Scumbag System 46

0 Comments

ตอนที่ 46

พอเข้ารอยแยกมาก็เป็นระเบียงทางเดินทอดยาว ผนังสองด้านแกะสลักอย่างซับซ้อนเป็นลายมวลหมู่บุปผาแย่งกันบานสะพรั่ง แต่แสงค่อนข้างสลัว เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ดูคุ้นๆตาอยู่ เขาตอบโดยไม่คิดว่า “เจวี๋ยซื่อหวงกวา”

ซาหัวหลิงกล่าวงึมงำ “เจวี๋ยซื่อหวงกวา?” จากนั้นก็โมโหเดือด “เจ้าล้อข้าเล่นหรือ”

เสิ่นชิงชิวยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานที่นี้ต่อให้เขาไม่เคยมา อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคนพูดถึง จึงไม่สนใจซาหัวหลิวแม้แต่น้อย นางเห็นเขาไม่หือไม่อือ ก็ขู่อย่างโมโห “ไม่ว่าเมื่อก่อนเจ้าจะมีความเป็นมาอย่างไร ในเมื่อดื่มโลหิตมารฟ้าไปแล้ว จากนี้ไปก็เป็นคนของจวินซั่งแล้ว หากคิดทรยศ เจ้าได้ตายศพไม่สมบูรณ์แน่ นี่ถือว่าสถานเบานะ”

จนกระทั่งเลี้ยงโค้งที่มุมหนึ่ง และเดินผ่านศิษย์ในชุดเครื่องแบบสีเหลืองคุ้นตา ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็มั่นใจ นี่คือวังฮ่วนฮวา กองบัญชาการในภพมนุษย์ของลั่วปิงเหอ

แต่นี้เป็นวังฮ่วนฮวาที่แตกต่างไปจากที่เขาเคยคิดไว้ วังฮ่วนฮวาควรจะต้องเลิศหรูอลังการสิ จะไม้สักแผ่นหรือหินสักก้อนต้องเป็นงานฝีมืออันวิจิตรตระการตา แต่สถานที่ๆเขาเห็นยามนี้ได้แต่ใช้คำนี้มาบรรยายเท่านั้น

‘หม่นหมองอึมครึม’

กงจู่แต่ละรุ่นล้วนชมชอบความฟุ้งเฟ้อหรูหรา ลั่วปิงเหอก็ไม่ยกเว้น แต่ความฟุ้งเฟ้อหรูหราของเขากลับดูมืดทึม กระทั่งคบไฟที่ปักอยู่ตามสองข้างของระเบียงทางเดินยังทำท่าจะดับไม่ดับแหล่

เพียงชั่วพริบดาซาหัวหลิวก็เปลี่ยนมาสวมชุดศิษย์วังฮ่วนฮวา ไม่จงใจแผ่ปราณมารออกมา ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับสาวน้อยคนงามชาวมนุษย์ทั่วๆไปเลย ลั่วปิงเหอเดินใจลอยทะลุผ่านห้องโถงชั้นแล้วชั้นเล่าแล้วข้าไปนั่งในโถงหลักห้องหนึ่งของหอใหญ่

เสิ่นชิงชิวเดิมทีอยากเปลี่ยนที่เดินเล่นกับถูกซาหัวหลิงฉุดเอาไว้ “เจ้าจะไปไหน ไม่อนุญาตให้เดินเพ่นพ่าน ตามข้ามาอย่างเดียวพอ”

เสิ่นชิงชิวไม่อยากทะเลาะด้วย เลยได้แต่ไปยืนเข้าแถวตัวตรงแน่วกับนาง ไม่นานนักก็มีศิษย์คนอื่นๆเข้ามารายงาน

ศิษย์สองสามคนคารวะเรียบร้อยแล้วก็รายงานด้วยความนอบน้อม

เสิ่นชิงชิวตอนแรกฟังบ้างไม่ฟังบ้างอย่างไม่สนใจนัก แต่แล้วก็มีชื่อหนึ่งทำเขาสะดุ้งราวกับถูกเข็มแทง

ศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวว่า “กงจู่ ตอนที่ท่านไม่อยู่ หลิ่วชิงเกอผู้นั้นมาสองครั้งแล้วขอรับ พอไม่เห็นท่านก็ทุบทลายหน่วยหลิงฮวาเสียหายหมดเลยขอรับ”

พอเสิ่นชิงชิวได้ยินเข้าก็ใจเขม็งเกร็ง เสียวฟันขึ้นมาทันที

หลิ่วชิงเกอ นี่…คงไม่ได้มาแก้แค้นให้เขาหรอกนะ

ลั่วปิงเหอทำหน้า ‘ไม่เห็นเป็นไร ฉันรวยซะอย่าง’ กล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ก็ให้เขาทุบไป ยังมีอะไรอีกไหม”

ศิษย์คนนั้นมองเขาแวบหนึ่งแล้วปาดเหงื่อ ตอบอย่างระมัดระวังว่า “ยังมี…คือว่า กงจู่น้อย…ต้องการพบท่านขอรับ”

เริ่มแรกเสิ่นชิงชิวยังเข้าใจว่าลั่วปิงเหอจะทำสีหน้าเอ็นดูแล้วเรียกสนมรักเข้าพบทันที นึกไม่ถึงว่าเขายังคำทำหน้าเย็นชาไม่สนใจใยดีต่อเหมือนกับว่าขนาดพูดยังไม่อยากจะพูดถึงด้วยซ้ำ เพียงโบกมืออย่างเนือยๆเป็นเชิงปฏิเสธ

ศิษย์ผู้นั้นกล่าวอย่างลำบากใจ “แต่ว่า…”

“แต่ข้ามาแล้ว”

เสิ่นชิงชิวได้ยินเสียงนี้ก็เข็ดฟันปวดแสบปวดร้อนตามเนื้อตามตัวขึ้นมาทันที

กงจู่น้อยปรากฏตัวก่อนที่ศิษย์คนนั้นจะกล่าวจบซะด้วยซ้ำ นางปรี่เข้ามาในหอใหญ่ด้วยท่าทางเป็นฟืนเป็นไฟ ด้านหลังมีสามงามหุ่นอ้อนแอ้นในชุดสีเหลืองอ่อนอีกหนึ่งคน ดูท่าทางอายุจะมากกว่าเล็กน้อย ดวงตาหม่นหมองเหมือนจะร้องไห้ ฉินหว่านเยวียนั่นเอง เสิ่นชิงชิวชำเลืองมองพวกนาง ค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อย

ยามนี้น้องสาวทั้งสองสมควรสวยสะพรั่งราวกับดอกไม้แย้มบานตามวัย แต่ดูแล้วกลับซีดเซียวอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกงจู่น้อย สองแก้มยังปัดไม่เรียบร้อยดีเลย ดูเหมือนจะรีบร้อยเอาเครื่องสำอางโปะๆมามากกว่า

ดูยังไงก็ไม่มีเค้าของคนสมหวังในรักที่ได้รับการปรนเปรอเอาอกเอาใจสักนิด

กงจู่น้อยเงยหน้ามองลั่วปิงเหอ “เจ้ากลับมาแล้ว”

ลั่วปิงเหอมองนางแวบหนึ่ง ไม่พูดไม่จา

ฉินหว่านเยวียกล่าวเสียงเบา “กงจู่น้อย พวกเรากลับกันเถอะ…”

กงจู่น้อยกรีดร้อง “นึกว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าคิดถึงใครทั้งวันทั้งคืน เจ้าฝืนทนอยู่ข้างกายข้า คิดกาทุกวิถีทางมิใช่เพื่อให้ได้เห็นหน้าเขาสักแวบหรอกหรือ ไฉนพอได้เห็นกลับจะทำเป็นสาวน้อยผู้ขี้ขลาดน่าสงสารขึ้นมาล่ะ ทำไมก่อนข้าจะออกมาถึงไม่ห้ามข้า ต้องรอถึงตอนนี้ค่อยมาห้ามปราม”

ฉินหว่านเยวียก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยปากอีก หูตาแดงก่ำ

กงจู่น้อยหันไปที่แท่นบัลลังก์อีกครั้ง ถามฉอดๆ “เจ้าหาท่านพ่อข้าเจอหรือไม่”

ลั่วปิงเหอตอบว่า “กงจู่ผู้เฒ่าเร้นกายออกพเนจรไปทั่ว ไม่พบร่องรอย”

นี่เป็นคำตอบมาตรฐานไปหน่อยไหม ไม่จริงใจเอาเสียเลย ด้วยความรู้ที่เสิ่นชิงชิวได้จากละครทีวีและนิยาย โดยมากแล้วไอ้คนที่พูดแบบนี้ออกมาขณะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ มักเป็นตัวการร้ายที่ทำให้ท่านผู้นำคนก่อน ‘ไม่พบร่องรอย’ นั่นแหละ

กงจู่น้อยหัวเราะหยัน “ประโยคนี้อีกแล้ว เจ้าไม่แม้แต่จะเปลืองแรงคิดหาประโยคใหม่มาอ้างกับข้าบ้างหรือ ได้ข้าไม่พูดถึงท่านพ่อก็ได้ เช่นนั้นข้าพูดถึงตัวเองก็แล้วกัน”

นางกล่าวเสียงแหว “ข้าไม่มาหาเจ้า เจ้าก็จะไม่มาพบข้าใช่หรือไม่”

ลั่วปิงเหอไหนเลยจะเป็นผู้ชายประเภทมีของดีแต่ไม่รู้ค่า ปล่อยให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเรียกร้อง อย่าสบประมาทศักดิ์ศรีของพระเอกนิยายฮาเร็มอันดับหนึ่งซิ

แต่เสียดายที่ลั่วปิงเหอไม่คิดจะสนใจศักดิ์ศรีพรรค์นี้สักนิด

ศิษย์วังฮ่วนฮวาสองสามคนทำท่าเหมือนจะเข้าไปปลอบ แต่ความจริงคือเข้าไปลากตัวกงจู่น้อยออกไปข้างนอก นางกรีดร้องโวยวายไปตลอดทาง

ฉินหว่านเยวียก็ตามไปข้างๆ พลางลอบใช้ดวงตารื้นน้ำตาแอบมองลั่วปิงเหอเป็นระยะราวกับคาดหวังอะไรบางอย่าง

เมื่อครู่สายตาซาหัวหลิงไม่วอกแวกแม้แต่น้อย ยืนตัวตรงแน่ว แต่ตอนนี้กลับนิ่วหน้าเดินตามออกไป พอไปถึงระเบียงทางเดินจึงค่อยกล่าวตำหนิ “พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ บอกให้พวกเจ้าคอยดูนางไว้คือดูเช่นนี้น่ะหรือ”

สำหรับการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างตัวละครฝ่ายหญิง ความจริงแล้วเสิ่นชิงชิวมีจุดยืนคือการมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยความเคารพ ไม่ขอเฉียดใกล้เด็ดขาด แต่เท่าที่ดูมาจนถึงตอนนี้ รู้สึกว่ามันเปลี่ยนจากที่คาดการณ์ไปมาก เลยต้องรีบตามออกไปเป็นขามุงต่อ

ฉินหว่านเยวียกลั้นน้ำตา “ขอโทษด้วย ข้าไม่ทำหน้าที่ให้ดี ข้าห้ามกงจู่น้อยไม่อยู่…”

ซาหัวหลิงตัดบนทันที “แน่ล่ะ มันเป็นความผิดของเจ้าแต่แรกแล้ว เข้าได้ยินว่าผู้หญิงเผ่ามนุษย์ล้วนรักศักดิ์ศรี แต่เจ้ายั่วยวนจวินซั่งไม่สำเร็จมากี่ครั้งแล้วก็ยังดื้อด้านไม่ยอมไป ที่แท้ก็เป็นคนแบบนี้ ไม่ไปก็ช่างเถอะ ให้เฝ้าคนๆเดียวยังทำไม่ได้ พลังฝึกปรีอของนางไม่สูงเท่าเจ้าที่เป็นศิษย์พี่ เจ้าไม่ห้ามปรามแต่ต้นกลับปล่อยให้นางมาอาละวาดต่อหน้าจวินซั่ง เจ้าทำตัวน่าสงสารให้ใครดูกัน”

ฉินหว่านเยวียได้ยินนางเปิดโปงซึ่งๆหน้าก็อับอายเหลือทน ในนิยายดั้งเดิมซาหัวหลิงเกลียดขี้หน้าฉินหว่านเยวียอยู่แล้ว มักคอยจับผิดอีกฝ่ายอยู่ตลอด ดูท่าว่าถึงแม้สองคนนี้จะไม่มีอันดับในฮาเร็มทั้งคู่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ไม่ได้ดีขึ้นสักนิด

ซาหัวหลิงหันไปอีกด้าน เปลี่ยนสีหน้าใหม่ กล่าวยิ้มๆกับกงจู่น้อย “กงจู่น้อยหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราเหมือนดังเดิมทุกประการ นอกจากถูกกักบริเวณเป็นครั้งคราวแล้วดูเหมือนจะไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอะไรกระมัง ไฉนต้องคับอกคับใจปานนี้ด้วยเล่า”

กงจู่น้อยกล่าวอย่างดุดัน “เจ้าเป็นตัวอะไร นางจิ้งจอกแพศยามาจากป่าไหนก็ไม่รู้ ยังกล้ามาพูดจาเช่นนี้กับข้าในวังฮ่วนฮวาหรือ เขาทำกับข้าเช่นนี้ แตกต่างอะไรกับเลี้ยงหมูสักตัว”

ซาหัวหลิงห่อริมฝีปาก “เช่นนั้นไหนกงจู่น้อยลองว่ามาสิ ท่านนอกจากกินๆนอนๆเหมือนตัวอะไรที่ท่านว่า ยังทำอะไรอื่นได้อีกบ้าง”

ฉินหว่านเยวียร้องไห้ “กงจู่น้อย รีบไปเถอะ ทุกอย่างล้วน…ไม่เหมือนเดิมแล้ว…”

กงจู่น้อยกรีดร้อง “ทำไมต้องให้ข้าไป ที่นี่คือวังฮ่วนฮวาของข้า เป็นของข้า พวกเจ้านั่นแหละไสหัวไป มีแต่พวกทรยศทั้งนั้น”

เหตุการณ์ตรงหน้าวุ่นวายโกลาหลสุดๆ

เสิ่นชิงชิวพลันค้นพบความจริงแสนจะช็อคเรื่องหนึ่ง เขาลองงอนิ้วนับอย่างตั้งใจ

ซาหัวหลิว : ไม่ได้รับเป็นเมีย แต่รับเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชา ทุ่มเททำงานด้วยความเหนื่อยยากสายตัวแทบขาด แถมยังทำโอทีอีกต่างหาก แต่เงินเดือนสวัสดิการอะไรพวกนั้นไม่มีสักอย่าง มิหนำซ้ำท่าทีของเถ้าแก่ยังดูไม่เหมือนอยากมีสัมพันธ์ลับในที่ทำงานด้วยเลยสักนิด

หลิ่งหมิงเยียน : กระทั่งแลกพู่ห้อยกระบี่กันเป็นของแทนใจยังไม่มีด้วยซ้ำ

หนิงอิงอิง : หลังจากแตกเนื้อสาวก็ไม่ได้ทำท่าคลั่งรักใส่พระเอกอย่างตอนเป็นวันใสไร้เดียงสาอีกเลย ดูเหมือนว่าสมองส่วนความรักจะได้รับการรักษาแล้ว

กงจู่น้อย : สาวน้อยผู้ตรอมตรมในห้องหอ บอกเองว่าลั่วปิงเหอแค่เลี้ยงนางเหมือนหมู

ฉินหว่านเยวีย : สาวน้อยผู้ตรอมตรมในห้องหอเบอร์ 2 เสนอตัวล้มเหลวหลายครั้ง รั้งตำแหน่งแม่นมของกงจู่น้อยอีกตำแหน่ง

ชิวไห่ถัง : หลังฉุดเสิ่นชิงชิวให้ตกอับแล้วก็น่าจะ NTR กับลั่วปิงเหอไปอย่างลั้นลาแล้วสิ ทำไมถึงยังระหกระเหินกินผุ่นอยู่ล่ะ

นักพรตหญิงสามคน : ออกมาแบบแวบเดียวหาย สวัสดีบ๊ายบาย

………………..

ดูเหมือนว่า ชีวิตของลั่วปิงเหอช่าง…อนาถสุดๆ

พระเอกนิยายฮาเร็มผู้ยิ่งใหญ่ ตกลงนายยังใช้การได้อยู่ไหมนี่

ฮาเร็มดี๊ดีถูกเขาทำเสียหม่นหมองอึมครึม หากนี่เป็นนิยายสักเรื่อง เรื่องราวมาถึงขั้นนี้กลับยังไม่ได้เมียสักคน ยังจะพูดเรื่องค่าความฟินได้อยู่อีกเหรอ

เสิ่นชิงชิวรีบเคาะเรียกระบบมาตรวจสอบค่าตัวเลขทั้งหมด แต่แล้วเขากลับพบว่า ระดับค่าความฟินภายใต้ค่า B ไม่เพียงไม่ลดน้อยลงไปสักนิด แต่พุ่งกระฉุดขึ้นมาตั้ง 900 กว่าคะแนน!

เป็นเพราะค่าคะแนนหลายตัวถูกบวกเข้ามาตอนที่เขาหลับยาวห้าปีและอยู่ในช่วงออฟไลน์เลยไม่มีเสียงแจ้งเตือน

เสิ่นชิงชิวกดเปิดหน้าต่างดูรายละเอียดคะแนนที่ได้เพิ่มมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ข้างในมีประวัติของค่าคะแนนบรรทุกไว้เป็นแถวยาว

[หนิงอิงอิง : ปรับแก้บทตัวละครหญิงที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อพระเอกอย่างไร้สมอง ค่า B เพิ่มขึ้น 100 คะแนน]

[หมิงฟาน : ปรับแก้บทตัวประกอบชายที่ไร้ลอจิกปัญญาอ่อน ค่า B เพิ่มขึ้น 50 คะแนน]

[หลิ่วหมิงเยียน : ปรับแก้บทตัวละครหญิงที่ทำทุกอย่างเพื่อพระเอกโดยไม่มีสาเหตุ ค่า B เพิ่มขึ้น 150 คะแนน]

…………………..

ตัวละครหญิงที่ทำทุกอย่างเพื่อพระเอกรวมทั้งลิ่วล้อพลีชีพปัญญาอ่อน สองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบคลาสสิกที่ทำให้เกิดความน้ำเน่าของนิยายแนวฮาเร็ม ตอนนี้ตัวละครหญิงไม่ทำทุกอย่างเพื่อพระเอกแล้ว ไอคิวอีคิวของตัวประกอบก็เหมือนจะสูงขึ้น ค่า B ก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา ประเด็นนี้เสิ่นชิงชิวเข้าใจ

แต่การที่ลั่วปิงเหอไม่ได้แอ้มผู้หญิงสักคน ระบบดันไม่หักค่าความฟินของเขาเลย จุดนี้มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลยสักนิด

หรือว่าค่าความฟินของพระเอกในตอนนี้ไม่ได้ผูกติดกับตัวเขาแล้ว หรือไม่ ‘ความฟิน’ ของพระเอกก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นนี้แล้ว

นี่มัน…เสิ่นชิงชิวอดในไม่อยู่เหลือบตาขึ้นมองลั่วปิงเหอที่นั่งทำหน้านิ่งขึงอยู่ แล้วพลันเกิดความรู้สึกไม่กล้ามองเขาตรงๆ

บาปกรรมหนอบาปกรรม หรือตนอบรมเลี้ยงดูพระเอกนิยายฮาเร็มดีๆคนหนึ่งซะจน X ตายด้านไปแล้ว

เขาปิดหน้าต่างข้อมูลด้วยอารมณ์ซับซ้อน แต่แล้วเสิ่นชิงชิวพลันค้นพบว่าที่อยู่ของตัวเองกลับดูแปลกๆไป

เมื่อกี้เขายังเป็นแค่ขามุงยืนดูเหตุการณ์อยู่ในวังฮ่วนฮวาอยู่เลย ทำไมเดินมาถึงป่าไผ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้วล่ะ แล้วยังเป็นป่ไผ่ที่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกอีกด้วย

ต้นไผ่เสียดสีกันดังแกรกกราก สายลมพัดโชยอ่อนๆ

เสิ่นชิงชิวหายสงสัย สถานที่แห่งนี้ต่อให้เห็นแค่มุมเดียว เขาก็รู้แล้วว่ามันคือที่ไหน

ชางฉยงซาน ยอดเขาชิงจิ้งเฟิง

สถานที่ที่เขาอยู่นานที่สุดในชาตินี้ ยังจะไม่คุ้นตาได้หรือ

ระบบ [สถานที่เบื้องหน้าท่าน : ห้วงแห่งความฝันของลั่วปิงเหอ]

ในยามที่จิตสำนักของลั่วปิงเหอไม่มั่นคง ปั่นป่วนมากเข้า มักมีคนได้รับผลกระทบไปด้วย ถูกม้วนเข้าไปในห้วงฝันที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับวังน้ำวนในมหาสมุทร พูดอีกอย่างก็คือถูกห้วงจินตนาการอันลึกล้ำลุดจะเปรียบของลั่วปิงเหอเล่นงานเข้าให้ ซึ่งหาอ่านรายละเอียดได้ในตอนด่านมารฝัน

เสิ่นชิงชิวเคยเดินอยู่ในด่านมารฝันกับเขามาก่อน ที่บอกว่าครั้งแรกแปลกที่ เดี๋ยวครั้งที่สองก็ชินไปเอง มันก็หลักการเดียวกับตอนเชื่อต่อ WiFi แล้วครั้งหนึ่งนั่นแหละ พอครั้งที่สองไม่ต้องใส่พาสเวิร์ดก็เชื่อมต่อโดยอัตโนมัติแล้ว

เสิ่นชิงชิวรีบเอามือลูบหน้า ในห้วงฝัน เขากลับมามีหน้าตาแบบเดิมอีกครั้ง หน้านี้ไม่มีหนวดเคราเลยทำให้มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ จึงกำลังคิดจะหาที่ซ่อนตัวสักแห่งจนกว่าลั่วปิงเหอจะตื่นขึ้นมาเอง ระหว่างทางมีศิษย์เดินผ่านหน้าไปสองสามคน เสิ่นชิงชิวตัวแข็งทื่อจนลืมไปเลยว่าต้องหาที่ซ่อนตัว

ศิษย์ที่เดินไปเดินมาเหล่านี้ถึงแม้สีหน้าราบเรียบ แต่ก็มีจมูกมีตา มีเครื่องหน้าครบถ้วนถูกต้อง ขนาดที่ว่าเสิ่นชิงชิวสามารถจำชื่อได้หลายคนด้วยซ้ำ

แม่แต่มารฝันเองยังไม่อาจสร้างเขตอาคมขนาดใหญ่ที่สามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้นจะมีเครื่องหน้าครบครัน แต่ลั่วปิงเหอกลับทำได้ ทั้งยังละเอียดลออถึงขั้นนี้ แม้จะรู้มานานแล้วว่าความสามารถของลั่ปิงเหอนั้นขนาดปิดคลุมผืนฟ้าบดบังดวงตะวัน ทว่าเสิ่นชิงชิวกลับยังอดทอดถอนใจไม่ได้ “สุดยอดจริงๆ”

เมื่อโผล่พ้นดงไผ่ก็เป็นเรือนไผ่ชิงจิ้ง หลังคาไม่ไผ่ไล่ระดับกันอย่างเหมาะเจาะกลมกลืน น้ำพุพุ่งละออกฝอยต้องแสงแดดเห็นประกายรุ้งเจ็ดสี คลอเคล้าไปกัยเสียงติงๆตังๆดังเป็นจังหวะ

เสิ่นชิงชิวกังวลว่าลั่วปิงเหอจะอยู่ข้างในจึงไม่กล้าเดินเข้าไป ดงไผ่นี้เขามักเข้ามาเดินเล่นยามว่างนับครั้งไม่ถ้วน เลยหาที่ซ่อนตัวได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนเข้าไปซุ่มหลบอยู่ในเงามืด

ทันใดนั้นก็มีเสียงเหยียบเศษใบไม้เบาๆ จากนั้นเด็กหนุ่มในชุดขาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีก็เดินออกมาจากดงไผ่เขียวขจี

เด็กหนุ่มผู้นี้ผิวพรรณขาวหมดจด เหมือนเขาจะวิ่งมาตลอดทางหน้าผากจึงผุดเหงื่อบางๆ ชั้นหนึ่ง สองแก้มแดงปลั่ง น่าเอ็นดูยิ่งนัก ลูกตาคมชัดแต่ไม่ดุดัน ยังดูเด็กๆอยู่เลย

เสิ่นชิงชิวอดถอนใจด้วยความเสียดายไม่ได้ นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้เห็นลั่วปิงเหอที่สดใสเหมือนแสงตะวันแบบนี้

ช่วงที่ลั่วปิงเหอฝึกวิชาอยู่ที่ชิงจิ้งเฟิงจะชอบสวมชุดสีขาว ทว่าหลังจากพลิกฟ้ากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งภพมารก็สวมแต่ชุดดำตลอด ตรงกันข้ามกับเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ท่าทางสดใสแบบเด็กๆ ไม่หลงเหลือให้เห็นอีกเลย

เขาเดินตรงเข้ามา จากนั้นก็ร้องเรียกอย่างร่าเริงว่า “ซือจุนขอรับ”

เสิ่นชิงชิวซ่อนตัวอยู่ เสียงนี้ย่อมไม่ใช่เพื่อเรียกเขา เขาเปลี่ยนมุมเล็กน้อยก็เห็นร่างในชุดเขียวยืนอยู่เกือบสุดปลายทางศิลา

‘เสิ่นชิงชิว’ ที่ถือกำเนิดจากความทรงจำผู้นี้ ยืนอยู่ในดงไผ่เขียวขจี รูปร่างสูงเพรียว ดูผึ่งผายสง่างามราวกับลำไผ่ สีหน้าสงบนิ่ง ทั่วร่างราวกับเอิบอาบไปด้วยปราณเซียน เพียงมองด้วยสายตาก็เห็นถึงความผ่องแผ้วพิสุทธิ์ปลอดซึ่งละออกธุลีของโลกียะ เสิ่นชิงชิวคนปัจจุบันในฐานะที่เป็นคนดู ขนาดใช้สายตาของนักวิจารณ์มาประเมินแล้วยังอดคารวะไม่ได้

เต๊ะท่าได้ถึงขั้นนี้ ระดับฝีมือนับว่าเทพจริงๆ

ลั่วปิงเหอสามารถสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วยทุกรายละเอียดโดยไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลยสักนิด สมกับเป็นผู้สืบทอดวิชาของมารฝันโดยแท้

เสิ่นชิงชิวที่เหมือนกำลังยืนเหม่อลอยอยู่ในดงไผ่ค่อยๆเบนหน้ามา “วิ่งเสร็จแล้วหรือ”

ลั่วปิงเหอพยักหน้า “สิบรอบ…ครบแล้วขอรับ”

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็นึกเหตุการณ์ช่วงนี้ออก

ที่ลั่วปิงเหออบกว่า ‘สิบรอบ’ ก็คือวิ่งรอบๆชิงจิ้งเฟิงสิบรอบ เสิ่นชิงชิวเป็นผู้มอบหมายภารกิจนี้ให้เขาเองนั่นแหละ

นี่ไม่ใช่การลงโทษพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเจตนาร้ายแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะเหลือทนแล้วจริงๆ นับจากเขารับหน้าที่อบรมสั่งสอนลั่วปิงเหอ ในเมื่อตั้งใจจะทำหน้าที่อาจารย์แล้ว อย่างไรก็ต้องสอนสิ่งที่ใช้ได้จริงๆ เผื่อว่าวันหลังเกิดแตกหักกัน อย่างน้อยๆ พอถึงตอนที่ต้องพูดว่า ‘ความรักผูกพันระหว่างศิษย์อาจารย์ พระคุณที่สั่งสอนอบรมมา…’ จะได้ไม่ถึงขนาดถ้อยคำยังไม่ทันหลุดจากปาก หนังหน้าแก่ๆก็มีอันม้านไปเสียก่อน

ตามโปรแกรมการสอน ขั้นแรกต้องแก้ไขตำแหน่งการเคลื่อนไหวและท่าร่างที่สับสนมั่วซั่วของลั่วปิงเหอ

สำหรับผลการเรียนนั้น เป็นอย่างที่เคยว่าไว้คือลั่วปิงเหอเอาแต่พุ่งเข้าใส่อ้อมกอดเขาอยู่เกือบครึ่งเดือน

เสิ่นชิงชิวสั่ง “เอาใหม่ ขืนคราวนี้ยังไม่ถูกต้องอีก จะไม่ใช่แค่สิบรอบแล้วนะ”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: