Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 48

Scumbag System 48

ตอนที่ 48

ระหว่างที่ต่อสู้กัน เสื้อผ้าของซากร่างนั้นหลุดลุ่ยลงมาถึงเอว ฝ่ามือของลั่วปิงเหอแนบติดกับผิวขาวๆของศพโดยตรง

หลิ่วชิงเกอจ้องจนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแทบปูดโปน “เดรัจฉาน อย่างไรเขาก็เป็นซือจุนเจ้านะ”

ลั่วปิงเหอตอบง่ายๆ “หากเป็นคนอื่น ท่านคิดว่าข้าจะทำเช่นนี้หรือ”

ศิษย์ของวังฮ่วนฮวาที่ล้อมอยู่ด้านนอกหลายชั้นล้วนยืนเซ่อซ่าทำอะไรไม่ถูก ทว่าลั่วปิงเหอหาได้สนใจไม่ จดจ่ออยู่กับการรับมือหลิ่วชิงเกอ พลังทิพย์ที่แผ่ออกมาจากร่างคนทั้งคู่ปั่นป่วนไปทั่วห้องราวกับน้ำเดือด สีหน้าแววตาแต่ละคนน่ากลัวยิ่ง จึงไม่มีศิษย์วังฮ่วนฮวาหน้าไหนกล้าเหยียบย่างเข้าไปข้างในเพราะกลัวโดยลูกหลงไปด้วย

เสิ่นชิงชิวไม่กลัวจะโดยลูกหลง แต่แค่ทำใจให้มองตรงๆไม่ได้เท่านั้น

…โหดร้ายเกินไปแล้ว มหาโหดจริงๆ

ต่อให้สมองเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนผิวพระจันทร์ยังไง เขาก็ไม่คิดไม่ฝันเด็ดขาดว่าจะมีสักวันที่ตนเองจะกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ต้องมาเล่นบทซึ่งเขียนมาอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ร่างที่ลั่วปิงเหอกอดอยู่ ความจริงตายแล้วไม่ใช่รึ ตายชัวร์ไม่พลาดแน่นอน

เพราะนั่นมันซากร่างของเขาเอง!

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้สมองขบคิดให้ลึกซึ้งแล้วจะกระจ่างถึงความน่ากลัว ต่อให้ไม่คิดอะไรก็น่ากลัวเป็นที่สุดแล้ว!

ถึงทำใจให้มองตรงๆไม่ได้ ทว่าเขายังไม่ลืมว่าเมื่อกี้ตนหวนกลับมาทำไม

เสิ่นชิงชิวย่องไปอยู่ข้างหลังหลิ่วชิวเกอซึ่งสะดุ้งเพราะทีแรกเข้าใจว่าเขาลอบเข้ามาโจมตี จึงหัวเราะหยันทีหนึ่ง เตรียมใช้พลังทิพย์เหวี่ยงคนผู้นั้นกระเด็นออกไป แต่แล้วมือข้างหนึ่งกลับแนบเข้าที่แผ่นหลัง จากนั้นกระแสปราณทิพย์ที่อ่อนโยนทว่ามั่นคงสายหนึ่งก็ถ่ายเทเข้าสู่ชีพจรทิพย์ของตน

หลิ่วชิงเกอได้รับความช่วยเหลือ ลั่วปิงเหอจึงถูกกดดันพอสมควร

แต่หลิ่วชิงเกอไม่กล้าประมาท ผินหน้ามาเล็กน้อย มองจากหางตา เห็นเพียงใบหน้าเลือนรางของผู้ที่อยู่ด้านหลัง คล้ายกับใช้บางสิ่งบางอย่างอำพรางโฉมไว้

หลิ่วชิงเกอกดเสียงต่ำถาม “ผู้ใด”

เสิ่นชิงชิวไม่ตอบ เพียงเพิ่มพลังส่งเข้าไปอีก พลังทิพย์สองสายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ถึงลั่วปิงเหอยันไหว ทว่าพลังทิพย์ที่มุ่งโจมดีสายนี้จะไหลผ่านร่างเขาไปยังร่างในอ้อมกอดด้วย เขาสลายพลังโจมตีได้ แต่คนตายทำไม่ได้ หากไม่ปล่อยมือก็มีแนวโน้มว่าร่างนี้อาจถูกพลังทิพย์สร้างความสั่นสะเทือนจนเจ็ดทวารแตกซ่าน

ลั่วปิงเหอไม่มีวันยอมให้ร่างนี้ได้รับความเสียหายเด็ดขาดเลยจำต้องปล่อยมือ ซากร่างนั้นจึงถูกพลังทิพย์ที่พลุ่งพล่านดีดสะท้อนออกไปทันที

หลังจากลั่วปิงเหอเป็นอิสระ สายตาของเขาก็ยังจับนิ่งอยู่ที่ร่างนั้นตลอด สีหน้ามีแววจำใจแกมไม่ยินยอมพร้อมใจ

เสิ่นชิงชิวเห็นสีหน้าเช่นนี้ของเขาก็อดสงสารไม่ได้ เพียงต้องการใช้วิธีนี้บีบบังคับเขาให้ต้องปล่อยมือเท่านั้น แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนรังแกอีกฝ่ายเข้าเลยล่ะ

ศิษย์สองสามคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหมายเข้าไปขยับซากศพ แต่ถูกลั่วปิงเหอตวาดลั่น “ห้ามแตะ!” ก่อนโบกแขนเสื้อจากระยะไกล พาให้ทางนั้นร้องกันโหยหวน

เสิ่นชิงชิวถอนพลังทิพย์ที่ถ่ายทอดเข้าสู่กลางหลังหลิ่วชิงเกอ สะกิดปลายเท้าทีหนึ่ง กระโจนออกมาข้างหน้า คว้าร่างนั้นเอาไว้มั่น

ตัวเองกอดซากศพตัวเอง ความรู้สึกนี้ช่างซับซ้อนเกินคำบรรยายจริงๆ

เสิ่นชิงชิวมองคร่าวๆ ร่างที่เคยเป็นของเขามาก่อนยังคงดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดอย่างไม่น่าเชื่อ แขนขานุ่มนิ่มไม่แข็งทื่อ ดูไม่ต่างอะไรกับคนหลับลึกทั่วๆไปเลย แต่ว่าสองตาปิดสนิท ไร้ลมหายใจ

ผู้ที่ระเบิดตัวเองนั้นพลังทิพย์จะสลายหมดสิ้น ภายในร่างกายไม่เหลือพลังฝึกปรือมาช่วยคุ้มครองไม่ให้สภาพศพเน่าเปื่อย อีกทั้งตายเกินห้าปีแล้ว ใช้แต่น้ำแข็งอย่างเดียวมารักษาเอาไว้ อย่างไรสภาพก็ไม่อาจดีได้ขนาดนี้ ทว่าบนร่างก็ไม่มีกลิ่นยา คงไม่ได้เอาสารเคมีอะไรมาใช้เป็นแน่ ไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอใช้วิธีอะไร

เสิ่นชิงชิวรีบหลบพลังโจมตีรุนแรงสายหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นลั่วปิงเหอกำลังจ้องเขาเขม็ง ใบหน้าฉายแววอำมหิต

เสิ่นชิงชิวจึงค่อยพบว่าศพที่อยู่ในอ้อมแขนของเขานี้เสื้อผ้าท่อนบนหลุดลุ่นหมดจนเห็นแผ่นอกเปลือยโล่งอล่างฉ่าง ทั้งเห็นทั้งคลำ อย่างไรก็ไม่ใช่ภาพที่จรรโลงสายตาเลยสักนิด ออกจะล่อแหลมเสียด้วยซ้ำ

เขารีบสาละวนดึงเสื้อขึ้นปิดร่างศพ แล้วโยนเผือกร้อยในมือไปทางหลิ่วชิงเกอ “รับไว้”

ลั่วปิงเหอปรารถนาจะเข้าไปชิงกลับมา แต่ถูกเสิ่นชิงชิวพัวพันไว้

เดิมทีเสิ่นชิงชิวกลัวว่าลั่วปิงเหอจะสั่งการกู่โลหิตในร่างให้ทำงาน แต่ไม่รู้เพราะบ้าเลือดจนคลุ้มคลั่งไปแล้วหรือร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก เลยไม่ได้งัดเอาไพ่เด็ดใบนี้ออกมาใช้ มือข้างหนึ่งของหลิ่วชิงเกอประคองศพไว้ ขณะที่มืออีกข้างร่ายเวทสั่งการกระบี่เฉิงหลวนให้ตีโต้ศิษย์วังฮ่วนฮวาที่ดาหน้ามากลุ้มรุม ร่างนี้ถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา สุดท้ายเมื่อหลิ่วชิงเกอรับมาได้ เสื้อผ้าบนร่างก็ขาดวิ่นไปจนหมดแล้ว ฝ่ามือจึงแนบติดอยู่กับผิวลื่นละมุนเปล่าเปลือยที่ทั้งเนียนละเอียดทั้งเย็นยะเยียบแบบเต็มๆ จุดที่มือสัมผัสคล้ายมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราด ทำเอาหลิ่วชิงเกอตัวแข็งทื่อ จะเอามือวางตรงไหนก็ดูไม่เหมาะไปเสียหมด เกือบจะจับโยนกลับไปอยู่แล้วเชียว ดีที่ยับยั้งใจไว้ได้ทัน รีบถอดเสื้อตัวนอกของตน ผ้าขาวสยายออกราวกับปีกนอกก่อนจะห่อหุ้มร่างในอ้อมแขนเขาไว้ เฉิงหลวนเหินกลับมาจอดนิ่งอยู่แทบเท้า

ดวงตาของลั่วปิงเหอเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน หอฮ่วนฮวาทั้งหลังราวกับหีบที่ถูกผนึกไว้แน่น โดยในหีบวางระเบิดเอาไว้ลูกหนึ่ง เมื่อเกิดระเบิดขึ้น ผนังทั้งสี่ด้านก็พังครืนลงมา

ที่ตามมาหลังจากฝุ่นทรายสะเก็ดหินปลิวว่อน นอกจากคน คน และคนล้มลงแล้ว ยังมีเสียงโลหะสองชิ้นกระทบกับพื้นดังเคร้งคร้าง เสิ่นชิงชิวเพ่งมอง กลับพบว่าเป็นกระบี่สองเล่ม

เจิ้นหยางกับซิวหย่า

กระบี่สองเล่มนี้เดิมควรมีชะตากรรมเช่นเดียวกันคือหักสะบั้นเหลือแต่เศษซาก ไม่รู้อีกฝ่ายใช้วิธีอะไรถึงซ่อมแซมจนกลับมาใช้การได้ แล้วมัดเก็บไว้ด้วยกันอยู่ในหอฮ่วนฮวา ครั้งหอพังครืนพวกมันจึงได้พบเจอแสงสว่างอีกครั้ง

พอเห็นกระบี่สองเล่มนี้ ในใจของเลิ่นชิงชิวก็เกิดความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เขามองลั่วปิงเหอ เริ่มแรกเสื้อผ้าฝ่ายนั้นก็ไม่เรียบร้อย หลังจากหอพังพินาศ กระดูกไหปลาร้าและแผ่นอกพลันเผยออกมาให้เห็นบริเวณใกล้ตำแหน่งหัวใจมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากระบี่แทงสาหัสแผลหนึ่ง

ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของลั่วปิงเหอนั้นสูงมาก ต่อให้ถูกฟันจนแขนขาขาดก็สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย ถึงขนาดว่างอกขึ้นมาได้ใหม่ไม่เป็นปัญหา นอกเสียจากว่าเขาจงใจปล่อยทิ้งไว้ ไม่ยอมรักษาเสียเอง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีแผลเป็นเหลืออยู่บนร่างของลั่วปิงเหอได้หรอก

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำ “หลิ่วชิงเกอ ข้าเห็นแก่ซือจุนจึงได้ไว้ชีวิตเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในเมื่อเจ้าดึงดันรนหาที่ตาย เช่นนั้นก็อย่าได้ตำหนิข้าแล้ว”

เสิ่นชิงชิวถูกพลังทิพย์และรังสีสังหารที่ปะทุขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวสร้างความสั่นสะเทือนจนอวัยวะภายในแทบเขยื้อนก็รู้ได้ทันทีว่าลั่วปิงเหอบันดาลโทสะแล้ว จึงรีบตะโกนบอกหลิ่วชิงเกอ “ยังไม่รีบไปอีก”

ตั้งแต่มาอยู่โลกนี้รู้สึกว่าบทของเขาก็คือผู้เสียสละคอยช่วยระวังหลังให้ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวสินะ

หลิ่วชิงเกอมองเขาแวบหนึ่ง ไม่มัวพิรี้พิไร บอกให้ไปก็ไปเดี๋ยวนั้น หนีบศพไว้ กระโดยปราดขึ้นเหยียบกระบี่แล้วจากไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ

ในตอนแรกลั่วปิงเหอกะจะลงมือ ทว่าจู่ๆหัวใจพลันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ด้วยอาการถูกกระบี่ซินหมัวย้อนกลืนกินกำเริบกะทันหันจนช้าไปจังหวะหนึ่ง จังหวะที่พลาดไปนี้ทำให้เขาได้แต่ยืนนิ่งอย่างหมดปัญญา มองหลิ่วชิงเกอหนีบศพเสิ่นชิงชิวจากไป

ลั่วปิงเหอยืนเซ่ออยู่กับที่ สีหน้าเคว้งคว้างว่างเปล่า กระทั่งจะตอบโต้ก็ยังลืม ท่าทางดูคล้ายกับเด็กถูกแย่งชิงของรักที่เปรียบได้กับโลกทั้งใบไป เหมือนถูกผืนฟ้าถล่มลงมาใส่ยังไงยังงั้น

ทีแรกเสิ่นชิงชิวตั้งใจจะฉวยจังหวะที่เขามัวแต่ตกตะลึงนี้ลอบหนีไป แต่พอเห็นภาพนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมเท้าถึงตรึงอยู่กับที่ ความรู้สึกไม่อาจหักใจที่ผุดขึ้นเมื่อครู่ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

แต่ไม่อาจหักใจยังไงก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ขืนปล่อยให้ลั่วปิงเหอกอดศพต่อไป ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะบานปลายจนกลายเป็นบาปกรรมอะไรที่หนักหนายิ่งกว่าเดิมอีกหรือเปล่า

เพราะความที่ดันใจอ่อนไม่ถูกจังหวะนี่เอง ยังไม่ทันได้หนี ลั่วปิงเหอก็หันหน้ามากะทันหัน ดวงตาแดงเถือกจับจ้องมาที่ตน

กระบี่ซินหมัวสั่นระริกอยู่ในฝักอย่างลิงโลดและชั่วร้าย สายตาของลั่วปิงเหอบอกกับเสิ่นชิงชิวอย่างชัดเจนว่า ตนจะต้องโดนสับและเป็นหมื่นๆชิ้นแน่

เสิ่นชิงชิวเห็นแววตาดุดันระคนเจ็บปวดของเขาก็ผละถอยหลังไปสองก้าว พริบตานั้นเองราวกับผีดลใจให้ตนอยากบอกความจริงกับลั่วปิงเหอขึ้นมากะทันหัน

ที่อยากบอกก็คือ อย่าเศร้าเสียใจไปเลย ซือจุนยังไม่ตาย

แต่ขณะกำลังจะขยับริมฝีปากก็มีเงาร่างหนึ่งโลดลิ่วทะยานออกมาจากกลุ่มศิษย์วังฮ่วนฮวา

เงาร่างนี้ปราดเปรียวว่องไวผิดมนุษย์ หอบม้วนตัวเสิ่นชิงชิวไปราวกับพายุ ขนาดปฏิกิริยาและสายตาของลั่วปิงเหอรวดเร็วเป็นเยี่ยม โจมตีออกไปเดี๋ยวนั้นกลับยังไม่โดนเป้า

เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม กวาดตามองซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ของหอฮ่วนฮวาและฝูงชนที่ล้มระเนระนาด พวกศิษย์วังฮ่วนฮวาไม่อาจเข้ามาช่วยแต่แรก แต่รู้ดีแก่ใจว่าลั่วปิงเหอในคืนนี้ใจคอไม่สงบ ทำพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า เดี๋ยวจะต้องอาละวาดยกใหญ่แน่จึงรีบคุกเข่ากันเป็นทิวแถว

เวลานี้เองที่ซาหัวหลิงค่อยมาถึง นางรีบมาข้างหน้า ทว่าถูกลั่วปิงเหอดีดกระเด็นออกไปทันควันจนกระอักเลือดออกมากองโต

นางรู้แต่แรกแล้วว่าคนผู้นี้เจ้าอารมณ์ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงโมโหขึ้นมา จึงกล่าวอย่างหวาดผวา “จวินซั่งโปรดระงับโทสะ จวินซั่งโปรดระงับโทสะ”

ลั่วปิงเหอเอ่ย “คนที่เจ้าพากลับมา ไม่เลวเลยจริงๆ”

คำว่า ‘ไม่เลว’ ของเขาฟังน่ากลัวยิ่งกว่าสั่งให้นางฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้เสียอีก

ซาหัวหลิงขวัญกระเจิง รีบกล่าว “บ่าวมีเรื่องจะรายงาน พอผู้บุกรุกเข้ามา บ่าวก็รู้สึกได้ทันที ทั้งได้ประมือมาด้วย แต่ผู้บุกรุกไม่ได้มีแค่หลิ่วชิงเกอคนเดียว เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงผู้นี้เมื่อก่อนเคยบุกเข้ามายามวิกาล แต่หาทำลายค่ายกลได้ไม่ ครานี้เนื่องจากมีคนทำลายค่ายกลไว้ก่อน หลิ่วชิงเกอจึงบุกเข้ามาได้สำเร็จเจ้าค่ะ”

ลั่วปิงเหอมองไปยังทิศทางที่หลิ่วชิงเกอท่องกระบี่หายลับตาไป มือกำแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกดังลั่น

ซาหัวหลิงคิดว่าลั่วปิงเหอคงจะไม่สนใจว่าผู้บุกรุกเข้ามาอีกคนเป็นใคร เขาคงจะสนใจแต่ร่างของเสิ่นชิงชิวที่ถูกชิงไปแล้วเป็นแน่ เลยรีบแก้คำพูด “หลิ่วชิงเกอคนเดียวพา…ไปด้วย น่าจะไปได้ไม่ไกล บ่าวจะพาคนตามไปเจ้าค่ะ”

ลั่วปิงเหอกล่าว “ไม่ต้องแล้ว”

ซาหัวหลิงตัวสั่น หนาวเยือกในอก นึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

นางได้ยินลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเย็น “ข้าจะไปเอง เจ้าไปตามตัวโม่เป่ยมา”

…………….

เสิ่นชิงชิวได้รู้ในที่สุดว่าเมื่อก่อนเวลาลั่วปิงเหอบงการกู่โลหิตในร่างกายตนนั้นใจดีมีเมตตาแค่ไหนแล้ว

หากลั่วปิงเหอต้องการใช้โลหิตมารฟ้าทำให้ใครสักคนตาย จะไม่มีทางเจ็บปวดแค่เหมือนปวดประจำเดือนเด็ดขาด ฝ่ายนั้นสามารถทำให้คนทรมานได้ชนิดอยู่มิสู้ตาย เจ็บจนยืนยังยืนไม่ไหว พูดก็พูดไม่ได้ ได้แต่ดิ้นพล่านไปมากับพื้น ดิ้นเสร็จก็นอนแน่นิ่งไม่ต่างอะไรกับศพ ทว่าความเจ็บปวดทั่วทั้งกายก็ยังไม่ลดลงไปเลยสักส่วน ทั้งไม่มีช่วงพักให้อาการบรรเทาหรือชินชาเลยสักนิด

หลังจากโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงในที่สุดลั่วปิงเหอก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีของอย่างโลหิตมารฟ้าอยู่

ผู้ที่ฉวยจังหวะชุลมุนแบกตัวเขามาเมื่อครู่นั้นคงเห็นว่าตอนนี้น่าจะพาเขามาถึงสถานที่ปลอดภัยแล้ว จึงเริ่มชะลอความเร็วลง เปลี่ยนเป็นพยุงเขาเดิน

เสิ่นชิงชิวอยากนั่ง ไม่อยากเดินแล้ว แต่ไร้เรี่ยวแรงจะพูด เลยถูกลากถูลู่ถูกังไปชั่วระยะหนึ่งกว่าคนผู้นั้นจะสังเกตเห็นความไม่ปกติในที่สุด

คนผู้นั้นวางเสิ่นชิงชิวลงกับพื้น เสียงพูดอ่อนโยนสดใสทว่าค่อนข้างช้า ดูเหมือนจะเป็นคนหนุ่มอายุยังไม่มาก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล “ท่านเป็นอะไรไป เมื่อครู่ได้รับบาดเจ็บหรือ”

เสิ่นชิงชิวขยับริมฝีปาก แต่ไม่มีแรงจะพูดแม้แต่คำเดียว ยามนี้ในเส้นเสือดเขาเหมือนกับมีหนอนนับล้านๆตัวดิ้นพล่านอย่างลิงโลด เดี๋ยวฉีกทึ้งเดี๋ยวพองตัว ยึกยือยุกยิก ทั้งน่าขยะแขยงและแสนจะเจ็บปวด

เห็นทีว่าเมื่อก่อนเวลาลั่วปิงเหอสั่งการกู่โลหิตในร่างเขาไม่ได้แฝงเจตนาร้ายอะไรไว้เลย กลับเจือความอ่อนโยนไว้เต็มเปี่ยม เหมือนแค่แกล้งหยอกเล่นเท่านั้น

เสิ่นชิงชิวนึกทบทวนผลงานและความสำเร็จต่างๆที่ถูกระบบบังคับข่มขู่ให้ทำตลอดหลายปีมานี้อย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องตลกไร้สาระจริงๆ ตกลงปัญหามันเกิดขึ้นตรงไหนกันแน่ถึงส่งผลให้ลั่วปิงเหอเกิดความรู้สึกในแง่นั้นต่อเขาได้ เสิ่นชิงชิวถามตัวเอง

ตนเกิดมาเป็นชายแท้ชนิดที่กล้าสาบานต่อสวรรค์ได้เลยจริงๆ ส่วนรสนิยมทางเพศของลั่วปิงเหอก็ไม่น่าจะมีอะไรให้สงสัย แล้วตกลงปัญหามันอยู่ที่ใครกันล่ะ

ไม่ต้องคิดให้หนักสมอง บทบาทของตัวละครพังพินาศ งั้นปัญหาต้องอยู่ที่นักเขียนแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีแน่นอน

ทันทีที่เสิ่นชิงชิวหัวเราะฝืดๆสองทีก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกระลอก เขากลิ้งไปกลิ้งมากับพื้นเกือบสองตลบ เหมือนว่าทำแบบนี้แล้วจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้บ้าง

ยังไม่ทันจะกลิ้งครบสองตลบดีก็ถูกคนผู้นั้นจับตัวไว้ ฝ่ายนั้นลูบหน้าผากไล่ลงมาที่แก้มเสิ่นชิงชิว หนวดเครากะหร็อมกระแหร็มตอนนี้หลุดจนแทบไม่เหลือแล้ว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆผุดพราว

อีกฝ่ายยังคงลูบลงไปเรื่อยๆ จนถึงแผ่นอกและหน้าท้องเสิ่นชิงชิว

ไม่รู้อย่างไรบริเวณที่โดนอีกฝ่ายสัมผัสค่อยๆรู้สึกดีขึ้นมาทีละน้อย

เสิ่นชิงชิวผ่อนลมหายใจช้าๆ ถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “เอ่อ พี่ชายผู้ประเสริฐ เจ้า…ลูบตรงไหนอยู่น่ะ”

หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่สนใจหรอกว่าคนอื่น(โดยเฉพาะเพศเดียวกัน) จะลูบตรงไหนในตัวเขา อยากลูบตรงไหนลูบไป เชิญตามสบาย

แต่นับจากลั่วปิงเหอทยอยเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้เขาเห็นอยู่เรื่อยๆ โลกทัศน์ที่เสิ่นชิงชิวหล่อหลอมมายี่สิบกว่าปีก็ถูกโจมตีอย่างหนัก นับจากนี้ไปเขาจำเป็นต้องใช้มุมมองแบบใหม่และความรู้สึกอันเฉียบไวมาพิจารณาโลกใบนี้เสียแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคบหาเพื่อนเพศเดียวกัน

คนผู้นั้นทำเสียง “อ๊ะ” แล้วรีบปล่อยมือทันที ก่อนกล่าวขอโทษ “ขออภัยด้วย ข้า…ไม่ได้ตั้งใจ”

ไม่ใช่อุปทานไปเอง พอคนผู้นี้ละมือ เสิ่นชิงชิวก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกระลอก มันเหมือนกับว่า…เขาสามารถทำให้โลหิตมารฟ้าสงบได้

เสิ่นชิงชิวรีบเอ่ย “ไม่เป็นไรๆ เจ้าลูบเลย โปรดลูกต่อเถอะ ขอบใจเจ้ามาก”

เสิ่นชิงชิวเบือนหน้ามอง ภายใต้แสงจันทร์ไม่สามารถเห็นหน้าตาอีกฝ่ายได้ชัดนัก แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ คือเค้าโครงหน้าหล่อเหลางามสง่า สองตาสุกใสราวกับน้ำค้าง สะท้อนเงาร่างเสิ่นชิงชิวภายใต้แสงจันทร์สุกสกาว

เสิ่นชิงชิวมองตาคู่นี้ก็นึกอะไรขึ้นมาได้รางๆ แต่ยังไม่ทันขบคิดให้ละเอียดศีรษะพลันปวดอย่างรุนแรงจนร้องครางออกมา เขาก้มหัวต่ำ เอากำปั้นทุบพื้นเป็นการใหญ่

ทันใดนั้นท้ายทอยของเสิ่นชิงชิวก็ถูกประคองขึ้น กรามล่างถูกง้างลง แล้วกรอกของเหลวบางอย่างเข้าไป ลิ้นของเขาชาหนึบ ในกระเพาะมีกรดไหลย้อนเลยไม่รู้ว่าของเหลวดังกล่าวมีรสชาติอย่างไร แต่ไม่น่าจะเป็นของที่อร่อยแน่นอน เขาสำลักและอยากอาเจียน ติดที่คนผู้นี้ปิดปากเขาไว้ การกระทำดังกล่าวค่อนข้างเหิมเกริมไร้มารยาท ทว่าน้ำเสียงกลับนุ่มนวลอย่างมาก ฝ่ายนั้นกล่าวราวกับปะเหลาะ “กลืนลงไป”

ภายในลำคอของเสิ่นชิงชิวปั่นป่วนพลุ่งพล่าน เพียงชั่วอึดใจก็กลืนของเหลวนั้นลงไปเรียบร้อย ของเหลวที่เข้าปากไม่หมดและไม่รู้ว่าเป็นอะไรไหลย้อยมาจากมุมปาก เขาก้มหัวไอออกมาอย่างแรง ชายหนุ่มเลยช่วยตบหลังให้

ที่ช็อคก็คือพอของเหลวนี้เข้าปากและถูกกลืนลงท้องไปแล้ว ความเจ็บปวดที่เกิดจากกู่โลหิตกัดทึ้งซึ่งทรมานเขามาตลอดทางก็หายเป็นปลิดทิ้ง

เสิ่นชิงชิวสบายตัวขึ้นแล้ว แต่ใจกลับขึ้นไปแขวนค้างแทน กระชากคอเสื้อคนผู้นั้น “เจ้าเอาอะไรให้ข้าดื่ม”

อีกฝ่ายแกะนิ้วของเสิ่นชิงชิวออก ดันออกไปจากอกตน เผยยิ้มบางๆ “ตอนนี้ยังเจ็บหรือไม่”

ไม่เจ็บแล้ว ไม่เจ็บแล้วจริงๆด้วย แต่เพราะไม่เจ็บแล้วนี่แหละเลยน่ากลัว เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าของอย่างโลหิตมารฟ้าก็มียาถอนพิษด้วย

ประสาทรับรสที่ปลายลิ้นค่อยๆกลับคืนมา เขารู้สึกว่าในปากมีกลิ่นคาวเลือด ทั้งยังได้กลิ่นแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงจนถึงขั้นอยากอาเจียน ในนิยายดั้งเดิมกล่าวไว้อย่างชัดเจน โอสถทุกชนิดไม่มีผลต่อโลหิตมารฟ้า

มีแต่โลหิตมารฟ้าด้วยกันจึงสามารถสะกดข่มกันเองได้

เชี่ย!

ไม่ใช่แค่เคยดื่มมาแล้วสองครั้ง คราวนี้ยังดื่มโลหิตมารฟ้าจากเจ้าของคนละคนกันอีกต่างหาก

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าตัวเองแม่งเป็นอย่างที่คำโบราณว่าไว้จริงๆ ‘ในอดีตไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อน ในอนาคตไม่มีปรากฎ’

พอคิดได้แบบนี้เสิ่นชิงชิวก็โอดครวญ ก่อนล้มหน้าคว่ำลงไป

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: