Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 55

Scumbag System 55

ตอนที่ 55

เสิ่นชิงชิวเดินออกไปนอกห้องอย่างเซ็งๆ พลางนึกทบทวนสภาพของด่านสุสานศักดิ์สิทธิ์ในนิยายดั้งเดิม ประชากรในภพมารจะสร้างที่อยู่อาศัยไว้ใต้ดิน สร้างสุสานไว้บนดิน พูดง่ายๆคือ ขนบธรรมเนียมทุกอย่างผกผันกับภพมนุษย์ ในสุสานติดตั้งกลไกไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า อันตรายอย่างยิ่งยวด ทั้งยังมีปีศาจซุ่มแฝงตัวอยู่ตามที่ต่างๆ คอยเฝ้าระวังอยู่นับไม่ถ้วน

ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงกวนประสาทของระบบแทงสมอง ก็คงเพราะเขาเสพยาจนหลอนไปเอง ถึงออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ที่ทางเดินในสุสานนี่ได้

ทางเดินในสุสานมืดมาก แต่เสิ่นชิงชิวก็ไม่ได้ร่ายคาถาเรียกไฟ เขากลั้นลมหายใจ เดินเงียบๆไปยังด้านหน้า

ไม่นานก็แว่วเสียงลมหายใจครืดคราดฟืดฟาด ผ่านมาเข้าหู

บอกว่าหายใจ ความจริงเหมือนเสียงหอบหายใจของคนที่กำลังจะตายมากกว่า เสิ่นชิงชิวหยุดยืนอยู่กับที่

มาเร็วเกินไปแล้ว

ในความมืด ร่างผอมกะหร่องร่างหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้น ตามมาด้วยร่างที่สองและร่างที่สามทางด้านหลัง ค่อยๆลอยละล่องเข้ามาเหมือนวิญญาณ

ร่างเหล่านี้เดินหนึ่งก้าวโงนเงนสามก้าว ใกล้เข้ามาทุกที เสิ่นชิงชิวไม่ส่งเสียง เบี่ยงตัวหลบด้านข้าง ผ่อนจังหวะลมหายใจให้ช้าที่สุด

หนึ่งในปีศาจเฝ้าสุสานที่มีโอกาสพบได้มากที่สุดก็คือผีดิบตาบอด ซึ่งเป็นปีศาจชั้นต่ำสุดในนี้

ในชื่อของผีดิบตาบอดมีคำว่า ‘บอด’ อยู่ แต่ความจริงแล้วดวงตาของพวกมันกลับไม่น้อยกว่าชาวบ้าน ซ้ำมีมากกว่าปีศาจอื่นๆถึงสองสามคู่ด้วยซ้ำ งอกเบียดกันอยู่บนหน้า ดูหลอนพิลึก คนที่เป็นโรคกลัวรูจะต้องรังเกียจมันมากแน่

แต่ถึงจะมีดวงตามากมายกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ส่วนใหญ่แล้ว ผีดิบตาบอดจะเบิ่งตาลอย เดินลาดตระเวนอยู่ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ทั้งวัน ประสิทธิภาพต่ำมาก ดวงตาของพวกมันทั้งเยอะทั้งโต แต่ผกผันกับความสามารถในการมองเห็นอย่างแรง ทว่าความสามารถในการรับแสงของพวกมันกลับเฉียบคมมาก แม่แต่แสงสะท้อนที่อ่อนจางที่สุดมันก็จับได้อย่างว่องไว

ทันทีที่มันจับแสงได้ ท่าทางของมันจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โจมดีแหล่งที่มีของแสงอย่างดุดันโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงตอนนั้น ในสุสานจะไม่มีเพียงพวกมันที่ระดับความเร็ในการเดินชักแถวลาดตระเวนเข้าขั้นเอ้อระเหยอีก ปีศาจชนิดนี้ลำพังพวกมันไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ที่น่ากลัวก็คือมักมีอย่างอื่นโผล่มาพร้อมกับพวกมันด้วย

ระหว่างที่เสิ่นชิงชิวกำลังคิดเพลินอยู่นั้น ผีดิบตาบอดตัวหนึ่งก็เดินโงนเงนเข้ามาใกล้พอดี เขารีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างทันที แต่แล้วท่ามกลางความมืดสนิท แสงไฟอ่อนจางแถบหนึ่งก็สว่างขึ้น

เปลวไฟเหล่านี้มีสีเขียวเข้มและสว่างขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาทางเดินในสุสานสว่างเรืองรองด้วยสีเขียวอื้อไปทั้งแถบ ผีดิบตาบอดสองสามตัวนั้นจวนจะเดินผ่านไปอยู่แล้ว ก็ดันหันหัวขวับเดี๋ยวนั้น ดวงตาใหญ่โตสี่ห้าคู่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกซ่าน จ้องมองเสิ่นชิงชิวในระยะประชิด

เทียนปราณมรณะ!

เสิ่นชิงชิวก็เร็วเหลือเชื่อ วินาทีต่อมาเผ่นแผล็วไปอยู่สุดปลายทางเดิน แต่ไม่ว่าเขาจะเผ่นไปตรงไหน ไอ้เจ้าดวงไฟสีเขียวอื๋อก็ตามไปสว่างพึ่บที่ตรงนั้นด้วย จนเขาไม่มีที่จะหลบซ่อนแล้ว เขาเร็ว แต่ผีดิบตาบอดที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงกลับเร็วยิ่งกว่า

เสิ่นชิงชิวฟาดผีดิบตาบอดสองสามตัวที่โผเข้ามาหากระเด็นออกไป

เทียนปราณมรณะใช้ปราณและลมหายใจของสิ่งมีชีวิตเป็นเชื้อเพลิง หากมีคนเป็นๆหรือสัตว์เป็นๆเข้ามาใกล้ก็จะจุดติดเองโดยอัตโนมัติ

ฟังแล้วเหมือนพวกของเล่นปาหี่ที่พวกนักต้มตุ๋นพกติดติว แต่เมื่อรวมกับผีดิบตาบอด อาจุภาพกลับร้ายกาจระดับถล่มฟ้าทลายปฐพีเลยทีเดียว ลองคิดดู หากมีผู้บุกรุกเข้ามาในสุสานศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ต้องหายใจ หายใจเข้าทีหนึ่งเทียนก็ลุกติดแล้ว เป่าก็ไม่ดับ บี้ก็ไม่หมด ไม่ว่าจะมุมไหนของสุสานศักดิ์สิทธิ์ก็มีข่ายเวทเทียนปราณมรณะอยู่ทั่ว เรียกให้ผีดิบตาบอดยกโขยงกันมา จนกว่าจะตายโน่นแหละ เทียนถึงค่อยๆดับไปเอง ‘ปราณมรณะ’ ชื่อปราณมรณะนี้ช่างตั้งได้ดีเสียจริง

เหมือนอย่างเช่นตอนนี้ พวกผีดิบตาบอดที่สัมผัสได้ถึงแสงเทียนพากันยกโขยงมาเต็มสุสานแล้ว

เสิ่นชิงชิวเผ่นออกจากทางเดิน ผลุบเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้ใหญ่โตโอ่โถงมาก แท่นกลางห้องมีโลงศพวางอยู่ใบหนึ่ง เขากระโจนพรวดเข้าไปยกฝาโลง ทว่ามันไม่ขยับ จึงใช้มือตบๆ ก็ได้ยินเสียงทึบหนัก หากไม่มีวี่แววจะขบับเขยื้อนแม้แต่น้อย เป็นโลงหินที่แข็งแรงแน่นหนากว่าใบที่เขานอนเมื่อครู่เสียอีก

เสิ่นชิงชิวคิด หรือว่าจะมีใครอยู่ข้างใน เขาเคาะๆฝาโลง “ขอยืมสถานที่ของท่านหลบภัยก่อนชั่วคราวได้หรือไม่”

ความจริงเขาแค่สติฟั่นเฟือนไปชั่ววูบถึงได้เคาะ แต่นึกไม่ถึงว่าที่เคาะไปสองที ดันมีเสียงดังมาจากข้างในตอบกลับมา

เสียงนั้นดังออกมาจากในโลงแน่นอน แต่กลับฟังชัดเจนราวกับดังอยู่ข้างหู ไม่มีอู้อี้แม้แต่น้อย เจือเสียงหัวเราะอยู่ในที “เชิญตามสบาย”

ผีหลอก!!!

เสิ่นชิงชิวขวัญหนีดีฝ่อ เขายกขาขึ้นเตะกราดผีดิบตาบอดสองสามตัวที่โผเข้ามา ถีบๆอีกสองทีให้โลงหินร่วงลงมา จากนั้นรวมพลังโจมตีใส่เพดาน เศษหินร่วงกราว

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าที่ฟาดไปนี้ได้ผลก็ฟาดต่อ เอาให้เพดานถล่มลงมาเลยยิ่งดี จากนั้นฉวยจังหวะชุลมุนรีบวิ่งออกจากห้อง ปล่อยให้พวกผีดิบตาบอดกับศพคืนชีพฝังอยู่ในกองเศษหินกันไป

ท่ามกลางความโกลาหลทันใดนั้นมีเสียงฟ่อๆแผ่วต่ำมาจากด้านนอกตำหนักแห่งนี้

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้น ด้านนอกตำหนักมีดวงตาใหญ่โปนสีทองดูราวกับใครจุดตะเกียงแสงสีเหลืองนวลไว้สองดวงกำลังจ้องมาทางนี้ ลูกตาดำที่เป็นขีดในแนวตั้งตรงกึ่งกลางดูดุร้ายน่ากลัวมาก

พวกผีดิบตาบอดได้ยินเสียงนี้ก็ราวกับถูกสยบด้วยพลังคุกคามไร้รูป หยุดตามรุมทึ้ง ก้มหน้าหดคอหดไหล่ ขดตัวเป็นก้อนกลมสั่นงันงกไปทั้งร่าง

ดวงตาใหญ่ราวกับตะเกียงคู่นั้นจ้องตากับเสิ่นชิงชิวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หายวับไป

ครู่ต่อมาด้านนอกตำหนักจึงมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น

เมื่อเสิ่นชิงชิวเห็นผู้มาเยือนเต็มตาก็ไม่นึกประหลาดใจแม้แต่น้อย ส่งเสียงเรียก “สี่จือหลาง”

จู๋จือหลางขาลื่นพรืด! เขาลูบจมูก ถึงหงุดหงิดแต่ยังไม่ยอมเสียมารยาท กล่าวยิ้มๆ ว่า “หากเสิ่นเซียนซืออยากเรียกเช่นนี้ก็เชิญตามสบายเถิด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ผู้ที่ขโมยศพไปจากอารามฉยงติ่งเป็นเจ้าจริงๆ”

พิษที่ทำให้ศิษย์เหล่านั้นเขียวเป็นจ้ำๆไปทั่วร่าง น่าจะเป็นพิษของงูเขียว ตอนมู่ชิงฟางตรวจดูคร่าวๆไม่พบบาดแผล นั่นเป็นเพราะเขี้ยวงูมีขนาดเล็กมาก รอยแผลจึงแทบมองไม่เห็น ต้องตรวจให้ละเอียดถึงจะพบรอยเขี้ยวซ่อนอยู่ตามที่ๆยากแก่การสังเกตเห็น อย่างเช่นปลายเล็บ ส้นเท้าอะไรพวกนี้

จู๋จือหลางกล่าวว่า “เกิดเรื่องขึ้นอย่างฉุกละหุก เลยได้แต่ใช้วิธีการโง่เขลาเช่นนี้ ยังหวังว่าเสิ่นเซียนซือจะให้อภัย

เสิ่นชิงชิวไอแห้งทีหนึ่ง ที่ว่า ‘เกิดเรื่องขึ้นอย่างฉุกละหุก’ นี้ คิดยังไงก็เป็น ‘เรื่อง’ ที่เขารมจู๋จือหลางด้วนสุราสยงหวงนั่นแหละ และไหนจะ ‘เรื่อง’ ที่เขาทำจนอีกฝ่ายต้องกลับคืนร่างเดิม แถมยังขี่ออกนอกเมืองไปตั้งไกลนั่นอีก

เขากล่าวว่า “เจ้าเรียกให้ข้ากลับเข้าร่างที่สุสานศักดิ์สิทธิ์ นับว่าช่วยข้าหลุดจากสภาพ…เอ่อ เข้าตาจนพอดี ก่อนหน้านี้เจ้าก็ปรารถนาจะพาข้ามาที่ภพมารอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มาแล้ว ตกลงมีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ บอกได้หรือยัง”

จู่จือหลางกล่าวว่า “เหตุผลข้อหนึ่งก็ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว น้ำหนึ่งหยดต้องตอบแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อจึงจะคู่ควร เหตุผลข้อที่สอง ที่ทำพิธีเรียกเสิ่นเซียนซือมาคราวนี้หาใช่ผู้น้อยไม่ ท่านยังคงถามเอาเองจากจวินซั่งโดยตรงจะดีกว่า”

เสิ่นชิงชิวถามว่า “ดี แล้วเทียนหลางจวินอยู่ไหนล่ะ”

จู๋จือหลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ข้านึกว่าเสิ่นเซียนซือกับจวินซั่งได้พบหน้ากันแล้วเสียอีก”

พบหน้ากันหรือ

เสิ่นชิงชิวก้มหน้ามองโลงหินใบนั้น

หรือศพบคืนชีพที่อยู่ในนั้น…ก็คือ เทียนหลางจวิน?

พูดให้ถูกเป๊ะๆ ก็ไม่ไช่ ‘การพบหน้ากัน’ หรอกมั้ง

ฝาโลงที่เมื่อครู่เขาพยายามงัดอยู่เป็นครึ่งค่อนวันยังไม่ขยับ เวลานี้กำลังสั่นไม่หยุด แล้วค่อยๆเลื่อนออกเอง ในโลงนั้นคนผู้หนึ่งค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

คนผู้นี้พาดศอกข้างหนึ่งกับขอบโลง หันหน้ามายิ้มและทักทาย “เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงนี่เอง เลื่อมใสมานาน”

เสิ่นชิงชิวช็อคไปแล้ว

…คนตระกูลนี้แม้จะมีงานอดิเรกและความสนใจหลากหลาย แต่ก็มีความเหมือนในความต่าง ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ประหลาดทั้งนั้น ลูกชายชอบกอดศพ ส่วนพ่อชอบนอนในโลงศพ

หน้าตาของลั่วปิงเหอ ดูโดยรวมละม้ายคล้ายคลึงซูซีเหยียนผู้เป็นแม่ แต่ก็มีเค้าของผู้เป็นพ่ออยู่บ้าง อย่างเช่นดวงตา

เทียนหลางจวินดวงตาใหญ่ลึก คิ้วชี้เฉียงคมได้รูป ลูกตาดำขลับที่ดูลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร ในจุดนี้ลั่วปิงเหอเหมือนเขาเต็มร้อยเลยทีเดียว ลั่วปิงเหอเดิมเป็นเด็กหน้าขาวใส หากกระทั่งดวงตาก็เหมือนแม่ด้วย เช่นนั้นหน้าตาจะสวยหลานเกินไปกลับไม่เป็นการดี

และอย่างรอยยิ้ม รอยยิ้มของพ่อลูกคู่นี้ทำให้เสิ่นชิงชิวมีความรู้สึก…ไม่ชอบมาพากลอย่างบอกไม่ถูก

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่ได้เป็นเจ้ายอดเขามาหลายปีแล้ว”

เทียนหลางจวินหัวเราะร่า “ข้าอยากพบเจ้ายอดเขามานานแล้ว”

เสิ่นชิงชิวรู้อย่างลึกซึ้งด้วยตัวเองแล้วว่า อันอย่างกิริยาท่าทีนั้นเป็นอะไรที่ต้องอาศัยการปลูกฝังจากครอบครัวและการอบรมเลี้ยงดูมาแต่เล็กจริงๆ

ไม่ต้องอะไรมาก ถ้าให้พ่อลูกคู่นี้นั่งอยู่ในโลงเหมือนๆกัน และจับโพสท่าแบบเดียวกัน เทียนหลางจวินนั่งอยู่ในโลงอย่างสง่างามเป็นธรรมชาติราวกับกษัตริย์นั่งบนบัลลังก์มังกรเลยทีเดียว ส่วนลั่วปิงเหอถึงแม้หน้าตาหล่อเหลา อะแฮ่ม…ก็ยังคงเหมือนนั่งอยู่ในโลงอยู่ดี มิน่าล่ะ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันถึงได้กลัวคำขู่ของคนอ่าน หั่นบทของเทียนหลางจวินออกไปเลย

อยู่ท่ามกลางผู้สืบสายโลหิตมารฟ้าถึงสองคน อีกทั้งบริเวณนี้ยังมี ‘บ๊ะจ่าง’ ผู้สูงศักดิ์ของภพมารทั้งแบบเปียกและแห้งเป็นขามุง เสิ่นชิงชิวพูดได้ลเยว่า นี่เป็นความกดดันอันใหญ่หลวงมาก

(บ๊ะจ่าง คือ คำเรียกผีดิบที่ใช้กันในหมู่โจรขุดสุสาน เนื่องด้วยลักษณะการห่อศพและมัด บ๊ะจ่างแบบแห้งคือซากที่เหลือแต่โครงกระดูก ส่วนบ๊ะจ่างแบบเปียกคือผีดิบที่มีซากค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่เน่าเปื่อย)

เขาแสร้งหัวเราะ “มิกล้ารับ ในเมื่ออยากพบ เหตุใดท่านจึงไม่ออก…ออกมาคุยกันเล่า”

นั่งเต๊ะท่าอยู่ในโลงอยู่ได้ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย นอกเสียจากว่า…

ลุกขึ้นยืนไม่ได้

เทียนหลางจวินเคาะนิ้วกับขอบโลงเป็นจังหวะ ดวงตาสะท้อนแสงไฟสีเขียวที่ลุกเรืองอยู่ในห้องสุสาน เขากล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ได้ซิ เช่นนั้นเจ้ายอดเขาจะช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”

ต่อให้เทียนหลางจวินซ่อนแผนอะไรไว้ ก็ต้องทำใจดีสู้เสือแล้ว เสิ่นชิงชิวค้อมตัวเล็กน้อย ยื่นมือออกไป “เชิญ”

เทียนหลางจวินเกาะมือเขาด้วยความยินดีแล้วลุกขึ้นยืน ที่แท้มิใช่เพื่อปกปิดความอ่อนแออย่างที่คิด ทำเอาเสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดหวัง

หลังจากนั้นก็ฉุด…

วืด…

ว่างเปล่า

ในมือเขายังรู้สึกว่าจับแขนผอมๆ ของเทียนหลางจวินไว้อยู่เลย เสิ่นชิงชิวก้มมอง เขายังจับอะไรอยู่จริงแต่มันเป็นแค่แขนท่อนล่างข้างหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

แขนข้างหนึ่งของเทียนหลางจวินหลุดออกมา แขนเสื้อจึงว่างเปล่าไปครึ่งหนึ่ง แต่ยังคงกล่าวอย่างสุภาพ “อา หลุดอีกแล้ว รบกวนเจ้ายอดเขาส่งแขนมาให้ข้าทีเถอะ”

เสิ่นชิงชิวไร้คำพูด “…”

เสิ่นชิงชิวส่งแขนที่หลุดออกมาให้เทียนหลางจวินด้วยท่าทีนิ่งๆ ทั้งที่ในใจกลับสั่น

ขณะที่ฝ่ายหลังและจู๋จือหลางทำหน้าเหมือนชินแล้ว มีเสียงกริ๊กทีหนึ่ง กริ๊กเดียวก็เอาแขนใส่กลับเข้าไปเรียบร้อย

ใส่กลับเข้าไปแล้ว!

ฟิกเกอร์รึเปล่านี่ ประกอบร่างได้ตามใจชอบงี้

เสิ่นชิวชิวยังสังเกตเห็นอีกว่าไม่ใช่แค่เฉพาะจุดที่หลุด เส้นเอ็นและผิวหนังบางส่วนบนแขนข้างนั้นล้วนกลายเป็นสีม่วงเช่นกัน พอตัดกับผิวขาวๆ เลยดูน่ากลัวเป็นบ้า แม้กระทั่งผิวหนังใต้ร่มผ้าแถวคอเสื้อ ก็มีสีคล้ำโผล่ออกมาให้เห็นวับๆแวมๆ

ผีเสื้ออย่างเราขยับปีกทีเดียว ไม่ใช่แค่ชักนำให้เกิดสึนามิเสียแล้ว ที่เดาไว้ในตอนแรกว่าจู๋จือหลางน่าจะเอาหญ้าน้ำค้างไปให้เทียนหลางจวินสร้างร่างกาย เดาได้ไม่ผิดจริงๆ แต่ว่าร่างกายที่สร้างจากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรานี้ เทียนหลางจวินน่าจะใช้งานไม่ได้ดังใจนัก

วิญญาณของเสิ่นชิงชิวกับหญ้าน้ำค้าเข้ากันได้ไม่เลว ปัจจัยแรกเพราะหญ้าน้ำค้างใช้เลือดเนื้อของเขาหล่อเลี้ยง ปัจจัยที่สอง เนื่องจากหญ้าน้ำค้างเป็นพืชที่มีปราณทิพย์ ตัวเสิ่นชิงชิวเองก็ใช้ปราณทิพย์เป็นรากฐานในการฝึกวิชา ด้วยองค์ประกอบทั้งสองประการนี้ จึงเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์

ทว่าสภาพของเทียนหลางจวินนั้นแตกต่างไป

เขาเป็นเผ่ามาร พลังฝึกปรือใช้ปราณมารเป็นรากฐาน หญ้าน้ำค้างฯจึงย่อมมีปฏิกิริยาต่อต้ายโดยอัตโนมัติ การจะคงสภาพของกายเนื้อให้อยู่ดีจึงเอาแน่เอานอนยาก ปรากฎการณ์ที่ร่างกายผุพังอย่างที่เห็นตอนนี้จึงมิใช่เป็นไปไม่ได้

เทียนหลางจวินขยับชิ้นส่วนร่างกายที่รับกลับคืนไปทีหนึ่ง กล่าวแฝงรอยยิ้มว่า “เป็นที่ขบขนแล้ว จะว่าไปที่พวกข้าสามารถออกมาจากบรรพตน้ำค้างขาว ส่วนหนึ่งก็นับว่าเป็นคุณงามความดีของเจ้ายอดเขาเสิ่นเช่นกัน”

เสิ่นชิงชิวมองดูจู๋จือหลางที่ยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ หวนนึกถึงสภาพร่างกายเขาตอนที่เจอกันครั้งแรกที่ป่าน้ำค้างขาว ความจริงก็…เรียกว่าน่าเวทนาจนแทบทนดูไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นตลอดหลายปีที่เทียนหลางจวินถูกกดทับอยู่ใจ้ภูเขาสูง เขากลับไม่เคยออกไปจากบรรพตน้ำค้างขาว ได้หญ้าน้ำค้างมาก็ไม่เอาไว้ใช้เอง กลับใช้เพื่อช่วยเจ้านายสร้างร่างกายขึ้นใหญ่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ช่างคู่ควรแก่การสรรเสริญในความจงรักภักดีจริงๆ

แต่พอหางตาของเสิ่นชิงชิวมองเลยไปเห็นภาพวาดบนฝาผนังภายในสุสานก็กล่าวอย่างขอไปทีว่า “เป็นความดีของสี่..เอ๊ย จู๋จือหลางต่างหาก หลบซ่อนอยู่ที่บรรพตน้ำค้างขาวหลายปี รอจนโอกาสมาถึงในที่สุด มีลูกน้องที่สามารถเช่นนี้ เทียนหลางจวินช่างน่าอิจฉายิ่งนัก”

เทียนหลางจวินถาม “คติพจน์ของหลานชายข้าผู้นี้ ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “ย่อมเคย น้ำหนึ่งหยดตอบแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อ”

จู๋จือหลางหน้าแดง ภายใต้แสงเทียนเขียวอื๋อเลยดูพิลึกอย่างมาก เขากล่าวว่า “จวินซั่ง เสิ่นเซียนซือโปรดอย่าล้อข้าเลยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวไม่ได้มีเจตนาจะล้อเขาเลย เนื่องจากกำลังใจจดใจจ่อกับภาพวาดบนผนัง ภาพบนผนังนี้สีสันสดใส ฝีแปรงหนักหน่วง แต่มองออกว่าเป็นภาพใบหน้าของผู้หญิงขนาดใหญ่ยักษ์ หันหน้าออกประตูใหญ่ สองตาโค้งลง มุมปากยกขึ้น ซึ่งเป็นสีหน้าที่ฉายให้เห็นถึงความสุขที่ปิดไม่มิด ที่นี่ก็คือตำหนักสุขสันต์ อันเป็นหนึ่งในสามตำหนักของสุสานศักดิ์สิทธิ์ ‘สุขสันต์-โกรธา-จาบัลย์’

เทียนหลางจวินไม่ได้สังเกตถึงท่าทางที่แปลกไปของเสิ่นชิงชิว “เขาก็เป็นเช่นนี้แหละ คิดอะไรแล้วก็ฝังหัว จึงคอยวิงวอนข้ามาตลอดว่าขอให้พาเจ้ามายังภพมาร”

เสิ่นชิงชิวที่งงกับตรรกะนี้มาตลอดเรียกสติกลับคืนมาได้บ้าง มองจู๋จือหลางแวบหนึ่ง “อยากให้ข้ามาภพมารเกี่ยวอะไรกับตอบแทนบุญคุณหรือ”

เทียนหลางจวินพูดสบายๆว่า “ย่อมเกี่ยวข้องกัน เพราะสี่สำนักใหญ่ล้วนไม่อาจปล่อยให้หลงเหลือต่อไปได้ หากตอนนี้เจ้ายอดเขาเสิ่นยังอยู่ที่ชางฉยงซานก็จำต้องรวมอยู่ในข่ายด้วยเช่นกัน จู๋จือหลางย่อมไม่อยากให้ท่านอยู่ที่นั่น”

คำตอบนี้เล่นเอาเสิ่นชิงชิวไปไม่เป็นเลยทีเดียว

เมื่อกี้ยังคิดอยู่เลยว่าคนผู้นี้ดูจะเป็นเจ้านายที่มีเหตุมีผล แต่หลังจากคุยด้วยก็พบว่า แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับบรรดาบอสเล็ก กลาง ใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะต้องทำลายล้างโลก เข่นฆ่าฝ่ายธรรมะให้เหี้ยนนั่นเลย

กลับเข้าเรื่องก่อน ชายหนุ่มผู้มีสายเลือดอันสูงส่งถูกผู้ฝึกวิชาเซียนต่างเผ่าพันธุ์สะกดไว้ใต้ภูเขาอยู่นานปี จะเกิดความแค้นก็เป็นเรื่องสมควร เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนสนทนาต่ออย่างให้ความร่วมมือ “ขั้นต่อไปคือล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดสิ้นหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงคิดเช่นนี้ ย่อมต้องไม่ใช่อยู่แล้ว ข้าชอบมนุษย์ แต่ไม่ชอบสี่สำนักใหญ่แค่นั้น”

เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ตรงกันข้าม ข้ามีของขวัญจะมอบให้ภพมนุษย์ด้วยซ้ำ”

ถึงไม่รู้ว่าเป็นของขวัญอะไร แต่ต้องไม่ใช่อะไรที่ผูกโบสวยงามให้มนุษย์ดีอกดีใจแน่นอน

เสิ่นชิงชิวกำลังจะหลุดปากคำว่า ‘เชี่ย’ ซึ่งห่างหายไปนานออกมาอยู่แล้ว ทันใดนั้นตัวสุสานกลับเกิดสั่นสะเทือนอย่างไม่คาดฝัน

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: