Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 43

Scumbag System 43

ตอนที่ 43

เสิ่นชิงชิวก็สอบถามเป็นเรื่องเป็นราวว่า “เจ้าเป็นศิษย์ของไป่จั้นเฟิงหรือ”

“ขอรับ”

“อยู่ใต้สังกัดผู้ใด”

“ซือจุนข้าคือเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง หลิ่วชิงเกอขอรับ”

เสิ่นชิงชิวประหลาดใจมาก

แต่ไหนแต่ไรมาหลิ่วชิงเกอไม่เคยรับศิษย์ คนที่อยู่บนยอดไป่จั้นเฟิงส่วนใหญ่เป็นศิษย์รุ่นเดียวกันกับเขา หรือไม่ก็เป็นลูกศิษย์ที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขารับไว้ ตัวเขาเองไม่เคยสนใจสอนศิษย์ ต่อให้การสอนศิษย์ของไป่จั้นเฟิงจะว่าไปก็เป็นแค่การซ้อมศิษย์คนนั้นให้หนักหน่อยเท่านั้น

เสิ่นชิงชิวนึกสงสัยอยู่บ้าง “เจ้าชื่ออะไร”

เด็กหนุ่มตอบเสียงดังฟังชัด “หยางอี้เสวียนขอรับ”

ว่าแล้ว คุ้นหน้าแบบนี้ ต้องเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่

ห้าปีนี่นานพอจะให้เด็กคนหนึ่งโตเป็นผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว เสิ่นชิงชิวมองประเมินหยางอี้เสวียนขึ้นๆลงๆ นึกถึงครั้งนั้นที่หลิ่วชิงเกอสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีทางรับศิษย์มาให้รำคาญใจเด็ดขาด สุดท้ายก็ยังรับมาจนได้

หยางอี้เสวียน “ผู้อาวุโสขอรับ?”

เสิ่นชิงชิวถาม “ซือจุนของเจ้าหลายปีมานี้เป็นอย่างไรบ้าง”

จากกันที่เมืองฮวาเยวี่ย พ่ายแพ้ให้แก่ลั่วปิงเหอน่าจะทำให้หลิ่วชิงเกอช็อคไปไม่น้อย เสิ่งชิงชิวคิดว่าเขาควรต้องใส่ใจสถานการณ์ของศิษย์น้องผู้นี้เสียหน่อย

หยางอี้เสวียนตอบตามตรง “พ่ายแพ้อยู่ร่ำไป”

เสิ่นชิงชิวไร้วาจาจะกล่าว “…”

พ่ายแพ้อยู่ร่ำไป ถ้อยคำนี้ต้องมาเกี่ยวข้องกับเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง ช่างชวนให้ใจสลายจริงๆ

เสิ่นชิงชิวซักต่อ “เขาสู้กับใคร ลั่วปิงเหอหรือ”

หยางอี้เสวียนแค่นเสียง “นอกจากเจ้าเดรัจฉานน้อยผู้นั้นแล้วยังจะเป็นใครได้อีก”

เสิ่นชิงชิวหน้าเหยเกเล็กน้อย หยางอี้เสวียนเด็กกว่าลั่วปิงเหอไม่น้อย คำว่า ‘เจ้าเดรัจฉานน้อย’ นี้ไปเรียกตามอย่างใครกัน

แต่เขาไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ทั้งชางฉยงซานพอพูดถึงลั่วปิงเหอขึ้นมา ถ้าไม่ใช่ ‘เจ้าเดรัจฉานน้อย’ ก็เป็น ‘ลูกปีศาจเผ่ามาร’ หรือไม่ก็ ‘หมาป่าเนรคุณ’ ที่เรียกแค่ ‘ไอ้เจ้าลั่วปิงเหอผู้นี้’ ก็นับว่าเกรงใจแล้ว

เสิ่นชิงชิวถามว่า “แล้วเจ้าตกมาอยู่ในมือปีศาจสาวผู้นี้ได้อย่างไร ข้าได้ยินที่นางพูดแล้วฟังทะแม่งๆ อะไรคือ ‘จะตัดใจได้อย่างไร’ ”

หยางอี้เสวียนหน้าแดงเถือก “หากมิใช่เพราะนางมารผู้นี้ทำอุบายโฉดชั่ว ปลอมตัวเป็นหญิงสาวที่ประสบเคราะห์กรรมก่อน พอถูกข้าสงสัย ก็ถอด…ถอด…ข้าย่อมไม่มีทางติดกับให้นางจับตัวได้เป็นอันขาด”

เก็ทเลย

เสิ่นชิงชิวเลยสั่งสอนเขา “ดูเจ้าสิ ดูเจ้าสิ แบบนี้เหมือนมาจากไป่จั้นเฟิงหรือ ไม่เข้าใกล้สตรี ไม่ได้หมายความว่าจะกลัวสตรีนะ แค่ถอดเสื้อผ้านับเป็นอะไรได้ ยิ่งผู้หญิงคนเดียวถอดเสื้อผ้าจะนับเป็นกระไรได้ ครั้งนั้นซือจุนของเจ้าไปปราบเม่ยเยา(ภูตยวนเสน่ห์) ทั้งถ้ำไม่มีนางปีศาจตัวใดสวมเสื้อผ้าสักตน” แน่นอนว่าตอนนั้นเขาก็อยู่ด้วย ยังเคยนึกสงสัยว่าหลิ่วชิงเกอถ้าไม่ X ตายด้านก็ต้องมีปัญหาทางด้านร่างกาย เช่น…

(เม่ยเยา หรือภูตยวนเสน่ห์ คือ ปีศาจประเภทหนึ่งที่มีรูปร่างแบบหญิงมนุษย์ หน้าตางดงาม ใช้เสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้มาติดกับแล้วดูดซับปราณ คล้ายกับซัคคิวบัส ของทางตะวันตก

ใบหน้าของหยางอี้เสวียนเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส “ทั้งถ้ำเลยหรือขอรับ สมแล้วที่เป็นซือจุน”

จากนั้นก็กล่าวอย่างใคร่รู้ “ผู้อาวุโสสนิทสนมคุ้นเคยกับซือจุนหรือขอรับ หาไม่แล้วรู้ได้อย่างไรว่าซือจุนของข้าเคยปราบเม่ยเยา”

เสิ่นชิงชิวกระแอมทีหนึ่ง “เรื่องเก่าแล้ว นมนานกาเลมาแล้ว”

กลับเข้าเรื่อง ซาหัวหลิงไม่เพียงจับตัวหยางอี้เสวียน แต่น่าจะจับตัวหลิ่วหมิงเยียนมาด้วย จับตัวศิษย์ชางฉยงซานอย่างเอิกเกริกปานนี้ เห็นทีว่ามีสาเหตุประการเดียว

ลั่วปิงเหอเกิดเรื่องแล้ว

ระบบพลังฝึกปรือของลั่วปิงเหอนั้นเป็นแนวทางที่ไร้ตรรกะอย่างยิ่ง เป็นการฝึกพร้อมกันไปทั้งสองวิธีการ รวมระบบซึ่งความจริงแล้วขัดแย้งกันให้เป็นหนึ่งเดียว การกระทำเช่นนี้จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างปราณทิพย์กับปราณมารไว้ให้ได้

ทว่าการเข้าแทรกแซงของกระบี่ซินหมัว จะทำให้ปราณมารแก่กล้าสูญเสียสมดุล ปราณไหลเวียนไม่พอดี

เพื่อแก้ปัญหานี้ วิธีการที่ลั่วปิงเหอใช้คือเอาคนมาเป็นสื่อนำ ยามพระจันทร์เต็มดวง หาคนผู้หนึ่งที่มีพลังทิพย์อันแข็งแกร่ง ถ่ายทอดปราณมารที่มีเหลือล้นในกายเข้าไป แล้วดูดซับปราณทิพย์ของคนผู้นั้นเข้ามาเป็นการแลกเปลี่ยน เช่นนี้ก็จะเกิดความสมดุลแล้ว

ถึงอย่างนั้นเนื่องจากปราณมารของลั่วปิงเหอมีอานุภาพร้ายแรงเกินไป ทำให้บ่อยครั้งหลังจากถ่ายเทพลังเสร็จคนก็มักพิการไปเสียแล้ว เอามาใช้ซ้ำไม่ได้อีก ภาชนะในการโอนถ่ายพลังเหล่านี้จึงมักใช้ได้อย่างจำกัดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

การจับสื่อมีชีวิตเป็นเรื่องยุ่งยาก ลั่วปิงเหอย่อมไม่ลงมือทำเอง เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เดี๋ยวซาหัวหลิงก็จะไปจับคนมาให้เขาเลือกใช้ได้ตามสะดวก ลั่วปิงเหอเพียงใช้กระบี่ซินหมัวกรีดเปิดทางเข้ามาในภพมารในคืนพระจันทร์เต็มดวง แล้วตรงเข้าไปจับคนมาใช้ก็ได้แล้ว

ที่อนาถก็คือซาหัวหลิงในนิยายดั้งเดิมอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจผลปรากฎว่าลั่วปิงเหอกลับไปลั้นลากับนักพรตหญิงหน้าตางดงามสามคนของอารามเทียนอีที่นางเลือกมาด้วยตัวเองซะงั้น ตรองดูก็รู้แล้วว่าซาหัวหลิงจะโมโหเดือดดาลขนาดไหน

เสิ่นชิงชิวซักไซ้ “ตอนที่เจ้าถูกจับมา มีคนอื่นอีกหรือไม่ แล้วถูกจับไปไว้ที่ไหน”

หยางอี้เสวียนส่ายหน้า “หลังเข้ารอยแยกระหว่างสองภพมาก็เป็นถ้ำฉื้ออวิ๋น(เมฆแดงฆ ที่เป็นรังของนางมารผู้นั้นเลย ข้าถูกขังเดี่ยว จึงไม่เห็นผู้ใดอีกขอรับ”

เสิ่นชิงชิวแกว่งพู่ห้อยกระบี่ของหลิ่วหมิงเยียนเล่น “ข้าเดาว่าไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวที่ถูกจับมาหรอก”

คิดแล้วก็ขอไปดูสักหน่อยดีกว่า อย่างไรซะคืนนี้ก็ไม่ใช่คืนวันเพ็ญและไม่ใช่เวลาถ่ายโอนปราณ ตอนนี้ลั่วปิงเหอคงมัวยุ่งอยู่กับการก่อกรรมทำเข็ญสร้างความแตกแยกอยู่ในภพมนุษย์ ไม่น่าจะมาสุมหัวอยู่กับซาหัวหลิง การที่ตนไปช่วยหลิ่วหมิงเยียนที่ไม่ควรปรากฏตัวที่นี่ ไม่ถือเป็นการทำลายเนื้อเรื่อง มิหนำซ้ำยังถือเป็นการแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมด้วยซ้ำ

หยางอี้เสวียนรีบวิ่งตามมา “ข้าไปด้วย กระบี่ข้ายังอยู่ในมือนางมารนั่นขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถาม “เจ้าไม่กลัวนางถอดเสื้อผ้าแล้วหรือ”

หยางอี้เสวียนกล่าวอย่างเหยียดหยาม “ข้าไม่กลัวหรอก อีกอย่างตลอดทางมานี่นางถอดไปหลายสิบรอบแล้ว ยังมีอะไรแปลกพิศดารอีกเล่า”

เสิ่นชิงชิวหมุนกายเงียบๆ ดูท่าว่าที่นางจับนายขังเดี่ยวก็เพื่อถอดเสื้อให้นายดู วาสนาอันเหลือเชื่อนี้ ไอ้หนุ่มเอ๊ย นายต้องโดยพระเอกซ้อมตายแน่ ศิษย์คนเดียวของหลิ่วชิงเกอเสียด้วย น่าเป็นห่วงจริง

เมื่อเข้ารอยแยกของห้วงอากาศมาแล้ว บรรยากาศก็ราวกับผ่านธารน้ำร้อนที่กำลังไหลพลั่งๆ ออกมาอีกทีก็เป็นเขตแดนของเผ่ามาร

ฝั่งภพมนุษย์เป็นเวลาหลังเที่ยงคืนแล้ว ขณะที่ทางฝั่งภพมารเพิ่งจะเริ่มโพล้เพล้ อากาศค่อยข้างแห้งเป็นพิเศษ

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย เหมือนอาการแพ้ที่สูง เขามองไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ไม่เห็นความแตกต่างจากภพมนุษย์ตรงไหนเลย ก็แค่ต้นไม้มีน้อยไปนิด ดูท่าว่าทีมโปรเจคโลกสีเขียวคงทำงานไม่ดีเท่าไหร่

หยางอี้เสวียนทำหน้าที่นำทาง ผ่านป่าหินระเกะระกะก็เจอปากทางเข้าถ้ำฉื้ออวิ๋นอย่างรวดเร็ว ได้ยินคำร่ำลือเกียวกับวัฒนธรรมการก่อสร้างของเผ่ามารมานาน พอมาเห็นด้วยตาตัวเอง ช่าง…ไม่ธรรมดาจริงๆ

เผ่ามารนิสัยชอบความมืดสลัว ที่พำนักและสถานที่พักแรมส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ดิน ปากทางเข้าถ้ำแห่งนี้ดูแล้วเหมือนสุสานที่ตกแต่งอย่างอลังการเป็นพิเศษ

เสิ่นชิงชิวนึก ดูสิ มีหินก้อนใหญ่ล้อมปิด ด้านหน้าปักป้ายหิน บนป้ายหินมีตัวอักษรโย้เย้สีแดงเขียนไว้สามตัว ถ้านี่ไม่ใช่สุสานแล้วจะเป็นอะไร

เขากักกระแสปราณทิพย์ไว้ในมือ เตรียมพร้อมโจมดีใส่หน้าศัตรูที่อาจปรากฏตัวออกมาจากทางเข้าสุสาน เอ๊ย ไม่ใช่ จากปากทางเข้าถ้ำ แต่พอลงไปกลับไม่เห็นเวรยามคอยเฝ้า คิดๆแล้วก็ไม่แปลก แต่ไหนแต่ไรมีมีแต่เผ่ามารลอบเข้าไปในภพมนุษย์เพื่อแสดงอำนาจอวดบารมี ไหนเลยจะมีมนุษย์วิ่งมารนหาที่ตายฝั่งนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีเวรยามเลยสักนิด

คนทั้งสองลอบลัดเลาะเข้าไปข้างใน พอผ่านระเบียงทางเดินหินมาได้ก็เป็นห้องโถงขนาดใหญ่

ในห้องโถงปูหนังสัตว์แปลกประหลาดสารพัดชนิดไว้จนเต็ม มองผิวเผินทีแรกเหมือนยังมีชีวิต ซาหลัวหลิงกำลังเดินย่ำเท้าเปลือยเปล่าไปมาบนหนังเสือขนาดใหญ่

เสิ่นชิงชิวเป็นห่วงว่าหยางอี้เสวียนจะทะเล่อทะล่าจนทำเสียงดังให้อีกฝ่ายรู้ตัว ขณะกำลังจะเตือนกลับเห็นเด็กคนนี้เม้มปากซะแน่นอย่างรู้งาน จึงหันกลับไปอย่างวางใจ

สองด้านของห้องโถงเรียงรายไปด้วยกรงหลายใบ ในกรงล้วนเป็นเหล่าซิวซื่อที่ถูกมัดแขนมัดขาไพล่หลัง สวมเครื่องแบบสีต่างกัน บ้างดูอายุยังน้อย บ้างดูเหมือนนักพรต บ้างเซื่องซึม บ้างกำลังทำหน้าถมึงทึง

ซาหัวหลิงเดินมายังหน้ากรงใบหนึ่ง เอามือกอดอก “คนจากชางฉยงซานของพวกเจ้าทั้งรับมือ ยาก ทั้งหน้าชังจริงๆ กว่าจะจับตัวมาได้สองคนอย่างลำบาก มีคนหนึ่งที่ยังไม่ทันเอามาขังก็หนีไปเสียแล้ว”

นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากมิใช้…หากมิใช้เพราะ…ข้าละอยากจับพวกเจ้าตีให้ขาหักนัก”

ในกรงนี้หลิ่วหมิงเยียนที่สวมผ้าคลุมหน้านั่งขัดสมาธิ หลับตา ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกแม้แต่น้อย

ซาหัวหลิงเห็นนางไม่สนใจตัวเองก็หัวเราะหยัน “เจ้าสวมของพรรค์นี้ไว้บนหน้า ไม่เคยเอาออกเลยหรือ อ้อ ข้ารู้แล้ว หรือว่าหน้าตาเจ้าอัปลักษณ์เกินไป เลยเจียมตนไม่กล้าเอาออกกระมัง

เสิ่งชิงชิวนึกค่อนว่า น้องสาว…เธอรู้ไหมว่าคนที่เธอจะต้องอิจฉาริษยาที่สุดในภายภาคหน้าเป็นใคร ไปว่าเขาอัปลักษณ์ก็เท่ากับตบหน้าตัวเองเลยนะ

สัญชาตญาณของผู้หญิงเป็นเหตุ ซาหัวหลิงมองหลิ่วหมิงเยียนอย่างไรก็ขัดหูขัดตา เลยเปิดประตูกรงลากตัวนางออกมา ตวาดว่า “คุกเข่า!”

แน่นอนว่าหลิ่วหมิงเยียนย่อมไม่ยอมคุกเข่า แม้พลังทิพย์เหลือแต่กลับยืนอย่างมั่นคง

ซาหัวหลิงทั้งฉุดทั้งกระชากยังไม่อาจทำให้นางคุกเข่าได้ ก็โมโหแทบควันออกหู กระชากผ้าคลุมหน้านางลงมาทันที

พริบตานั้นดวงหน้าน้อยๆ ขาวปานหิมะของซาหัวหลิงก็กลายเป็นสีขาวไปจริงๆ

เสิ่นชิงชิวตะโกนร้องในใจ หันมา หันมา ฉันอยากเห็น รีบให้ฉันดูหน้านางเอกอันดับหนึ่งหน่อยว่าเป็นอย่างไร

หลายปีที่อยู่ชางฉยงซาน เพราะต้องคำนึงถึงศักดิ์ฐานะตัวเอง เลยไม่อาจขอว่า ‘หวัดี ศิษย์หลาน ได้ยินว่าเธอสวยมาก ขอดูหน้าเธอหน่อยได้เปล่า’ แบบนั้นมันเหมือนคำพูดของผู้ชายสารเลวที่กำลังล่วงละเมิดทางเพศก็ไม่ปาน เขาจึงไม่เคยได้เห็นหน้าหลิวหมิงเยียน ทำเอาอกจะแตกตายอยู่แล้ว

แต่หลิ่วหมิงเยียนยังไม่ทันได้หันหน้ามาให้เขาได้ปลาบปลื้ม ซาหัวหลิงก็ตาลุกวาบ งอนิ้วทั้งห้าเป็นตะขอ หมายจะเข้าไปตะกุยกหน้าหลิ่วหมิงเยียน

ดังนั้นตอนที่ถูกซัดกระดอนออกไปไกลเป็นครั้งที่สองในคืนนี้ ในที่สุดซาหัวหลิงก็ทนไม่ไหว ถ่มเลือดที่กลั้นไว้ในปากออกมา ในสมองพลันผุดความคิดปลอบใจตัวเอง ยังดีที่คราวนี้เสื้อผ้าไม่ฉีกจึงไม่ต้องเปลี่ยนใหม่…

ถึงเสิ่นชิงชิวจะฟาดนางกระเด็นออกไป แต่แขนเสื้อดันถูกนางกรีดจนขาดเป็นรอยห้าแถบ ก็นึกผวาในใจ เล็บมือของเธอเพิ่งถูกฉันตัวเหี้ยนไปชั่วยามก่อนเองไม่ใช่รึ หรือว่ามันงอกใหม่ได้ไม่จำกัด

เขาฟาดซาหัวหลิงกระเด็นแล้วรีบหันไปดูหน้าหลิ่วหมิงเยียน แต่พอหันไปก็ขาเซวูบ เวลาสั้นๆแค่นี้นางดันเอาผ้าคลุมหน้าขึ้นมาสวมทันเวลา เขาเลยไม่ได้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไรเลยสักแวบ

หยางอี้เสวียนหากระบี่ของตัวเองที่ถูกปักไว้ในซอกหินเจอแล้ว รีบเข้าไปเอากระบี่ตัดโซ่เหล็กที่ประตูกรงด้วยความรวดเร็วสุดจะเปรียบ ตัดกรงหนึ่ง คนโขยงหนึ่งก็กรูกันออกมา

เสิ่นชิงชิวมองปราดไปเห็นร่างในชุดสีครามสามคนก็ตกใจใหญ่ “หยุดก่อนๆ อย่าเพิ่งใจร้อย”

หยางอี้เสวียนหันกลับมามองด้วยความกังขา “มีปัญหาอะไรหรือขอรับ ผู้อาวุโส” ไม่ทันขาดคำเสิ่นชิงชิวก็เห็นเขาเปิดประตูกรงที่อยู่ใกล้มือออก นักพรตหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา รูปโฉมประหนึ่งเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันสามคนก็พุ่งกายออกไปจากถ้ำฉื้ออวิ๋นราวกับพายุสามสายทันที

สหาย นายปล่อยคนมั่วซั่ว ดันปล่อยคนที่ไม่ควรปล่อยออกไปเสียแล้ว

สามศรีพี่น้องที่จะทำหน้าที่กรุยปราณมารให้ลั่วปิงเหอในระยะยาวถูกนายปล่อยออกไปแล้ว

ความผิดพลาดใหญ่หลวงเกิดขึ้นแล้ว เสิ่นชิงชิวน้ำตานองอยู่ในใจ แต่ไม่อาจสั่งให้หยางอี้เสวียนออกไปตามจับพวกนางกลับมาเข้ากรงใหม่ได้ ด้วยความอับจนหนทางเลยได้แต่ตามเขาไปปล่อยคนอื่นๆที่เหลือออกมา

เสิ่นชิงชิวปล่อยคนพลางทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม เวรแล้ว เขาดันไปทำลายเส้นบุพเพระหว่างพระเอกกับสามสาวในฮาเร็มเสียพังพินาศ จับพลัดจับผลูป่วนเนื้อเรื่อ ‘การฝึกผสานลมปราณแบบหมู่’ ของพวกเขา ได้แต่หวังว่าซาหัวหลิงพนักงานผู้ขยันขันแข็งจะรวบรวมความกล้าลุกขึ้นสู้ใหม่คราวหน้า จับพวกเธอกลับมามอบให้ลั่วปิงเหอใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน บาปก้ำ…บาปกรรม

ขณะที่เสิ่นชิงชิวมัวแต่เศร้าเสียดาย พอก้มหน้าจู่ๆก็สบตากับใบหน้าที่ดูคุ้นตาอย่างยิ่งของคนผู้หนึ่ง ในใจพลันเต้มตูมตาม

เชี่ยๆๆ ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ศัตรูมาพบกันบนทางแคบอีกแล้ว

ชิวไห่ถังหมอบคุดคู้อยู่ในกรง มองเขาอย่างฉงบ

เสิ่นชิงชิวอึ้งไปสองวินาที แกล้งทำเป็นไม่รู้จัก ทำท่าเป็นนัยให้นางรีบออกมา แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้หมุนกายเดินออกไป

รูปร่างของเขาในตอนนี้(น่าจะ)ไม่มีใครจดจำได้ อีกทั้งห้าปีก่อนเสิ่นชิงชิวระเบิดพลังทิพย์ตายคาที่ท่ามกลางสายตาของพยานรู้เห็นไม่รู้ตั้งกี่คู่ ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นวัวสันหลังหวะเลยสักนิด

ซาหัวหลิงถ่มเลือดเสร็จก็นอนละลึมสะลือพังพาบกับพื้นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นตะเกียดตะกายลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก พอมองเห็นถนัดก็กล่าวน้ำเสียงดุดัน “เป็นเจ้าหรือ เจ้าเป็นใครกันแน่ บังอาจตามข้ามา ช่างขวัญกล้าดีแท้”

หยางอี้เสวียนพลันเฉลียวใจถึงคำถามนี้ขึ้นมาได้ จึงปล่อยคนไปด้วยเอ่ยปากถามไปด้วย “นั่นซิ ผู้อาวุโส ท่านเป็นใครหรือ”

จริงด้วยบ้าอะไรล่ะ ไอ้หนุ่มนี่เส้นประสาทตอบสนองช้าเกินไปไหม

แล้วถามด้วยน้ำเสียงเออออแบบนี้มันหมายความว่าไง

ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังใคร่ครวญว่าจะเอาฉายาเจวี๋ยซื่อหวงกวามาใช้อีกครั้งดีหรือไม่ ซาหัวหลิงก็แค่นหัวเราะ “จะอะไรก็ช่าง มาแล้วก็อย่าได้คิดออกไปเด็ดขาด”

นางตบมือจนเสียงกระพรวนดังรัว หลังจากนั้นครู่หนึ่งองครักษ์ของถ้ำฉื้ออวิ๋นก็กรูกันเข้ามาล้อมเขาเอาไว้

ถ้ำฉื้ออวิ๋น เป็นที่พักส่วนตัวของซาหัวหลิง ปกติผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตำแหน่งจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ส่วนพวกลูกกะจ๊อกส่วนตัวนั้นฝีมือไม่น่ากลัวเท่าไหร่นัก เหล่าปีศาจน้อยวิ่งวนไปรอบๆ ยกแขนขึ้นแล้วก็เอาลง ดูเหมือนคนทรงเจ้าไม่มีผิด เสิ่นชิงชิวมองจนตาลาย ขณะกำลังนึกกระวนกระวายใจเตรียมจะเอาพัดฟาดให้ปลิว พริบตาทั่วทั้งร่างก็รู้สึกเหมือนมีเส้นผมนับไม่ถ้วยฉุดรั้งการเคลื่อนไหวของเขา

เชือกมัดเซียน

กองกำลังเหล่านี้แม้ความสามารถด้านการต่อสู้ไม่แข็งแกร่ง แต่เห็นชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แต่ละคนใช้เชือกมัดเซียนที่บางราวกับเส้นผม วิ่งวนรอบตัวเสิ่นชิงชิวไม่หยุด เอาเชือกมัดเซียนพันตัวเขาจนกลายเป็นก้อนด้ายขดใหญ่

ซาหัวหลิงยังไม่ทันโห่ร้องชมเชย เสิ่นชิงชิวก็หัวเราะ กระทืบพื้นอย่างแรง เสียงเส้นด้ายขาดกระจุยดังขึ้นในอากาศ

ป่นปี้! เชือกมัดเซียนถูกคนผู้นี้ใช้พลังทิพย์ซัดจนป่นปี้หมดแล้ว

เกือบทุกคนในที่นั้นล้วนตกตะลึงจนลืมเรื่องที่ควรทำไปซะหมด เป็นครั้งแรกจริงๆที่เห็นคนสามารถใช้พลังทิพย์สะบั้นเชือกมัดเซียนขาดกระจุยได้

ช่างเป็นวิธีการคลายพันธนาการได้รุนแรงดีแท้

เสิ่นชิงชิวตะโกน “ออกไปก่อน”

เหล่าซิวซื่อที่ได้รับการช่วยเหลือ มีหรือต้องให้เขาสั่งซ้ำ ต่างการกันวิ่งออกไปเกือบหมดแต่แรกแล้ว

หยางอี้เสวียนกับหลิ่วหมิงเยียนเพิ่งสลัดเชือกมัดเซียนพ้นจากตัวได้ไม่นาน พลังทิพย์ยังโคจรไม่เสถียร รู้ว่ารั้งอยู่ก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง ทั้งเห็นว่าผู้อาวุโสน่าจะรับมือได้อย่างไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็เอ่ยทิ้งท้ายว่า “ผู้อาวุโสโปรดถนอมตัว”

จากนั้นก็แยกย้ายกันออกไปทันควัน พวกปีศาจเห็นดังนั้นก็ไม่รู้ว่าควรตามดีหรือไม่ ยืนงงงันอยู่กับที่ รอรับคำสั่งจากเบื้อบน

ซาหัวหลิงตาลุกวาว ชี้เสิ่นชิงชิวแล้วตะโกนลั่น “จับเขาไว้ คนอื่นไม่ต้องไปสนใจ เขาคนเดียวก็พอ ถึงตายก็ต้องจับตัวมาให้ข้าให้ได้”

เสิ่นชิงชิวฟาดพัดใส่ไพร่พลที่โผเข้าใส่เขาสองสามตน ทันใดนั้นเหนือศีรษะก็มีบางสิ่งบางอย่างหนักอึ้งทับลงมา

ตาข่ายยักษ์!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: