Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 39

Scumbag System 39

ตอนที่ 39

ตัวร้ายอย่างข้าจะหนีเอาตัวรอดยังไงดี เล่ม 2

人渣反派自救系

บทที่ 8 ชีพวาย

ศิษย์ผู้นี้มองผิวเผินทีแรกก็ดูสามัญธรรมดา ยืนตัวลีบปะปนอยู่ท่ามกลางบรรดาศิษย์วังฮ่วนฮวา ไม่คิดสบตาผู้คน

ที่เสิ่นชิงชิวสังเกตเห็นนั้นเพราะใบหน้ามันเป็นสีหนึ่ง แต่ที่คอเป็นอีกสีหนึ่ง มือซ้ายกับมือขวาก็คนละสีกัน นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกคนต่างกำลังของขึ้น อารมณ์ดุเดือดพลุ่งพล่าน ไม่ชักกระบี่ออกมาร้องตะโกนฆ่าฟันก็ถลึงตาด่าทอ แต่คนผู้นั้นกลับแฝงตัวอยู่ท่ามกลางศิษย์วังฮ่วนฮวา ชนคนนั้นทีคนนี้ที ช่างเหมือนพวกมิจฉาชีพที่คอยหาโอกาสล้วงกระเป๋าผู้คนไม่มีผิด

ในความทรงจำของเสิ่นชิงชิวมีคนเพียงประเภทเดียวที่มีลักษณะเช่นนี้

หมิงฟานสู้กับผู้คนเสียงดังช้งเช้งพลางหันมาแผดเสียงจนปอดแทบฉีก “ศิษย์น้องหญิง ศิษย์น้องหญิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

หนิงอิงอิงตกตะลึงอยู่นานราวกับถูกตบจนเซ่อไปแล้ว เวลานี้จึงค่อยคืนสติกลับมาในที่สุด แก้มข้างหนึ่งของนางเป็นสีแดง อีกข้างเป็นสีขาว สีหน้าเจ็บแค้น น้ำตาคลอเบ้า ชักกระบี่เตรียมสู้ เพราะเมื่อครู่ใจอ่อนไปหน่อยถึงได้โดนหยามหยันเช่นนี้ คราวนี้นางจึงไม่ยั้งมือไว้ไมตรีอีกต่อไป

ภายในร้านสุราชุลมุนวุ่นวายไปหมด

เสิ่นชิงชิวมองจากด้านข้างเห็นแมวแก่ตัวหนึ่งกำลังนอนขดตัวอาบแดดพลางเลียขนอย่างเกียจคร้าน เขาจึงคว้าตัวมันขึ้นมา ก่อนจับโยนเข้าไปในร้านสุรา แมวแก่ตกใจร้องลั่น พยายามวิ่งหนีไปทางโน้นทีทางนี้ทีท่ามกลางคนทั้งสองฝ่าย

เสิ่นชิงชิวผลุบตามมันเข้าไป วิ่งพรวดเดียวก็สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่กลางวงต่อสู้ได้สำเร็จ

คนผู้หนึ่งโผล่เข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คนทั้งสองฝ่ายต่างตะลึงงัน

หนิงอิงอิงกลัวจะไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์จึงลงมืออย่างจดๆจ้องๆ ผิดกับกงจู่น้อยที่ไม่สนอะไรทั้งสิ้น เก็บแส้กลับคืนมา ต้องฟาดอย่างไรก็ฟาดออกไปอย่างนั้น

เสิ่นชิงชิวทางหนึ่งทำเป็นไล่จับแมวแก่ที่วิ่งพล่านไปทั่วร้าน ทางหนึ่งร้องตะโกนเรียกแมวด้วยชื่อที่ตั้งให้มันสดๆร้อนๆ ท่ามกลางความโกลาหล เห็นชัดว่าหนิงอิงอิงกำลังอับจนหนทาง ไม่กล้าออกกระบวนท่าสะเปะสะปะ แต่นางมักรู้สึกว่าเดี๋ยวก็มีคนคอยประคองแขนนางเป็นระยะ เดี๋ยวก็มีคนผลักไหล่จนแทบไม่ต้องบังคับกระบี่ก็สามารถออกท่าได้อย่างคล่องแคล่ว กระทั่งเสียงฉาดดังขึ้นสองครั้ง กงจู่น้อยเอามือกุมแก้ม ยืนอึ้งอยู่กับที่

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าตอนที่นางตบหน้าหนิงอิงอิงเมื่อครู่เสียอีก

ทั้งสองฝ่ายล้วนเห็นกับตาว่าเมื่อครู่หนิงอิงอิงเงื้อมือตบหน้ากงจู่น้อยสองทีติดกัน จึงพร้อมใจกันยุติศึกโดยไม่ต้องนัดหมาย

หมิงฟานโห่ร้องด้วยความยินดี “ศิษย์น้อง ตบได้ดียิ่ง”

หนิงอิงอิงกล่าวเสียงอ่อย “…เปล่านะ ความจริงแล้วหาใช่ข้า…”

หมิงฟานให้กำลังใจนาง “ไม่ต้องกลัว ตบไปแล้วก็คือตบไปแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นกันทั้งนั้นว่านางลงมือก่อน ผู้อื่นจิตใจดีไม่อยากทำร้ายนาง แต่นางกลับลอบทำร้ายเจ้า สมน้ำหน้าแล้ว”

ศิษย์ซิงจิ้งเฟิงทุกคนพากันกล่าวแสดงความเห็นพ้อง

ดวงตากงจู่น้อยวาววับไปด้วยน้ำตา “เจ้า…พวกเจ้า…เจ้าบังอาจตบข้า ท่านพ่อยังไม่เคยตีข้าเลย”

หนิงอิงอิงยืนกรานปฏิเสธ “เปล่านะ ไม่ใช่ข้าจริงๆ…”

หมิงฟานชิงตวาดขัดคำพูดหนิงอิงอิง “ที่ตบก็คือเจ้า เจ้าจำไว้ ศิษย์ของซิงจิ้งเฟิงหากถูกรังแกย่อมต้องเอาคืนเป็นเท่าทวี ไม่ตบเท่ากับผิดต่อคำสอนของซือจุน”

เสิ่นชิงชิวลอบตะโกนเชียร์อยู่ในใจผสานเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชมของศิษย์ซิงจิ้งเฟิงในที่นั้น หมิงฟาน เจ้าเด็กคนนี้จดจำคำสอนของเขาได้ขึ้นใจจริงๆ ใช่แล้ว มีแค้นต้องชำระคืออย่างนี้แหละ!

เสิ่นชิงชิวซึ่งมุดเข้าไปอยู่กลางดงศิษย์วังฮ่วนฮวาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นนั้น ในที่สุดก็จับแมวแก่ที่ร้องโหยหวนตัวนั้นไว้ได้

ต่อให้โง่ยิ่งกว่านี้ก็ควรมองออกถึงความผิดปกติแล้ว กงจู่น้อยที่กุมแก้มแดงก่ำและบวมเป่งถลึงตาใส่เขา โทสะพวยพุ่งขึ้นฟ้า “นี่เจ้าเป็นใครกันแน่ บังอาจมาแกล้งข้าหรือ?”

ศิษย์วังฮ่วนฮวากรูเข้ามาล้อมตัวเขา พลางกล่าวตะคอก “กงจู่กำลังถามเจ้าอยู่นะ”

เสิ่นชิงชิวก้มลงไปปล่อยแมวตัวนั้นบนพื้นแล้วยืดกายขึ้น ก่อนชี้ไปยังศิษย์ที่ทำตัวลับๆล่อๆ เนียนถอยไปอยู่หลังสุด “ใยเจ้าไม่ลองถามดูเล่าว่าเขาเป็นใครกันแน่”

สายตาทุกคู่หันไปมองร่างคนผู้นั้นเป็นตาเดียว

กงจู่น้อยที่เดิมทีกำลังโมโหอยู่ จึงเพียงกวาดตามองผ่านๆ นึกไม่ถึงว่าพอมองกลับเอะใจ เลยไม่อาจจัดการเสิ่นชิงชิวในเวลานี้ได้ นางหันหน้าไปถามอย่างกังขา “เจ้าเป็นใคร แต่งกายเช่นนี้ทำไม เจ้าเป็นศิษย์วังฮ่วนฮวาของข้าจริงหรือ เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน?”

คนผู้นั้นที่อยู่ในคราบศิษย์อ้ำอึ้งพูดไม่ออก

กงจู่น้อยเลยถามเอาความจากลูกน้องแทน “พวกเจ้าเล่า มีใครรู้จักเขาบ้าง”

ศิษย์ผู้นั้นเมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงร้องเสียงประหลาดออกมา ทุกคนพากันชี้กระบี่ใส่เขา

เสิ่นชิงชิวเกร็งพลังตะโกนลั่น “อย่าเข้าไปใกล้เขา”

ขณะเดียวกันก็ปลิดใบไม้อีกใบ แล้วพลิกข้อมือซัดออกไป

ไม่ใช่แค่หนิงอิงอิงเท่านั้น หมิงฟานพอเห็นอานุภาพของใบไม้ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน ใบไม้เขียวแผงปราณทิพย์ดุจกระบี่แหวกผ่าอากาศ กรีดเสื้อผ้าของศิษย์คนนั้นจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวหนังภายใน

คนทั้งหมดในที่นั้นมองมันราวกับเจอผี พากันถอยกรูด บ้างก็ร้องโหยหวน วิ่งหนีออกจากร้านสุราไปเดี๋ยวนั้น

ผิวแดงก่ำไปทั้งตัว!

เป็นอย่างที่เสิ่นชิงชิวคาดเดา เท่าที่เขาจำได้ มีคนประเภทเดียวที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา

เพราะทาสีผิวส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าให้เหมือนสีผิวของคนธรรมดา ผิวส่วนอื่นๆที่เหลือปล่อยไว้เหมือนเดิม เวลานี้จึงเปิดเผยให้ทุกคนที่นั้นได้เห็นกันจะจะ

คนเพาะเมล็ดพันธุ์ผู้นี้ไม่สนใจใยดีอีกต่อไป เส้นเลือดฝอยในดวงตาทั้งสองข้างแตกซ่าน ร้องตะโกนั่นพลางพุ่งตัวมาข้างหน้า ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุอานามก็น้อย มีหลายคนที่ครั้งก่อนไม่ได้ไปเมืองจินหลัน เคยได้ยินว่ามีตัวประหลาดเช่นนี้อยู่แต่ไม่เคยเห็น เวลานี้มันปรากฎตัวมาให้เห็นเป็นๆ อยู่ตรงหน้า อีกทั้งมีท่าทางเหมือนคนเสียสติ เจอใครก็โผเข้าไปหาคนๆนั้น แต่ละคนจึงขวัญกระเจิง

เสิ่นชิงชิวเห็นคนเพาะเมล็ดพันธุ์ทำท่าจะโผเข้าหาศิษย์ชิงจิ้งเฟิงผู้หนึ่งก็เอาตัวเข้ามาขวาง ถีบหน้าอกมันจนกระเด็นไปกระแทกโต๊ะสองตัวพังกระจาย กระอักเลือดออกมาอย่างแรง เขาหันกลับมาตะโกน “ยังไม่รีบไปอีก”

ทว่าหนิงอิงอิงกลับถลาเข้ามากอดรัดเขาทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะใส่เสียอย่างนั้น “ซือจุน ซือจุนหรือเจ้าคะ”

ขนาดฉันทาหน้าซะเหลือง ติดหนวดติดเคราเธอก็ยังจำฉันได้อีกเหรอ แม้จะแอบซึ้งใจอยู่นิดหน่อย แต่เวลาแบบนี้ยังไม่ยอมหนีไป กลับรั้งอยู่ให้เกะกะ ซ้ำยังเรียกตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมาทั้งที่เขาปลอมตัวอยู่ สติปัญญาช่างทื่อด้านเสียจริง

พอเห็นว่าคนเพาะเมล็ดพันธุ์ยังดึงดันบุกเข้ามาอีกโดยไม่ยอมแพ้ เสิ่นชิงชิวเลยใช้มือข้างหนึ่งส่งหนิงอิงอิงออกไปอย่างอ่อนโยนประหนึ่งสายลมฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่มืออีกข้างร่ายคาถาเรียกลูกไฟจู่โจมศัตรูอย่างเยือกเย็นอำมหิตประดุจพายุฤดูหนาว

จู่โจมไม่โดน!

ไม่สิ จู่โจมไม่ออกต่างหาก

เลือดที่สงบนิ่งอยู่ในร่างเสิ่นชิงชิวมาหลายปีเริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วนในลำคอขึ้นมาอีกครั้ง ลำพังพิษไร้ยาถอนที่มักกำเริบจนทำเอาเสียจังหวะในยามคับขันก็เกินพอแล้วนะ

เขาดีดนิ้วติดกันอีกสองสามที กระทั่งสะเก็ดไฟยังไม่มีออกมาสักสะเก็ด เหมือนไฟแช็กที่หมดน้ำมันยังไงยังงั้น แชะๆ กี่ครั้งก็ไม่มีประกายไฟ ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกขัดใจอยู่นั้น คนเพาะเมล็ดพันธุ์ก็โผเข้ามากอดขาเขาไว้

เสิ่นชิงชิวไร้คำพูด “…”

เขายกมือขวาที่ซวยซ้ำซวยซ้อนขึ้นทันทีโดยไม่รู้ตัว จริงเสียด้วย ผื่นแดงสามจุดซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ไม่แฟร์นี่ ทำไมมันถึงแพร่เชื้อใส่เขาได้เร็วขนาดนี้ทุกครั้งเลย

อาจเพราะความแค้นเป็นตัวจุดชนวน การดีดนิ้วครั้งสุดท้ายในที่สุดก็มีเปลวไฟลุกพรึ่บระหว่างนิ้วของเขา เสิ่นชิงชิวถีบคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่กอดเขาอยู่ออกไป แล้วสับมันด้วยมือที่มีไฟลุกพวยพุ่งทันที

ร่างของคนเพาะเมล็ดพันธุ์จมอยู่กลางกองเพลิง มันกรีดร้องโหยหวน หนิงอิงอิงกับหมิงฟานวิ่งน้ำหูน้ำตาไหลเข้ามาประกบซ้ายขวา “ซือจุน”

ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงคนอื่นๆก็ตามมาสมทบ แต่ถูกซือจุนทำสายตา ‘ออกไปวิ่งห้าร้อยรอบ’ ไล่ออกไป

การปลอมตัวจบสิ้นแล้ว เสิ่นชิงชิวยื่นมือไปถูสีที่ฉาบบนหน้ากระทั่งกับคืนสู่หน้าตาที่แท้จริง “มีใครติดเชื้อเหรือไม่” จากนั้นกล่าวอย่างจริงใจด้วยประโยคที่เขาอยากกล่าวต่อผู้อื่นมาตลอด “รีบกินยา ห้ามหยุดกินเด็ดขาด”

ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คนหนึ่งเสียงห้าว คนหนึ่งเสียงสูงร้องไห้หงิงๆอยู่ข้างหูเขา

“ซือจุน เจอตัวท่านเสียที”

“ซือจุน ศิษย์คิดถึงท่าน คิดถึงท่านจะตายอยู่แล้ว”

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันได้กล่าวอะไร จู่ๆก็รู้สึกเย็นวาบที่หลัง กระบี่ซิวหย่าพุ่งออกมาจากเสื้อเสียงดังเคร้ง สกัดแส้เหล็กของกงจู่น้อยไว้

ที่กระทบกระทั่งกับศิษย์ชิงจิ้งเฟิงเมื่อครู่ยังอาจนับได้ว่ากงจู่น้อยแค่โมโหชั่ววูบ แต่ลงมือคราวนี้หมายสังหารจริง แส้สั้นที่อยู่ในมือดุจฟันด้วยมีดผ่าด้วยขวาน ฟาดแต่ละทีรุนแรงแบบกะเอาให้ถึงตาย

เสิ่นชิงชิวถามอย่างไม่สนมารยาท “เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก โมโหอะไรนักหนาอยู่ทุกวี่ทุกวัน” คำถามนี้เขาอยากถามมานานแล้ว

กงจู่น้อยตวาดลั่น “โจรชั่ว เจ้าคืนชีวิตพวกศิษย์พี่ของข้ามานะ” เขียนต่อ

ทีแรกเสิ่นชิงชิวยังเข้าใจว่านางหมายถึงศิษย์ที่บาดเจ็บล้มตายตอนงานชุมนุมเซียน แต่ประโยคถัดจากเสียงกรีดร้องของกงจู่น้อยกลับเหนือความคาดหมาย “ศิษย์พี่หม่าแค่พูดจาไม่ดีตอนเอาเจ้าไปขัง เจ้า…เจ้าก็…เขาต้องตายอย่างอนาถ…อนาถนัก…”

ศิษย์พี่หม่าไหนวะ หรือจะเป็นเจ้าเด็กหน้าสิวปากไม่ดีคนนั้น เสิ่นชิงชิวถาม “ตอนผู้แซ่เสิ่นออกจากวังฮ่วนฮวาไม่ได้ทำร้ายใครถึงแก่ชีวิตแม้แต่คนเดียว เจ้าบอกเขาตายอย่างอนาถ หมายความว่าอย่างไร” เขาหันไปถามเสียงต่ำ “…ตายจริงหรือ อนาถมากไหม”

หมิงฟานตอบเสียงค่อย “ตายจริงๆขอรับ อนาถยิ่งนัก ตัวเขียวอื๋อเน่าหมดเลย เห็นว่าถูกพิษร้ายแรงของเผ่ามาร”

พิษร้ายแรงของเผ่ามาร ฟังแล้วคล้ายกับสไตล์ของลั่วปิงเหอเสียจริง

กงจู่น้อยเอ่ยว่า “ไม่ต้องเถียงข้างๆคูๆ เพื่อศิษย์วังฮ่วนฮวาที่ตายไปวันนี้จะต้องให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิตให้จงได้”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ผู้แซ่เสิ่นไม่เก่งเรื่องการใช้พิษ จะเอาชีวิตศิษย์วังฮ่วนฮวามีเป็นพันเป็นหมื่นวิธี ทำไมจะต้องเลือกใช้วิธีที่มันยุ่งยากที่สุดด้วย จริงอยู่ว่าข้าหลบหนีออกมา แต่ใครจะพิสูจน์ได้ว่าข้าฆ่าคนเล่า”

มีศิษย์วังฮ่วนฮวาตะโกนออกมา “เช่นนั้นมีใครพิสูจน์ได้หรือไม่เล่าว่าเจ้าไม่ได้ฆ่าคน”

หากปมนี้ไม่สาง เกรงว่าวันหน้าสองสำนักใหญ่คงมีเรื่องกันไม่เลิกราแน่ เสิ่นชิงชิวขบคิด จากนั้นลองถามหยั่งเชิง “เกี่ยวกับเรื่องนี้ หัวหน้าศิษย์กงอี๋เซียวของสำนักเจ้ากล่าวว่าอย่างไร”

กงจู่น้อยเบิกตากลมโต น้ำตาที่เดิมหยุดไหลแล้วร่วงเผาะจากสองตาอีกครั้ง “เจ้ายังกล้าพูดถึงศิษย์พี่กงอี๋อีกหรือ

นางเอาแส้ชี้หน้าเสิ่นชิงชิว “เจ้าคิดว่าอย่างไรเขาก็ตายแล้ว คนตายไม่อาจให้การ เจ้าเลยปรับปรำเขาได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ”

เสิ่นชิงชิวราวกับโดนฟ้าผ่า

แต่ยังใช้สองนิ้วคีบปลายแส้ที่นางฟาดมาทัน เขาสงสัยว่าตัวเองคงฟังผิดไป “เจ้าว่าอะไรนะ กงอี๋เซียวตายแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นการกระทำของผู้ใด”

ต่อให้เป็นในนิยายดั้งเดิม สภาพอนาถสุดของกงอี๋เซียวก็แค่ถูกเนรเทศไปอยู่สาขาย่อยในพื้นที่อันไกลโพ้นของวังฮ่วนฮวา ทำหน้าที่ตัวประกอบต่อไปไม่ใช่เหรอ

กงจู่น้อยกล่าวอย่างดุดัน “เป็นการกระทำของผู้ใดหรือ เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือว่าเป็นฝีมือผู้ใด”

ศิษย์วังฮ่วนฮวากรูกันเข้ามาทันที นางออกคำสั่ง “ฆ่าโจรชั่วต่ำช้าผู้นี้เพื่อแก้แค้นให้ศิษย์พี่กงอี๋ เพื่อศิษย์พี่ชายหญิงที่เฝ้ารักษาคุกน้ำของพวกเรา”

เสิ่นชิงชิวหนาวเยือกในใจ ศิษย์ที่เฝ้ารักษาคุกน้ำรวมทั้งกงอี๋เซียวหรือว่าทุกคนถูกลั่วปิงเหอฆ่าหมดเกลี้ยงไม่เหลือรอดเลย

ชีวิตคนนับร้อยเหล่านั้น เอามาสุมบนหัวเขาหมดเลยงั้นหรือ

หนิงอิงอิงเอ่ยอย่างโกรธแค้น “ไม่ว่าจะพูดอย่างไรกับนังเด็กหน้าเหม็นคนนี้ก็ไม่เข้าหัวนางเลยสักนิด ไม่เห็นหรือว่าซือจุนของข้าหาได้รู้เรื่องไม่”

ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงคนอื่นไ เข้ามาร่วมผสมโรงเพิ่มความยุ่งยากทันที ดาบกระบี่ไร้ตา เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันขบคิดได้กระจ่าง มองอีกทีก็เห็นศึกนี้ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแน่ เขากระโจนออกจากร้านสุราพร้อมกล่าวว่า “ตามมา”

จริงดังคาด ศิษย์ทั้งสองฝ่ายพากันหยุดตะลุมบอน เบียดเสียดแย่งกันตามเขาออกมาเดี๋ยวนั้น

พอออกมายืนที่ถนนใหญ่เสิ่นชิงชิวก็พูดไม่ออก

ซิวซื่อเป็นโขยงในชุดเครื่องแบบหลากสีสันตั้งทัพรอเขาอยู่ด้วยสายตากระเหี้ยนกระหือรือราวกับเสือมองเหยื่อ

นั่นสิ ก็เหตุวุ่นวายในร้านสุราเมื่อครู่อึกทึกครึกโครมซะขนาดนั้น ถ้าไม่ดึงดูดคนพวกนี้ให้กรูกันมาก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เกินไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวสะกิดฝ่าเท้าปราดเดียวก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคา เขาหมุนกายยืนอยู่บนชายคา สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเปล่งเสียงจากช่องท้อง “หลิ่ว…ชิง…เกอ”

มีคนท่องกระบี่ตามขึ้นมาด่า “เสิ่นชิงชิว เจ้ามันจิตใจโหดร้ายนัก จงใจหนีมาถึงที่นี่หลอกล่อให้คนของทุกสำนักตามมา และสมคบคิดกับเผ่ามารจะได้กวาดล้างที่นี่ในคราเดียว มุ่งหมายให้ซ้ำรอยโศกนาฎกรรมครั้งงานชุมนุมเซียนใช่หรือไม่ สำนักป้าซี่จง(เหิมหาญ)ของพวกข้าจะไม่ยอมให้แผนชั่วของเจ้าบรรลุผลแน่”

ข้าหาที่เอามาสุมอยู่บนหัวเขาตอนนี้จะสุมเพิ่มอีกสักเท่าไหร่ก็ไม่ถือว่ามากเกินไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวกระทั่งจะต่อปากต่อคำยังไม่มีอารมณ์ ทางตะวันออกมีเสียงลมกระบี่ดังหวีดหวิว คนผู้หนึ่งในชุดขาวท่องกระบี่เข้ามาปานสายฟ้าแลบ เร็ว แรง และดุดันที่สุด ก่อเกิดลมแรงขึ้นวูบหนึ่ง จนคนที่กำลังด่าเสิ่นชิงชิวพลัดตกจากกระบี่ตัวเอง

หลิ่วชิงเกอเอามือกอดอก เหยียบอยู่บนเฉิงหลวน “มีอะไร”

ช่างพึ่งพาได้จริงๆ พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่!

เสิ่นชิงชิวตอบอย่างจริงใจ “พาข้าเหาะที”

หลิ่วชิงเกอพูดไม่ออก “…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าพิษกำเริบอีกแล้ว โคจรปราณท่องกระบี่ไม่ขึ้น หากเจ้าไม่ช่วย ข้าก็มีแต่จะร่วงลงมาจากที่สูงเท่านั้น”

หลิ่วชิงเกอถอนใจ “ขึ้นมา”

คนที่มุงดูอยู่ข้างล่างพากันด่าไม่หยุด “ชางฉยงซานซุกซ่อนคนผิด” บ้าง

“ไป่จั่นเฟิงกับชิงจิ้งเฟิงเป็นแหล่งรวมคนชั่ว” บ้าง

แต่ทั้งคู่ทำเหมือนไม่ได้ยิน กระบี่เฉิงหลวนเหินสู่เวหา เสียงลมพัดตึงอยู่ข้างหู ทิ้งห่างผู้ที่ท่องกระบี่ตามมาด้านหลังหลายสิบคนไว้ไกลโข

หลิ่วชิงเกอถาม “จะไปไหน”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หลังคาของหอที่สูงที่สุดในเมือง ต้องลำบากเจ้าช่วยสกัดคนเหล่านี้ให้ข้าอีกสักครู่”

หลิ่วชิงเกอซักต่อว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่ หากเจ้าไม่เต็มใจเข้าคุก เหตุใดไม่บอกแต่แรก ต้องหาเรื่องลำบากลำบนเช่นนี้ ต่อให้ชางฉยงซานไม่รู้เส้นทางในนั้น ก็ไม่ไร้ความสามรถทลายคุกน้ำหรอก”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “นี่…เรื่องทลายคุกน้ำไม่ต้องลำบากแล้ว…”

หลิ่วชิงเกอเอ่ยว่า “ลงไป”

เสิ่นชิงชิวตัดพ้อ “ข้าแค่บอกว่าไม่ต้องลำบากแล้ว ทว่าใจจริงสำนึกในเจตนาดีของเจ้า ไม่จำเป็นต้องไล่ข้าลงไปเลยนี่”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “มีคนตามมาแล้ว”

เสิ่นชิงชิวไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดลงไปทันที

ปลายเท้าแตะกระเบื้องหลังคา เขาหมอบนิ่งอยู่บนชายคามุมหนึ่ง แรงพุ่งของเฉิงหลวนนั้นรุนแรงนัก หลิ่วชิงเกอท่องกระบี่ม้วนตัวตีลังกากลางอากาศชวนให้ตาลายรอบหนึ่งแล้วจึงทรงตัวนิ่ง จ้องมองไปยังจุดๆหนึ่ง เสิ่นชิงชิวเลยมองตาม

แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะหยันดังขึ้นจากข้างหลัง “กำลังมองอะไรอยู่หรือ”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: