Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 44

Scumbag System 44

ตอนที่ 44

เชือกมัดเซียนหนาขนาดเท่านิ้วก้อยนับไม่ถ้วนเอามาทอเป็นตาข่ายยักษ์ตกลงมากลุมหัวคลุมหูเสิ่นชิงชิว ตอนที่โดนตัวเขา ลำพังน้ำหนักก็ทำเอาเสิ่นชิงชิวเข่าอ่อนยวบ จวนเจียนล้มคว่ำลงไปเดี๋ยวนั้น

ไอเทมร้ายกาจแบบนี้เอามาจากไหน เชือกแต่ละเส้นหนาขนาดนี้ ไม่ใช่เอามามัด ‘เซียน’ แล้ว เอามามัดช้างมากกว่ามั้ง

ซาหัวหลิงรอสักพักหนึ่ง เห็นคราวนี้เสิ่นชิงชิวดิ้นไม่หลุดแล้ว จึงเดินเข้ามาช้าๆ

สถานการณ์หมดทางสู้เมื่อครู่หายไปอย่างสิ้นเชิง ซาหัวหลิงรู้สึกว่าครั้งนี้ตัวเองสร้างวีรกรรมครั้งใหญ่ จึงพออกพอใจยิ่งนัก ขนาดด่ายังหัวเราะคิกคักทำเสียงยั่วเย้า “เชือกมัดเซียนร้อยเส้นมัดเจ้าไม่อยู่ หรือข้าจะไม่รู้จักเอาพันเส้นหมื่นเส้นมาใช้ ตาข่ายมัดเซียนนี้เดิมทีข้ามิได้เตรียมไว้สำหรับเจ้า กลับต้องเอามาใช้กับเจ้า เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรตินะ อย่าดิ้นเลยอยู่นิ่งๆข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หากไม่ทำอะไรข้า ก็รบกวนเอาตาข่ายออกได้หรือไม่”

ซาหัวหลิงพนักงานดีเด่นของเผ่ามารเริ่มปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ลัทธิของตัวเองอย่างแข็งขัน ยอบกายลงมา พูดเองเออเอง “เห็นเจ้ามีพรสวรรค์ หากยอมสวามิภักดิ์ให้แก่เผ่ามารของข้า อำนาจและอิทธิพลย่อมได้มาครอบครองอย่างง่ายดาย แน่นอนว่าหากเจ้าไม่ยอมสวามิภักดิ์ก็ไม่เป็นไร อะไรที่สมควรทำก็ต้องทำ แต่คงต้องเจ็บตัวไม่น้อยนะ เจ้าชั่งผลได้ผลเสียเอาเองก็แล้วกัน”

มิน่าเล่าเมื่อครู่ซาหัวหลิวถึงไม่สนใจคนอื่น ทุ่มพลังทั้งหมดมาที่เขา ที่ลั่วปิงเหอต้องการคือภาชนะที่มีพลังทิพย์สมบูรณ์แข็งแกร่ง พวกซิวซื่อที่นางจับตัวมา ไหนเลยจะมีพลังทิพย์แกร่งไปกว่าเขาในตอนนี้ น่ากลัวว่ายัยคนนี้วางแผนจะส่งเขาไปให้ลั่วปิงเหอจับไปทำสื่อมีชีวิตแน่นอน!

ปล่อยสามศรีพี่น้องคนงามให้หนีไปถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ เสิ่นชิงชิวไม่คิดเอาตัวเองไปแทนที่หรอกนะ ความรู้สึกที่เหมือนได้บทมาผิดนี้ทำให้เขาสังหรณ์ใจว่าระบบซังกะบ๊วยนั่นอาจจะยังอยู่ ขณะกำลังคิดหาทางหนีทีไล่ ซาหัวหลิวอยู่ๆก็รีบสางผมที่ยุ่งเหยิงเป็นการใหญ่ บิดเอว ส่ายสะโพก หมุนตัวเดินออกไปยังนอกห้องโถง

เสิ่นชิงชิวได้ยินนางกล่าวเสียงฉอเลาะแต่ไกล “วันนี้ไม่ใช่คือพระจันทร์เต็มดวง จวินซั่ง ไฉนเกิดความคิดมาเยือนถิ่นของบ่าวหรือเจ้าคะ แต่มาได้จังหวะเหมาะจริงๆ ข้าบังเอิญเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้ท่านพอดี อยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”

(จวินซั่ง เป็นคำสรรพนามที่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีศักดิ์สูงเรียกเจ้านายที่มีฐานันดตสูงศักดิ์กว่าตน”

ชั่ววูบนั้นเลือดร้อนฉ่าแล่นขึ้นสมองของเสิ่นชิงชิวก่อนไปปะทะกับเหงื่อเย็นชื้นบนหน้าผาก

พละกำลังไม่รู้แล่นมาจากไปน เขาคว้าตาข่ายแน่น เอาพลังทิพย์ในกายที่หลั่งไหลไม่หมดไม่สิ้นแปรเปลี่ยนเป็นพลังโจมตีออกไป

ตูม!

เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รอยยิ้มของซาหัวหลิงแข็งค้างอยู่บนหน้า นางรีบกลับเข้ามาในห้อง เบิกตาค้างพูดอะไรไม่ออกไปแล้ว

ในห้องโถงใหญ่ เหล่าปีศาจน้อยของถ้ำฉื้ออวิ๋นล้มระเนระนาดนอกกันให้เกลื่อน ตรงกลางของตาข่ายมัดเซียนกลายเป็นรูโหว่ใหญ่เบ้อเริ่ม ตรงขอบยังมีสะเก็ดไฟแลบอยู่ ควันขาวลอยอวลเป็นสาย

คนผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ขนาดตาข่ายมัดเซียนยังถูกเขาระเบิดเป็นรู หนีไปแล้ว!

ผู้ที่อยู่ด้านหลังเดินแซงนำหน้าเข้ามาในห้องโถงช้าๆ ถ้ำฉื้ออวิ๋นมืดสลัวไม่มีแสงไฟ เห็นเพียงร่างสูงตรงของคนผู้หนึ่ง และแสงสะท้อนของเส้นใยสีเงินที่ปักแทรกอยู่ในเสื้อคลุมสีดำเท่านั้น

หลังจากนั้นครู่หนึ่งเสียงของลั่วปิงเหอก็ดังขึ้นอย่างไม่ยินดียินร้าย “นี่คือของขวัญของเจ้าหรือ”

ซาหัวหลิงกล่าวอย่างเจ็บใจ “…ข้าคำนวณพลาดไป ทำให้เขาหนีไปแล้ว”

นางเจ็บใจจนหลั่งเลือดซิบๆอยู่ในอก ตาข่ายมัดเซียนที่ถักจากเชือกมัดเซียนนับพันเส้น เดิมทีเอาไว้จัดการกับซิวซื่อหน้าเหม็นกลุ่มนั้นของชางฉยังซาน ผลปรากฏว่าถูกระเบิดจนขาดเป็นรูใหญ่ นี่ไม่ใช่ของที่จะเอาเข็มกับด้ายมาเย็บก็สามารถเอามาใช้ต่อได้เสียด้วย

ลั่วปิงเหอหันหลังให้นาง ก้มหน้ามองซากความเสียหายแวบหนึ่งกล่าวเสียงเย็น “เหมือนข้าจะเคยบอกเจ้าแล้ว คนของชางฉยงซาน ไม่อนุญาตให้จับ”

เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากของซาหัวหลิง

ลั่วปิงเหอเคยพูดไว้จริงๆ แต่พลังทิพย์ของศิษย์ชางฉยงซานโดยทั่งไปแล้วยังสูงกว่าศิษย์ของสำนักอื่น เหมาะสำหรับนำมาทำเป็นภาชนะในการโอนถ่ายพลังที่สุด นางยังแอบหวังเอาไว้ในใจว่าจะเอาคนที่จับมานี้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ไม่แน่ว่าอาจรอดหูรอดตาเขาได้ แต่ไม่รู้ทำไม ขนาดคนหนีไปแล้ว ลั่วปิงเหอยังมองออกว่านางจับคนพวกไปนมา จึงอดขนลุกเกรียวไม่ได้ รีบกล่าว “จวินซั่งโปรดระงับโทสะ สองคนนั้นข้าจับมาโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็รีบปล่อยไปแล้ว ครั้งนี้บ่าวหาคนประหลาดมาได้ผู้หนึ่ง ข้าไม่เคยเห็นซิวซื่อที่มีพลังทิพย์เปี่ยมสมบูรณ์เท่าเขามาก่อนเลย มีเขาคนเดียวก็พอแล้ว ภายหน้าท่านจะได้ไม่ต้องคอยเปลี่ยนคนที่จะมาเป็นภาชนะทุกเดือน”

นางกัดริมฝีปาก กล่าวเสริมว่า “ขอเพียงท่านมอบ…ของสิ่งหนึ่งให้ข้า”

รออยู่ครู่หนึ่งนางก็ยื่นมือออกไปคว้าของบางอย่างที่ถูกโยนมาให้ไว้ได้แล้วกำไว้ในฝ่ามือแน่น เผยรอยยิ้มที่แสดงถึงความพอใจอย่างมากออกมา

เวลานั้นเสิ่นชิงชิวที่วิ่งหนีมาได้หลายลี้ก็เกือบหัวใจวาย

สาเหตุไม่ใช่เพราะเขาหนีรอดจากใต้ฝ่าเท้าของลั่วปิงเหอมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่เป็นเพราะชั่ววินาทีนั้นเขาได้ยินเสียงคุ้นหูที่แสนจะน่าชังเสียงหนึ่งดังขึ้น

เสียงคอมพิวเตอร์สังเคราะห์ที่ตายด้านแบบเว็บแปลภาษากูเกิล

เชี่ยแล้ว ไหนว่าเปลี่ยนฮาร์ดแวร์แล้วไม่โดนไวรัสไง ไหนว่าจากนี้ไปจะมีชีวิตใหม่ โผบินอิสระทำอะไรก็ได้ตามใจชอบไง

เสิ่นชิงชิวเอามือปิดหู ขณะโกยอ้าวออกจากภพปีศาจมายังภพมนุษย์ประหนึ่งอุดหูขโมยกระดิ่ง

(อุดหูขโมยกระดิ่ง มาจากนิทาน คนผู้หนึ่งชอบขโมยของ อยู่มาวันหนึ่งอยากขโมยกระดิ่งเพื่อนบ้าน แต่กลัวเสียงกระดิ่งจะดังพ้อง เลยเอาสำลีมาอุดหูตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ยินแล้วไม่เป็นไร แต่ก็โดนจับได้เพราะเสียงกระดิ่งนั่นเอง)

เขาวิ่งเป็นพายุบุแคมมาตลอดทาง ผ่านเทือกเขาเปลี่ยวร้างกลับมายังพื้นที่ชายแดน แต่เสียงเวรนั้นก็ทะลุเข้ามาในสมองราวกับการยึดพื้นที่ในระบบประสาทเขาไว้

[…เปิดการใช้งาน…เปิดการใช้งาน…ผูกติดวิญญาณ…]

[…ซ่อมแซม…กรุณา…ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า…]

เพราะวิญญาณถูกผูกติด พอเจอลั่วปิงเหอ ระบบก็เลยกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งเหรอ

พอเปลี่ยนร่าง สัญญาณเลยติดขัด ต้องติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าก่อนอย่างนั้นเหรอ

ลั่วปิงเหอเป็นดาวปีศาจในชีวิตเขาจริงๆ

ดีที่ระบบเอาแต่พูดคีย์เวิร์ดสองสามคำนั่นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่พูดให้ครบประโยค เสิ่นชิงชิวตบหัวตัวเองมาตลอดทาง เบื้องหน้าสายตาพลันปรากฎวี่แววมนุษย์ ด้วยกลัวจะเสียมาด จึงชะลอฝีเท้าแล้วค่อยๆเดินกลับเข้าเมือง

เมืองเล็กของพื้นที่ชายแดนตอนกลางวันดูจะมีวี่แววผู้คนมากกว่าตอนกลางคืนแต่ไม่ถึงขนาดเรียกได้ว่าคึกคัก ตามถนนที่ไม่กว้างไม่แคบ มีคนเดินผ่านไปผ่านาพอสมควร หลังจากร้านรวงเปิด พจะนับได้ว่ามีชีวิตชีวาได้อยู่

ป้ายผ้าร้านน้ำชาโบกสะบัด ข้างๆร้านมีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งถือกระบี่กำลังมองมา เสิ่นชิงชิวจึวเดินเข้าไปถาม “ทำไมพวกเจ้ายังไม่กลับชางฉยงซาน”

หลิ่วหมิงเยียนยกมือคารวะเขา หยางอี้เสวียนรีบกล่าว “ศิษย์สำนักอื่นล้วนกลับไปแล้วขอรับ ตอนนี้เห็นผู้อาวุโสหนีออกมาได้ พวกข้าก็วางใจแล้ว”

เสิ่นชิงชิวเดินเข้าไปในร้านน้ำชากับพวกเขาล้าหาที่นั่ง ด้านข้างมีกลุ่มคนที่เดิมกำลังพูดคุยซุบซิบนินทากันอยู่ พอเห็นเขาเต็มๆตาก็ตกใจร้องลั่นออกมาทันที “อ๊าก…ปะ…เป็น…”

เสิ่นชิงชิวเหลียวหน้าไปมอง ก็เห็นว่าเป็นศิษย์รักษาการณ์พื้นที่ชายแดนซึ่งเขาได้เคยช่วยชีวิตเอาไว้ในคืนที่เพิ่งออกมาจากหลุมกลุ่มนั้นนั่นเอง คนที่เห็นเขาก่อนใครเพื่อนทำเสียงอึกๆอักๆ

หลูลิ่วรีบกล่าว “ที่แท้เป็นท่านเจวี๋ยซื่อ…นี่เอง”

หลังคำว่า ‘เจวี๋ยซื่อ’ มีคำพูดตามมาสองคำ แต่ฟังแล้วคลุมเครืออย่างมากเหมือนติดอยู่ใต้ลิ้น คนอื่นที่เหลือรีบทักทายตาม “ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสเจวี๋ยซื่อ…”

เสิ่นชิงชิวผงกศีรษะทักทายพวกเขา ตกลงใจว่าเดี๋ยวจะต้องหาชื่อใหม่ดีๆมาใช้เป็นการด่วน

หยางอี้เสวียนรีบกล่าว “ผู้อาวุโส ท่านแซ่หวงหรือขอรับ หวงฮวา(ดอกไม้เหลือ) หรือว่า กวงหัว(เรืองโรจน์)นะ”

เสิ่นชิงชิวกระแอมสองที กล่าวอ้อมแอ้ม “เออ…นั่นแหละ” ไอดีที่ใช้มาหลายปีขนาดนี้ นับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกละอายใจนิดๆ

เขากล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึม “เมื่อคืนศิษย์สำนักอื่นล้วนเห็นข้าอยู่ในถ้ำฉื้ออวิ๋น แม้ปิดบังไว้ไม่ได้แล้ว แต่หากมีใครถามถึงข้าขึ้นมา พวกเจ้าก็พูดให้น้อยเข้าไว้แล้วกัน หากปิดปากไม่พูดถึงได้ย่อมดีที่สุด”

หยางอี้เสวียนถาม “ทำไมเล่าขอรับ ผู้อาวุโสมิใช่สนิทกับซือจุนของพวกเราหรอกหรือ”

“เอ่อ สนิทก็สนิทอยู่…”

เสิ่นชิงชิวไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี โต๊ะข้างๆหันกลับไปซุบซิบนินทากันต่อ มีคนถุยเปลือกเม็ดกวยจี๊ไปคุยกันไป “ลิ่วเกอ ท่านเล่าต่อที ตกลงว่าคำอธิบายอีกอย่างคืออะไร”

หลูลิ่วกล่าวว่า “สำหรับคำอธิบายอีกอย่างหนึ่งนั้น น่าสนใจยิ่งนัก เรื่องนี้เหมือนจะลือออกมาจากคนใน ลั่วปิงเหอผู้นี้กับเสิ่นชิงชิว…”

เสิ่นชิงชิวได้ยินสองชื่อนี้ ใจก็เต้นโครมครามขึ้นมาทันที เหยียดกายตรงโดยไม่รู้ตัว กางหูผึ่ง โบกพัดด้ามจิ้วในมือช้าลง ศิษย์สองคนของชางฉยงซานก็อดชำเลืองมองไม่ได้เหมือนกัน

หลูลิ่วจิบชาอึกหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ลั่วปิงเหอกับเสิ่นชิงชิวเป็นศิษย์อาจารย์กันใช่ไหมเล่า ลั่วปิงเหอผู้นี้เกิดมาในครอบครัวยากจน ความเป็นอยู่อัตคัดขัดสนมาตั้งแต่เล็ก หลังจากเข้าเป็นศิษย์ในสังกัดชางฉยงซาน มีอยู่ช่วงหนึ่งไม่ได้รับการยอมรับ ถูกเพื่อนร่วมสำนักทุบตีเหยียดหยาม ดีที่เสิ่นชิงชิวให้ความเมตตาต่อเข้าเป็นที่สุด”

เขาเล่าพลางหมุนหน้า โยกคอ ทำเสียงสูงเสียงต่ำ นี่ถ้าในมือถือกรับไม้ไปด้วย คงไม่ต่างอะไรกับนักเล่านิทานเลย

เสิ่นชิงชิวแอบพยักหน้าถูกต้อง ก่อนที่เขาจะถีบลั่วปิงเหอลงไป เขาเห็นว่าตังเองนั้นถือได้ว่ามีมโนธรรมเลยทีเดียว

หยางอี้เสวียนแค่นเสียง “เฮอะ ให้ความเมตตาต่อเขาแล้วมีประโยชน์อะไร ยังมิใช่…”

มีคนทำท่าประหลาดใจ “เรื่องนี้มิใช่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับข่าวลือที่ว่าเสิ่นชิงชิวขอบทารุณลูกศิษย์หรอกหรือ”

หลูลิ่วกล่าวว่า “แค่นี้ประหลาดใจแล้วหรือ เบื้องหลังยังว่ากันอีกว่า ศิษย์อาจารย์คู่นี้อยู่ด้วยกันทั้งกลางคืนกลางวัน แอบมีใจให้กัน เจ้าจะว่าอย่างไรเล่า”

คนสามคนทางโต๊ะนี้ ความจริงน้ำชาเข้าปากไปแล้ว พอได้ยินประโยคนี้เข้า เสิ่นชิงชิวและหยางอี้เสวียนก็พร้อมใจกันพ่นน้ำชาออกมาพรวด!

แม้หลิ่วหมิงเยียนไม่ได้พ่น แต่มือกระตุกจนถ้วยชาเอียงกระเท่เร่ น้ำชาหกออกมาเต็มโต๊ะ

ส่วนทางโต๊ะนั้นผลัดกันสูดลมหายใจ “มีคำอธิบายเช่นนี้ด้วยหรือ”

หลูลิ่วกล่าวว่า “ถูกต้อง แต่พูดกันอย่างจริงจังนะ เป็นลั่วปิงเหอต่างหากที่แอบหลงรักเสิ่นชิงชิว คิดเพ้อฟันไปเองข้างเดียว”

คิดเพ้อฝันไปเองข้างเดียว? คิดเพ้อฝันไปเองข้างเดียว?!

“เสิ่นชิงชิวเป็นใครกัน เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงนะ วิถีของชิงจิ้งเฟิงคืออะไร ทำใจให้บริสุทธิ์ละกิเลสตัณหา มุ่งฝึกบำเพ็ญฌาน ศึกษาคัมภีร์ เสิ่นชิงชิวรู้ซึ้งจึงสละแล้วซึ่งทางโลก ไม่สุงสิงข้องแวะกับผู้อื่น แต่เพราะลั่วปิงเหอไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ จึงเป็นเหตุให้ความรักแปรผันเป็นความแค้น”

เส้นเอ็นเขียวๆบนหลังมือและหน้าผากเสิ่นชิงชิวเต้นตุบๆ

หยางอี้เสวียนตกตะลึง “พะ…เพราะความรักแปรผันเป็นความแค้นหรือ”

หลูลิ่วกล่าวต่อ “พอเป็นเช่นนี้ก็สามารถอธิบายได้เข้าเค้าเลยทีเดียว ต้นสายปลายเหตุของเรื่องเมื่อครั้งงานชุมนุมเซียน จะต้องมาจากเรื่องนี้แน่ ลั่วปิงเหอลงชิงชัยในฐานะผู้นำศิษย์ของชิงจิ้งเฟิง ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เลยเกิดความมั่นใจขึ้นมา ประจวบเหมาะกับพวกปีศาจอยู่นอกเหนือการควบคุม ด้วยความที่มีการร่ายเขตอาคมผนึกเขรแดนอยู่ เสิ่นชิงชิวเข้าหุบเขาทางตันไปให้การช่วยเหลือ ลั่วปิงเหอเลยจิตใจสับสนฉวยโอกาสเปิดเผยความในใจต่อซือจุน”

เสิ่นชิงเชวเอามือกุมหน้าผากอย่างปวดร้าว

ทำไมหนอ ทำไมถึงได้รู้สึกว่าที่คนผู้นี้พูดมาสิบประโยค มีเก้าประโยคอาจพูดได้ไม่ผิด แต่ประโยคท้ายสุดกลับฟังทะแม่งๆ

และประโยคนี้นี่เองที่เปลี่ยนความนัยของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พิลึกพิลั่นไป

หลูลิ่วกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง “เสิ่นชิงชิวอุปนิสัยสูงส่งบริสุทธิ์ แน่นอนว่าย่อมปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกประทับใจอยู่นิดหน่อย นึกไม่ถึงจริงๆ คำว่า ‘อุปนิสัยสูงส่งบริสุทธิ์’ นี้ นอกจากศิษย์พี่เจ้าสำนักผู้แสนดีของเขาแล้ว ตอนนี้ยังมีผู้อื่นเต็มใจเอามาใช้กับตัวเขาเช่นกัน แต่ไม่คาดคิดว่าจะตามมาด้วยการหักมุมขวับ หลูลิ่วกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ใครเล่าจะรู้ว่าหลังจากถูกปฏิเสธ ด้วยความสิ้นหวัง ลั่วปิงเหอเลยบังเกิดจิตมาร คลุ้มคลั่งเสียสติขึ้นมา ไม่รู้จักดีชั่ว หมายใช้กำลังบีบบังคับให้เสิ่นชิงชิวโอยอ่อนผ่อนตามเขา”

เสิ่นชิงชิวจิกนิ้วเข้าไปขยุ้มผมเป็นกระเซิงของตัวเอง ก้มหน้าลงต่ำ

หยางอี้เสวียนพูดไม่ออกไปแล้ว เด็กหนุ่มที่เพิ่งเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ถูกประตูบานใหญ่ฟาดใส่หน้าเต็มๆ

ส่วนหลิ่วหมิงเยียนทำเพียงส่งเสียง “อา” เบาๆ

ได้ยินนางกล่าวอย่างระมัดระวัง “ที่แท้เป็นเช่นนี้”

ที่แท้เป็นเช่นนี้อะไรเล่า!

‘เช่น’ น่ะ มันเช่นไหน!

อย่านึกว่าเธอเป็นนางเอกแล้วฉันจะไม่เกลียดเธอนะ

โต๊ะของหลูลิ่วถูกฝูงชนที่ชอบฟังเรื่องซุบซิบนินทารุมล้อมโดยไม่รู้ตัว เปลือกเม็ดกวยจี๊เกลื่อนพื้น ม้านั่งทุกตัวมีคนนั่งเต็ม แต่ละคนตั้งใจฟังกันหูผึ่ง ถอนใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “เดรัจฉานแท้ๆ”

“ไม่ใช่แค่เดรัจฉาน แบบนี้ยิ่งกว่าเดรัจฉานอีกนะ”

ในเสียงถอนหายใจ กลับมีความปลื้มปริ่มของผู้เล่าแฝงอยู่ด้วย

ที่ชาย ตกลงคุณเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนหรือกัปตันทีมขาเม้าท์กันแน่

หลูลิ่ววางถ้วยชาดังกึกกะทันหันประหนึ่งทุบค้อนกับโต๊ะ

“เสิ่นชิงชิวไปนเลยจะยอมโอนอ่อน ศิษย์อาจารย์ประมือกัน ในที่สุดยังคงเป็นอาจารย์ที่เป็นฝ่ายชนะ ลั่วปิงเหอพ่ายแพ้ ถอนตัวจากไปอย่างเศร้าเสียใจ ถึงต้องแตกหักกับลั่วปิงเหอ แต่เสิ่นชิงชิวยังคงไม่อาจหักใจทำลายชื่อเสียงของศิษย์รัก ไม่บอกเล่าความจริง เพียงกลบเกลื่อนว่าลั่วปิงเหอตายด้วยน้ำมือของเผ่ามาร จึงรักษาชื่อเสียงของศิษย์ผู้นี้ไว้ได้ อย่างไรก็ไม่ยอมลงมือขั้นเด็ดขาด นี่แหละคือสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมลั่วปิงเหอถึงได้หายตัวไปหลายปี หลังงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่ เขาไม่ได้เสียชีวิต แต่ก็ไม่กลับไปที่ชางฉยงซาน”

“ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากนะ แต่ไม่มีหน้าไปพบซือจุนน่ะซิ”

ทางนั้นตั้งกองนินทากันอย่างออกรสออกชาติ แต่เสิ่นชิงชิวทางนี้น้ำตากลับนองอยู่ในใจ

ช่างเป็นพล็อตที่แสบทรวงดีแท้

สองคนที่พูดถึงอยู่นี้ คนหนึ่งบอกเป็นผู้ร้ายข่มขืน กับอีกคนที่พูดเสียราวกับเป็นพ่อพระผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องประหนึ่งดอกบัวขาวนี่มันใครกัน

ที่พีคคือจะจับข่มขืน แต่ยังไม่ทันจะได้ข่มขืนสำเร็จนี่แหละ แม่ง…อนาถเกินไปแล้ว นี่จะเป็นลั่วปิงเหอไปได้ไง คนอย่างหมอนั่นหากจะจับใครข่มขืน ก็มีแต่คนอ้าขายอมแต่โดยดีทั้งนั้นแหละ

หลูลิ่วกล่าวว่า “หลังจากอกหักตอนงานชุมนุมเซียน ลั่วปิงเหอโชคช่วยได้ฝึกสุดยอดวิชาล้ำลึกพิสดาร ทั้งยังได้รับความเมตตาจากกงจู่เฒ่า แต่เขายังไม่ยอมตัดใจจากเสิ่นชิงชิวหวนกลับมาใหม่อีกครั้ง นี่จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์พลิกผันในเมืองฮวาเยวี่ย

สำนักชางฉยงซานมิใช่ล้วนกล่าวยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าลั่วปิงเหอคือเผ่ามารหรอกหรือ ข้าว่าเรื่องนี้ไม่แน่ว่าจะไม่มีมูล น่าจะมีเบาะแสว่าเขาสมคบคิดกับเผ่ามารใส่ความเสิ่นชิงชิว ซือจุนเขาสูงส่งปานนั้น ลั่วปิงเหอย่อมขัดหูขัดตา ถึงต้องฉุดเสิ่นชิงชิวลงมาให้ได้ ใคร่เอาให้อีกฝ่ายไม่มีที่ยืน ดับความเย่อหยิ่งจองหองให้จงได้”

…เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าตัวเองปล่อยวางอะไรไป แต่สรุปแล้วจู่ๆก็รู้สึกสบายกายสบายใจขึ้นมา ไม่ว่าอะไรก็ไม่อยากฟัง ทั้งไม่นึกสนใจอะไรแล้ว เขากล่าวกับอีกสองคนว่า “สั่งอาหารเถอะ”

หลูลิ่วอุตส่าห์เจียดเวลามาบอกเขา “ท่านเจวี๋ยซื่อ…บัญชีโต๊ะท่านข้าเลี้ยงเอง”

จากนั้นก็หันกลับไปปวดอกปวดใจต่อ “ลั่วปิงเหอทำทุกวิถีทาง จับเสิ่นชิงชิวเข้าคุกน้ำของวังฮ่วนฮวา พวกเจ้าว่าเขาทำเช่นนี้ทำไม นี่มันเจตนาชั่วช้าชัดๆ วังฮ่วนฮวาอยู่ในกำมือเขาไปนานแล้ว พลิกมือเป็นเมฆ คว่ำมือเป็นฝน ปากบอกว่ากักบริเวณเสิ่นชิงชิวเพื่อรอการไต่สวนของสี่สำนัก แต่ความจริงแล้วไม่ต่างอะไรกับส่งลูกแกะเข้าปากเสือ สองสามวันที่อยู่ในคุกน้ำ เสิ่นชิงชิวถูกเชือกมัดเซียนพันธนาการ พลังทิพย์สูญสิ้น ใครจะไปรู้ว่าเจ้าศิษย์ทรยศผู้นี้มันจะทำอะไรเขาบ้าง”

ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ จุปากไม่หยุด “ใช่แล้ว ศิษย์ทรพีจริงๆด้วย”

เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้แท้ๆ”

เสิ่นชิงชิวเหวี่ยงรายการอาหารทิ้ง “หรือจะย้ายไปกินร้านอื่นดี”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: