Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 49

Scumbag System 49

ตอนที่ 49

เสียงเลือดเนื้อฉีกขาด

ตามมาด้วยเสียงครางแหบแห้ง

เสิ่นชิงชิวบีบขมับ ภาพเบื้องหน้าค่อยๆคมชัดขึ้น

เลือดไหลนองเป็นทะเล ศพกองทับกันเป็นภูเขา

ลั่วปิงเหอยืนอยู่ท่ามกลางฉากที่ดูเหมือนแดนชำระบาปในนรก ตัวตรงนิ่งไม่หวั่นไหว เขาสวมชุดดำจึงมองไม่เห็นสีเลือดที่อาบย้อมอยู่บนผ้า แต่ซีกหน้าด้านหนึ่งเปื้อนหยดแดงเป็นจุดๆเพราะถูกเลือดกระเซ็นใส่ เขายกกระบี่ขึ้นกวัดแกว่งอย่างไม่รู้สึกรู้สาเยี่ยงเครื่องจักร

เดิมนั้นเมื่อเสิ่นชิงชิวเห็นลั่วปิงเหอ ในสมองก็ผุดภาพฝ่ายนั้นกอดศพเขากลิ้งลงจากเตียงโดยอัตโนมัติ เลยทำใจให้มองเต็มตาไม่ได้จริงๆ แต่ตอนนี้ลั่วปิงเหอกลับกำลังเข่นฆ่าสังหารสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นในห้วงฝันแบบนี้ต่างกับการเอามีดดาบมาป่วนสมองตัวเองตรงไหนกัน

หากไม่ใช่คนปัญญาอ่อนไม่รู้จักคิด ก็มีแต่คนเสียสติเท่านั้นถึงจะทำเช่นนี้

ถึงเสิ่นชิงชิวจะชอบบอกว่าลั่วปิงเหอเป็นสาย M ชอบทารุณตัวเอง แต่ทารุณตัวเองถึงขึ้นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่อาจก็ฝืนหัวเราะออกมาแล้วหาเรื่องแขวะได้เลย

ลั่วปิงเหอเหลือบตาขึ้นมองเขา แววตาขุ่นมัวสับสน ท่าทางเหมือนคนสติไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่พอภาพสะท้อนของเสิ่นชิงชิวปรากฎขึ้นในดวงตา แววตาก็แจ่มกระจ่างขึ้นมาทันใด ก่อนปากระบี่ในมือออกไปเสียไกล แล้วเอาสองมือที่เปรอะเลือดไปซ่อนไว้ข้างหลัง ร้องเรียกเบาๆ “ซือจุน”

แต่นึกออกว่าที่หน้าก็มีเลือดเปรอะด้วยเหมือนกัน จึงแก้สถานการณ์ด้วยการเอาแขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนหน้าซีกนั้น ผลปรากฎว่ายิ่งเช็ดยิ่งเลอะ เลยยิ่งร้อนตัวอยู่ไม่สุข เหมือนเด็กที่ขโมยของแล้วถูกจับได้

รอบเดียวแปลกใหม่ รอบที่สองคุ้นชิน เสิ่นชิงชิวเก๊กจนเคยตัวแล้วราวกับถูกตั้งโปรแกรมมา จึงยังนิ่งได้อยู่ และพออ้าปากกล่าววาจาเลยใช้น้ำเสียงอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว “เจ้ากำลังทำอะไร”

ลั่วปิงเหอตอบเสียงเบา “ซือจุน ข้า…ข้าสูญเสียท่านไปอีกแล้ว ศิษย์ช่างใช้การไม่ได้ กระทั่งร่างของท่านก็ปกป้องไว้ไม่ได้”

ได้ยินคำตอบนี้เข้าสีหน้าของเสิ่นชิงชิวก็ปรากฏแววซับซ้อนเฉกเช่นเดียวกับความรู้สึก

สรุปแล้วการที่เขาเที่ยวเข่นฆ่าสิ่งที่สร้างขึ้นในห้วงฝันของตนเองเมื่อครู่ ก็เพื่อเป็นการ…ลงโทษตัวเองหรือ

เห็นลั่วปิงเหอกระทำได้เจนจัดขนาดนี้ เกรงว่าคงไม่ได้ทำแบบนี้เป็นครั้งแรกแล้ว มิน่าเล่าคราวก่อนที่เขาเข้าไปในห้วงฝันของลั่วปิงเหอ เจ้าตัวถึงได้แยกแยะไม่ออกว่าเขาคือภาพภายาหรือผู้บุกรุกจากภายนอก

เสิ่นชิงชิวถอนใจ ใช้ความคิดหนึ่งตลบ จากนั้นจึงกล่าวปลอบประโลมเสียงเบา “สูญเสียไปแล้วก็สูญเสียไปเถอะ ข้าไม่ตำหนิเจ้าหรอก”

ลั่วปิงเหอมองเขาอย่างตกตะลึง “…แต่ตอนนี้ข้าเหลือแต่ร่างนั้นเท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวพลันไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ อย่าบอกนะว่าตลอดห้าปีมานี้ลั่วปิงเหอกอดร่างซึ่งเป็นเปลือกว่างเปล่าที่เขาไม่ต้องการแล้วมาตลอด

แต่แล้วเสียงของลั่วปิงเหอก็เย็นเยียบขึ้น “หลังจากเหตุการณ์ที่เมืองฮวาเยวี่ยข้าเคยสาบานไว้ว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ยอมเสียซือจุนไปอีก แต่ก็ยังปล่อยให้ผู้อื่นมาแย่งชิงไปเสียได้”

ความคับแค้นและเส้นสีแดงเข้มในดวงตาพลุ่งพล่านรุนแรง กระบี่ที่ถูกเขาเหวี่ยงทิ้งเมื่อครู่ถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง แล้วแทงทะลุอก ‘คน’ สองสามคนที่ดิ้นกระเสือกกระสนอยู่กับพื้น เสียงร้องชวนสังเวชลอยมาเข้าหู

เสิ่นชิงชิวรีบเข้าไปฉุดเขาแล้วตำหนิ “เจ้าอย่าวู่วาม ต่อให้อยู่ในความฝัน นี่ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายตัวเอง อย่าบอกว่าเจ้าลืมไปแล้วเล่า”

ลั่วปิงเหอย่อมไม่ลืม ซ้ำจับจ้องเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาแน่วแน่ พลิกมือมากุมหลังมือเขา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยกล่าว “ข้ารู้ว่าข้ากำลังฝัน มีแต่ในฝันเท่านั้นที่ซือจุนยังตำหนิข้าเช่นนี้”

ได้ฟังประโยคนี้เสิ่นชิงชิวพลันตระหนักขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ไม่ได้การแล้ว นี่มันไม่ถูกต้อง

ไม่อาจทำกับลั่งปิงเหอเช่นนี้ หากไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นต่อใคร ก็ไม่ควรให้ความหวังกับเขา ยิ่งหวังมากก็จะยิ่งผิดหวังรุนแรง ขืนปล่อยให้สติเลอะเลือน อาจถึงขึ้นคลุ้มคลั่งวิปลาสหนักขึ้นไปอีก

ต่อให้อยู่ในฝัน ก็ไม่ควรมัวทำโยกโย้พิรี้พิไร ตัดให้ขาดไปเสีย ขืนปล่อยให้คลุมเครือต่อไปก็จะกลายเป็นบ่วงกรรมแล้ว

เสิ่นชิงชิวชักมือกลับโดยไม่ลังเล ปรับสีหน้าใหม่ วางท่าให้สูงส่งเย็นชาชนิดกีดกันผู้คนให้ออกห่างพันลี้อย่างที่ตัวเองเชี่ยวชาญเป็นที่สุด แล้วหมุนกายหมายจากไป

ลั่วปิงเหอพอถูกทิ้งอย่างไม่ใยดีก็ยืนเซ่อไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบวิ่งตามมา “ซือจุน ข้ารู้ความผิดแล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเย็นชา “รู้ว่าผิดแล้วก็อย่าตามมา”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างร้อนรน “ข้าสำนึกเสียใจนานแล้ว แต่หาวิธีบอกท่านไม่ได้ ท่านยังโกรธที่ข้าบีบบังคับให้ท่านระเบิดพลังทิพย์ตัวเองใช่หรือไม่ ข้าซ่อมแซมเส้นชีพจรทิพย์ทั้งหมดในร่างกายท่านเสร็จแล้ว ไม่หลอกลวงเด็ดขาด ขอเพียงข้าเข้าไปในสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ จะต้องมีหนทางทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาแน่

เสิ่นชิงชิวไม่พูดอะไร ขณะที่ลังเลว่าควรพูดจารุนแรงขึ้นอีกหน่อยดีไหม ฝ่ายนั้นจะได้ล้มเลิกความคิดฝังใจนี้ไปเสีย ทว่าลั่วปิงเหอกลับพุ่งกายเข้ามาสวมกอดเขาไว้จากด้านหลังอย่างแน่นหนา จะดิ้นจะผลักอีท่าไหนก็ไม่ยอมปล่อย

เสิ่นชิงชิวถูกเขากอดจนแข็งทื่อไปทั้งตัว ให้ความรู้สึกเหมือนถูกตัวอะไรสักอย่างที่มีขนยุ่บยั่บถูไถ ทำเอาขนลุกเกรียว ต้องรวมพลังไว้ที่มือ ทั้งที่ไม่อาจโจมตีออกไปจริงๆ เขากัดฟันกล่าวออกไปคำหนึ่ง “ไปซะ”

ไหนว่าเนื้อเรื่องหลังลั่วปิงเหอเปลี่ยนเป็นสายดาร์ค จะไม่มีแนวรันทดขมขื่นแล้วไงล่ะ! อย่ามายื้อๆยุดๆกันแบบนี้ซิ!

ลั่วปิงเหอทำหูทวนลม “หรือซือจุนยังโกรธเรื่องที่เมืองจินหลัน?”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ถูกต้อง”

ลั่วปิงเหอยิ่งไม่ยอมปล่อยมือ งึมงำว่า “ตั้งแต่ข้าออกมาจากห้วงอเวจี ข้ารู้ว่าซือจุนประกาศต่อคนภายนอกว่าข้าถูกเผ่ามารสังหาร ตอนแรกข้ายังเข้าใจว่าซือจุนใจอ่อน ถึงอย่างไรก็ยังหลงเหลือความผูกพันอยู่บ้าง ถึงไม่ยอมให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่เหลือที่ยืน แต่นึกไม่ถึงว่าพอเจอหน้ากัน และเห็นท่าทางของซือจุน เกรงว่าที่คิดไว้ก่อนหน้าคงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว เป็นได้ว่าที่ซือจุนปิดบังเรื่องของข้า ก็เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าสั่งสอนมารตัวหนึ่งออกมา จนทำให้ตนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงต่างหาก”

เขาพูดได้น่าสงสารยิ่งนัก พูดประโยคหนึ่งก็รีบละล่ำละลักอีกประโยคตามมา เหมือนกลัวว่าเสิ่นชิงชิวจะตัดบทไม่ให้เขาพูดต่อ “เรื่องคนเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ ตอนนั้นข้าโกรธจนหน้ามืดตาลายเลยปล่อยให้ซือจุนถูกส่งเข้าคุกน้ำ…ข้าสำนึกผิดนานแล้ว”

หากเป็นลั่วปิงเหอในโลกแห่งความจริง ไม่มีทางพล่ามไม่หยุดโดยไม่สนภาพลักษณ์แบบนี้แน่ น่าจะมีเพียงในความฝันที่เขาสร้างขึ้นเองเท่านั้น ถึงกล้าพล่ามยาวขนาดนี้ ในเวลาเช่นนี้หากผลักไสเขาออกไปก็เหมือนตบหน้าเด็กผู้หญิงที่อุตส่าห์รวบรวมความกล้าอย่างยากลำบาก ยกหูโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นระริกโทรหาพี่สาวซุปไก่ เพื่อคร่ำครวญปรับทุกข์ทั้งน้ำตา มันก็ออกจะโหดร้ายไปหน่อยจริงๆ

(พี่สาวซุปไก่ หมายถึงคนที่ตั้งตนเป็นผู้ให้คำปรึกษา และพูดคำคมเพื่อสร้างกำลังใจ คำว่าซุปไก่เป็นแนวคิดเดียวกับหนังสือ แนวทางพัฒนาตันเองภาษาอังกฤษ Chicken Soup for Soul)

ใจหนึ่งเสิ่นชิงชิวก็สงสาร แต่อีกใจก็รู้สึกว่ามันจะบ้าบอไปกันใหญ่แล้ว จะมีอะไรน่าขันไปกว่านี้อีกไหมนี่ คนที่คุณอุตส่าห์ทุ่มเทวางแผนหลบหนีมานานหลายปี สุดท้ายกลับพบว่าเขาไม่ได้อยากฆ่าคุณเลยสักนิด เขาเพียงแค่แอบชอบคุณ แต่ไม่ว่าจะอยากฆ่าหรืออยาก ‘ฟัค’ คุณ ผลมันก็อีหรอบเดียวกันนั่นแหละ ยังไงเสิ่นชิงชิวก็ขอหนีเอาชีวิตรอดก่อนละกัน

ฝ่ายหนึ่งอยากเจอแต่ไม่อาจเจอ เฝ้ากอดศพเอาไว้ห้าปี ส่วนอีกฝ่ายก็หลบหลีกแทบตาย กลับรู้สึกว่าดันเจอกันบ่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เสิ่นชิงชิวมือแข็งทื่อ ยกขึ้นแล้ววางลง กำมือแล้วก็คลาย สุดท้ายถอนใจ ลูบศีรษะที่สูงกว่าตัวเอง

แม่งเอ๊ย! ยอมแพ้แล้วจริงๆ

พระเอกนิยายฮาเร็มสายดาร์กดีๆ คนหนึ่ง ตอนนี้อย่าว่าแต่ฮาเร็มเลย เมียสักคนก็ไม่มี ไม่แน่ว่าอาจจะเวอร์จิ้นอยู่เลยด้วยมั้ง ทำตัวเองจนกลายเป็นแบบนี้ หากเขาลงดาบซ้ำเข้าไปอีกก็ดูจะไร้น้ำใจเกินไป เขายังคงพ่ายแพ้ให้ลั่วปิงเหอที่เอาความน่าสงสารมาเป็นจุดขายอยู่ดี เพราะตัวเขาใจอ่อนขี้สงสาร

ลั่วปิงเหอคว้ามือข้างนั้นของเขาไว้ทันที เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าผิวตรงฝ่ามือลั่วปิงเหอที่วางอยู่บนหลังมือเขาตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบอยู่บ้าง เมื่อมองให้ดูๆจึงรู้ว่าที่แท้เป็นรอยแผลที่เกิดจากกระบี่

ตอนแรกเสิ่นชิงชิวไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น บนร่างอีกฝ่ายถึงได้ปรากฎรอยแผลเป็นมากมายปานนี้ แต่แล้วก็นึกออก คืนนั้นในเมืองจินหลัน ลั่วปิงเหอไล่ตามตนเหมือนแมวเล่นไล่จับหนู สุดท้ายพอจับได้ ตนก็เอากระบี่แทงลั่วปิงเหอไปทีหนึ่ง ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายนั้นใช้มือคว้าคมกระบี่ซิวหย่าตรงๆ

ส่วนแผลที่ตำแหน่งใกล้หัวใจ เขายิ่งไม่สมควรลืม นั่นคือรอยกระบี่ที่เขาแทงลั่วปิงเหอโดยไม่ตั้งใจ เพื่อบังคับให้ลงไปในห้วงอเวจี

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เขาแทงลั่วปิงเหอ ฝ่ายนั้นจะไม่เคยเบี่ยงกายหมีแม้แต่ครั้งเดียว ไม่หลบไม่หลีก ยอมรับกระบี่โดยตรง ปล่อยให้เขาแทงยอมให้เขาเชือด ด้วยเหตุนี้ทั้งสองครั้งที่เสิ่นชิงชิวไม่ได้ตั้งใจจะแทงจริงๆ จึงแทงเข้าไปเต็มๆ หลังจากถูกแทงก็ไม่ยอมรักษาแผล กลับจงใจปล่อยไว้อย่างนั้น

หากเป็นก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวคงฟันธงไปแล้วว่านั่นเป็นการผูกพยายาทของลั่วปิงเหอ ที่ต้องหลงเหลือรอยแผลเอาไว้ย้ำเตือนความแค้น แต่การกระทำดังกล่าวมีความหมายว่ายังไง ยามนี้เสิ่นชิงชิวไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว

นิยายแสนยาวเรื่องหนึ่งอ่านจบแล้ว เด็กน้อยก็เติบใหญ่แล้ว เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลั่วปิงเหอความจริงแล้วเป็นชายหนุ่มที่ใสซื่อบริสุทธิ์คนหนึ่ง หนุ่มเจ้าชู้ผู้มากไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง เมื่อกลายเป็นเกย์ คำว่าเจ้าชู้กลับหายไปเสียดื้อๆ

ลั่วปิงเหอที่ถูกเขาเลี้ยงมา ตอนนี้โน้มเอียงไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ จิตใจละเอียดอ่อนเสียยิ่งกว่าสาวน้อย ทั้งยังเป็นสาย M และอ่อนไหวง่ายอีกต่างหาก

บางทีอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยรู้มาก่อน ทว่าไม่เคยคิดอยากค้นหามันต่างหาก สรุปแล้วก็คือเสิ่นชิงชิวยึดถือลั่วปิงเหอเป็นตัวละครในนิยาย ใช้หลักการมองอยู่ไกลๆแบบคนนอก บางครั้งก็หยอกเล่นบ้าง ส่วนใหญ่แล้วคือยอมรับนับถือแต่ไม่ขออยู่ใกล้ ไม่ว่ายังไงสำหรับเขาแล้ว ตัวตนของลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมก็ยังเป็นภาพที่จำฝังหัวเขามากที่สุด

แต่กับลั่วปิงเหอที่เป็นแบบนี้ ถึงเสิ่นชิงชิวจะรู้สึกว่ายุ่งยากอึดอัดใจเหลือเกินแล้ว กลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับอีกฝ่ายดี

เขามัวหมกหมุ่นกับความคิดตัวเองเลยมองไม่เห็นจากมุมนี้ ว่ามุมปากข้างหนึ่งของลั่วปิงเหอกำลังโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม

บทที่ 12 จู๋จือ

หลังจากฟื้น เสิ่นชิงชิวลืมตามอง ด้านบนเป็นผ้าโปร่งสีขาวผืนหนึ่ง มีคนผลักประตูเปิดออกแล้วเดินเข้ามา ก่อนปิดประตูเบา ๆ “ตื่นแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวเอี้ยวคอมอง

แสงไฟชวนให้คนดูอบอุ่นมีชีวิตชีวามากกว่าแสงจันทร์ ชายหนุ่มคนนั้นหน้าตาดีอย่างที่คาดไว้จริงๆ มุมปากมีร้อยยิ้ม หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตาที่ฉายแววสุกใสอ่อนโยนคู่นั้น

เขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้มาก่อน ดวงตาสุกใสที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยทะเลสาบน้ำค้าง

เสิ่นชิงชิวพรวดพราดลุกขึ้นนั่งถุงน้ำแข็งเลยหล่นจากหน้าผาก ชายหนุ่มก้มตัวลงเก็บเอามาวางบนโต๊ะแล้วเปลี่ยนอันใหม่ให้เขา

ด้วยเหตุนี้ คำถามอย่าง ‘เจ้าเป็นใคร’ ‘มีจุดประสงค์ใด’ ที่เดิมทีคาอยู่ในปาก เสิ่นชิงชิวจึงเหนียมอายไม่กล่ากล่าวออกมา เขาไอแห้งๆทีหนึ่งกล่าวอย่างสำรวมว่า “ขอบพระคุณมากที่ช่วยข้าออกมาจากวังฮ่วนฮวา”

ชายหนุ่มที่ดูเยาว์วัยคนนั้นยืนอยู่ข้างโต๊ะ ยิ้มพลางกล่าว “มนุษย์มีคำพูดว่าน้ำหนึ่งหยดตอบแทนพระคุณด้วยน้ำพุทั้งบ่อ อีกทั้งบุญคุณของเสิ่นเซียนซือที่มีต่อข้านั้น เกินกว่าน้ำหนึ่งหยดมากนัก”

ข้อหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้ความจริงแล้วเป็นชายร่างงูที่ป่าน้ำค้างขาว

ข้อสอง ชายหนู่ผู้นี้รู้ว่าผู้ที่อยู่ภายใต้เปลือกนี้คือเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวลองถามเป็นการหยั่งเชิง “…เทียนหลางจวิน?”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงมีคำว่า ‘ฟ้า’ อยู่ใน ‘มารฟ้าแห่งบรรพกาล’ ก็เพราะว่ากันว่าสายโลหิตนี้สืบทอดมาจากคนของเผ่าสวรรค์ที่ตกต่ำแปรเปลี่ยนเป็นมาร สายเลือดต้องบริสุทธิ์ยิ่งกว่าลั่วปิงเหอถึงจะสามารถสะกดข่มโลหิตมารฟ้าในกายเสิ่นชิงชิวได้ ซึ่งแบบนี้ก็มีปัญหาแล้ว สายเลือดของมารฟ้าที่นิยายดั้งเดิมเขียนเอาไว้นั้น เท่าที่เสิ่นชิงชิวรู้มีอยู่สองคนคือ ลั่วปิงเหอ แล้วก็พ่อของลั่วปิงเหอ เขาเลยได้แต่เดาว่าน่าจะเป็นใคร

โบราณว่าคนเราพลาดกันได้แต่อย่าให้เกินสามครั้ง จนกระทั่งถึงตอนนี้เสิ่นชิงชิวเดาทุกปริศนาออกอย่างราบรื่นมาตลอด ในที่สุดก็มาเจอกำแพงเข้าให้แล้ว

ชายหนุ่มส่ายหน้า “เสิ่นเซียนซือเข้าใจว่าข้าเป็นจวินซั่ง ยกย่องเกินไปแล้วจริงๆ”

พอได้ยินคำว่า ‘จวินซั่ง’ เพียงสองพยางค์ ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็รู้แล้วว่านี่คือตัวละครไหน

ตอนที่นิยายดั้งเดิมเปิดฉากมา เทียนหลางจวินก็ถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาสูงแล้ว ส่วนศึกครั้งใหญ่หลายปีก่อนเพราะมันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับความเป็นหนุ่มนักรักของพระเอกเท่าไหร่ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเลยบรรยายแค่ว่า ‘สู้ยอดฝีมือของโลกผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนที่นัดกันมารุมโจมตีไม่ได้ ถูกสะกดไว้ใต้บรรพตxx ไม่อาจหลุดพ้นออกมาชั่วชีวิต ขุนพลคนสนิทมีทั้งบาดเจ็บ ล้มตายและสูญหาย’

แล้วตกลงไอ้บรรพตxx นี่มันภูเขาอะไร เสิ่นชิงชิวเคยขบคิดปัญหานี้อย่างละเอียดมาก่อน แต่หลังจากถูกระตุ้นให้คิด ในที่สุดเขาก็นึกออกแล้วว่า xx มันคือที่ไหน

บรรพตน้ำค้างขาว

ป่าน้ำค้างขาวบนบรรพตน้ำค้างขาว

เสิ่นชิงชิวมองชายหนุ่มขึ้นๆลงๆอย่างประเมิน นี่ก็คือ ‘ขุนพลคนสนิท’ ของท่านพ่อลั่วปิงเหอนั่นเอง

ทว่าเขาดูไม่มีเค้าของชายร่างงูตนนั้นเลยสักนิด เสิ่นชิงชิวกลืนน้ำลาย “รบกวนถาม…นามอันสูงส่งได้หรือไม่”

ชายหนุ่มตอบอย่างเกรงอกเกรงใจ “จู๋จือหลาง ในสังกัดเทียนหลางจวิน”

ฝ่ายนั้นพูดยังไม่ทันจบ ระบบก็ส่งเสียงแจ้งข้อมูล [ปรับปรุงเนื้อเรื่องและตัวละครซ่อนเร้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ค่า B เพิ่ม 300 คะแนน เริ่มโปรเจคกลบหลุม ค่า B เพิ่ม 100 คะแนน]

ทำเอาเสิ่นชิงชิวดีใจจนแทบสะกดไม่อยู่

‘กลบหลุม’ หมายถึงการปิดบรรดาคดีสังหารบ้าบอคอแตกซึ่งไร้ที่มาที่ไปและ Bug ที่ใส่ไว้ในนิยายดั้งเดิมซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเฉลยปริศนาว่าตกลงแล้วมือสังหารที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร นี่ก็คือ(หนึ่งใน)ประเด็นที่เสิ่นหยวนก่นด่าเอาไว้มากที่สุดใน ‘เทพมารอหังการ’ และพออ่านนิยายจบก็ทำเอาเขาแค้นใจจนแทบตีอกชกหัว กัดฟันกรอด

ตอนนี้เขาได้ชักนำให้ตัวละครที่ไม่เคยปรากฏโฉมมาก่อนให้ออกมา อีกทั้งระบบก็เริ่มโปรเจคกลบหลุมแล้ว หรือว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นการเปิดเผยความจริงของปริศนาเหล่านั้นแล้ว?

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าเคยช่วยเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง เจ้าก็ช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง ถือว่าหายกันแล้ว”

ที่เขาพูดว่า ‘เคยช่วยเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง’ หมายถึงตอนนั้นที่เขาห้ามกงอี้เซียวไม่ให้ฆ่าชายร่างงู

จู๋จือหลางกลับส่ายหน้า “ไม่ใช่แค่นั้น หากมิใช่เพราะเสิ่นเซียนซือ เกรงว่าอีกหลายปีผู้น้อยก็ยังไม่อาจเข้าใกล้หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา จะนับว่าหายกันแล้วได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังก็สบใจพอดี จึงถามว่า “เช่นนั้นขอปรึกษาหน่อยเถอะ เจ้าไม่สามารถเอาไอ้สองตัวที่อยู่ในเลือดข้าออกมาได้เลยหรือ หรือจำต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น?”

แบบ…เหมือนในร่างคุณมีพยาธิอยู่ แต่หมอบอกว่าวิธรการรักษาพยาธิตัวนี้ก็ถือใส่พยาธิอีกตัวเข้าไปสู่กับมัน คิดแล้วแบบไหนก็แย่พอกัน!

จู๋จือหลางกล่าวว่า “อืม นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้น้อยเอาโลหิตมารฟ้ามาใช้งาน ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีอะไรขับโลหิตมารฟ้าออกจากร่างได้”

ถึงจะผิดหวัง แต่เสิ่นชิงชิวก็ทำท่าบอกให้รู้ว่าเขาเข้าใจ เมื่อโลหิตเข้าสู่ร่างกาย หลอมเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดในร่างกายคนจนไม่เหลือร่องรอย จะแยกมันออกมาก็เป็นไปได้ยากจริงๆ

จู๋จือหลางกล่าวว่า “แม้ไม่อาจขับ ทว่าขอเพียงเลือดของผู้น้อยยังอยู่ในร่างของเสิ่นเซียนซือ โลหิตมารฟ้าของท่านผู้นั้นก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ประเดี๋ยวพอไปที่ภพมาร ยิ่งไม่อาจใช้สืบสาวร่องรอย และสั่งให้มันทรมานท่านได้อีก”

เดี๋ยวนะ

เสิ่นชิงชิว “เดี๋ยวๆ ข้าเคยบอกตอนไหนว่าจะไปภพมาร”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “ใกล้จะไปเร็วๆนี้แล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวสังเกตสีหน้าเขา “คำว่า ‘ตอบแทน’ ที่เจ้าพูด คงไม่ใช่ว่าจะพาข้าไปที่ภพมารหรอกกระมัง”

จะไปภพมารทำแป๊ะอะไร ทรัพยากรทางวัตถุก็ขาดแคลน วัฒนธรรมประเพณีก็ขัดกัน ไหนจะไม่ถูกกับดินฟ้าอากาศ อีกทั้งตอนนี้มีเรื่องให้กังวลอีกเป็นกระบุง ก่อนหน้านี้เจอลั่วปิงเหอนอนกกกอดศพชนิดเกือบจะเข้าขั้นพวกเนโครฟีเลีย ก็ทำเอาตกใจจนไข้ขึ้นสมองไปทีหนึ่งแล้ว

(เนโครฟีเลีย หมายถึง อาการทางจิตที่ชอบมีอะไรกับศพ)

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: