Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 41

Scumbag System 41

ตอนที่ 41

เขากล่าวเสียงเบา “ข้าผิดไปแล้ว ซือจุน…ข้ารู้ความผิดแล้วจริงๆขอรับ “ข้า…ไม่ได้คิดจะฆ่าท่าน…”

หนิงอิงอิงเอ่ยเสียงดัง “เรื่องที่ควรพูดก็พูดหมดแล้ว ต่อให้เมื่อก่อนซือจุนเคยทำสิ่งใดไม่ดีต่อเจ้า ใจของเจ้ายังปล่อยวางไม่ได้ วันนี้ก็นับได้ว่าท่านใช้คืนให้เจ้าแล้วกระมัง นับแต่นี้ไปเจ้า…”

นางพูดมาถึงตรงนี้ก็ทนต่อไปไม่ไหว เบนหน้าหนีไป “ขอให้เจ้า…เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกท่านว่าซือจุนแล้ว”

“ใช้คืนหรือ”

ใช่แล้ว เมื่อครู่เหมือนซือจุนจะพูดว่า ‘คืนให้เจ้า’

หรือนั่นจะเป็นการบอกว่า…ครั้งนั้นที่ผลักเขาตกลงไปในห้วงอเวจี วันนี้จึงชดใช้ด้วยการร่วงหล่นลงจากหอให้เขาแล้ว

ลั่วปิงเหอลนลาน

“ข้าไม่ได้อยากให้ท่านใช้คืนให้ข้า ข้า…ข้าแค่โมโห” เขาพึมพำกับตัวเอง

“ข้าแค่โมโหที่พอท่านเห็นข้าก็ทำเหมือนเห็นผี ซ้ำยังพูดคุยยิ้มแย้มกับคนอื่น ทั้งๆที่เมื่อก่อนทำเช่นนั้นกับข้าคนเดียว ยามนี้แม้แต่พูดก็ไม่ยอมพูดกับข้า ทั้งยังสงสัยข้าด้วย…ข้าผิดไปแล้ว…” เขากล่าวสะดุดเป็นห้วงๆ พูดไปก็เช็ดเลือดบนหน้าเสิ่นชิงชิวไปพลาง

“ท่านไม่ชอบที่ข้าเป็นเผ่ามาร ข้าเลยกลัวว่าหากตรงกลับชางฉยงซาน ท่านจะไล่ข้าออกมา ข้าคิดว่าหากรวบวังฮ่วนฮวาไว้ในมือ อยู่บนมรรคาเซียนที่ถูกต้องเหมือนกันกับท่าน จะทำให้ท่านดีใจได้…”

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงสั่นเครือ “ซือจุน…ข้า…ความจริง…”

บทที่ 9 ชายแดน

พื้นที่ชายแดน

ลมราตรีพัดเร็วแรงผ่านเมืองน้อยที่มีบ้านคนดูบางตา

ถนนทั้งสายมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง จึงค่อยพบวี่แววผู้คนขึ้นมาบ้าง

ที่เรียกว่าพื้นที่ชายแดนนั้นไม่ใช่พื้นที่ชายแดนระหว่างแคว้นหรือระหว่างเมือง หากแต่เป็นบริเวณรอยต่อระหว่างภพมารและภพมนุษย์

สองเผ่าพันธุ์แยกกันอยู่คนละภพ ความจริงระหว่างกลางยังมีห้วงอเวจีอันเป็นมิติที่ฉีกขาดคั่นอยู่ แต่ก็มีบางพื้นที่ๆเขตอาคมกั้นแบ่งอ่อนกำลัง มีการเหลื่อมล้ำของมิติจึงมักพบเห็นผู้อยู่อาศับของสองเขตแดนเดินทางข้ามภพไปมา การลักลอบข้ามพรมแดนไปยังภพหนึ่งด้วยเจตนาร้ายเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว

ไม่มีคนปกติธรรมดาที่ไหนอยากอยู่ในที่ๆเผ่ามารประเดี๋ยวผลุบประเดี๋ยวโผล่ วันนี้เข้ามาลักเล็กขโมยน้อย พรุ่งนี้ฆ่าคนวางเพลิง ดังนั้นวี่แววผู้คนบริเวณพื้นที่ชายแดนจึงยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ต่อให้เคยเป็นเมืองที่คึกคัก แต่เมื่อเส้นแบ่งระหว่างภพไม่ชัดเจน ในที่สุดชาวเมืองส่วนใหญ่ก็อพยพออกไป เหลือเพียงศิษย์ที่สำนักผู้ฝึกวิชาเซียนวิถ๊พรตส่งมาคอยเฝ้ารักษาเขาแดนเท่านั้น

หลูลิ่วรินสุราอุ่นๆ ใส่ชามให้ซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาประจำการคนใหม่ จากนั้นไปล้อมวงสนทนากันที่หน้าเตาไฟตามคนอื่นๆ “พี่น้องมาจากไหนหรือ”

“ทางใต้”

“ทางนั้นหรือ” คนสองสามคนมองหน้ากัน ทำหน้าเชิงเห็นใจ “ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรกระมัง”

ซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่ประคองชามสุรา ตอบอย่างกลัดกลุ้ม “มิผิดทุกสองสามวันเป็นต้องตีกัน ก่อกวนกันเสียงขนาดนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ทนไม่ไหวทั้งนั้น”

ตรงมุมห้องมีคนผู้หนึ่งเอ่ยแทรกขึ้น “ชางฉยงซานและวังฮ่วนฮวาต่างเป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ เหตุใดหลายปีนี้ถึงได้ทะเลาะกันรุนแรงนัก ศิษย์สองฝ่ายเห็นหน้ากันเป็นต้องต่อยตีกันใหญ่โต เจ้าสำนักทั้งสองก็ไม่ดูแลเลยหรือ”

หลูลิ่วเอ่ยว่า “เจ้าอยู่ในสถานที่ผีสางที่แม้แต้นกยังไม่ขี้มากี่ปีแล้ว ไม่สนใจเรื่องราวภายนอกมานานเกินไปแล้วกระมัง ก็เจ้าสำนักทั้งสองต่างนิ่งเฉยเป็นเชิงยอมรับอยู่ในทีนี่แหละ พวกศิษย์ถึงยิ่งวิวาทกันไม่หยุด”

“ไฉนถึงเป็นเช่นนี้เล่า ลิ่วเกอ ท่านเล่าให้ข้าฟังที”

หลูลิ่วกระแอมให้คอโล่ง ก่อนเกริ่นถาม “เรื่องนี้จะว่าไปแล้วซับซ้อนยิ่งนัก พวกเจ้ารู้หรือไม่ ตอนนี้ใครเป็นผู้นำของวังฮ่วนฮวา”

“ได้ยินว่าเป็นเจ้าเด็กน้อยผู้หนึ่ง”

หลูลิ่วหัวเราะหยัน “หากเรียกลั่วปิงเหอว่าเจ้าเด็กน้อย เจ้ากับข้าก็นับว่าใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าแล้ว พูดถึงลั่วปิงเหอผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา เขามาจากชางฉยงซาน เป็นศิษย์เอกของเสิ่นชิงชิวในสังกัดชิงจิ้งเฟิง งานชุมนุมเซียนครั้งนั้นผลงานอยู่อันดับหนึ่ง โดดเด่นมีหน้ามีตาปานใด”

คนผู้หนึ่งถามอย่างสนเท่ห์ “มาจากชางฉยงซาน? เช่นนั้นเขากลายมาเป็นผู้นำของวังฮ่วนฮวาได้อย่างไร”

“หลังงานชุมนุมเซียน ลั่วปิงเหอหายตัวไปสามปี ในสามปีนี้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ใด หรือทำอะไร ตอนนั้นเสิ่นชิงชิวบอกว่าเขาเสียชีวิต ทุกคนเลยเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว ใครเลยจะรู้ว่าสามปีต่อมาเขาหวนคืนมาใหม่ ซ้ำยังกลายเป็นบุคคลสำคัญของวังฮ่วนฮวา บีบให้เสิ่นชิงชิวระเบิดตัวเองตายคาที่ในเมืองฮวาเยวี่ย”

ซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่กล่าว “เรื่องนี้ข้าก็สงสัยมาตลอด เสิ่นชิงชิวผู้นี้ ตกลงว่าถูกใส่ร้ายหรือสมควรตายกันแน่”

หลูลิ่วกล่าวว่า “เรื่องนี้ใครจะกล่าวได้ชัดเจนเล่า ชางฉยงซานนั้นแน่นอนว่าพร้อมใจกันต่อต้านคนนอก ผู้ใดพูดเป็นโดน พวกเขาล้วนมีสันดานเช่นนี้ เห็นแก่คนของตัวเองมากกว่าหลักการ แม้แต่ซังชิงหัวเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิงทรยศหลบหนีไปอยู่กับเผ่ามารซึ่งเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัด พวกเขายังไม่ยอมให้คนอื่นซุบซิบนินทาเลย หลังเกิดเรื่องที่เมืองฮวาเยวี่ยไม่นาน วังฮ่วนฮวาเปลี่ยนผู้นำ กงจู่เฒ่าถอนตัวเร้นกาย ไม่เห็นแม้แต่เงา อำนาจเปลี่ยนมาอยู่ในมือลั่วปิงเหอผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเสิ่นชิงชิวผู้นั้นตาย”

มีคนเปรยเสียงค่อย “เป็นเพราะการตายของคนๆเดียวโดยแท้”

หลูลิ่วกล่าวว่า “การตายของคนผู้นี้สร้างความปั่นป่วนไม่น้อยเลยทีเดียว เสิ่นชิงชิวเป็นคนของชางฉยงซาน นับตามลำดับเป็นเจ้ายอดเขาอันดับสอง แน่นอนว่าร่างของเยาควรต้องนำกลับชิงจิ้งเฟิงไปฝังร่วมกับเจ้ายอดเขาแต่ละรุ่นในอดีต แต่ปัญหาคือลั่วปิงเหอไม่ยอมคืนศพให้เสียอย่างนั้น”

ทุกคนล้วนนึกถึงภาพการเอาศพไปเฆี่ยน ไม่ก็ตากแดด ขนพลันลุกเรียว “ไม่ยอมคืน ชางฉยงซานก็ไม่ช่วงชิงกลับมาหรือ เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงก็ยังอยู่นะ”

หลูลิ่วโบกมือ “สู้ไม่ได้น่ะซิ”

“หา!” โลกทัศน์ของทุกคนพังครืน ตำแหน่งของเจ้ายอดเขาไปจั้นเฟิงที่อยู่ในใจของทุกผู้คนคือนักรบไร้พ่ายมาโดยตลอด คำว่า ‘สู้ไม่ได้’ ช่างยากยอมรับจริงๆ

หลูลิ่วกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่รู้หรือ นับจากครั้งนั้นที่เมืองฮวาเยวี่ย เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงประมือกับลั่วปิงเหอนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเอาชนะได้เลยสักครั้ง ไม่เพียงแค่นั้น หลังลั่วปิงเหอนำศพของเสิ่นชิงชิวกลับวังฮ่วนฮวา ผ่านไปไม่กี่วันก็ไปดักชิงตัวมู่ชิงฟางเจ้ายาดเขาเซียนเฉ่าเฟิงด้วยตัวเองเลยทีเดียว”

มีคนถามขึ้น” เจ้ายอดเขาเซียนเฉ่าเฟิงไม่ถามไถ่เรื่องราวทางโลกเพียงรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คน ไฉนไปกระตุ้นโทสะมารร้ายในคราบมนุษย์ผู้นี้ได้เล่า”

หลูลิ่วตอบว่า “ลั่วปิงเหอจับคนมาขังไว้ในวังฮ่วนฮวาเพื่อชุบชีวิตเสิ่นชิงชิวให้ฟื้นน่ะซิ” เขาทอดถอนใจ “คนก็ตายจนศพแข็งทื่อไปแล้ว ยังจะทำอะไรได้”

ซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่ซัก “ข้าเห็นตอนที่สองฝ่ายสู้รบกัน ชางฉยงซานมักเรียกวังฮ่วนฮวาว่าสุนัขรับใช้ของเผ่ามาร เรื่องมันเป็นมาอย่างไรหรือ”

หลูลิ่วเล่าว่า “นี่เป็นเพราะชางฉยงซานทั้งสำนักเป็นอะไรกันไปหมดแล้วก็ไม่รู้ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าลั่วปิงเหอคือปีศาจจากเผ่ามาร ถึงแม้หลวงจีนวัดเจาหัวหลายรูปจะได้ตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว พลังทิพย์ที่อยู่ในกายลั่วปิงเหอโคจรเป็นปกติ ชางฉยงซานกลับยงยืนกรานเรียกเขาเช่นนี้มาตลอด จองเวรจองกรรมกันไม่จบสิ้น ความเกลียดชังระหว่างสองสำนักยิ่งมายิ่งบานปลาย ข้าว่าต้องมีสักวันที่เรือใหญ่ล่มหมด ไม่มีใครรอดดังนั้น…”

เขาเล่ามาถึงช่วงท้าย ยังไม่วายจะกล่าวปลอบใจตัวเอง “อย่างเราๆที่ถูกส่งมาเฝ้าชายแดนอันแสนจะว่างงานนี้ กลับถือเป็นเรื่องดีไป”

ผู้ที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องกล่าวอย่างฉงน “ข้าไม่เข้าใจ ศิษย์อาจารย์คู่นี้กับสองสำนักนี้ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“แค้นฝังลึกดั่งมหาสมุทรคือคำตอบหนึ่ง แต่ก็ยังมีคำอธิบายอีกอย่างเช่นกัน ข้าเหล่าหลูเห็นว่าเรื่องนี้เชื่อถือได้มากกว่า ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังเอง…”

ขณะที่หลูลิ่วกำลังจะเล่าเรื่องซุบซิบอย่างกระตือรือร้น จู่ๆก็มีเสียง ก๊อก ดังขึ้นที่หน้าประตู

ทุกคนที่อยู่ในร้านพากันตื่นตัวขึ้นมาทันควัน ความง่วงเหงาหาวนอนเมื่อครู่สลายเป็นปลิดทิ้ง แต่ละคนต่างเตรียมอาวุธพร้อม

พื้นที่ชายแดนมีคนอยู่จำนวนน้อย เหลือแต่ความเปล่าเปลี่ยว เมืองทั้งเมืองมีกองกำลังพิทักษ์ชายแดนของพวกเขาแค่กลุ่มเดียว คนที่ออกไปลาดตระเวนอยู่ไม่มีทางกลับมาเร็วขนาดนี้ ส่วนชาวบ้านที่เหลืออยู่ไม่มากนักคงไม่มีทางออกมาเพ่นพ่านรนหาที่ตายข้างนอกกลางดึกดื่นเด็ดขาด

ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง ผ่านไปครู่ใหญ่ประตูจึงถูกเคาระอีกสองครั้ง

หลูลิ่วถามเสียงขึงขัง “ผู้ใด”

ลมเย็นเฉียบพัดมาระลอกหนึ่ง แสงจากตะเกียงและเทียนไขดับวูบ ทำให้ห้องมืดสนิทในชั่วพริบตา เหลือเพียงแสงสีแดงริบหนี่จากเตาไฟเพียงอย่างเดียว

บนกระดาษกรุหน้าต่างปรากฏเงาของชายหนุ่มที่สะพายกระบี่อยู่ด้านหลัง คนผู้นั้นกล่าวเสียงดังฟังชัด “พี่ลิ่ว ข้าเอง วันนี้หนาวเหลือเกิน ข้าเลยกลับมาก่อน รีบเปิดประตูให้ข้าเข้าไปดื่มสุราอุ่นๆทีเถอะ”

คนที่เหลือผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนร้องด่า “อยากตายหรือเหล่าฉิน เอาแต่เคาะประตูไม่พูดไม่จา ถ้าไม่รูคงนึกว่าเจ้าถูกผีกินไปแล้ว”

ผู้ที่อยู่ด้านนอกหัวเราะหึๆ หลูลิ่วรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่นึกไม่ออกว่าอะไรที่ผิดปกติ เขากล่าวอนุญาตเสียงเบา “เข้ามาเถอะ” ว่าแล้วก็ผลักประตูเปิดออก

นอกเหนือจากลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้า ก็มีแต่ความว่างเปล่า

หลูลิ่วปิดประตูปัง “จุดไฟ จุดไฟๆ”

มือของซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่สั่นระริก รีบหมุนกายไปวาดคาถาเรียกไฟ แสงไฟส่ายไหวจับเงาร่างคนสองสามคม เขายังไม่ทันได้จุดตะเกียงก็หันกลับมาอีก กล่าวเสียงตะกุกตะกัก “ลิ่วเกอ ขะ…ข้าอยากถามท่านหน่อย”

หลูลิ่วถามอย่างหงุดหงิด “ลีลาอันใดอีกเล่า”

ซิวซื่อที่เพิ่งย้ายมาใหม่กล่าว “พวกเรา…ในร้านนี้เดิมทีมีหกคนใช่หรือไม่ แต่ไฉนตอนนี้ที่ข้าเห็น…คล้ายจะมีเจ็ดคนล่ะ

เงียบกริบ

ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนดังลั่น ไม่รู้ว่าเป็นใครที่ชิงลงมือก่อน เสียงร้องโหยหวนและเสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว หลูลิ่วตะโกน “จุดไฟ! จุดไฟ!”

ทุกคนรีบร่ายคาถาเรียกไป แต่การเคลื่อนไหวนั้นสับสนเกินไป เปลวไฟสะบัดวูบวาบจนไร้ทิศทาง เงาร่างส่ายไปมาอย่างรวดเร็วทำเอาตาพร่า มองไม่ชัดว่าใครเป็นใคร ทุกคนกลัวจะทำร้ายพวกเดียวกันเลยไม่กล้าลงมือรุนแรง ทำให้ผู้ที่แผงตัวเข้ามาฉวยโอกาสจับปลาในน้ำขุ่น ลงมือทางนี้กรงเล็บหนึ่ง ทางนั้นดาบหนึ่ง ขณะที่หลูลิ่วกำลังโมโหเดือดดาลก็ถูกบีบคอหมับเข้าให้

หลูลิ่วตาเหลือกขาว สองขาค่อยๆลอยขึ้นจากพื้น มองเห็นไม่ชัดว่าเป็นคนหรือตัวอะไรที่บีบคอเขาอยู่ ขณะที่เข้าใจว่าตนคงต้องตายเป็นแน่แท้ ประตูกลับดีผึงเปิดออกทั้งสองบาน ลมแรงกระหน่ำม้วนพัดเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของคนผู้หนึ่ง

หลูลิ่วมองไม่เห็นว่าคนผู้นั้นเตะต่อยอย่างไร ได้ยินเสียงประหลาดออกมาคำหนึ่ง ดูเหมือนว่าดังมาจากอะไรบางอย่างที่บีบคอตนอยู่ ไม่ช้าคอของหลูลิ่วก็เป็นอิสระ

คนหกคนในห้องอยู่ในภาวะตกใจเสียขวัญต่างทำอะไรไม่ถูก บ้างลงไปนอนกองกับพื้นแล้วก็มี คนผู้นั้นดีดนิ้วทีหนึ่ง ตะเกียงน้ำมันทั้งหมดในห้องก็พลันสว่างพึ่บพร้อมกัน

ผู้ที่มาใหม่ก้มมองดูสักพักก็ยืดกายขึ้นกล่าวว่า “ไม่เป็นไร สลบไปแล้ว”

คนผู้นี้เปราะดินโคลนทั้งตัวราวกับเพิ่งถูกขุดออกมาจากหลุม ทั้งยังมีหนวดเครารกรุงรังปกปิดเครื่องหน้าทั้งห้า เห็นๆอยู่ว่ารูปร่างผอมบางแบบเด็กหนุ่ม แต่ดูจากใบหน้ากลับเหมือนจะเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ที่มีหนวดเครารกครึ้ม

กว่าหลูลิ่วจะหายจากอาการตัวสั่นสะท้านไม่ใช่เรื่องง่าย จ้องมองผู้มาเยือนจากหัวจรดเท้าอย่างประเมินครู่หนึ่งจึงค่อยยกมือขึ้นกุมหมัดคารวะ “ขะ…ขอบพระคุณท่านที่ช่วยเหลือขับไล่ปีศาจเมื่อครู่ขอรับ”

คนผู้นั้นเอามือวางบนไหล่หลูลิ่ว “ผู้น้อยมีเรื่องจะขอรบกวนถาม”

หลูลิ่วเอ่ย “เชิญถามได้เลย”

อีกฝ่ายถามว่า “ปีนี้ปีอะไรแล้ว”

…………………………….

ตอนที่เสิ่นชิงชิวกลิ้งบ้างคลานบ้างลงมาจากบนเขา ก็นึกอยากจับเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมาซัดพลังใส่สักหมื่นรอบ จะซัดกายทิพย์หรือบั้นท้ายก็ได้ทั้งนั้น

แรกสุดเลย วิธีการหนีเอาตัวรอดที่เขาคิดไว้ ความจริงแล้วก็คือการแกล้งตาย

แต่แค้แกล้งตายจะมีความหมายอะไร เพียงหาหุ่นเชิดหรือคนหน้าตาคล้ายกันมาแกล้งตาย ส่วนตัวจริงก็ใช้อุบายจักจั่นทองลอกคราบซึ่งละครทีวีมีให้เห็นกันจนเกร่อแล้ว

ดังนั้นวิธีการที่เขาใช้จึงต้องเป็นการตายของจริง!

วันนั้นเขาต้องระเบิดพลังทิพย์ตัวเอง ไหนๆก็ต้องลงมืออยู่แล้วเลยทำความดีไปด้วยเสียเลย ชักนำปราณมารที่พลุ่งพล่านอยู่ในกายลั่วปิงเหอเกือบทั้งหมดออกมา หากจะพูดว่าล่อซะชีพจรทิพย์ของตัวเองละเอียดเป็นจุณก็ไม่เกินความจริงแม้แต่น้อย

เป็นการยอมตายเพื่อจะได้เกิดใหม่

หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา มีชื่อย่อๆว่า ‘หญ้าเนื้อ’ ความหมายก็ตรงตามตัวอักษร หญ้านี้สำหรับผู้ฝึกวิชาเซียนแล้วคงไม่มีประโยชน์อะไรนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นมาจากปราณทิพย์ของฟ้าดินซึ่งสั่งสมมาจากแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ เอาต้นอ่อนของมันไปเลี้ยงในดินที่อุดมไปด้วยปราณทิพย์ ร่วมกับการหล่อเลี้ยงด้วยเลือดกับปราณ จากนั้นดูแลอย่างทะนุถนอม พอโตได้ที่จะสามารถเอามาเพาะเป็นกายเนื้อที่มีชีวิตเคลื่อนไหวได้ กายเนื้ออาจเติบใหญ่ได้ก็จริง แต่จิตวิญญาณกลับไม่อาจใช้วิธีนี้สร้างขึ้นมาได้ สรุปแล้วที่เพาะออกมาได้ก็คือคราบว่างเปล่า จึงเหมาะสมจะเอามาใช้เป็นภาชนะรองรับจิตวิญญาณ

‘ฤดูใบไม้ผลิเพาะเสิ่นน้อยไว้ พอฤดูใบไม้ร่วงก็จะเก็บเกี่ยวเสิ่นใหญ่ได้’ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

แต่หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราไม่ใช่ผักกาดขาวที่แค่รดน้ำใส่ปุ๋ยก็เลี้ยงให้รอดได้ เสิ่นชิงชิวเพาะเลี้ยงหญ้าเนื้อตายไปหลายต้นทีเดียวกว่าจะได้หญ้าเนื้อที่สมบูรณ์ออกมา

ซั่งชิงหัวกับเขาคำนวณพิกัดพื้นที่เอาไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้สามารถควบคุมได้จากระยะไกล เขาสร้างข่ายมนตร์สำหรับส่งถ่ายไว้ใต้ดินของหอที่สูดที่สุดในเมืองฮวาเยวี่ย ยามพระอาทิตย์เปล่งแสงเจิดจ้าที่สุด ซั่งชิงหัวก็จะร่ายคาดามาจากข่ายมันตร์ที่ชางฉยงซานด้วยอีกแรง ทันทีที่วิญญาณของเสิ้นชิงชิงออกจากร่าง ก็จะถูกส่งไปอยู่ในหญ้าน้ำค้างซึ่งโตได้ที่และได้นำไปฝังไว้ก่อนแล้วในป่าลึกบนภูเขาของพื้นที่ชายแดน

สามสถานที่ สามข่ายมนตร์ เมื่อลากเส้นเชื่อมโยกจะได้เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าที่เสถียรที่สุด ซึ่งตามหลักแล้วมันจะต้องเสถียรที่สุดไว้ใจได้ที่สุด

ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวดันอยู่ที่ใครบางคน

ไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีไว้ได้ได้เกินไปหน่อยจริงๆ

แม้จะไม่มีข้อผิดพลาดที่เสิ่นชิงชิวกังวลไว้ก่อนหน้า เช่น ‘แขนขาโตไม่เท่ากัน’ หรือ ‘ส่วนสำคัญลืมงอก’ แต่หญ้าแก่นน้ำค้างสุริยันจันทราที่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เร่งให้โต แน่นอนว่าต้องมีผลข้างเคียง

ตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ เสิ่นชิงชิวนิ่งรอสักพัก แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงคอมพิวเตอร์สังเคราะห์อันแสนจะน่าชังที่มีน้ำเสียงตายด้านแบบเว็บแปลภาษากูเกิลเลย

เขานึกดีใจแทบเป็นบ้าเป็นหลัง

ระบบไม่ออกมาแล้ว ฮ่าๆๆ ระบบไม่ออกมาแล้ว ตูเปลี่ยนฮาร์ดแวร์แล้ว ไม่ลงโปรแกรมที่มีไวรัสอย่างเอ็งแล้ว ฮ่าๆๆ

เมื่อวางใจได้ชั่วครู่ชั่วยาม เขาก็แดนซ์กระจายอย่างอดไม่อยู่…แดนซ์กระจายพ่องซิ

ตัวเขาทั้งตัวยังฝังอยู่ในดิน จะขยับตัวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

เขาปล่อยให้ตัวเองนอนฝังอยู่อย่างนั้นหนึ่งวัน โดยเริ่มสั่งสมพลังไว้ที่หว่างนิ้ว จนกระทั่งควบคุมอวัยวะแขนขาได้ทั้งตัวนั่นแหละ เสิ่นชิงชิวถึงค่อยคลานงกๆเงิ่นๆออกมาได้

ชั่วขณะที่พังดินออกมา ยังไม่ทันจะได้สูดอากาศให้สดชื่นเต็มปอดเขาก็หกคะเมนตีลังกาทันที

เฮ้อ ร่างกายไม่ฟังคำสั่งซะแล้ว เขาลงไปนอนพังพาบกับพื้น

ตลอดทั้งวันเขาเดินไปด้วยก็บริหารร่างกายไปด้วยจนกระทั่งค่ำ กิริยาท่าทางของเสิ่นชิงชิวจึงค่อยดูเหมือนคนปกติขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ไม่มีอาการมือเท้าไปทางเดียวกันแล้ว

ส่วนต้นแบบของร่างนั้น ทีแรกเขาคิดจะใช้หน้าตาของเสิ่นหยวนซึ่งก็คือตัวเขาในชาติก่อน ถึงแม้กลิ่นอายและหน่วยก้านของผู้บำเพ็ญพรตบำเพ็ญเซียนจะเทียบเสิ่นชิงชิวไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นคราบร่างที่ไม่เลวนัก แต่ให้อารมณ์เด็กหน้าขาวที่ซึมเศร้ารอวันตายอยู่นิดหน่อยเท่านั้น เนื่องจากตอนที่เพาะเลี้ยงหญ้าเนื้อต้องใช้เลือดเนื้อของเสิ่นชิงชิว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดผลกระทบ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: