Scumbag System 52

0 Comments

ตอนที่ 52

หลิ่วชิงเกอหน้าเขียวแล้วก็ดำ ดำแล้วก็ขาว สีหน้าสลับสับเปลี่ยนไปสารพัด แทบดูไม่ได้เลย คนไม่น้อยก็ไม่ต่างจากเขา

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันได้กล่าวต่อ มือข้างหนึ่งก็จับหน้าเขาหันไป

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ในที่สุดก็ยอมออกมาแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวถูกเขาบีบข้อมือเสียจนกระดูกแทบหักอยู่แล้ว มีแต่เท้าเท่านั้นที่ขยับได้ ทว่าก็ไม่อาจยันเข่าใส่อวัยวะส่วนสำคัญของลั่วปิงเหอต่อหน้าธารกำนัล พอย้อนคิดถึงรายละเอียดทั้งหมดก่อนหน้าก็โกรธกรุ่น เลยเอ่ยว่า “เจ้าจงใจนี่”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนหมายความว่ากระไร”

เสิ่นชิงชิวแจกแจง “เจ้าไม่ได้สังหารคนทั้งสำนักทันที แต่ถ่วงเวลาไว้นานขนาดนี้ ก็เพื่อล่อข้าออกมา”

ลั่วปิงเหอยิ้มเย็น “บางครั้งซือจุนก็เดาความคิดของศิษย์ได้ถูกต้อง ศิษย์ดีใจยิ่งนัก อยากตีอกชกหัวเลยด้วยซ้ำ จะไม่มีวันลืมเวลานี้ไปตราบชั่วชีวิต”

หลิ่วชิงเกอชักกระบี่กลับ ร่างโงนเงนไปมา เหมือนยังวิงเวียนอยู่บ้าง เขาชี้หน้าลั่วปิงเหอ “เจ้า ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ”

ลั่วปิงเหอฉุดเสิ่นชิงชิวเข้ามาไว้ในอ้อมอก กล่าวอย่างรำคาญ “เจ้าว่าอะไรนะ”

ท่าทางของเขาแข็งกร้าว ไฟโทสะที่เสิ่นชิงชิวสู้อุตส่าห์ข่มไว้ลุกโหมขึ้นมาทันที จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าในฝันคือข้าตัวจริง”

หากมิใช่เพราะถูกลั่วปิงเหอค้นพบช่องโหว่ เขาจะเดาออกได้อย่างไรว่าตนไม่ได้ตายจริง ถึงได้มารออย่างใจเย็นที่ชางฉยงซานให้เหยื่อวิ่งมาติดกับเอง

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนออกจะดูถูกข้าไปหน่อยแล้ว ต่อให้ครั้งแรกข้าไม่เอะใจสงสัย ทว่าครั้งที่สองหากยังไม่ค้นพบความผิดปกติ เช่นนั้นก็นับว่าโง่เง่าเบาปัญญาจริงๆแล้ว”

เสิ่นชิงชิวฟังแล้วเข่าแทบทรุด พูดในใจว่า เจ้าไม่ได้โง่เง่าเบาปัญญาหรอก ข้าต่างหากที่โง่เง่าเบาปัญญา

มีแต่คนที่รู้ดีว่าพลังฝึกปรือของลั่วปิงเหออยู่ระดับไหน ความสามารถในการควบคุมห้วงฝันเป็นเลิศแค่ไหน แต่ก็ดันปักใจว่าลั่วปิงเหอสติสตังเลอะเลือน แยกแยะผู้บุกรุกจากภายนอกและภาพมายาที่สร้างขึ้นในฝันไม่ออก

เสิ่นชิงชิวซักไซ้ “ในเมื่อค้นพบความผิดปกติ ทำไมถึงไม่เปิดโปง ร่วมแสดงละครอาจารย์เมตตาศิษย์กตัญญูนี่มันสนุกนักหรือ”

ลั่วปิงเหอมองเขา “เปิดโปงทำไม ซือจุนเองก็มิใช่ว่าสนุกกับละครที่ข้าเล่นเอาใจท่านหรอกหรือ”

…สนุกหรือ

เสิ่นชิงชิวในตอนนั้นจะสนุกไปได้อย่างไร มีแต่จะเป็นห่วงสภาพจิตใจของลั่วปิงเหอต่างหาก ทว่าความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าความเป็นห่วงเป็นใยของเขาอยู่ในการควบคุมของลั่วปิงเหอทั้งหมอ อย่างไรเสียนั่นก็เป็นถึงลั่วปิงเหอพระเอกของเรื่องเชียวนะ กับอีแค่แผนตับตามั่วๆมึนๆของเขาจะทำให้ลั่วปิงเหอกลับตัวกลายเป็นดอกบัวขาวที่น่ารักน่าสงสารได้อย่างไรกัน

ความจริงแล้วเสิ่นชิงชิวเป็นคนประเภทชอบกินของอ่อนไม่กินของแข็ง แต่คุณก็ไม่อาจปล่อยให้เขากินจนเสร็จแล้วตบหน้าเขา

เสแสร้งแกล้งทำนัก!

ฉีซิงซีร้องเสียงหลง “ช้าก่อน ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

นางชี้ไปที่ด้านในอารามฉยงติ่ง “ที่นอนอยู่ข้างในนั่น…นั่นไม่ใช่เสิ่นชิงชิวหรือ ทำไมถึงมีเสิ่นชิงชิวเพิ่มมาอีกคนล่ะ”

ลั่วปิงเหอดูจะอารมณ์ดีทีเดียว กล่าวว่า “ไม่ลองถามเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิงดูเล่า”

เสิ่นชิงชิวคิด บ้าชิบ…เขารู้อีกด้วยว่านี่เป็นความดีความชอบของซั่งชิงหัว เจ้าคนหน้าด้านไร้ยางอายไม่มีศีลธรรมจรรยานั่น

ซั่งชิงหัวหัวเราะแห้ง พอโม่เป่ยจวินชายตามองเขาทีหนึ่ง เขาก็ก้าวออกมาทันควัน สูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกเชิดหน้า กล่าวเสียงดังฟังชัด

“หลายปีก่อนศิษย์พี่เสิ่นได้เดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง ได้หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราที่เป็นของวิเศษมา หญ้านี้มีสรรพคุณวิเศษ สามารถสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้ ศิษย์พี่เสิ่นจึงใช้มันดำเนินกลยุทธ์จักจั่นทองลอกคราบที่เมืองฮวาเยวี่ยได้สำเร็จ ดังนั้นเขาคนนั้นที่อยู่ข้างในก็แค่คราบร่างที่ว่างเปล่าเท่านั้น ส่วนที่อยู่ด้านนอกตรงนี้ก็คือเขา…ใช่เขาทั้งคู่”

ซั่งชิงหัวสรุปเพียงสั้นๆแต่ได้ใจความ

สายตาไม่รู้กี่คู่พร้อมใจหันไปมองเสิ่นชิงชิวเป็นตาเดียว หลิ่วชิงเกอเอาปลายกระบี่เฉิงหลวนชี้ไปที่เขาทันที รังสีอำมหิตรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนสู้กับลั่วปิงเหออีก

เยวี่ยชิงหยวนกดเสียงต่ำ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเมื่อห้าปีก่อนเจ้าถึงไม่ส่งข่าวคราว ตัดขาดกับทั้งสิบสองยอดเขาอย่างสิ้นเชิง หรือในใจเจ้า เพื่อนร่วมสำนักทุกคนไม่คู่ควรกับความเชื่อใจ”

เสิ่นชิงชิวละอายใจนัก กล่าวอึกอัก “นั่นน่ะ…ศิษย์พี่ฟังข้าพูด…”

ฉีซิงซีกล่าวอย่างโมโห “เสิ่นชิงชิวเจ้า…เจ้าคนผู้นี้นี่! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องถูกเจ้าทำจนน่าสมเพชแค่ไหน บรรดาศิษย์ของเจ้า ตอนนั้นก็ร้องไห้กันจะเป็นจะตาย วันทั้งวันเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียจนชิงจิ้งเฟิงมีแต่ความสลดหดหู่ สวมชุดไว้ทุกข์กันเป็นปีจนไม่มีใครอยากขึ้นไปบนนั้นแล้ว ตำแหน่งเจ้ายอดเขาก็ต้องว่างลง แต่เจ้ากลับลอยนวลสบายอกสบายใจอยู่ข้างนอก”

เสิ่นชิงชิวกลัวเวลาฉีซิงซีชี้หน้าด่าเขาเป็นที่สุด รีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ ข้าหาได้ลอยนวลสบายอกสบายใจอยู่ข้างนอกเลยสักนิดไม่ ทว่าถูกฝังอยู่ในดินตลอดห้าปีเต็ม เพิ่งจะตื่นขึ้นมาได้ไม่กี่วันเอง ถ้าเป็นเจ้าจะลอยนวลอย่างสบายใจได้ไหมเล่า ทั้งหมดเป็นเพราะเขาต่างหาก”

ซั่งชิงหัวเห็นปลายหอกชี้มาที่ตนก็ตีโพยตีพาย “มาโทษข้าได้อย่างไร ท่านบอกเองไม่ใช่เหรอว่าต้องเร่งให้โตทันใช้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หลิ่วชิงเกอเอามือกุมขมับตัวเอง “หุบปาก!”

ซั่งชิงหัวหุบปากแต่โดยดี พวกเขาต่างเอะอะล้งเล้งเป็นการใหญ่ หากเปลี่ยนเป็นสถานการณ์อื่น คงฮาพิลึก แต่ในสถานการณ์และเวลาเช่นนี้เสิ่นชิงชิวกลับขำไม่ออก

บนยอดฉยงติ่งเฟิงสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิง ต้นไม้ดินหินถูกเผาจนดำ หลังจากโดนยื้อสถานการณ์และถูกปิดล้อมมาสองวัน ฉยงติ่งเฟิงก็ไม่เหลือเค้าความสง่างามน่าเกรงขามดังเช่นปกติ ไม่ว่าจะในอารามหรือนอกอาราม ใบหน้าของผู้คนล้วนเปรอะคราบเลือด พวกศิษย์ประคองกันและกัน ที่รุ่นเยาว์หน่อยล้วนดูหวาดผวา ท่าทางอ่อนล้าราวกับเกาทัณฑ์สิ้นแรง ขณะที่อีกฟากหนึ่งนั้น ขุนพลในชุดเกราะดำและพลทหารของเผ่ามารที่โอบล้อมเป็นครึ่งวงกลมยังคงดูราวกับใบมีดที่เพิ่งลับคมมา วาววับคมเฉียบประดุจเสือที่รอตะครุบเหยื่อ

เสิ่นชิงชิวเก็บสายตากลับมา แล้วเกริ่นถาม “ลั่วปิงเหอ เจ้าบอกว่ามาสำนักชางฉยงซานก็เพื่อจับตัวข้า”

ลั่วปิงเหอตอบ “ถูกต้อง”

เสิ่นชิงชิวเอ่ยว่า “เจ้าก็จับได้แล้วนี่”

เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ก็ควรสลายทัพได้แล้ว

ลั่วปิงเหอมองเขา “ไม่หนีแล้ว?”

“…” เสิ่นชิงชิวพยักหน้าช้าๆ “ไม่หนีแล้ว”

ลั่วปิงเหอขยับมุมปาก เผยรอยยิ้มอ่อนเพลีย ในรอยยิ้มนี้ไม่มีร่องรอยเยาะเย้ยถากถางอย่างที่มักปรากฏบนใบหน้าอีกเลย เขากล่าวเสียงแผ่ว “กี่ครั้งกี่หนข้าก็เชื่อซือจุนเช่นนี้มาตลอด”

หลิ่วชิงเกอถามทันควัน “เสิ่นชิงชิว เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

เขามองหน้าเสิ่นชิงชิวด้วยสีหน้าคล้ายได้รับความอัปยศใหญ่หลวง

“เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เจ้ากลับยอมพลีกายให้เขาแต่โดยดีต่อหน้าต่อตาข้าเช่นนั้นหรือ”

ศิษย์น้อง ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าที่เหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีในฐานะเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงนะ แต่ช่วยเปลี่ยนคำพูดหน่อยได้ไหม ยอมพลีกายแต่โดยดีบ้าบอคอแตกอะไรเล่า เปลี่ยนคำพูดซะจะขอบใจมาก

หลิ่วชิงเกอกล่าว “เจ้ากลัวทำให้ชางฉยงซานเดือดร้อน แต่ชางฉยงซานหาได้กลัวเจ้าทำให้เดือดร้อนไม่”

ลั่วปิงเหอหัวเราะหยัน “ซี่โครงเจ้าที่ยังไม่หักยังเหลืออีกกี่ท่อนล่ะ”

มือของเยวี่ยซิงหยวนแต่ด้ามกระบี่เสวียนซู่

สีหน้ามู่ชิงฟางพลันตื่นตระหนก “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ช่วงที่ท่านปิดด่านกักตัวฝึกวิชา ท่านฝืนฝ่าด่านออกมารับมือศัตรู เดิมเป็นการเสียเปรียบอยู่แล้ว ตอนนี้หากยังฝืนชักกระบี่ เกรงว่าร่างกายของท่าน…”

ไอสีดำพลุ่งจากผิวหน้าเยวี่ยชิงหยวน แต่เขาฝืนสะกดมันลงไปอีกครั้ง กล่าวอย่างกินแรง “ไม่ไหวก็ต้องไหว ศิษย์น้องตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นพวกเราปกป้องเขาไว้ไม่ได้ หรือตอนนี้จะให้ข้ายืนเฉยมองเขาเอาชีวิตไปทิ้งอีกครั้งเล่า”

ถ้อยคำนี้ทำเอาเลือดลมในอกเสิ่นชิงชิวพลุ่งพล่านปั่นป่วน หากถามว่าในโลกใบนี้เสิ่นชิงชิวเคารพยกย่องใครมากที่สุด ที่อยู่หัวแถวอันดับหนึ่งก็คือเยวี่ยซิงหยวน ไม่ใช่แค่เพราะเขาคอยคุ้มครองห่วงใยจากใจจริง แต่ยังเพราะเขาทุ่มเทเต็มที่ดูแลคนทั้งสำนักอยู่ตลอดเลาลา มันทำให้ตนละอายเกินกว่าจะปล่อยให้ชางฉยงซานกับเจ้าสำนักผู้นี้ต้องมาตามล้างตามเช็ดให้อีก เมื่อตนเองก่อเรื่องไว้ก็ต้องรับกรรมเอง

เสิ่นชิงชิวเอ่ยปาก “ศิษย์ที่ข้าสอนออกมา ข้าจัดการคนเดียวก็พอ ศิษย์พี่เจ้าสำนักในฐานะที่เป็นผู้นำ ความอยู่รอดปลอดภัยของศิษย์ทั้งสิบสองยอดเขาล้วนอยู่บนบ่าท่าน ท่านย่อมทราบดีว่าสมควรตัดสินใจอย่างไร”

ในอารามเงียบกริบ

เยวี่ยนซิงหยวนสีหน้าแข็งทื่อ มือที่กุมกระบี่เห็นข้อนิ้วขาวโปน

เสิ่นชิงชิวกำลังเตือนเขาเป็นนัยว่าในฐานะเจ้าสำนักคนหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองควรต้องตัดสินใจเช่นไร

เจ้ายอดเขาทุกคนก็มีความคิดเห็นอย่างเดียวกัน กลับเป็นหนิงอิงอิงที่ก้าวพรวดออกมา นางยื้อยุดแขนเสิ่นชิงชิวเอาไว้ ตะโกนว่า “ข้าไม่เห็นด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หมิงฟาน ดูแลศิษย์น้องเจ้าด้วย”

หนิงอิงอิงกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เด็กๆแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาดูแลข้า ตอนนั้นที่นางปีศาจจากเผ่ามารบุกมาก็หนหนึ่งแล้ว และไหนจะเหตุการณ์ที่เมืองจินหลันและวังฮ่วนฮวาอีก ล้วนเป็นท่านที่ก้าวออกมาด้วยตนเองตลอด แล้วคราวนี้ทำไมยังต้องเป็นท่านอีก เพราะอะไรทุกครั้งต้องเป็นซือจุนที่ได้รับความทุกข์ทรมาน”

ก็เพราะซือจุนเจ้ามันรนหาที่เองน่ะซิ แต่ยังดีที่เขาอบรมสั่งสอนเด็กผู้หญิงที่เป็นปกติและกตัญญูรู้คุณมาได้กับเขาคนหนึ่ง นอกเหนือจากความกลุ้มใจแล้ว เสิ่นชิงชิวก็พอเบาใจขึ้นมาบ้าง เขาปลอบ “โตจนป่านนี้แล้ว ยังร้องไห้ฟูมฟายอยู่อีก แบบนี้ดูเหมือนอะไรเล่า เหวยซือไม่ตายหรอกน่า” แต่แอบต่อท้ายในใจว่า คงจะนะ…

หมิงฟานมีสีหน้าเจ็บปวด “ซือจุน เพื่อซางฉยังซานแล้ว ท่านยอมมองตัวเองให้เจ้ามารผู้นี้ จะไม่เท่ากับอยู่มิสู้ตายหรอกหรือ แต่ไหนแต่ไรมา เคยได้ยินแต่สละชีพเพื่อวิญญูชน แต่ไม่เคยมีผู้ใดถึงขนาดต้องเอาตัวเองไปสังเวยมารกัน”

พูดอะไรของมัน ไอ้หนูนี่มันพูดภาษาคนเป็นไหมนี่

มัวแต่ยื้อกันอยู่เป็นนานจนลั่วปิงเหอหมดความอดทนเรียบร้อยแล้ว เขายึดตัวเสิ่นชิงชิวด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างแต่อยู่ที่ปลอกกระบี่ซินหมัว “เอาร่างเซียนของซือจุนไปด้วย”

เจ้ายอดเขาคนหนึ่งกล่าวอย่างโกรธแค้น “จะรังแกกันเกินไปแล้ว เอาคนไปยังไม่พอ ยังจะเอาศพไปเพื่ออะไร”

ลั่วปิงเหอไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้โม่เป่ยจวิน

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าไม่ง่ายกว่าจะประนีประนอมกับลั่วปิงเหอได้ พูดผิดคำเดียวเดี๋ยวได้เป็นเรื่องขึ้นมาอีกแน่ ตอนแรกเขาคิดจะฉุดแขนลั่วปิงเหอ แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยเปลี่ยนเป็นกระตุกแขนเสื้อแทน อึกๆอักๆอยู่สักพัก จึงค่อยแข็งใจกล่าวกว่า “ข้าก็จะไปกับเจ้าอยู่แล้ว ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย”

ขณะที่เสิ่นชิงชิวพูดเช่นนี้ก็รู้สึกอับอายอย่างมาก

เขาเป็นลูกผู้ชาย กลับต้องลดตนถ่อมเสียงพูดกับผู้ชายอีกคนเรื่อง ‘ไปด้วย’ ‘ไม่ไปด้วย’ ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ มิหนำซ้ำผู้ชายคนนี้ยังเป็นศิษย์ของเขามาก่อน ยิ่งให้ความรู้สึกอดสูและละอายขึ้นไปอีก

ทว่าการแสดงความอ่อนแอก็ใช้ได้ผลทั้งนั้นไม่ว่ากับผู้ชายหน้าไหน

สีหน้าลั่วปิงเหอแจ่มใสขึ้นเห็นได้ชัด ไม่เพียงผ่อนแรงที่ยึดตัวเขาไว้ น้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นเช่นกัน ถึงน้ำเสียงจะอ่อนโยน แต่เนื้อหาที่พูดกลับยังกระด้างเหมือนเดิม “ถึงอย่างไรก็เป็นร่างดั้งเดิมของซือจุน มีความผูกพันมากมาย อีกอย่างหากซือจุนเกิดจะใช้กลยุทธ์จักจั่นทองลอกคราบขึ้นมาอีก ศิษย์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”

ลั่วปิงเหอหันหน้าไปออกคำสั่ง น้ำเสียงกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “เอาไปด้วย”

โม่เป่ยจวินยังไม่ทันขยับ ทางด้านฉีซิงซีก็หันหน้าไปฟังหลิ่วหมิงเยียนที่แอบเข้ามาในอาราม กล่าวอย่างกระซิบกระซาบเบาๆ ทีแรกนางตกใจก่อนเยือกเย็นขึ้นในเวลาต่อมา ตะโกนว่า “ไม่ต้องเถียงกันแล้ว”

นางเชิดหน้ากล่าว “ลั่วปิงเหอ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ต่อให้พวกเรายอมให้เจ้าเอาไป เจ้าก็อย่าได้คิดว่าจะสมใจเด็ดขาด”

เสิ่นชิงชิวรู้ว่านางเจ้าอารมณ์ กลัวจะไปทำอะไรให้ลั่วปิงเหอโกรธเข้า ขณะกำลังใจคอไม่ดี นึกไม่ถึงว่านางทำท่าเป็นเชิงบอกให้หลิ่วหมิงเยียนออกมายืนข้างหน้า “หมิงเยียน เจ้าว่าไป”

หลิ่วหมิงเยียนรายงาน “ร่างเซียนของอาจารย์ลุงเสิ่นหายไปแล้ว”

นางกล่าวจบก็เบี่ยงกายออก ศิษย์สองสามคนถูกหามออกมาจากด้านในอาราม ศิษย์เหล่านี้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาตั่งอยู่ด้านในอาราม คอยดูแลศพ เวลานี้ล้วนสิ้นสติสมประดี ใบหน้าจนถึงปลายเล็บเป็นสีเขียวคล้ำผิดปกติ

เกิดเสียงอื้ออึงทั่วทั้งอาราม

เยวี่ยชิงหยวนหน้าเปลี่ยนสีถนัดตา

ลั่วปิงเหอเลิกคิ้ว

ฉีซิงซีกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น “ลั่วปิงเหอ เจ้าไม่ต้องมามองข้า ความจริงข้าก็เคยคิดจะนำไปซ่อนเช่นกัน เสียดายที่พอข้าให้หมิงเยียนไปจัดการเคลื่อนย้าย บนแท่นศิลาก็ว่างเปล่าแล้ว ศพที่พวกข้าดูแลรักษาเป็นอย่างดีอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย”

นางนึกกระหยิ่มยินดีอยู่ในใจ ทั้งแสดงออกชัดจากน้ำเสียง ไม่ว่าอย่างไรยอมให้ศพหายไปเสียยังดีกว่าปล่อยให้ลั่วปิงเหอเป้นคนเอาไป

มู่ชิงฟางโน้มตัวลงไปตรวจดูอาการศิษย์ที่ถูกหามออกมา “หมดสติไป แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต พวกเขาถูกพิษ”

เยวี่ยซิงหยวนถาม “พิษอะไร”

มู่ชิงฟางตอบ “ตอนนี้ยังดูไม่ออก อีกทั้งร่างกายไม่มีบาดแผล ขอข้าเอาเลือดไปตรวจดูก่อน”

ฉีซิงซีกล่าวว่า “หากเป็นพิษของภพมนุษย์ ศิษย์น้องมู่แค่มองปราดเดียวก็ทราบกระจ่างแล้ว ในเมื่อเขาดูไม่ออก ข้าก็อยากถามว่าใช่อุบายของเจ้าหรือไม่”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างชืดชา “ข้าไม่ชอบใช้พิษ”

นี่เป็นความจริง น้อยนักที่ลั่วปิงเหอจะใช้พิษฆ่าคน อีกอย่างด้วยสถานการณ์ที่เขาเป็นต่อทุกทางเช่นนี้ ลั่วปิงเหอมไม่จำเป็นต้องพูดปดเลย

สรุปแล้วมีใครก็ไม่รู้ฉวยโอกาสที่สองฝ่ายทุ่มเถียงกันอยู่ด้านหน้าอารามปะปนขึ้นเขามาโดยไม่มีใครรู้ตัว เล็ดลอดสาตาของบรรดาบอสทั้งเผ่ามารและซิวซื่อฝ่ายธรรมะขโมยร่างของเสิ่นชิงชิวที่อยู่ห่างไปไม่กี่ช่วงกำแพงออกไปจนสำเร็จ จไม่ให้เป็นที่ตกอกตกใจได้ยังไง

เสิ่นชิงชิวก็คลางแคลงใจเช่นกัน จะขโมยศพของเขาไปทำอะไร ทำไมตอนเขายังเป็นๆไม่มีใครอยากได้ พอตายไปแล้วดันฮอตฮิตขึ้นมาซะงั้น

ลั่วปิงเหอเห็นว่ารั้งอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เขานิ่วหน้ากล่าว “ช่างเถอะ ข้าไม่สนหรอกว่าใครขโมย เดี๋ยวก็หาเจอเองนั่นแหละ”

ซินหมัวออกจากฝักแผ่ไอดำพวยพุ่ง จุดที่ปลายกระบี่กรีดผ่านเปิดเป็นรอยแยกสายหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวเตือน “ถอนทัพด้วย”

ลั่วปิงเหอมองเขา ตอบรับเสียงกระด้าง “ได้ขอรับ”

ปลายกระบี่เฉิงหลวนชี้เฉียงลงพื้น ครั้นมองขึ้นไป มือของหลิ่วชิงเกอกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ง่ามมือที่แตกมีเลือดไหลนองตามตัวกระบี่ก่อนหยดลงสู่พื้น

เขานิ่งขึงไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียง “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

ถ้อยคำนี้ราวกับลิ่มน้ำแข็งห้าแท่งซัดออกมา แฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะและจิดวิญญาณนักสู้เต็มเปี่ยม

ลั่วปิงเหอเก็บซินหมัวคืนฝัก หัวเราะเยาะ “ได้ทุกเมื่อ”

บทที่ 14 กักขัง

รอยแยกระหว่างสองภพเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินศิลากว้างสายหนึ่ง คบไฟปักไว้ยาวเหยียดตลอดระเบียงทางเดินสองข้างทางเป็นคู่ๆ ปลายทางด้านในสุดคือความมืดมิด ดูจากสไตล์จิตรกรรมฝาผนักทั้งสองด้าน อีกทั้งบรรยากาศที่หนาหนักด้วยไอหยิน ก็รู้ทันทีว่าที่นี่คือกองบัญชาการใหญ่ในภพมารของลั่วปิงเหอ

หลังจากรอยแยกถูกปิด ลั่วปิงเหอก็ไม่ควบคุมตัวเสิ่นชิงชิวอีก ค่อยๆคลายมือออก

เสิ่นชิวชิวยืนตัวตรง เอามือตบๆแขนเสื้อ ไม่พูดไม่จา

คนทั้งสองมองตรงไปข้างหน้า ไม่มีใครยอมพูดอะไร คนหนึ่งอยู่หน้า คนหนึ่งอยู่หลัง เสียงฝีเท้าเบากริบ บรรยากาศกึ่งกดดันกึ่งหนาวเหน็บ

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

Short Twist
Madam See author's posts Facebook iconFacebookTwit … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/short-twist/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "Short Twist"</span></a></p>
Kill
Madam See author's posts Facebook iconFacebookTwit … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/kill/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "Kill"</span></a></p>
EATER
EATER อีทเตอร์ มัน…มาจากต่างดาว มัน…ไม่มีร่ … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/eater/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "EATER"</span></a></p>
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: