Home Novel Novel Action Scumbag System 38

Scumbag System 38

ตอนที่ 38

เสิ่นชิงชิวเดินต่อไปอีก 10 กว่าก้าว แล้วค่อยหันมาถาม “แล้วจะทำอะไรหรือ”

ลั่วปิงเหอดูท่ากำลังจะกระอักเลือดออกมาอยู่รอมร่อ เขาเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ “คอยดูเถอะ!”

เสิ่นชิงชิวมองตรงไม่วอกแวก หน้าเชิดหยิ่ง “แล้วพบกันใหม่”

นายบอกให้รอ ฉันก็รอรึ ฉันไม่ใช่ไอ้ทึ่มนะเฟ้ย!

เสิ่นชิงชิวเล็งร้านข้างๆอีกร้านไว้ จากนั้นถีบประตูกระโดดเข้าไป

ไม่ว่าที่ออกมาคราวนี้จะเป็นตัวอะไร เสิ่นชิงชิวก็สามารถรับมือได้อย่างสงบแน่นอน

อย่างน้อยก็ดีกว่าเจอกับลั่วปิงเหอมาก

เมื่อประตูปิด เสียงเอะอะอึกทึกจากโลกภายนอกก็ราวกับถูกตัดขาดเงียบสนิดไร้สรรพเสียงทันใด

เสิ่นชิงชิวกลั้นหายใจตั้งสมาธิ รอคอยเงียบเชียบ

ผ่านไปพักใหญ่ เหมือนมีใครจุดเทียนขึ้น ทัศนวิสัยค่อยๆกระจ่างชัด เสิ่นชิงชิวก้มหน้า สบตาเข้าอย่างจังกับใบหน้าที่ทั้งไม่คุ้นและเหมือนจะคุ้นๆ

ร่างเยาว์วัยอ่อนแอคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา

ร่างนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่าย คุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น ท่าทางสิ้นหวังอับจนหนทาง สองมือถูกมัดแน่นหนาด้วยเชือกเนื้อหยาบ ใบหน้าซีดขาวขัดกับนัยน์ตาทั้งสองข้างที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง

เสิ่นชิงชิวไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

นี่ไม่ใช่ความทรงจำของเขาอย่างแน่นอน แต่ใบหน้านี้ช่างเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน เพราะแต่ว่าใบหน้านี้ยังไม่ผ่านการขัดเกลาจากวันเวลาและการฝึกฝน มีความไร้เดียงสากว่ามาก

นี่คือเสิ่นชิงชิว แต่ก็ไม่ใช่เสิ่นชิงชิวเช่นกัน

หากจะพูดกันแบบชัดๆ นี่คือเสิ่นจิ่ว

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นจากไม้กระดาน

หลังจากตกใจตื่น เขามองไปรอบกายจึงพบว่าตนเองนอนอยู่ในบ้านร้างแห่งหนึ่ง ฟ้าสางแล้ว แสงสีขาวส่องลอดมาตามรอยแยกของหน้าต่างผุเก่า

นึกออกแล้ว เมื่อวานเขาเดินสะเปะสะปะอยู่ในงานแห่ ไม่นานนักก็หาบ้านเก่าที่ไม่มีคนอยู่เจอ ตั้งใจจะพักสักครู่ แต่ไม่นึกว่าจะเผลอหลับไปถึงได้ถูกลั่วปิงเหอจับตัวได้ในห้วงฝัน

นึกถึงภาพมายาก่อนที่ห้วงฝันจะแตกกระจายแล้วเสิ่นชิงชิวก็อดครุ่นคิดไม่ได้

แม้วิญญาณของตัวจริงกับตนจะเป็นของใครของมัน แต่อย่างไรเสียก็ใช้กายเนื้อของตัวจริง จะมากจะน้อยย่อมได้รับผลกระทบมาบ้าง ที่เขาเห็นเมื่อคืน น่าจะเป็นความทรงจำของเสิ่นจิ่วในวัยเยาว์นั่นเอง

แต่นี่นับว่าโกงแล้ว เพราะยามนี้เสิ่นชิงชิวไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความทรงจำในช่วงนั้นเลย ถึงได้หลุดพ้นจากห้วงฝันมาอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้ความพยายามสักนิด

ทว่าหลังจากย้อนนึกดูก็สงสัยขึ้นมาหน่อยๆ เสิ่นจิ่วในห้วงฝันถูกจับมัดอยู่ ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเสิ่นจิ่วที่เขาเห็นยังอยู่ในมือของพวกพ่อค้ามนุษย์ แต่ในห้องกลับมีผ้าปูเตียง และยังมีชั้นวางข้าวของมีค่า บนผนังก็แขวนภาพ ดูหรูหราพอตัว มองแล้วไม่เหมือนรังโจร เห็นชัดว่าเป็นห้องหนังสือของครอบครัวที่มีอันจะกินเลยทีเดียว

ดูท่าว่าตอนเสิ่นจิ่วอยู่ที่บ้านตระกูลชิว ไม่ได้รับความเอ็นดูเมตตาอย่างที่ชิวไห่ถังพูดไว้เลย

เสิ่นชิงชิวกระโดดผลุงลงจากเตียงไม้ที่ไม่มีฟูก ลูบคลำตามเนื้อตามตัวโดยสัญชาตญาณ เสื้อผ้านับว่ายังอยู่

ถึงเสื้อผ้าจะยังอยู่ครบถ้วนไม่มีเสียหาย ทว่ากลับรู้สึกกระวนกระวายเหมือนมันจะถูกฉีกทึ้งเมื่อไหร่ก็ได้

เดินๆอยู่ในเมืองได้ไม่กี่ก้าว เสิ่นชิงชิวก็พบว่าคนที่ได้รับคำสั่งให้มาจับกุมเขาได้ทะลักเข้าเมืองฮวาเยวี่ยแล้วไม่น้อย

แม้ว่าซิวซื่อจำนวนมากจะทำเนียนไม่สวมเครื่องแบบ ปลอมตัวเป็นคนธรรมดา แต่ที่นั่งกันอยู่ตามแผงข้างทาง แค่ลำพังท่าทางก็แตกต่างจากคนธรรมดาแล้ว เสิ่นชิงชิวเห็นว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้การ เขาจึงเสาะหามุมหนึ่ง เอาสีมาทาหน้าให้เหลืองๆ ติดหนวดเคราเพิ่มเข้าไปแบบส่งๆ เป็นอันว่าเรียบร้อย แล้วค่อยกลับไปเดินบนถนนต่อแบบชิลล์ๆ

เขาเงยหน้ามองฟ้า เมฆโปร่งซึ่งบางตาพอสมควรมีทีท่าจะสลายตัว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนเที่ยงวันนี้น่าจะเป็นจังหวะเหมาะสุด

พอเขาก้มหน้าอีกครั้ง ท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้า ร่างผอมสูงในชุดขาวหมดจดราวหิมะแวบผ่านไป ทั้งรวดเร็วและพลิ้วเบา หน้าตาหล่อเหลาเป็นสง่า

หลิ่วชิงเกอ!

คนที่จะสู้กับบอสไหวออกโรงแล้ว! เสิ่นชิงชิวตาเป็นประกาย หมายจะวิ่งตามไป แต่แล้วก็ได้ยินเสียงใสกำลังด่าคนดังมาจากร้านสุราแถวนั้น “ปากสกปรกของเจ้าพูดอะไรน่ะ”

เสียงนี้สดใสกังวาน ฟังคุ้นหูอย่างมาก เสิ่นชิงชิวอดหยุดเดินไม่ได้ สายตาถูกดึงดูดไว้ทันที เสียงฟาดโครมครามจนคนมองกันเป็นแถวดังตามมา

ขณะเดียวกันหญิงสาวอีกคนหนึ่งก็แค่นเสียงกล่าว “แล้วจะทำไม กล้าทำแต่ไม่อนุญาตให้คนอื่นว่ากล่าวหรือ นั่นซินะ ชางฉยงซานมีคนสารเลวเช่นเสิ่นชิงชิว ทั้งสำนักโดยเฉพาะชิงจิ้งเฟิงก็ต้องรีบเอาใบบัวมาปิดเช่นนี้แหละ เฮอะ แต่น่าเสียดาย เขาเป็นตัวอะไร คนทั่วหล้ามีข้อสรุปออกมาแล้ว เจ้าเข้าใจว่าปกปิดได้หรือ”

น้ำเสียงอาฆาตแค้นเต็มเปี่ยม หญิงสาวคนที่พูดก่อนสวนกลับทันที “ซือจุนไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นแน่นอน เจ้าหยุดใส่ความเขาได้แล้ว”

สาวน้อยที่ถึงตอนนี้ยังสามารถกล่าวแทนเขาได้อย่างนี้ไม่ใช่หนิงอิงอิงแล้วจะเป็นใคร

เสียงของหมิงฟานก็ดังขึ้นเช่นกัน “พวกเราเห็นแก่หน้าท่านกงจู่เฒ่าจึงได้รักษามารยาทต่อเจ้า เจ้าก็พูดจาให้มันเกรงอกเกรงใจกันบ้าง”

ถึงเสิ่นชิงชิวอยากไปตามหาหลิ่วชิงเกอ ซึ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญกว่า แต่มองเห็นบรรยากาศทางนี้ไม่ค่อยดี จึงลังเลเล็กน้อย อีกทั้งกลัวว่าศิษย์ชิงจิ้งเฟิงจะเสียเปรียบ จึงรั้งอยู่ก่อน หลบไปซ่อนตัวอยู่ด้านข้างเพื่อจับตาดูสักพัก

ชั้นล่างของร้านสุราแห่งนี้ เห็นชัดว่าแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งนำทีมโดยหนิงอิงอิงกับหมิงฟาน ด้านหลังคือศิษย์ชิงจิ้งเฟิงแต่บะคนสีหน้าเอาเรื่อง อีกฝ่ายหนึ่งคือกงจู่น้อยยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างหน้า ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ศิษย์วังฮ่วนฮวาที่อยู่เบื้องหลังชักอาวุธออกมาแล้ว แววตาขุนเคืองยิ่งกว่า

หญิงสาวสองคน คนหนึ่งงามน่ารัก คนหนึ่งสวยสะดุดตา ยืนประจันหน้ากัน ต่อให้ในอากาศเต็มไปด้วยประกายไฟแลบเปรี๊ยะๆ ก็ยังเป็นภาพที่น่ามองที่สุด

ปัญหาบ้านเล็กตีกันของลั่วปิงเหออีกแล้วซินะ ไม่ซะ แม้แต่ศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงก็มาแล้ว ซ้ำยังมาเจอะเอาวังฮ่วนฮวาเข้า นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าศัตรูพบกันบนทางแคบของจริง

เสิ่นชิงชิวกล้าฟันธงเลยว่า หากตอนนี้เขานิ่งดูดายเดินจากไป ชิงจิ้งเฟิงจะต้องเสียเปรียบแน่นอน พึงรู้ว่ากงจู่น้อยผู้นี้จองหองอวดดีขนาดว่าใต้หล้านี้นอกจากลั่วปิงเหอแล้วไม่มีใครที่นางไม่กล้าลงมือ ขอบทำร้ายผู้คนจนบาดเจ็บพิการเป็นกิจวัตร

กงจู่น้อยแค่นเสียง “ไม่ใช่คนแบบนั้นหรือ เช่นนั้นพวกเจ้าก็บอกมาซิ ทำไมเขาจะต้องหนีการจับกุมด้วย ไม่เพียงเท่านั้นนะ ยัง…ยัง…กล้าทำเรื่องแบบนั้นด้วย” พูดพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างชิงชัง ขอบตาแดงก่ำ

หนิงอิงอิงกล่าวแดกดัน “ซือจุนยังไม่ได้ถูกระบุโทษ จะนับว่าเป็นนักโทษหลบหนีได้อย่างไร นอกจากนี้ตกลงเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของผู้ใด ถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น พวกเราชางฉยงซานยังไม่ได้โทษวังฮ่วนฮวาของพวกเจ้าหูเบาขี้ระแวว ไม่รู้จักแยกแยะ ตั้งหน้าตั้งตาจะจับเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงของข้าไปเข้าคุกน้ำให้จงได้เลย ไม่เช่นนั้นแล้วเรื่องมันคงไม่วุ่นวายถึงขั้นนี้หรอก”

สาเหตุที่ตบตีกัน ไม่ใช่เพราะพระเอกแต่เป็นเขาหรือ

เสิ่นชิงชิวฝ่ามือชุ่มเหงื่อ นึกสงสัยว่า นี่เราสั่งสมบุญวาสนามาแต่ไหนนี่

แต่ขณะเดียวกันลางร้ายในใจเขากลับยิ่งหนาหนักขึ้น

ดูจากสภาพการณ์แล้ว หลังจากเขาหนีออกมา เกรงว่าวังฮ่วนฮวาจะเกิดเรื่องขึ้นกระมัง จะแค้นใหม่หนี้เก่า ตอนนี้มีอะไรก็เอาสุมบนหัวเขาหมดแล้ว

กงจู่น้อยเดือดขึ้นมาปุบปับ แต่พูดกันตามจริง เสิ่นชิงชิวคิดว่ายัยคนนี้ก็เดือนขึ้นมาปุบปับมันทั้งเรื่องแหละ “จากที่เจ้าพูดมา วังฮ่วนฮวาของข้าเป็นฝ่ายหาเรื่องใส่ตัวหรือ ได้ชางฉยงซานช่างวิเศษแท้ อวดเบ่งจองหองพองขน ไม่เพียงไม่สำนึกผิด ยังกล้าพาลพาโลใส่ผู้เป็นเจ้าทุกข์ อาศัยสันดานชั่วช้าเช่นนี้ของพวกเจ้า กลับยังมีหน้ามาวางโต ถือตนเป็นสำนักอันดับหนึ่งในหล้าหรือ น่าขันอะไรเช่นนี้”

หนิงอิงอิงเบ้ปาก “ก็ชางฉยงซานได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งในหล้าจริงๆนี่ เจ้าจะยอมรับก็ดี ไม่ยอมรับก็ช่าง ไม่สำคัญอะไรเลยสักนิด อีกอย่างใครกันแน่ที่มาวางโตใส่พวกข้าก่อน พวกข้าชิงจิ้งเฟิงนั่งกินในร้านนี้อยู่ดีๆ แต่เจ้ามาถึงก็ด่ากราด เดี๋ยวบอกให้พวกข้าชิงจิ้งเฟิงทุกคนคุกเข่าโขกศีรษะขอขมา เดี๋ยวบอกว่าจะเอาชางฉยงซานทั้งสำนักไปฝังให้ตายตาม ใครกันแน่ที่น่าขัน เมืองฮวาเยวี่ยหาใช่สวนดอกไม้หลังบ้านเจ้า หรือจะบอกว่าใต้หล้านี้ก็เป็นบ้านเจ้าอีกล่ะ”

นางกล่าวเสียงดังฟังชัด ทำเอาเสิ่นชิงชิวฟังจนอ้าปากค้าง ทำไมหนิงอิงอิงผู้สวยใสไร้สมองถึงมีปัญญาโต้กลับได้ขนาดนี้ แล้วทำไมกงจู่น้อยถึงได้เหมือนตัวอะไรที่ไม่จับขังให้ดี เห็นคนก็กัดล่ะ

หนิงอิงอิงกล่าวต่อ “ชิงจิ้งเฟิงของข้ารู้ธรรมเนียมเสมอมา ซือจุนอบรมพวกเรามาเป็นอย่างดี อย่าได้ถือสาทารกที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จึงได้ยอมอดทนกับเจ้ามาถึงป่านนี้ เจ้าด่าเสร็จแล้วใช่หรือไม่ ด่าเสร็จก็รีบไปเสีย อย่างได้รบกวนการกินของพวกเรา เห็นหน้าเจ้าแล้วพาให้กินไม่ลง” พูดเสร็จก็ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นสาดไปข้างๆเท่าของอีกฝ่าย

กงจู่น้อยหลบไม่ทัน น้ำชาจึงกระเซ็นใส่ชายกระโปรงนางสองสามหยด นางกรีดร้องเสียงแหลม “เจ้า…นางหญิงปากร้าย!”

คราวนี้หมิงฟานไม่อยู่เฉยแล้ว ปาตะเกียบ หัวเราะหยัน “เจ้าอย่าได้เข้าใจว่าเจ้าเป็นลูกสาวกงจู่เฒ่าแล้วเราจะกลัวเจ้าเล่า อย่างไรก็เป็นแค่เด็กสาวไม่รู้ความที่อาศัยบารมีพ่อคนหนึ่งเท่านั้น ลำดับอาวุโสและพลังฝึกปรือไม่มีสิ่งใดจะมาโอ้อวดได้เลย แต่ความสามารถในการก่อเรื่องก่อราวกลับเป็นที่หนึ่ง หญิงปากร้ายหรือ ข้าว่าในที่นี้ไม่มีใครเป็นหญิงปากร้ายไปกว่าเจ้าแล้ว หน้าตาของวังฮ่วนฮวาล้วนถูกเจ้าทำลายหมดสิ้น”

เสิ่นชิงชิววถึงกับช็อค!

ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงทุกคน ก่อนหน้านี้เวลาอยู่ต่อหน้าเขาล้วนเป็นพวกไม่มีปากมีเสียง จะผายลมยังไม่กล้าผาย สั่งให้ป้อนข้าวไก่รับรองว่าไม่กล้าไปจูงสุนัข สั่งให้หุงข้าวไม่มีทางกล้าต้มโจ๊ก ที่แท้เวลาอยู่ข้างนอก ศึกปะทะคารมกลับทำได้เยี่ยมขนาดนี้?

กงจู่น้อยโกรธจนหน้าซีด ผนวกกับเคยได้ยินฉินหว่านเยวียบอกว่า หญิงสาวอ้อนแอ้นตรงหน้าผู้นี้เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับลั่วปิงเหอมาหลายปี เป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่สนิดกันมาแต่เด็ก ก็นึกอิจฉาเกลียดชังเป็นทวีคูณ เงื้อมือขึ้น เงาดำสายหนึ่งดูเหมือนงูพิษพุ่งลอยออกมาจากแขนเสื้อทันควัน

เฮ้ย! เปลี่ยนแส้เส้นใหม่แล้วด้วย!

พอเห็นว่าในที่สุดก็เริ่มต่อสู้กันแล้ว ลูกค้าที่เดิมทีนั่งอยู่ในร้านพากันเผ่นออกมาอย่างรวดเร็ว ตอนวิ่งผ่านเสิ่นชิงชิวไปล้วนมีหน้าตาเฉยชาไม่สะทกสะท้าน เห็นทีว่าชาวเมืองฮวาเยวี่ยจะชินกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เสี่ยวเอ้อร์ถึงขนาดแปะบัญชีค่าอาหารไว้ที่เสาได้อย่างชำนาญก่อนจะวิ่งออกมา

กงจู่น้อยถึงอย่างไรก็เป็นบุตรสาวสุดที่รักของกงจู่เฒ่า ได้รับการถ่ายทอดวิชายุทธ์ชนิดแทบจับมือสอน ศาสตราวุธก็เป็นของชั้นหนึ่ง พลังแส้รุนแรงรวดเร็ว

ส่วนหนิงอิงอิงในฐานะที่เป็นศิษย์น้องหญิงคนเล็กที่คนทั้งชิงจิ้งเฟิงรักใคร่เอ็นดู น้อยนักที่จะเจอะเข้ากับสถานการณ์ร้ายแรง แทบไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้ในสนามจริง เอากระบี่ปัดซ้ายป่ายขวา มีเค้าว่าจะต้านไม่อยู่ หมิงฟานอยากเข้าไปช่วย แต่ก็แทรกเข้าไปในรัศมีโจมตีของแส้เหล็กที่ซัดกราดออกมาไม่ได้เลย ได้แต่ยืนดูอย่างร้อนใจ

เสิ่นชิงชิงเห็นเข้าดังนั้นก็ฉวยใบไม้เขียวใบหนึ่งจากแจกันดอกไม้ข้างตัวซัดออกไป

ใบไม้เขียวอ่อนนุ่มบรรจุพลังทิพย์ไว้เต็มๆ ปะทะเข้ากับแส้เหล็กวิเศษอย่างถนัดถนี่ กลับทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันแสบแก้วหู กงจู่น้อยไม่ทันเห็นชัดว่ามีอะไรผิดปกติ รู้แต่ว่าง่ามมือถูกกระแทกจนชา แส้กระเด็นหลุดจากมือ

หนิงอิงอิงก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เดิมทีหมายจะตั้งกระบี่รับ แต่เวลานี้พอเห็นกงจู่น้อยไม่มีอาวุธไว้ป้องกันตัว กลัวว่าจะพลั้งมือเข้าไปแทงนาง เลยรีบชักกระบี่กลับ ไม่คาดว่ากงจู่น้อยกลับกัดไม่ปล่อย ตั้งตัวได้อย่างรวดเร็วพอาวุธหลุดจากมือก็สะบัดแขนอย่างแรก ตบเข้าไปที่หน้าของหนิงอิงอิง

สิ้นเสียงฉาด หนิงอิงอิงหน้าหันไปข้างหนึ่งตามแรงตบ

แม่ง!!!

เห็นใบหน้าของหนิงอิงอิงขึ้นเป็นรอยห้านิ้วชัดเจน แก้มบวมพองไปซีกหนึ่ง ก็รู้เลยว่าอีกฝ่ายลงมือดุดันแค่ไหน เสิ่นชิงชิวเจ็บปวดใจแทบตายแล้ว

ลูกศิษย์ที่ฉันเองยังไม่เคยตีสักแปะ แต่เธอกล้าตบเลยหรือ!

เห็นหน้าสวยๆของหนิงอิงอิงถูกนางตบจนโย้ไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งบวมข้างหนึ่งเรียบ ดูไม่ได้เอามากๆ กงจู่น้อยได้ระบายความโกรธออกมาบ้าง สะใจหนัก นางนวดข้อมือ เชิดหน้าขึ้นหัวเราะ “หากซือจุนเจ้าสอนเจ้าไม่เป็น ก็ให้เปิ่นกงจู่สอนเจ้าก็แล้วกัน ข้อหนึ่ง จะพูดจาต้องรู้จักการควรไม่ควร”

แม่เจ้าโว้ย ใครหน้าไหนให้เธอมาสั่งสอนศิษย์แทนฉัน

หมิงฟานชักกระบี่ ตวาดลั่น “นางแพศยา! รังแกกันเกินไปแล้ว! พวกเราเสี่ยงชีวิตกับพวกมันเลย!”

ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงเหลืออดอยู่ก่อนแล้ว ศิษย์น้องเล็กถูกตบ ยังจะทนไหวหรือ เวลานี้ทุกคนล้วนตะโกนกันดังลั่น ชักกระบี่ออกจากฝัก กระบี่เปล่งประกายวูบวาบ

ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังใช้ความคิดเป็นการด่วนว่าจะสั่งสอนกงจู่น้อยอย่างไรดีโดยไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออกมากไปกว่านี้ ทั้งไม่เปิดเผยตำแหน่งของตัวเอง พลันสังเกตเห็นว่า ในบรรดาศิษย์วังฮ่วนฮวามีคนหนึ่งท่าทางผิดปกติ ดูไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างมาก

เสิ่นชิงชิวจับตาดูคนผู้นี้อยู่ 2 วินาที ในเต้นโครมคราม ลอบร้องว่า แย่แล้ว!

น่ากลัวว่าจะหลุดรอดไปจากที่นี่ไม่ได้ง่ายๆเสียแล้ว

จบเล่ม 1

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: