่วปิงเหอหน้าอึมครึมลงไปทันที “เป็นซือจุนต่างหากที่เกลียดข้า เสื้อตัวเดียวก็ต้องเลือกที่รักมักที่ชัง”

อะไรกัน ทำไมผู้ชายตัวโต 2 คน จะต้องมายืนเถียงกันด้วยเรื่องเสื้อตัวเดียวอย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางสายตามุงดูด้วยล่ะ ลั่วปิงเหอ ที่แท้นายเป็นพวกอารมณ์อ่อนไหวรึไง

แล้วฉันก็พับเสื้อไว้ให้นายอย่างดีเลยนะ นายจะเอายังไงอีก หรือจะต้องให้ฉันเอาไปซักด้วยตัวเองให้สะอาดก่อนส่งคืนนายรึไง

แววตาของเสิ่นชิงชิวผกผันไปมาอย่างยากจะคาดเดา ลั่วปิงเหอเห็นดังนั้นก็กล่าว “ซือจุนกำลังคิดอะไรอยู่”

เขากล่าวต่ออย่างเย็นชา “หากคิดถึงกงอี๋เซียว ข้าก็ขอแนะนะซือจุนด้วยความเคารพว่าไม่ต้องไปคิดถึงเขาแล้ว”

เสิ่นชิงชิวได้ยินดังนั้นก็นึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถามเสียงต่ำ “…เกิดอะไรขึ้นกับกงอี๋เซียว”

ว่ากันตามหลักแล้ว กงอี๋เซียวถูกเนรเทศไปเฝ้าชายแดนอย่างไร้อนาคต น่าจะเป็นเรื่องหลังจากลั่วปิงเหอมีอะไรกับกงจู่น้อยแล้วซิ

แต่เนื้อเรื่องตอนนี้สับสนเละเทะชนิดที่แม้แต่เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีที่คลอดเรื่องนี้มาด้วยตัวเองก็จับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะฉะนั้นย่อมมีความเป็นไปได้ว่าอะไรๆก็เกิดขึ้นก่อนกำหนดได้

แต่ไม่ทันที่ลั่วปิงเหอจะได้ตอบ อยู่ๆคนไร้หน้าที่อยู่ข้างกายเสิ่นชิงชิวก็พากันกระสับกระส่ายขึ้นมา

ช่วงแรกพวกเขาเพียงแต่ยืนมุงดูอย่างทื่อมะลื่อ เงอะงะเหมือนท่อนไม้ หรือทำงานในมือของตนไป แต่ตอนนี้ค่อยๆล้อมวงเข้ามา เสิ่นชิงชิวถูกบีบอยู่ตรงกลาง ไม่อาจฟาดพวกเขาออกไปได้ เมื่อมองไปที่ลั่วปิงเหออีกครั้งกลับเห็นเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด มือข้างหนึ่งบีบขมับ ไม่ว่างมาสนใจตน คล้ายกับว่ากำลังอดทนต่อบางสิ่งบางอย่างที่รุกล้ำเข้ามาในสมอง

เสิ่นชิงชิวลองย้อนนึกดู เป็นไปได้อย่างมากว่ากระบี่ซินหมัวฉวยโอกาสย้อนกลืนกิน พยายามจะรบกวนสติรู้คิดของลั่วปิงเหอ เลยทำให้เขาไม่มีกำลังเหลือพอจะรักษาเขตอาคมต่อไปได้อีก ห้วงฝันจึงเริ่มปั่นป่วนแล้ว

ไม่หนีไปตอนนี้ จะไปตอนไหน

ตอนนี้ลั่วปิงเหอไม่อาจแบ่งสมาธิมาจัดการกับเขา เช่นนั้นขอเพียงผ่านห้วงมายานี้อีกรอบ สะกดความกลัวที่แฝงเร้นในใจ ก็จะสามารถทำลายเขตอาคมที่เริ่มจะพังทลายแห่งนี้ลงได้

เสิ่นชิงชิวนึกจะไปก็ไปทันที

ลั่วปิงเหอกำลังปวดศีรษะจนหัวแทบแตกแต่ไม่อาจกระดิกกระเดี้ย ตะโกนว่า “ท่านกล้าไปก็ลองดู”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: