Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 40

Scumbag System 40

ตอนที่ 40

เสิ่นชิงชิวหวิดหัวทิ่มลงไปเดี๋ยวนั้น

ที่ว่า ‘คอยดูเถอะ’ ไม่ได้สักแต่พูดจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละ ลั่วปิงเหอเป็นคนที่ ‘สักแต่พูด’ เมื่อไหร่กันเล่า

ถึงขนาดยอมเสี่ยงโดนกระบี่ซินหมัวย้อนกลืนกินเพื่อมาตามจับเขา มันต้องโกรธแค้นล้ำลึกถึงขนาดไหนกัน

ลั่วปิงเหอเขม่นมองพวกเขา สีหน้าอึมครึม ยื่นมือข้างหนึ่งมาหาเสิ่นชิงชิว “ตามข้ามา”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “กงอี๋เซียวตายแล้ว”

ลั่วปิงเหอตัวแข็งทื่อ

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ศิษย์ที่เฝ้ายามคุกน้ำก็ตายด้วย”

“ลั่วปิงเหอ คนในวังฮ่วนฮวากว่าร้อยชีวิต แลกกับการให้ทุกคนตามเข่นฆ่าข้า มันคุ้มกันแล้วหรือ”

นัยน์ตาของลั่วปิงเหอเรืองสีแดงขึ้นวาบหนึ่งแล้วพลันหายไป

เขากล่าวเสียงเย็น “ถึงอย่างไรท่านก็ไม่เชื่อที่ข้าพูดอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูด ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ท่านจะมาหรือไม่”

ลั่วปิงเหอยืนกรานไม่ยอมชักมือข้างนั้นกลับ เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันตอบ รอบด้านพลันมีคนสิบกว่าคนปรากฏขึ้นกลางอากาศ ท่องกระบี่ร่อนมาลงที่ชายคาเพื่อล้อมพวกเขาเอาไว้

ผู้เป็นหัวหน้าก็คือศิษย์สำนักป้าซี่จงผู้นั้น ร่างกายท่อนล่างของเขามั่นคง กางขาสองข้างในท่าขี่ม้า* อยู่บนกระบี่เพื่อไม่ให้พลิกร่วงลงไปอีกรอบ

(ท่าขี่ม้า คือท่าพื้นฐานในการฝึกวิทยายุทธ์โดยการยืนกางขา ย่อเข่า แล้วค้างอยู่ในท่านั้นระยะเวลาหนึ่ง)

เขาตะคอก “เสิ่นชิงชิวเป็นของพวกข้า ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้อง…”

ลั่วปิงเหอเบือนหน้ามาทันที ตวาดว่า “ไสหัวไป”

แม้ยังไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทั่วทั้งตัวกลับระเบิดปราณทิพย์อันกร้าวแกร่งออกมาขุมหนึ่ง ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นรู้สึกราวกับในหูมีเสียงหวีดแหลม คนสิบกว่าคนรวมทั้งกระบี่ถูกดีดกระดอนไปไกลหลายจั้งไม่เว้นแม้แต่รายเดียว ถึงขนาดว่าครึ่งหนึ่งนั้นกระเด็นไปกระแทกเสาบ้าง กระแทกผนังบ้าง เลือดทะลักออกจากปาก

สำนักป้าซี่จงเจอความเหิมหาญที่ไม่สนเหตุผลของจริงเข้าก็แตกพ่ายไม่เป็นกระบวน คนอื่นที่รอดูสถานการณ์ไม่มีใครไม่ตื่นตะลึง ชายหนุ่มชุดดำผู้นี้มีพลังฝึกปรือถึงขั้นนี้ เหตุใดก่อนหน้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขามาก่อน

หลิ่วชิงเกอผลักเสิ่นชิงชิว “ไปเลย ไปทำเรื่องที่เจ้าต้องทำเสีย”

เสิ่นชิงชิวถาม “ เจ้ารับมือคนเดียวไหวหรือ” ห้าต่อสองนะ ห้าต่อสอง นี่คือข้อมูลที่เขาไม่มีวันลืมเด็ดขาด ที่เขาตะโกนเรียกหลิ่วชิงเกอก็เพื่อจะให้อีกฝ่ายช่วยจัดการพวกปลาซิวปลาสร้อย และถือโอกาสให้พามาส่งด้วยเสียเลย แต่เขาไม่เคยคิดจะให้หลิ่วชิงเกอต้องมีอันเป็นไปสักนิด

______________________

แต่สองคนนี้ใช่ว่าจะยอมฟังคนอื่นพูดแต่โดยดี พูดยังไงก็ไม่เข้าหู ไม่สิ ยังไม่ทันเจรจาก็ลงมือฟาดฟันกันแล้ว กระบี่เฉิงหลวนทรงอานุภาพประหนึ่งสายรุ้ง แต่ลั่วปิงเหอไม่ยอมชักกระบี่ต่อกร กลับโคจรพลังทิพย์มาไว้ที่มือและใช้มือแทนดาบเข้าสู้ซึ่งๆหน้า

เสิ่นชิงชิวรู้เหตุผลว่าทำไมลั่วปิงเหอถึงไม่ชักกระบี่ ยอดฝีมือขณะประมือไม่อาจปล่อยให้มีข้อผิดพลาดได้แม้แต่น้อย ยิ่งในเวลาเช่นนี้เป็นการง่ายมากที่จะถูกซินหมัวเข้าครอบงำ หากปราณมารแทรกซึมขึ้นสมอง เกิดกระหายเลือดจนเกินควบคุมต่อหน้าต่อตาทุกคน อย่างนั้นก็จะได้ไม่คุ้มเสีย ในกายของลั่วปิงเหอความจริงแล้วครอบครองพลังฝึกปรืออยู่สองสาย สายหนึ่งคือปราณทิพย์ อีกสายหนึ่งคือปราณมาร

เนื่องจากเป็นลูกครึ่งที่ผสานสายเลือดระหว่างสองเผ่าได้อย่างลงตัว พลังฝึกปรือทั้งสองสายจึงโคจรเป็นเอกเทศ ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ยามจำเป็นมือทั้งสองข้างยังสามารถใช้พลังปราณที่แตกต่างกันร่วมจู่โจม

แต่ ณ เวลานี้ประการแรกเขาไม่อาจชักกระบี่ ประการที่สอง เขาไม่สะดวกจะใช้ปราณมาร พลังสังหารจึงลดลงไปอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ถึงกระนั้นกลับสู้หลิ่วชิงเกอได้อย่างสูสี

บนชายคาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รุ้งขาวและประกายปราณทิพย์ฟาดฟันกันอย่างดุดัน ซิวซื่อที่อยู่เบื้องล่างล้วนไม่กล้าผลีผลามเข้ามาสอด มือใหม่อ่อนหัดที่ต่อให้ตาไร้แววปราศจากสมองขนาดไหนก็ยังมองออกว่าหากเฉียดโดยไอสังหารที่ร้อนฉ่าของสองคนนี้เข้าแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องฝึกบำเพ็ญเพียรก็สามารถเหาะได้ทันที…เหาะขึ้นสวรรค์ไปเลย!

ทั้งคู่สู้กันรุนแรงขนาดนี้ ความจริงเสิ่นชิงชิวรู้สึกคันยิบอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะพิษไร้ยาถอนดันกำเริบขึ้นมาเสียก่อน เขาก็อยากเข้าไปลองสู้ดูบ้างเหมือนกัน จนใจที่ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาแล้ว เขาหยีตามองฟ้า กระโดดปราดขึ้นไปยังแนวหลังคาที่สูงที่สุด

เหนือหลังคาลมพัดกระหน่ำแรงราวกับจะม้วนเขาให้ตกลงไป

ลั่วปิงเหอมองเห็นอยู่ไกลๆ ก็พลันร้อนใจขึ้นมาทันที ไม่สนใจการต่อสู้อีกต่อไป แววตาลุกเรืองด้วยโทสะ มือแตะด้ามกระบี่ที่สะพายอยู่บนหลัง

เขากล้าชักกระบี่ออกมาตรงนี้จริงๆหรือ

เสิ่นชิงชิวรีบกล่าว “ลั่วปิงเหอ เจ้าอย่าได้หุนหัน”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างเฉียบขาด “สายไปแล้ว” เขาพลิกข้อมือ กระบี่ซินหมัวถูกชักออก พร้อมด้วยไอสีดำร้อนฉ่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

เฉิงหลวนพุ่งเข้ามาทันที ลั่วปิงเหอดีดคมกระบี่ซินหมัวซึ่งบางราวปีกจักจั่นเบาๆ ทันใดนั้นเกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่นแผ่ออกมา เฉิงหลวนถึงกับชะงักค้างกลางอากาศอย่างที่หลิ่วชิงเกอคาดไม่ถึง

เฉิงหลวนไม่ฟังคำสั่ง หลิ่วชิงเกอไม่เคยพบเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อนจึงตะลึงงันทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ อีกด้านเสิ่นชิงชิวกลับรู้ได้ถึงความคับขันของสถานการณ์อย่างชัดเจน

หากลั่วปิงเหอถูกซินหมัวย้อมกลืนกินจริง ทุกคนในที่นี้รวมทั้งเมืองฮวาเยวี่ยทั้งเมืองและในรัศมีร้อยลี้คงจะไม่มีสิ่งมีชีวิตรอดไปได้เลย

สุดวิสัยแล้วจริงๆ กระบี่ซิวหย่าออกจากฝัก เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ลั่วปิงเหอ เจ้าเข้ามา วันนี้สมควรจัดการให้มันจบสิ้นไปเสียทีเดียว”

ลั่วปิงเหอเงยหน้ามองด้วยแววตาล้ำลึก ครู่ต่อมาร่างเขาก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันเบื้องหน้าเสิ่นชิงชิวห่างออกไปประมาณสามฉื่อ และยกมือขึ้นร่ายเขตอาคมครอบคลุมพื้นที่ชายคาบริเวณนี้เอาไว้ ตัดขาดไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

เขาหัวเราะสีหน้าบิดเบี้ยว “จบสิ้นหรือ ท่านจะทำให้มันจบสิ้นอย่างไร ซือจุน หรือตอนนี้เราสองคนยังสามารถจบสิ้นได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ”

ทำไมจบสิ้นไม่ได้ล่ะ

เสิ่นชิงชิวสูดลมหายใจเบาๆ แม้กุมกระบี่อยู่ในมือแต่กลับไม่มีความคิดจะต่อสู้ อันที่จริงเขาก็ใช้กระบี่เล่มนี้ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

เขาทอดถอนใจอย่างสะเทือนอารมณ์ “เรื่องมาถึงป่านนี้ข้าไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว ต่อให้ทุ่มเทสมองวางแผนอย่างไร จนใจที่ลิขิตสวรรค์ไม่อาจฝืนจริงๆ”

ลั่วปิงเหอหัวเราะลั่น “ลิขิตสวรรค์หรือ ลิขิตสวรรค์คืออะไร คือปล่อยให้เด็กสี่ขวบคนหนึ่งถูกรังแก โดยมิมีผู้ใดยื่นมือช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ ปล่อยให้หญิงชราไร้ความผิดคนหนึ่งหิวตาย แค้นตายเช่นนั้นหรือ”

เขาพูดประโยคหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ก้าวหนึ่ง ร่ายต่อเป็นฉากๆ

“หรือปล่อยให้ข้าต้องแย่งชิงอาหารกับหมาตัวหนึ่ง หรือปล่อยให้คนที่ข้ามอบความจริงใจจนหมดใจโกหกหลอกลวงข้า ทอดทิ้งข้า หักหลังข้า ผลักข้าให้ตกลงไปในสถานที่ๆเลวร้ายยิ่งกว่านรกด้วยมือตัวเองอย่างนั้นหรือ”

ลั่วปิงเหอถามว่า “ซือจุน ท่านดูสิ ตอนนี้ข้าเป็นเช่นนี้แข็งแกร่งพอแล้วหรือไม่ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าอยู่ในโลกล่างสามปีนั้น ข้าผ่านวันเวลามาได้อย่างไร ตลอดสามปีในห้วงอเวจี ทุกชั่วยาม ทุกขณะ สิ่งที่อยู่สมองข้ามีแต่ซือจุน ข้าคิดว่าไยซือจุนต้องทำเช่นนี้กับข้า ทำไมไม่ยอมมอบโอกาสให้ข้าได้อธิบายสักนิด ท่านต้องการให้ข้ายอมรับว่านี่เป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดไว้ให้ข้าอย่างนั้นหรือ ข้าคิดมาเนิ่นนานปานนั้น ในที่สุดก็เข้าใจ”

ในรอยยิ้มของลั่วปิงเหอกลับมีเจตนาสังหารแฝงอยู่

“เรื่องเหล่านั้นล้วนไม่สำคัญแล้ว ข้าทำในสิ่งที่ข้าอยากทำก็พอ สวรรค์ลิขิตอาจไม่มีอยู่จริง แต่ถ้ามีข้าก็จะเหยียบมันไว้ใต้ฝ่าเท้าเสียเลย”

พระอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะ ในที่สุดหมอกสายสุดท้ายก็สลายจนหมดไม่เหลือ แสงอาทิตย์แผ่ปกคลุมทั่วทั้งเมือง เจิดจ้าเป็นประกายประหนึ่งทองคำบริสุทธิ์แผ่รัศมีครอบคลุมผืนพิภพ

เสิ่นชิงชิวละสายตาจากท้องฟ้า เพราะจ้องมองดวงอาทิตย์ตรงๆ ดวงตาเลยแวววาวด้วยหยาดน้ำที่เอ่อท้น

แม้สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำนั้นเป็นเพราะภาวะจำยอม แต่การที่ลั่วปิงเหอกลายเป็นชายหนุ่มจิตใจดำมืดที่คิดแต่จะแก้แค้นเอากับโลก ก็เป็นความผิดของเขาจริงๆนั่นแหละ เจตนาเดิมคืออยากปกป้องลั่วปิงเหอไม่ให้เปลี่ยนไปสุดโต่ง ทว่าทั้งหมดที่เขาทำไม่เพียงไม่ส่งผลในเชิงบวก กลับยิ่งส่งผลให้ความคับแค้นเกลียดชังของลั่วปิงเหอรุนแรงสลักลึกลงไปในกระดูกหนักขึ้นอีก

ลั่วปิงเหอเห็นแววตาอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มละมุนก็อดตะลึงไม่ได้ อึดใจนั้นอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงพลันพุ่งจี๊ด เขากัดฟันกำกระบี่ซินหมัวที่ทำท่าจะดิ้นหลุดให้กระชับมือ

ไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่อาจถูกมันย้อนกลืนกินตรงนี้

และแล้วเสิ่นชิงชิวก็กล่าวอย่างอ่อนโยน “อย่าปล่อยให้มันความคุมความคิดเจ้า”

พอได้ฟังลั่วปิงเหอก็ใจลอย รู้สึกราวกับเมื่อครั้งที่ยังอยู่บนชิงจิ้งเฟิง

ลั่วปิงเหอควบคุมตัวเองลำบากขึ้นทุกขณะ ในสมองเหมือนมีมีดแหลมหมุนกวน เพลิงสีดำจากกระบี่ซินหมัวโหมกระพือยิ่งกว่าเดิม

ในช่วงเวลาคับขันนี้เอง ขณะที่ลั่วปิงเหอพยายามข่มความเจ็บแปลบอย่างยากลำบาก จู่ๆ พลันรู้สึกว่าไหล่ของเขาถูกกอดไว้เบาๆ

พลังทิพย์ขุมหนึ่งทะลักเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตก คล้ายดั่งฝนห่าใหญ่ที่ตกลงสู้ผืนดินซึ่งแตกเป็นระแหงหลังจากแล้งมานาน ไหลบ่าท้วมท้นเข้าสู่ร่างกายของลั่วปิงเหอ เพียงชั่วพริบตาก็ดับไอสังหารของซินหมัวที่กำลังฟาดฟันลั่วปิงเหออย่างสุดกำลังจนหมดสิ้น

ลมหายใจของลั่วปิงเหอกลับมาคงที่ สามารถโคจรพลังไปทั่วร่างอย่างไม่ติดขัด ทว่าเขากลับใจหายวาบ

ระเบิดตัวเอง!

เสียงใครคนหนึ่งที่เฝ้าดูอยู่ด้านล่างร้องด้วยความตื่นตะลึง “เสิ่นชิงชิวระเบิดตัวเองแล้ว”

เสิ่นชิงชิวปล่อยลั่วปิงเหอ และค่อยๆถอยไปด้านหลัง ระหว่างนั้นก็สะดุดทีหนึ่ง

กระบี่ซิวหย่าร่วงลงไปก่อนแล้ว เจ้านายของมันระเบิดพลังทิพย์ตัวเอง คนอยู่ กระบี่อยู่ บัดนี้กระบี่แตกหักเป็นชิ้นๆกลางอากาศ

เสิ่นชิงชิวที่มักกลืนเลือดลงท้องจนกลายเป็นนิสัย เวลานี้กลับกลืนไม่ลง

หลังจากพลังทิพย์สูญสลาย เขาก็เป็นแค่คนพิการคนหนึ่งที่สู้คนธรรมดาไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียงแผ่วระโหยของเขาแทบถูกลมพัดหายไป ทว่าลั่วปิงเหอกลับได้ยินชัดเจน

ที่เสิ่นชิงชิวพูดคือ “ทุกอย่างในอดีต วันนี้ขอคืนให้เจ้า”

ในที่สุดก็ถือว่าเขาทำเรื่องดีๆแล้วกระมัง

จากนั้นร่างของเสิ่นชิงชิวก็หงายไปด้านหลัง ก่อนดิ่งตกลงไปจากหอสูง

ลั่วปิงเหอได้แต่มองอย่างโง่งม ทุกภาพที่มองเห็นเวลานี้ ล้วนถูกชะลอให้ช้าลงไปไม่รู้กี่เท่า แม้แต่ชั่วพริบตาที่เสิ่นชิงชิวร่วงลงไป ภาพก็ยังเคลื่อนไหวช้าจนเห็นทุกอย่างแจ่มชัดที่สุด

ร่างของเสิ่นชิงชิวลอยคว้างกลางอากาศดุจว่าวโลหิตตัวหนึ่ง

ลั่วปิงเหอขยับตามสัญชาตญาณก่อนสติรู้คิดจะกลับคืนมาเสียอีก เขาชิงเข้าไปรับตัวเสิ่นชิงชิวได้ทันเวลาก่อนจะร่วงสู่พื้น จึงได้พบว่าทรวงอกของเสิ่นชิงชิวเบาหวิว ทั่วทั้งร่างไม่มีพลังทิพย์เหลืออยู่แม้สักเสี้ยว คล้ายดั่งว่าวตัวหนึ่งที่ออกแรกฉีกทีเดียวก็ขาด

แต่ไม่ต้องถึงขั้นฉีกก็สิ้นสลายแล้ว

เขายังไม่กล้าเชื่อ

ซือจุนมิใช่เกลียดชังสายเลือดในตัวเขาอย่างถึงที่สุดหรอกหรือ

มิใช่ไม่ยอมเข้าใกล้เขา คอยขีดเส้นให้ห่างจากเขามาตลอดหรอกหรือ

ทำไมสุดท้ายถึงยอมให้เขาควบคุมจิตใจของตัวเองด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนอย่างตอนนั้นเลยเล่า

เพราะอะไรถึงระเบิดพลังทิพย์ของตนจนหมดสิ้นไม่มีเหลือเพื่อช่วยสะกดข่มการย้อนกลืนกินของกระบี่ซินหมัว

รอบด้านเหมือนมีเสียงคนพูดกันเซ็งแซ่ “คนชั่วช้าถูกประหาร”

เห็นแก่คุณธรรมมากกว่าน้ำมิตร” ฯลฯ

ทว่าในสมองของลั่วปิงเหอกลับสับสนว้าวุ่น ได้แต่กอดเสิ่นชิงชิวเอาไว้ กล่าวพึมพำ “ซือจุน?”

บรรดาศิษย์ชิงจิ้งเฟิงกับวังฮ่วนฮวาทะเลาะกันมาตลอดทาง ในที่สุดก็รุดมาถึง หนิงอิงอิงได้ยินเรื่องที่ลั่วปิงเหอยังไม่ตายแล้ว จู่ๆได้พบกันอีกครั้งเลยทั้งตื่นตกใจทั้งดีใจ แต่พอเห็นเสิ่นชิงชิวที่หลับตาแน่นิ่ง คำพูดที่จ่ออยู่ที่ปลายลิ้นก็เปลี่ยนไปทันที กล่าวเสียงสั่นว่า “อาลั่ว…ซือจุน…เกิดอะไรขึ้น”

หลิ่วชิงเกอเดินเข้ามา มุมปากยังมีคราบเลือด เขากล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ตายสนิทแล้ว”

ศิษย์ทุกคนพากันตกตะลึง

ทันใดนั้นหมิงฟานก็ตะโกนลั่น “เป็นฝีมือผู้ใด”

ทุกคนในที่นั้นหันมองลั่วปิงเหอเป็นตาเดียว

หากพูดกันตามจริงไม่อาจนับว่าลั่วปิงเหอเป้นผู้สังหาร แต่เสิ่นชิงชิวก็ระเบิดตัวเองตายต่อหน้าลั่วปิงเหอจริงๆ

หมิงฟานกับศิษย์ทุกคนที่อยู่ด้านหลังพากันชัดกระบี่หมายจะลงมือ

หลิ่วชิงเกอกล่าว “พวกเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก”

หมิงฟานสองตาแดงก่ำ “อาจารย์อาหลิ่ว ท่านฆ่าเขาได้นี่ ท่านจะแก้แค้นให้ซือจุนใช่หรือไม่ขอรับ”

หลิ่วชิงเกอกล่าวเสียงชืดชา “ข้าก็สู้เข้าไม่ได้เช่นกัน”

หมิงฟานสะอึก

หลิ่วชิงเกอเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก “เสิ่นชิงชิวก็มิใช่เขาฆ่า แต่ถึงเขาไม่ได้ฆ่า ก็นับว่าตายเพราะเขา” หลิ่วชิงเกอกล่าวทีละคำ น้ำเสียงประดุจกระบี่คมกริบออกจากฝัก “แค้นนี้ชางฉยงซานจะต้องทวงคืนแน่นอน”

ทั้งหมดนี้กลับไม่ได้เข้าหูลั่วปิงเหอเลยสักคำ จิตใจเขาสับสน มือเท้าปั่นป่วนทำอะไรไม่ถูก ยังกอดร่างเสิ่นชิงชิวที่เย็นเฉียบลงอย่างรวดเร็วเอาไว้ ทำท่าเหมือนอยากตะโกนเรียก อยากเขย่าแรงๆ เพื่อปลุกให้ตื่น แต่ไม่กล้า เพราะกลัวจะถูกดุ เขางึมงำ “ซือจุน?”

หมิงฟานตะคอก “เจ้าอย่ามาเรียกซือจุนนะ เจ้าไม่คู่ควรเป็นศิษย์ของซือจุน ศิษย์น้องทั้งหลายสู้กับมันเลย สู้ไม่ได้แล้วอย่างไร อย่างมาก็ถูกฆ่าเท่านั้น”

หนิงอิงอิงกลับยกมือขึ้นขวาง หมิงฟานพลันโกรธจัด นึกว่านางยังคงอาลัยอาวรณ์ความหลังครั้งเก่าเลยกล่าวตำหนิ “ศิษย์น้องเล็ก ถึงตอนนี้เจ้าก็ยังแยกแยะไม่ได้หรือ”

หนิงอิงอิงตวาด “หุบปาก! รีบร้อนหาที่ตายขนาดนี้ ซือจุนรู้หรือไม่ หากซือจุนรู้เข้าจะว่าอย่างไร ซือจุนยอมให้ตัวเองติดเชื้อ แต่ไม่ยอมให้พวกเราถูกรังแก แล้วศิษย์พี่กลับไม่ถนอมชีวิตเช่นนี้หรือ”

หลายปีมานี้หนิงอิงอิงทำตัวเป็นสาวน้อยไร้เดียงสามาตลอด ไม่นึกว่ายามนี้กลับแข็งกร้าวขึ้นมา ทำเอาหมิงฟานตะลึงงันไปเลยทีเดียว

ผ่านไปครู่หนึ่งน้ำตาหมิงฟานก็รินไหลออกมา

เขาน้ำตานองหน้า กล่าวอย่างเจ็บช้ำ “แต่ว่า…หากเป็นเช่นนี้ซือจุนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมน่ะซิ…

“ชัดเจนว่าท่านมิได้ทำ แต่ทุกคนก็บอกว่าท่านสมคบกับเผ่ามาร บอกว่าท่านฆ่าคน เป็นคนชั่วช้าสารเลว จับท่านเข้าคุกน้ำ กระทั่งโอกาสจะล้างมลทินให้ตัวเองยังไม่มี

เขาเอ่ยเสียงเครือ “เห็นๆอยู่ว่าเขารักเจ้าเด็กผู้นี้ขนาดไหน ตอนงานชุมนุมเซียนก็เดิมพันศิลาทิพย์ห้าพันก้อนโดยไม่เสียดาย คาดหวังในตัวมันอย่างใหญ่หลวง เวลามีใครกล่าวชมมันก็ดีอกดีใจถึงปานนั้น…สุดท้าย…ยังไม่ยอมเอากระบี่เจิ้งหยางไปคืนยอดวั่นเจี้ยนเฟิง ขอเก็บไว้เอง สร้างสุสานกระบี่ที่หลังเขา เศร้าเสียใจอยู่เป็นนาน ท้ายที่สุด…กลับต้องพบจุดจบเช่นนี้”

ลั่วปิงเหอรับฟังอย่างเลื่อนลอย เหมือนจะฝันก็ไม่คล้ายฝัน เหมือนจะจริงก็ไม่คล้ายจริง

เป็นเช่นนี้จริงๆหรือ

ตอนนั้นความจริงซือจุนก็…เศร้าเสียใจมากหรือ

หนิงอิงอิงเดินขึ้นหน้า ของตาแดงก่ำ แต่น้ำเสียงสงบนิ่ง นางกล่าวว่า “อาลั่ว” เรื่องในเมืองจินหลัน พวกเราถึงแม้ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ก็รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมกลับชางฉยงซานทั้งที่ยังไม่ตาย และไม่ยอมกลับชิงจิ้งเฟิง ทั้งไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงไม่ช่วยพูดให้ซือจุน ยิ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนงานชุมนุมเซียน ทว่าบุญคุณที่ซือจุนอบรมเลี้ยงดูตลอดหลายปี เมตตาเอ็นดูปกป้องเจ้า หาใช่เรื่องเท็จ ไม่ว่าใครก็รู้อยู่แก่ใจ”

นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “หากเจ้ารู้สึกว่าเมื่อก่อนนี้ซือจุนไม่ดีต่อเจ้า ลองคิดดูซิว่าเรื่องในวันที่จี้กวนอิมหยกของเจ้าหายไปนั้น พวกศิษย์พี่ถูกโจมตีอย่างลึกลับ เจ้าน่าจะเคยสะกิดใจว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติซิ ใช้วิชาปลิดใบไม้บุปผามาลงโทษเล็กๆน้อยๆ บนชิงจิ้งเฟิงไม่มีทางมีใครทำได้เป็นคนที่สองหรอก”

ลั่วปิงเหอกอดเสิ่นชิงชิวแน่นขึ้นอีกโดยไม่รู้ตัว

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: