Scumbag System 51

0 Comments

ตอนที่ 51

เสิ่นชิงชิวกระโดดลงจากชั้นสองตามลงไปด้วยเช่นกัน เขาตะโกน “ออกมาก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งเมืองมีแต่กลิ่นสุราสยงหวงหมดแล้ว”

งูยักษ์ส่งเสียงแหลมสูงออกมาจากในปาก ฟาดหัวฟาดหางไปตามทาง

เสิ่นชิงชิวตัดสินใจล่องูออกไปให้พ้นจากฝูงชน เขากระโจนขึ้นไปเหยียบบนหัวมัน ขอเพียงทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปไม่ถูกต้องหรือทำท่าจะไปชนเอาผู้คนหรือบ้านเรือนเข้าก็จะใช้พัดทิ่มหัวมัน งูตัวนี้มีเกล็ดหนาราวกับเกราะ ยามที่มันเลื้อยไปตามพื้นจะเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

เสิ่นชิงชิวต้องคอยถ่ายพลังทิพย์ปริมาณมหาศาลใส่พัด ถึงค่อยสามารถทำให้มันหันเหทิศทางได้ แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดก็ชักนำมันให้ออกนอกเมืองได้สำเร็ง

สาวๆในหอบุปผารับเงินไปแล้วก็ทำงานอย่างสุดฝีมือ ไม่รู้ว่าต้มสุราสยงหวงไปแค่ไหน เพราะกลิ่นฟุ้งกระจายตามลมมาแต่ไกล ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะชักนำงูมาจนถึงตีนเขา ทว่ากลิ่นนี้ยังลอยลงมาจากบนเนินเขาเรื่อยๆไม่หยุด

งูยักษ์ถูกกลิ่นนี้รมจนทนไม่ไหว มิหนำซ้ำยังถูกเสิ่นชิงชิวขี่หัวเอาพัดคอยทิ่มมาตลอดทาง เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ ในที่สุดก็เลื้อยต่อไปไม่ไหว

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าออกจากเมืองมาไกลพอแล้วจึงค่อยกระโดดลงมา

งูยักษ์อ่อนแรงเต็มที ฟุบหัวกับพื้น นอนขดอยู่ที่ตีนเขาราวกับบันไดสิบแปดโค้ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าต้องการกลบหลุม แต่ไม่นึกอยากอพยพไปเป็นประชากรเผ่ามาร อีกทั้งสถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายเสียจนปวดหัว ในเมื่อเจ้าไม่อาจขับโลหิตมารฟ้าให้ข้าได้ เรื่องตอบแทนบุญคุณก็ไม่จำเป็นแล้ว สี่จือหลาง ลาก่อน”

(สี่จือหลาง มีนัยหมายถึงไปให้พ้น และเป็นชื่อยี่ห้องขนมเจลลี่ของจีน เพลงโฆษณาของขนมยี่ห้องนี้มีท่อนหนึ่งบอกว่า กิน ‘สี่จือหลาง’ แล้วจะได้เป็นนักบิดอวกาศ เลยเอามาล้อว่า รีบกินแล้วรีบไสหัวออกนอกอวกาศไปเลย)

เขากลัวว่าพอกลิ่นสุราสลายไปแล้ว จู๋จือหลางจะเปลี่ยนกลับเป็นสภาพเดิมแล้วปล่อยงูเป็นฝูกออกมาพัวพัน เขาจึงรีบหนีไว้ก่อน เขาเสาะหาร้านตีเหล็กแฟรนไชส์ที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ในเมืองร้านหนึ่ง เพื่อเจ้ากระบี่เหินสักเล่ม

ใช่แล้ว อ่านไม่ผิดหรอก เช่ากระบี่จริงๆ กระบี่เซียนก็เช่ากันได้เหมือนเช่ารถแท็กซี่นั่นแหละ อีกทั้งราคาก็ถือว่ายุติธรรมทีเดียว

สรุปแล้วก็ยังใช้เงินของจู๋จือหลางอยู่ดี

เสิ่นชิงชิวประสานมือทำท่าคารวะพี่ชายผู้แสนประเสริฐคนนี้ จากนั้นท่องกระบี่มุ่งหน้าไปยังชางฉยงซานด้วยความเร็วสูง

ผ่านไปประมาณครึ่งวัน ยอดเขาสิบสองยอดสูงต่ำลดหลั่นกันก็ปรากฏให้เห็นท่ามกลางหมู่เมฆทะเลหมอก

จากไปนานเหลือเกิน ชางฉยงซาน

เสิ่นชิงชิวโยนคำว่า ‘ซุนซาน’ ที่ผุดขึ้นในสมองทิ้งไปทันที

บทที่ 13 บังคับขู่เข็ญ

บริเวณโดยรอบสำนักชางฉยงซานมีเขตอาคมป้องกันภัยทางอากาศ กระบี่เซียนที่ไม่ใช่ของสำนักไม่อาจผ่านเข้าไปได้โดยไม่บอกไม่กล่าว ผู้ที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกดีดสะท้อนออกไปทันที

เสิ่นชิงชิวจึงหยุดกระบี่ที่ตีนเขา ส่งกระบี่เหินคืนร้าน แล้วถือโอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้า หาหมวกไม้ไผ่สานใบหนึ่งมาสวม

เมืองน้อยที่ตีนเขาปกติจะมีซิวซื่อไปๆมาๆ วันนี้กลับไม่เห็นเลยสักคน ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกฉงน ก็มีคนถามขึ้นว่า “เซียนซือท่านนี้ ท่าน…จะขึ้นไปสำนักชางฉยงซานหรือ”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้า

คนผู้นั้นค้านว่า “ไปตอนนี้คงไม่ค่อยดีกระมัง”

เสิ่นชิงชิวในเขม็งเกร็งวูบหนึ่ง กล่าวถาม “เหตุใดถึงไม่ดีเล่า”

คนผู้นั้นกับคนอื่นๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กล่าวว่า “ท่านยังไม่รู้หรือเขาลูกนี้ถูกปิดล้อมมาสองวันแล้ว”

เขาผ่านเข้าประตูสำนัก เดินขึ้นบันไดสวรรค์ก็ไม่เจอศิษย์ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์แม้แต่คนเดียว

เสิ่นชิงชิวยิ่งนึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขากระโดดข้ามบันไดทีละหลายๆขั้น เร่งขึ้นเขาไปเดี๋ยวนั้น ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งเห็นชัดว่าบนยอดฉยงติ่งเฟิงมีควันไฟลอยพวยพุ่งหลายสาย ระคนไปกับแสงไฟแลบแปลบปลาบในอากาศและเสียงดังกึกก้อง

ยอดฉยงติ่งเฟิงอยู่ในสภาพเละเทพ สับสนอลหม่าน ในป่ามีไฟลุกไหม้ ลิ่มน้ำแข็กเกลื่อนเต็มพื้น เชิงชายคาหักพังลงมา เห็นแล้วรู้เลยว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างหนัก

ด้านนอกอารามฉยงติ่ง กลุ่มคนแยกเป็นสองฟากประจันหน้ากัน ฟากหนึ่งคือซิวซื่อชาวมนุษย์ บ้างก็ยืนบ้างก็นอน

มู่ชิงฟางวิ่งวุ่นไปมาคอยดูทางโน้นทีทางนี้ที

อีกฟากหนึ่งคือนักรับเผ่ามาร สวมเกราะดำมะเมื่อมยืนกันมืดฟ้ามัวดินดูน่าเกรงขาม แม้ดูเหมือนอยู่ระหว่างพักรบชั่วคราว แต่ขอเพียงมีใครชักกระบี่ออกจากฝักแค่ชุ่นเดียว จะเหมือนได้กลิ่นดินปืนปะทุขึ้นในอากาศทันที

ดูท่าว่าลั่งปิงเหอคงหน่ายปกปิดสถานะตัวเองแล้ว เสิ่นชิงชิวไม่นึกแปลกใจแม้แต่น้อย ตอนลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมเปิดเผยสถานะตนเองก็ช่วงเวลาประมาณนี้เหมือนกัน

อำนาจของผู้นำเผ่ามารอยู่ในมือเขาเป็นที่ชัดเจนแล้ว ส่วนวังฮ่วนฮวาทั้งภายนอกภายในล้วนถูกเขาล้างสมองสั่งการได้ดังใจหมาย เมื่อมีที่ยืนได้อย่างมั่นคงก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก เพียงแต่สาเหตุในการเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ถึงแม้ลูกศิษย์ของแต่ละยอดเขาต้องสวมเครื่องแบบ แต่ซิวซื่อที่มีชื่อเสียงแล้วหลายคนไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกรอบเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้การที่เสิ่นชิงชิวแต่งกายไม่เข้าพวกจึงไม่มีใครให้ความสนใจแต่อย่างใด เขาเบียดฝูงชนเข้าไปถึงหน้าอาราม แล้วมองชะเง้อเข้าไปข้างใน

เยวี่ยชิงหยวนนั่งหลังตา หลิ่วชิงเกอยืนอยู่ข้างหลัง ฝ่ามือแตะอยู่ที่หลังของผู้เป็นศิษย์พี่ พลังทิพย์ปั่นป่วนพลุ่งพล่านรอบกายคนทั้งคู่ ดูท่าสถานการณ์จะไม่ค่อยดีนัก ได้มาเจอศิษย์พี่เจ้าสำนักกับศิษย์น้องตัวแสบอีกครั้ง เห็นพวกเขาต้องเป็นเช่นนี้เพราะตน เสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด แต่พอหันมองอีกด้านลมหายใจก็ต้องสะดุด

ลั่วปิงเหอยืนเงียบๆอยู่อีกฟากหนึ่งของอารามใหญ่ ชุดดำที่เขาสวมขับผิวขาวจนดูแทบโปร่งแสง ดวงตาดำขลับทว่าใสกระจ่าง สีหน้าเย็นชาเฉยเมย ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีชนิดหนึ่งที่ชวนให้ผู้คนกระวนกระวายไม่เป็นสุข

โม่เป่ยจวินยืนอยู่ด้านหลังเขา ถึงมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วย แต่กลับหน้าเชิด ดูราวกับรูปสลักจากน้ำแข็งที่หยิ่งผยองไม่เห็นหัวใคร

เยวี่ยซิงหยวนลืมตาขึ้นกะทันหัน ฉีชิงชีกล่าวอย่างร้อนใจ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก…ท่าน…สบายดีแล้วหรือ”

เยวี่ยซิงหยวนส่ายหน้า มองลั่วปิงเหอแล้วกล่าว “หลายปีก่อนเผ่ามารบุกมาโจมตีสำนักชางฉยงซาน เจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมศึกต้านเฝ่ามาร ซือจุนของเจ้ายิ่งใช้ร่างกายเข้าปกป้องชางฉยงซานทั้งสำนัก นึกไม่ถึงว่าวันนี้กลับเป็นเจ้าที่บัญชาการเผ่ามาร นำพาให้ชางฉยงซานต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างชืดชา “หากมิใช่เพราะสำนักของท่านบีบคั้นกันเกินไป ข้าก็ไม่อยากทำเช่นนี้”

ฉีซิงซีโมโหจนหัวเราะหยัน “ฮ่าๆ ชางฉยงซานบีบคั้นเกินไปอย่างนั้นหรือ อยากให้คนทั่วหล้ามาได้ยินนัก หมาป่าเนรคุณเช่นเจ้าทรยศสำนักไม่สำนึกบุญคุณก็ไม่เป็นไร ยังบังคับให้ซือจุนตัวเองต้องระเบิดพลังทิพย์ตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง จากนั้นกระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังไม่ละเว้น เอาศพเขาไปทำเรื่องบัดสีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ตอนนี้มามีหน้าแว้งกัดเอาคืน ตกลงใครบีบคั้นใครกันแน่”

ลั่วปิงเหอทำหูทวนลม ไม่ฟังคำถากถางของนาง กล่าวเสียงเรียบ “ต่อไปจะเป็นใคร ไม่อย่างนั้นข้าจะเอาป้ายชื่อไปแล้วนะ”

เสิ่นชิงชิวตกตะลึง เงยหน้าขึ้นมอง ป้ายชื่อที่ลั่วปิงเหอพูดถึงคือแผ่นป้ายที่แขวนตามแนวขวางอยู่ด้านในอารามฉยงติ่งนั่นเอง

หนึ่งในปรมาจารย์ที่ก่อตั้งสำนักชางฉยงซานคือผู้เขียน ‘ซางฉยง’ สองพยางค์นี้เองกับมือ ความเก่าแก่ คุณค่า และความหมายเทียบได้กับเกียรติภูมิของชางฉยงซาน ผู้ใดจะเอาป้ายนี้ไปก็เท่ากับตบหน้าคนทั้งชางฉยงซาน

ครั้งนั้นซาหัวหลิงบุ่มบ่ามนำขบวนเหล่าขุนพลเผ่ามารบุกขึ้นฉยงติ่งเฟิง วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะเอาป้ายชื่อแผ่นนี้กลับไปยังภพมาร เป็นการอวดโอ่แสนยานุภาพเช่นกัน

ฉีซิงซีกล่าวว่า “เจ้าจะสู้ก็สู้เลย ประเดี๋ยวก็เผากระท่อม ประเดี๋ยวก็พังประตู มาตอนนี้จะเอาป้ายชื่อ ตกลงคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำแต่เรื่องหยุมหยิม ทำไมไม่เอาจริงไปเสียเลย”

เยวี่ยซิงหยวน “ศิษย์น้องฉีค่อยๆพูด ค่อยๆจาเถอะ”

เขาลุกขึ้นมาถึงจะอยู่ในสภาพที่ดูเสียเปรียบ ทว่าท่าทางยังคงแน่วแน่ดั่งเขาไท่ซาน ไม่ทำให้ฝ่ายตนเองต้องเป็นกังวล

“ร่างเซียนของศิษย์น้องชิงชิวนอนสงบอยู่ในอาราม เขาเป็นคนของชางฉยงซาน ยิ่งเป็นคนของชิงจิ้งเฟิง หลังสังขารวางวายก็ต้องฝังอยู่ในสุสานที่ทอดร่างเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงทุกรุ่น จะได้นิทราอย่างสงบใต้ผืนดิน นอกจากเจ้าจะสังหารคนในชางฉยงซานจนสิ้นหาไม่แล้วขอเพียงคนของสำนักเราแม้สักคนยังมีลมหายใจ ไม่ว่ต้องประจันหน้ากันนานเท่าใด ร่างของศิษย์น้องชิวชิวก็ไม่มีวันส่งมอบให้เจ้า”

ทุกคนในที่นั้นพร้อมใจกันกล่าวเป็นเสียงเดียว “ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้”

เสิ่นชิงชิวรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะต้องมีท่าทีเช่นนี้ เพราะชางฉยงซานจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องศพของตน เสิ่นชิงชิวถึงต้องกลับมา

ลั่วปิงเหอเหยียดมุมปาก หัวเราะอย่างเย็นชา เขาก้มหน้ากล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ข้าจะไม่ลงมือกับชางฉยงซานด้วยตัวเอง และจะไม่ฆ่าคนในสำนักแม้แต่คนเดียว แต่ที่ข้ามีก็คือเวลาที่ผลาญได้อย่างเหลือเฟือเลยทีเดียว”

คำว่า ‘ผลาญอย่างเหลือเฟือ’ นี้กระแทกใส่หูของเสิ่นชิงชิวทีละคำอย่างชัดเจน เขาใจหายวูบขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

ลั่วปิงเหอไม่ใช่สุภาพชนเปี่ยมมารยาทที่จะมาพูดจาสำบัดสำนวนเด็ดขาด ด้วยพลังและอำนาจที่มี เขาจึงคร้านจะเสแสร้งแกล้งมีมารยาทกับใคร ไม่ว่าอยากได้อะไรจากสำนักไหนก็จะใช้วิธีตรงๆและได้ผล นั่นคือนองเลือด ฆ่าไม่เหลือ แล้วฉวยเอามา

แต่ลั่วปิงเหอคนนี้กลับใช้เวลาอย่างอดทนถึงสองวัน ไม่น่าจะเพราะมีอารมณ์อย่างเอ้อระเหยสบายใจแต่อย่างใด หากแต่ดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างมากกว่า

อย่างรอให้เสิ่นชิงชิวปรากฎตัวออกมาเอง

เสิ่นชิงชิวกำหมัดแน่น

ลั่วปิงเหอออกคำสั่ง “ลงมือ”

โม่เป่ยจวินส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง เดินออกมาข้างหน้า แต่แล้วก็แย้งว่า “ข้าลงมือไปหลายครั้งแล้ว”

ลิ่มน้ำแข็งที่ระเบิดเป็นกองพะเนิน และพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อนอกอารามล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกของทั้งสิ้น

ลั่วปิงเหอจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็หาใครสักคนก็ได้มาลงมือแทนเจ้า”

โม่เป่ยจวินพยักหน้า เอื้อมมือไปด้านหลัง คว้าตัวคนผู้หนึ่งที่กำลังยืนคุดคู้ตัวสั่นงันงกออกมา เขาหิ้งตัวคนผู้นี้ราวกับหิ้วลูกเจี๊บสักตัว แล้วโยนโครมไปที่พื้นตรงกลางระหว่างผู้คนสองฝั่ง

ซั่งชิงหัวคลานยักแย่ยักยันขึ้นจากพื้นอย่างอกสั่นขวัญแขวน

คนของชางฉยงซานมองเขาเป็นตาเดียว ดวงตาแทบพ่นไฟได้

อย่างว่าแต่พวกเขาเลย เสิ่นชิวชิวก็อยากพ่นไฟใส่หน้าเขาเหมือนกัน ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ไอ้นักเขียนซังกระบ๊วย เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย!

ฉีซิงซีชักกระบี่ทันที ร้องตวาด “ศิษย์ทรยศ”

ซั่งชิงหัวยิ้มเป็นเชิงขออภัย “ศิษย์น้องฉี ค่อยๆพูดค่อยๆจาก็ได้ อย่าเอะอะก็ชักกระบี่ซิ เจ้าหน้าตางดงามขนาดนี้ หากอ่อนโยนขึ้นอีกนิดก็จะ…”

ฉีซิงซีแทงกระบี่ แล้วกล่าวอย่างโกรธแค้น “ผู้ใดเป็นศิษย์น้องเจ้า”

ซั่งชิงหัวรีบหลยไปอยู่ข้างหลังโม่เป่ยจวิน

โม่เป่ยจวินก็ไม่มคำว่าปราณี ถีบเขากลับออกมาโดยพลัน

ซั่งชิงหัวทำหน้ารันทด “ข้าก็ฝืนใจทำเพราะถูกบังคับหรอกนะ เจ้าอย่าทำเช่นนี้ซิ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาที่เพื่อนร่วมสำนักเดียวกันฆ่าฟันกันเอง”

เสิ่นชิงชิวอึ้งกิมกี่ ซั่งชิงหัวนี่มันไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าที่เขาคิดเสียอีก ตอนนี้ยังมีหน้าพูดแบบนี้ออกมาได้ ยางอายสักนิดก็ไม่มีจริงๆ

ฉีซิงซีร้องด่า “ผู้ใดเป็นเพื่อนร่วมสำนักของเจ้า งานชุมนุมเซียนเจ้าก็เอาปีศาจมาปล่อย แล้วเจ้าเคยนึกบ้างหรือไม่ว่าศิษย์ของสำนักชางฉยงซานที่บาดเจ็บล้มตายเหล่านั้นเป็นเพื่อนร่วมสำนักของเจ้า ทรยศหลบหนี แล้วลดตัวไปเป็นสุนักรับใช้ของเผ่ามาร เจ้าเคยคิดว่าพวกข้าเป็นเพื่อนร่วมสำนักหรือ วันนี้ยังติดตามเจ้ามารร้ายในคราบมนุษย์นี่ขึ้นเขามา เจ้ายังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนร่วมสำนักอีกหรือ”

คนทั้งสองวิ่งหลบหลีกไล่จับกันเป็นที่โกลาหลอลหม่านอยู่ในอาราม โดยมีเสิ่นชิงชิวยืนลุ้นอยู่ข้างๆอย่างตื่นเต้น ฟันเลยๆๆ โธ่เว้ย อีกนิดเดียวเอง ฉีซิงซีตัดพวงมันเลย!

หลิ่วชิงเกอถอนมือจากการถ่ายพลังทิพย์ให้เยวี่ยซิงหยวนแล้ว ครั้นปรับระดับลมหายใจเสร็จก็ลุกขึ้นยืน เฉิงหลวนที่อยู่ในฝึกสั่นระริกไม่หยุด หวีดร้องไม่ขาดสาย

หยางอี้เสวียนกุมหมัดกล่าว “ซือจุน ท่านต่อสู้กับเจ้ามารผู้นั้นมาหนึ่งวันแล้วนะขอรับ”

หลิ่วชิงเกอสะกดเสียงต่ำ “ถอยไป”

ลั่วปิงเหอมองเขาแวบหนึ่ง หัวเราะแล้วกล่าวเบาๆ “ผู้แพ้ใต้น้ำมือข้าเนี่ยนะ”

เสียงเขาไม่ดังนัก ทว่ากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งยังมีการขึ้นเสียงสูงในตอนท้าย

คนทั้งอารามล้วนได้ยินกันหมด

หลิ่วชิงเกอกุมกระบี่แน่น ดวงตาเรืองประกายวาบ ไม่มีอะไรจะมาทำให้เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงรู้สึกอัปยศอดสูไปมากกว่าคำว่า ‘ผู้แพ้ใต้น้ำมือข้า’ อีกแล้ว

หยางอี้เสวียนของขึ้น กล่าวโต้กลับเดี๋ยวนั้น “ไอ้หมาพันทางภพมาร”

ลั่วปิงเหอไม่มีทีท่าว่าจะเดือดร้อน “ใช่ ข้าเป็นหมาพันทาง ชางฉยงซานทั้งสำนักถูกหมาพันทางตัวหนึ่งก่อกวน เป็นเกียรติเป็นศรีหรือไม่เล่า ไม่ใช่ฉยงติ่งเฟิงเท่านั้นหรอกนะ ยอดเขาอื่นๆที่เหลือข้าก็จะก่อกวนให้หมด เอาหใคนทั่วหล้าได้รู้ว่าชางฉยงซานซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะถูกหมาพันทางตัวหนึ่งก่อกวน แต่ไม่มีปัญญาจะตอบโต้ เจ้าว่าอย่างไรเล่า”

หนิงอิงอิงร้องอย่างขัดใจ “ละ…ลั่วปิงเหอ หรือแม้กระทั่งชิงจิ้งเฟิงเจ้าก็จะต้องเผาให้ราบเป็นหน้ากลองจึงจะพอใจหรือ”

ลั่วปิงเหอไม่แม้แต่จะคิด กล่าวทันทีว่า “แน่นอนว่าไม่”

เขานิ่วหน้าเอ่ย “ไม่ว่าจะต้นไม้ใบหญ้า หรือเรือนสักหลังของชิงจิ้งเฟิง หากใครหน้าไหนบังอาจสร้างความเสียหายแม้เพียงสักส่วน ข้าไม่มีวันให้อภัยแน่”

หลิ่วชิงเกอแค่นเสียงขึ้นจมูก “เสแสร้งจอมปลอม”

เฉิงหลวนดีดผึกออกมาเดี๋ยวนั้น ปราณกระบี่เฉียดผ่านแก้มลั่วปิงเหอ ทำเอาเส้นผมเขาปลิวสะบัด

ลั่วปิงเหอเอามือวางบนกระบี่ที่สะพายอยู่ข้างเอง ใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อต่อ “ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย”

ถึงกระนั้นกระบี่สองเล่มกลับมิได้เข้าปะทะกันจนแล้วจนรอด

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคน ปราณกระบี่ทั้งสองเล่มพวยพุ่งกระทบกัน หมวกไม้ไผ่ที่สวมไว้เพื่อพรางตัวถูกผ่าเป็นสองซีกทันที มือซ้ายของเสิ่นชิงชิวคีบปลายกระบี่เฉิงหลวน ไม่ปล่อยให้หลิ่วชิงเกอบุกเข้ามาโจมตีได้อีกแม้สักชุ่น ส่วนมือขวากดมือของลั่วปิงเหอที่กุมกระบี่ซินหมัวเอาไว้ไม่ให้ชักออกมา

‘ศพก็คือศพเท่านั้นเอง ทุกท่าน ศพก็คือศพเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย’

เสิ่นชิงชิวมองไปทางซ้ายแล้วมองไปทางขวา ยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้ออกไปด้วยซ้ำ ลั่วปิงเหอพลันพลิกมือยึดข้อมือของเขาไว้แน่นหนาราวกับปลอกน้ำแข็ง รอยยิ้มบนใบหน้าเกือบจะบิดเบี้ยว กล่าวช้าๆชัดๆ “จับตัวได้เสียที ซือจุน”

ถึงเสิ่นชิงชิวจะทำใจไว้แล้ว แต่ยามนี้พอได้เห็นใบหน้านี้ใกล้ๆ ก็อดขนลุกซู่ไม่ได้

หลังจากตกอยู่ในความเงียบสงัดครู่ใหญ่ ในอารามก็วุ่นวายปั่นป่วนราวกับเกิดพายุ

เยวี่ยชิงหยวนตกตะลึง กล่าวเสียงสั่น “นั่นคือศิษย์น้องชิวชิวหรือ”

ฉีซิงซีลืมแม้แต่จะไล่ฟันซั่งชิงหัว ฝ่ายหลังจึงรีบฉวยโอกาสไปแอบอยู่หลังโม่เป่ยจวินอีกครั้ง

หนิงอิงอิงกระตุกแขนหมิงฟานที่หน้าตาฟกช้ำดำเขียวเป็นการใหญ่ กล่าวพึมพำไม่หยุด “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านได้ยินหรือไม่ อาลั่วกับอาจารย์ลุกเจ้าสำนักบอกว่า คนผู้นั้น…คือซือจุนหรือ”

หมิงฟานกล่าวว่า “ข้าดูแล้วเหมือนจะใช่…แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่นะ”

ส่วนหยางอี้เสวียนมาไม่เหมือนใคร เขาเอ่ยอย่างตกตะลึง “ท่าทางแบบนี้มิใช้ เจวี๋ยซื่อหวง…ผู้อาวุโสหวงหรอกหรือ หวง…ที่แท้ผู้อาวุโสหวงคืออาจารย์ลุงเสิ่นหรอกหรือนี่”

ขอบใจนะ ที่ไม่เรียกชื่อไอดีฉันออกมาแบบเต็มๆ

หลิ่วชิงเกอพลันเบิกตากว้าง ใบหน้าที่ปกติไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้นประดุจน้ำในบ่อ บัดนี้พลุ่งพล่านประหนึ่งผิวน้ำแตกกระจาย เขาถาม “…เจ้ายังไม่ตายหรือ”

ความรู้สึกของเสิ่นชิงชิวที่เดิมทั้งรู้สึกผิดและซาบซึ้งในน้ำใจของฝ่ายนั้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขากล่าวอย่างรับไม่ได้ “ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าทำหน้าแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ศิษย์พี่ไม่ตายเจ้าไม่ดีใจหรือ”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: