Scumbag System 54

ตอนที่ 54

เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเอาโครงเรื่องมาหั่นตามใจชอบ แต่ระบบกลับมาเรียกร้องเอากับเสิ่นชิวชิวโดยไม่มีการโอนอ่อนผ่อนผันแม้แต่น้อย ให้เขาเป็นคนกลบหลุมที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้อย่างไร้จรรยาบรรณเหล่านั้น

ซั่งชิงหัวกล่าวต่อ “ความจริงผมก็ทำเพราะความจำใจนะ พล็อตเดิมที่วางไว้น่ะ เลือดของเทียนหลางจวินบริสุทธิ์กว่าเลือดของปิงเกอ วรยุทธ์ก็สูงกว่า มีชื่อเสียงมาก่อนปิงเกอเขา ภาพลักษณ์สูงส่งกว่าปิงเกอ เก่งกาจกว่าใครในสามภพ แถมยังมีเรื่องรักรันทดในอดีต เหมือนตัวละคร แจ็ก ซู เลยใช่ไหมล่ะ แต่ถ้านักอ่านโวยวายว่าปิงเกอถูกขโมยซีนจะทำยังไง คุณก็รู้ว่าติ่งของปิงเกอเขาแรงแค่ไหน ด่าแรง แต่กดให้ทิปก็แรงด้วย”

(แจ็ก ซู คนจีนเรียก แมรี ซู ภาคผู้ชายว่า แจ็ก ซู หรือบางครั้งก็ ทอม ซู ในขณะที่ทางตะวันตกเรียกว่า แกรี่ สตู)

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหน้าผาก ฟังไอ้คุณเซี่ยงเทียนกล่าวอย่างหมดเปลือกแบบนี้ก็เริ่มกลุ้ม หากเทียนหลางจวินถูกปล่อยออกมา ลั่วปิงเหอจะเอาชนะได้หรือเปล่าล่ะเนี่ย

แต่เปลี่ยนมาคิดอีกมุมหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจใช้พ่อมาควบคุมลูกได้นี่นา แต่แล้วเสิ่นชิงชิวก็รีบระงับความคิดอันตรายนั้นเป็นการด่วน กับคนที่ไม่รู้ว่ามีความสามารถขนาดไหน เป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ฝันลมๆแล้วๆว่าจะใช้ประโยชน์จากเขา สุดท้ายตัวเองตายอย่างไรก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สรุปแล้วยังคงตีความได้ว่าไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีช่างเป็นนักเขียนที่ล้ำพิสดารเกินคนแห่งยุคจริงๆ

เสิ่นชิงชิวตบโต๊ะ “นายบอกความจริงมาเลยละกัน เล่าเนื้อหาที่เคยคิดไว้แต่ดันเปลี่ยนพล็อตกลางคันเลยไม่ได้เขียนออกมาให้หมด เริ่มจากเรื่องสำคัญก่อน”

ซั่งชิวหัวกล่าวอึกอัก “สำคัญรึเปล่าผมไม่รู้ แต่มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคุณ หรือที่ถูกคือเกี่ยวกับเสิ่นจิ่ว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าบอก…”

เสิ่นชิงชิวพอได้ฟังก็ขนลุก ดูจากสันดานของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีแล้ว การที่หมอนี่จะเพิ่มบทอะไรที่มันปกติธรรมดาให้เขาเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย!

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหัว “นายว่ามาเลย ฉันรับไหว”

ซั่งชิงหัวเริ่มสาธยายไอเดียของเขาอย่างกระตือรือร้น “สำหรับเสิ่นชิงชิวนี่ ผมมีไอเดียสำหรับเขาเยอะมาก ผมอยากสร้างให้เขาเป็นตัวละครที่มีคาแรคเตอร์หลากหลายแง่มุม เขามันชั่วช้าอุบาทว์ด้วย แต่คนอ่านไม่สนใจอยากอ่าน ตอนที่ผมเอาไปเกริ่นๆไว้ พวกเขาก็เอาไปเม้มต์ด่าในเน็ตซะเละ ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเปลี่ยนให้เขาเลวบริสุทธิ์ไปเลย แต่ความจริงแล้วเขา…”

เสิ่นชิงชิวกำลังตั้งอกตั้งใจฟังเต็มที่ แต่แล้วหญิงรับใช้ด้านนอกก็ขานขึ้นอย่างนอบน้อม “จวินซั่ง”

มาได้ไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย

พอได้ยินประโยคนี้เข้า ซั่งชิงหัวก็หน้าถอดสี เด้งพรวดเหมือนมีไฟจ่อก้น รีบออกไปทางประตูหลังเดี๋ยวนั้น “เขาของคุณมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน อ๊ะ ไม่ซิ วันหน้าค่อยคุยกันนะ”

อย่าเพิ่งไปซิ เสิ่นชิงชิวยื่นมือออกไปหมายรั้งเขาไว้ มา ‘วันหน้าค่อยคุยกันนะ’ ได้ไง มาพูดค้างไว้แบบนี้มันทนไม่ได้ซะชิ่งกว่าฉากน้ำเน่าพวกนั้นเสียอีก เหมือนเวลาพยานในที่เกิดเหตุซึ่งใกล้ตายเต็มทีกำลังพูดว่าความจริงแล้ว คนร้าย…คือ…คือ… แต่ดันกระอักเลือดตายไปก่อนเฉยเลย

ม่านเขียวถูกเลิกขึ้น ลั่วปิงเหอก้มหัวลอดประตูเข้ามาในห้อง เสิ่นชิงชิวรีบเปลี่ยนมาทำหน้านิ่งๆ ทันใด เพราะเมื่อกี้ถูกขัดจังหวะตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มพอดี สีหน้าเขาจึงไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก สายตาของลั่วปิงเหอจับไปยังกระบี่ซิวหย่าในมือเขาแวบหนึ่ง แล้วเบนออก

เงียบกันไปครู่หนึ่ง ยังคงเป็นลั่วปิงเหอที่กล่าวขึ้นก่อน “ช่วงนี้ซือจุนดูเหมือนไม่ได้พักผ่อนเท่าไร”

พูดเรื่องพักผ่อนขึ้นมาเสิ่นชิงชิวเลยนึกไปถึงเรื่องฝัน พูดถึงเรื่องฝันก็อดนึกถึงการกระทำอันน่าอับอายสารพัดอย่างที่ตัวเองทำเพื่อปลอบลั่วปิงเหอในฝันไม่ได้ เสิ่นชิงชิวเอามือลูบจมูก กล่าวว่า “หากไม่ฝันเสียได้ ก็จะพักผ่อนได้เต็มที่เอง”

ลั่วปิงเหอหลุบเปลือกตายืนเฉยครู่หนึ่ง เมื่อตัดสินใจได้จึงค่อยกล่าวเสียงกระด้าง “ถึงแม้ในห้วงฝันวันนั้นข้าจะตบตาซือจุน แต่ความรู้สึกทั้งหมดที่ข้าแสดงออกมาหาใช่เรื่องเท็จ”

เสิ่นชิงชิวถอนใจ กร่อนกล่าวจากใจจริง “ลั่วปิงเหอ ตอนนี้ข้าไม่รู้จริงๆว่าคำพูดของเจ้า ประโยคไหนจริงประโยคไหนเท็จ ดังนั้นคำพูดพวกนี้ก็อย่าพูดเลยดีกว่า”

ลั่วปิงเหอที่อยู่ในความฝันน่ารักมากจริงๆ ถึงพระเอกยังคงเป็นพระเอกคนเดิมอยู่ แต่ท่าทางน่าสงสาร จิตใจมีแต่ความเศร้า หน้าตาก็ไม่เลว ทำเอาเสิ่นชิงชิวที่เป็นชายแท้ยังอดสงสารไม่ได้ ทว่ายิ่งสงสารมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดที่เหมือนกับโดนตบหน้าทีหลังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ลั่วปิงเหอบอกว่าเหตุการณ์ที่เมืองจินหลันเขาไม่ได้เป็นคนทำ ทีแรกเสิ่นชิงชิวก็เชื่อไปแล้วประมาณ 90% แต่มาตอนนี้กลับไม่กล้าหลับหูหลับตาเชื่ออีกแล้ว

ลั่วปิงเหอเลือดลมพลุ่งพล่าน หน้าตาเริ่มแดงนิดหน่อย เขาเหลือบตาขึ้นกล่าวอย่างเย็นชา “ซือจุนเอาแต่โกรธที่ข้าหลอกลวงท่าน แต่หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เกรงว่าป่านนี้ก็ยังไม่มีหนทางพูดคุยกับท่านได้สักประโยคเดียว”

นิ้วของเขากุมด้ามกระบี่ซินหมัวแน่นโดยไม่รู้ตัว ออกแรงเกร็งจนข้อนิ้วซีดขาว ไม่เพียงนัยน์ตาเริ่มแดง ขอบตาก็แดงเรื่อเช่นกัน

“หรือซือจุนไม่เคยหลอกลวงข้าเล่า ท่านเคยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับคนที่ยึดถือเรื่องความแตกต่างของเผ่าพันธุ์มากเกินไป แต่เพียงแค่กะพริบตาท่านก็ไม่ยอมรับแล้ว หลังจากท่านเสียชีวิตที่เมืองฮวาเยวี่ย ข้าทำพิธีเรียกวิญญาณไม่รู้กี่ครั้ง ทดลองแล้วล้มเหลว ล้มเหลวแล้วก็ทดลองใหม่อยู่เช่นนั้น แต่ไม่เคยท้อถอยแม้สักนิด ถึงจะเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่เคยมีความคิดเลยว่าซือจุนจะเกลียดชังข้าได้ถึงขนาดนี้ พอท่านกลับมายืนตรงหน้าข้า คาดไม่ถึงจริงๆว่าท่านจะมองข้าที่ทำตัวโง่เง่าได้อย่างเฉยชานัก”

เขาพูดมาถึงตอนท้าย หากเสียงสั่นไหวอยู่บ้าง น้ำเสียงก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนทั้งโมโหทั้งอัดอั้น

“ตอนนี้ซือจุนย่อมมีเหตุผลที่จะประณามข้าได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นมารร้ายในคราบมนุษย์ นำหายนะมาสู่ผองชน ทว่าแล้วเหตุใดตอนที่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด กลับถูกหลีกลี้หนีหน้าราวกับเป็นสัตว์เลื้อยคลานด้วยเล่า ท่านหลอกลวงข้าสองครั้ง ข้าก็หลอกท่านสองครั้ง มิใช่เสมอกันแล้วหรอกหรือ”

ถึงจะรู้สึกว่าเขานับหนึ่งเป็นหนึ่ง สองเป็นสองได้เป๊ะๆ เสิ่นชิงชิวก็ยังคงกล่าวอย่างอดไม่ได้ “เจ้าช่างจดจำความแค้นจริงๆ”

ลั่วปิงเหอหัวเราะขื่น “เกรงว่าซือจุนคงไม่เคยเห็นหรอกว่าเวลาที่ข้าจดจำความแค้นจริงๆมันเป็นอย่างไร”

แม้ยังคงหัวเราะอยู่ แต่สีหน้าก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นอึมครึม ดึงระยะห่างระหว่างสองคนให้เข้ามาใกล้ขึ้น “แต่หากข้าบอกว่ากับซือจุนแล้ว ข้ามีแต่จดจำ ไม่เคยแค้น ท่านคงไม่เชื่อกระมัง”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าเงาร่างของเขาที่ทาบลงมามันชักใหญ่เกินไปแล้วจึงรีบกล่าว “เจ้าใจเย็นๆก่อน”

อยากพูดคุยก็พูดคุยกันดีๆ อย่าทำหน้าแบบนั้น อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้นซิ

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำ “ซือจุนมักใจเย็นได้เสมอในทุกสถานการณ์ แต่ข้าเย็นต่อไปไม่ไหวแล้ว”

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันตั้งตัวว่าอะไรเป็นอะไร เพียงได้ยินเสียงโครม ก็พลันรู้สึกเจ็บที่หลังขึ้นมา พอรู้ตัวอีกที พวกเขาทั้งคู่ก็นอนกลิ้งอยู่ด้วยกันบนเตียงแล้ว

นานมากแล้วที่เขาไม่ได้นอนเตียงไม้ไผ่ แม่งเอ๊ย! แข็ง เจ็บหลังสุดๆ

เสิ่นชิงชิวโวยลั่น “เจ้าคิดจะแข็งข้อหรือ”

ลั่วปิงเหอเม้มปากไม่พูดไม่จา

เสิ่นชิงชิวกำลังคิดจะยกยาถีบเขาออกไป ทันใดนั้นจากศีรษะจรดปลายเท้าก็เสียววูบ มือข้างหนึ่งมุดจากด้านล่างของชายเสื้อเข้ามา

ผีหลอกกลางวันแสกๆ

เขารีบยันเข้าขึ้นต้าน แต่ถูกลั่วปิงเหอยึดเข่าไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วจับขาแบะออกกว้าง

เสิ่นชิงชิวสบถ ‘เชี่ย!’ ในใจร้อยรอบ ยังไงก็ไม่ยอมถูกจับให้นอนแหกขาอยู่ใต้ร่างคนอื่นเด็ดขาด เขายันร่างกายท่านบนขึ้นเดี๋ยวนั้น อาศัยจังหวะบิดเอวทีหนึ่ง ยืมกำลังฝ่ายตรงข้ามพลิกกายอย่างรวดเร็วจับลั่วปิงเหอพลิกไปอยู่ใต้ร่างแทน ซิวหย่าออกจาฝักสามชุ่น แผ่รังสีเย็นเฉียบจ่ออยู่ที่คอหอยลั่วปิงเหอ

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนจับกด ก็กดซะเสิ่นชิงชิวโมโหเดือนพล่าน

“คิดจะเล่นป้าหวางขืนน้าวธนู กับซือจุนของเจ้าหรือ ห๊า! ช่างกตัญญูเหลือเกินแล้ว!” จริงอยู่ว่าเขาเป็นเบี้ยล่าง แต่อย่าเหมาว่าเขาจะโอนอ่อนแต่โดยดีเด็ดขาด

(ป้าหวางขืนน้าวธนู เป็นสำนวน หมายถึง บังคับขืนใจ มีที่มาจาก เซี่ยงอวี่ บุคคลในสมัยราวชงศ์ฉิน-สมัยซีฉู่(232-202 B.C.) (หลังสมัยซุนชิวจ้านกั๋ว) แม่ทันคนสำคัญของแคว้นฉู่ ซึ่งมีฉายาว่า ฉู่ป้าหวาง(ฌ้อปาอ๋อง) เซี่ยงอวี่เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล ถึงขนาดที่เล่ากันว่า เวลาเขาจะขึ้นสายธนู ซึ่งคนทั่วไปจะผูกสายไว้ที่ปลายด้านหนึ่งของคันธนูก่อน ใช้เข่าทั้งสองข้างหนีบคันธนูให้หักโค้งเข้าหากัน แล้วจึงผูกสายเข้าที่ปลายอีกด้านหนึ่งได้ แต่เซี่ยงอวี่นั้น เมื่อผูกสายธนูที่ปลายด้านหนัชึ่งแล้ว กลับสามารถใช้มือเปล่าจับคันธนูโค้งเข้าหากันแล้วผูกปลายอีกด้านได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นสำนวนนี้จึงหมายถึงคนที่ชอบใช้กำลังอำนาจในการทำเรื่องต่างๆ ปัจจุบันยังใช้ในการเปรียบเปรยว่าใช้กำลังเพื่อขืนใจบุคคลอื่นอีกด้วย)

จุดสำคัญทั่วร่างรวมทั้งลำคอของลั่วปิงเหอล้วนถูกควบคุม แต่แววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า ไม่มีหวาดกลัวต่อคมกระบี่ที่จ่อลำคออยู่แม้แต่น้อย เขาใช้มือข้างหนึ่งยึดข้อมือเสิ่นชิงชิว ส่วนมืออีกข้างยันพื้นไว้ ปะทุพลังแรงระลอกหนึ่งออกมา จนเกือบจะพลิกขึ้นมาอยู่บนได้ไหม่

เสิ่นชิงชิวไหนเลยจะยอมให้เขาสมใจ เอาด้ามกระบี่ซิวหย่ากดจุดชีพจนเขาทันที

นายบนฉันล่าง นายล่างฉันบน กลับไปกลับมาอยู่สองสามตลบ พวกเขาทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเป็นก้อนกลมร่วงลงจากเตียงไม้ไผ่ กลิ้งขลุกๆไปกับพื้น แสงสีขาวพลันระเบิดประกายพร่างไปทั้งห้อง ปราณทิพย์ปราณมารดีกันกระเด็นเซ็นซ่าน ความที่เก๊กมานานจนเคยตัว ทำให้เสิ่นชิงชิวลืมไปเลยว่าตนไม่ได้ลงไม้ลงมืออย่างดุเดือดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว สู้กันถึงจุดคับขัน เสิ่นชิงชิวถึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา

ไม่ถูก นี่มันนิยายผู้ฝึกวิชาเซียนนะ เอาตัวเข้าสู้ทำบ้าอะไร มีปืนใหญ่แต่ดันไม่ใช้ โง่เปล่า!?”

เขายกกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังทิพย์ระดับสะท้านฟ้าสะเทือนดินต่อยท้องน้อยลั่วปิงเหอทันที

ลั่วปิงเหอที่โดนเข้าไปเต็มๆหนึ่งหมัด ไม่แม้แต่จะครางสักแอะ

“…” พูดตามตรง เสิ่นชิงชิวเองก็ไม่คาดคิดว่าจะต่อยเข้าเป้าจังเบ้อเร่อแบบนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหมัดนี้ต่อยได้สะใจจริงๆ อารมณ์เดือดที่สะสมมาหลายวันเหมือนจะถูกระบายออกมาพร้อมกับหมัดนี้เลยทีเดียว

ทันใดนั้นระบบก็โผล่มาประกาศข่าวดีอย่างร่าเริง โปรยดาวโปรดดอกไม้ให้เต็มไปหมด

[*(^o^)** ยินดีด้วย ~~ ค่าความฟินเพิ่มขึ้น 500 คะแนน!]

เสิ่นชิงชิวอับจนคำพูด “…”

ลั่วปิงเหอนี่มัน…สาย M ตัวจริงเสียงจริงเลยนะนี่ ยิ่งโหดใส่ยิ่งฟิน ต่อยเข้าไปทีหนึ่งดันได้ค่าความฟินมาตั้ง 500 แม่แต่ระบบยังเปลี่ยนไปใช้อีโมจิที่สดใสร่าเริง กระทั่งตัวอักษรยังใส่เครื่องหมาย ~ มาตั้งสองอันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อยู่มาป่านนี้ยังไม่เคยเห็นใครที่ประหลาดเท่าลั่วปิงเหอเลย แถมยังเป็นคนประหลาดที่เขาเลี้ยงมากับมืออีกต่างหาก

ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังนึกรันทดกับการสอนที่ล้มเหลว ลั่วปิงเหอกลับไม่เล่นสนุกกับเขาแล้ว ดีดนิ้วมือข้างขวาทีหนึ่ง เสิ่นชิงชิวทันระวังเผลอปล่อยพลังทิพย์ที่อัดอยู่ในกำปั้นกระแทกใส่เพดานห้องระเบิดเป็นรูเบ้อเริ่ม ฝุ่นผงพากันร่วงกราว

ลั่วปิงเหอเอาตัวบังเขาไว้ พลางใช้สองมือคว้าเสื้อเขากระชากออกจนขาดอย่างง่ายดาย หัวเราะร่า “ต่อยให้เต็มที่เลย ต่อยอย่างไรข้าก็ไม่ตายอยู่แล้ว ได้รับการสั่งสอนจากซือจุน ศิษย์มีความสุขมาก”

ทว่าในรอยยิ้มคล้ายแฝงความอ้างว้างอยู่ด้วย เสิ่นชิงชิวใจกระตุกวูบ จนลืมกระทั่งว่าเสื้อผ้าถูกฉีกขาด หยุดมือโดยไม่รู้ตัว ลั่วปิงเหอไม่ปล่อยให้เขาได้มีเวลาสงสาร ไม่ทันตั้งตัว มืออีกข้างก็ฉีกเสื้อตัวใน แล้วลูบเอวเปลือยโล่งของเขาเต็มๆมือ

เสิ่นชิงชิวใจอ่อนได้ครู่เดียวก็เอาด้ามกระบี่เคาะหน้าผากลั่วปิงเหอดังโป๊ก ร้องด่า “เดรัจฉาน!”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ถึงอย่างไรในสายตาซือจุนข้าก็เลวยิ่งกว่าเดรัจฉานอยู่แล้ว มิสู้ทำให้เป็นจริงตามนั้นไปเลยก็แล้วกัน”

เสิ่นชิงชิวโมโหจนอย่างหัวเราะให้บ้า ทันใดนั้นก็ตาลายวูบ ตัวเองกระเท่เร่ กระบี่ซิวหย่าร่วงโครมกับพื้น

พลังรุนแรงประหนึ่งจะกระชากวิญญาณออกจากร่างจู่โจมเข้ามา ร่างกายเขาพลันแข็งทื่อ

ลั่วปิงเหอเองก็หยุดการเคลื่อนไหว ตื่นตระหนกและงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เพียงชั่วพริบตาเสิ่นชิงชิวปวดศีรษะอย่างรุนแรงราวกับมันกำลังจะระเบิด

เบื้องหน้า สายตาปรากฏภาพเล็กภาพน้อยนับไม่ถ้วนวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีก็ว่างโล่ง บางทีก็ดำมืด บางทีก็เห็นเป็นเงาคนวูบวาบ เสียงแหลมสูงดังอึงอลจนแสบแก้วหู

ลั่วปิงเหอไม่อาจหวาดระแววอยู่อีก รีบพลิกกายขึ้นนั่ง ยื่นมือไปกดตัวเขาไว้ แต่กลับจับตัวเสิ่นชิงชิวไม่อยู่ คล้ายกับมีมือยักษ์คู่หนึ่งกำลังลากวิญญาณกับสมองของเขาออกไป

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหัว นอนดิ้นพล่านอยู่กับพื้น

มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกเขา เหมือนมีมือยื่นออกมาจากทุกทิศทุกทางเข้ามากระชากวิญญาณของเขาพร้อมกรีดร้องโหยหวนไปด้วย

ลั่วปิงเหอลนลานกล่าว “ซือจุน ข้า…เมื่อครู่ข้าแค่ขู่ท่านเล่นเฉยๆ ท่านอย่าคิดเป็นจริงเป็นจังซิ ท่านเป็นอะไรไปขอรับ”

ร่างของเสิ่นชิงชิวดิ้นทุรนทุรายอยู่ในอ้อมแขนของเขา ลั่วปิงเหอกึ่งๆกอดเสิ่นชิงชิวไว้พลางถ่ายทอดกระแสปราณทิพย์สายหนึงเข้าไปในร่างอีกฝ่าย ทั้งที่ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เสียงร้องของเสิ่นชิงชิวกลับฟังโหยหวนและน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับถูกเหล็กเผาไฟร้อนๆนาบเข้าไปที่สมอง

ลั่วปิงเหอพยายามทำทุกวิถีทางที่เขาพอจะนึกออก ทว่ากลับไม่กระเตื้องขึ้นเลย

ขณะที่หัวใจของเสิ่นชิงชิวเต้นอ่อนลงไปทุกขณะ ลั่วปิงเหอเริ่มสั่นสะท้านเบาๆ แล้วสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ทานไว้ไม่ไหว ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น เขาคำรามลั่น “ใครก็ได้เข้ามาที รีบเข้ามาเร็วๆ”

บทที่ 15 สุสานศักดิ์สิทธิ์

เสิ่นชิงชิวลืมตาขึ้นฉับพลัน

มืดสนิท

หัวใจเขาเต้นรัวแรงไม่หยุดจนแก้วหูสั่นสะเทือนตาม เพื่อให้รู้ชัดว่ามันมืดขนาดยื่นมือไปแล้วมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้าตามสำนวน หรือเป็นเพราะเขาตาบอดไปแล้ว เสิ่นชิงชิวเลยกางนิ้วออกไปจริงๆ

แต่ยื่นออกไปยังไม่ทันจะสุดมือ ปลายนิ้วก็แตะเข้ากับสิ่งกีดขวางแข็งเป๊ก เสิ่นชิงชิวค่อยๆคลำไปโดยรอบ

คลำไปได้สักพัก ในใจก็พอจะมีคำตอบ ตอนนี้เขาอยู่ในที่แคบแห่งหนึ่ง เหมือนจะถูกจับใส่เข้ามาในกล่องหินทรงแคบยาว เมื่อเอามือตบเบาๆไปตามผนัง พบว่าผิวของมันเรียบลื่น เย็นเฉียบ คะเนว่าคงเป็นหินอ่อน ลองใช้พลังทิพย์หยั่งดู ความหนาของมันไม่น่าจะเกินสี่ชุ่น

เขาลูกคลำอยู่พักหนึ่ง เกร็งลมปราณ กลั้นลมหายใจ แล้วแผ่พลังออกไปทันใด ปราณทิพย์สั่นสะเทือน จากนั้นฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตรงกลางฝาหิน

หลังจากฟาดติดกันสามที ความมืดก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงสะท้อนกึกก้อง

อากาศไหลทะลักเข้ามา เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นนั่งทันที สูดอากาศเข้าปอดแรงๆสองสามเฮือก จึงค่อยพบว่ามันไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์ หากแต่เป็นอากาศที่เหมือนไม่เคยหมุนเวียนถ่ายเทมานานปี ทั้งยังมีออกซิเจนเพียงเบาบาง เขาก้มหน้ามองอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโลกใบหนึ่ง

หีบศิลาแคบยาวใบนี้ กลับเป็นโลงหินแบบโบราณที่แกะสลักอย่างประณีต ขาววับทั้งใบราวกับหยก

เสิ่นชิงชิวจับขอบโลกเบาๆ แล้วกระโดดออกมาก่อนมองไปรอบๆ เขากำลังยืนอยู่ในห้องศิลามืดมิดแห่งหนึ่ง ส่วนโลงที่เพิ่งถูกเขาระเบิดออกมาวางตั้งอยู่บนแท่นบูชาใจกลางห้อง มุมทั้งสี่ของห้องศิลามีข้าวของกองสุมระเกะระกะ มีทั้งอาวุธ อัญมณี คัมภีร์ ขวด โถ แจกัน ฯลฯ

บรรดาอาวุธและอัญมณีมีค่าส่องประกายจางๆ ใต้ฝุ่นหนาและดูมลังเมลือง เมื่อมองไปรอบด้านพบกว่าบนผนังวาดภาพฝูงปีศาจร่ายรำเอาไว้จนเต็ม

สุสานศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามารนี่เอง เสิ่นชิงชิวได้ข้อสรุปในที่สุด

แต่ยังไม่ทันได้ย่อยข้อมูลนี้ดีๆ พอก้มหัวลงโดยไม่ได้ตั้งใจก็ถูกอีกข้อมูลหนึ่งโจมตีเข้าอย่างจัง

ร่างกายของเขาไม่ใช่กายเนื้อที่สร้างจากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา หากแต่เป็นร่างดั้งเดิมที่แท้จริงของเสิ่นชิงชิว

ที่ว่ากันว่าสุสานของเผ่ามารมีคาดาชุบชีวิตให้ฟื้นจากความตายไม่ใช่เรื่องโกหก ดูท่าคงมีใครลอบขโมยศพของเสิ่นชิงชิวเข้ามาไว้ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นทำพิธีเรียกวิญญาณ แล้วดึงเขาออกมาจากร่างใหม่

สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ต้องห้ามของเผ่ามาร เป็นที่ที่ผู้ปกครองเผ่ามารระดับสูงสุดรุ่นแล้วรุ่นเล่าสถิตร่างหลับพักผ่อนชั่วนิรันดร์ ผู้ที่มีตำแหน่งสูงไม่พอหากเข้ามาในนี้ล้วนตายสถานเดียว แต่เสิ่นชิงชิวถูกส่งเข้ามาตอนที่ตายแล้ว จากนั้นวิญญาณค่อยกลับคืนสู่ร่าง เท่ากับเป็นการอาศัยช่องโหว่ถึงได้มีโอกาสเข้ามาทัวร์นั่นเอง

เสิ่นชิงชิวลองทดสอบดู พบว่าพลังทิพย์โคจรไหลเวียนสมบูรณ์ดี ลั่วปิงเหอบอกว่าเขาใช้เวลาห้าปีถึงซ่อมแซมชีพจรทิพย์ทั้งหมดในร่างนี้ได้ครบถ้วน นับว่าไม่ได้โกหกจริงๆ ส่วน ‘พิษไร้ยาถอน’ ยามนี้ยังไม่มีอาการเลยไม่รู้ว่าถูกขจัดไปแล้วหรือยัง

กายเนื้อที่สร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างนั้นหากมีวิญญาณเข้าร่างและออกไปก็จะเหี่ยวแล้วเน่าตายไปอย่างรวดเร็ว ลั่วปิงเหอตอนนี้อยู่กับร่างตากแห้งเหี่ยวฟีบของเขา ไม่รู้จะทำหน้ายังไง

ความคิดยังไม่ทันจะลอยไปไหนไกล ระบบก็ติ๊งข้อความเข้ามา

[โปรดทราบ ขณะนี้ท่านเข้ามาอยู่ใน ‘สุสานศักดิ์สิทธิ์’ อันเป็นด่านเลเวลสูง ภารกิจ ‘กลบหลุม’ กำลังจะเริ่มแล้ว โปรดกระโดดออกมาชิงเป็นฝ่ายโจมตี]

เสิ่นชิงชิวทำเสียงอือ ยังคงนั่งยองๆอยู่กับพื้นต่อ

ระบบ [โปรดกระโดดออกมาชิงเป็นฝ่ายโจมตี]

เสิ่นชิงชิวไม่ขยับ ระบบ[ขอเตือน โปรดกระโดด…]

เสิ่นชิงชิวขัด “รู้แล้วๆ จะไปไหนก็ไปไป๊!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น