Scumbag System 58

0 Comments

ตอนที่ 58

การฟาดฝ่ามือออกไปถึงจะได้ผลดี แต่ไม่อาจใช้ได้คลอดเวลาเพราะสิ้นเปลืองพลังทิพย์มากเกินไป ใช้ไปสักพัก็จะหมดสิ้นไม่เหลือหลอ ประกอบกับตอนนี้พลังทิพย์ของเสิ่นชิงชิวอยู่ในสภาพเหมือนโทรศัพท์มือถือที่เหลือแบตเตอรี่แค่สองขีด ไม่อาจใช้ได้ดังใจหมายเหมือนก่อน

หลังจากฟาดออกไปยี่สิบกว่าครั้งก็รู้สึกว่าถึงตัวเองจะใจสู้ ทว่าร่างกายไม่เอาด้วยแล้ว ผีดิบตาบอดเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในทางเดินสุสาน เขาได้แต่เตะออกไปทีละตัว อมนุษย์โขยงนี้แม้ชั้นต่ำแต่ฟาดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น แถมเขายังต้องประคองลั่วปิงเหอที่สลบไม่รู้เรื่องไว้ด้วย ระหว่างที่ตุปัดตุเป๋ มีช่วงหนึ่งเขากอดไว้ไม่มั่น หัวของลั่วปิงเหอก็โขกเข้ากับผนังหินอีกโป๊กหนึ่งดังลั่น ได้ยินแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน เสิ่นชิงชิวไม่สบายใจเลยใช้มือรองที่ท้ายทอยเพื่อคลำดำ เหมือนจะโนเป็นซาลาเปาลูกโตเลยทีเดียว ทั้งไข้ขึ้นทั้งโดนกระแทก หวังว่าคงไม่โดนโขกจนเอ๋อไปล่ะ

ไอ้ผีขี้ตื้อพวกนี้ ขืนรั้งอยู่ที่ทางเดินในสุสานที่เต็มไปด้วยเทียนปราณมรณะต่อ รังแต่จะยิ่งชักนำให้พวกผีดิบตาบอดดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุด

เขาเปลี่ยนท่าใหม่ เอาแขนข้างหนึ่งของลั่วปิงเหอพาดไว้ที่บ่า ก้าวพรวดๆไปข้างหน้า ผีดิบตาบอดที่ตามหลังมาถูกทิ้งห่างอยู่หลายจั้ง แต่ขณะที่เขาจ้ำเท้าไปนั้น ลมหายใจก็ถี่กระชั้นตามไปด้วย เทียนปราณมรณะเลยยิ่งลุกพึ่บไม่หยุด ทำเอาพวกเขาหมดหนทางหลบแล้วจริงๆ ต่อให้ผีดิบตาบอดตามมาไม่ทัน แต่ก็ไม่อาจสลัดได้หลุด พวกมันแห่ตามมาไม่ลดละ จนกระทั่งเลี้ยวผ่านห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง

นี่เป็นห้องสำหรับจัดเตรียมพิธี ข้างในมีโลงระเกะระกะวางไว้ไม่เป็นระเบียบ บางโลงฝาพลิกหงายอยู่กับพื้น ดูไม่น่าเกรงขามแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงชิวรีบลากตัวลั่วปิงเหอเข้าไปทันที เขามองสำรวจโลงศพไปทีละใบ บางโลงมีศพตายซากในท่วงท่าประหลาดนอนอยู่ บางโลงข้างในว่างเปล่า

เสียงฮือจากด้านนอกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาดำบนพื้นลากยาวสับสน

เสิ่นชิงชิวเห็นสถานการณ์คับขันเต็มที จึงกระโจนลงโลงหินโดยพลัน ความจริงเขาตั้งใจจะยัดลั่วปิงเหอไว้ในโลงอีกใบ แต่ไม่มีเวลาแล้ว คนทั้งสองจึงอยู่ในสภาพกอดกันเป็นก้อนกลม กลิ้งเข้าไปในโลงหินโดยพร้อมเพรียงกัน

ถึงก้นโลงจะบุด้วยผ้านุ่ม แต่เสิ่นชิงชิวก็ยังกระเทือนไปทั้งตัวจนเห็นดาว ลั่วปิงเหออยู่บน เสิ่นชิงชิวอยู่ล่าง เขาถูกน้ำหนักตัวของลั่วปิงเหอกดทับจนแทบหายใจไม่ออก

ไอ้เด็กคนนี้มันกินอะไรเข้าไป! เห็นผอมๆทำไมถึงได้หนักขนาดนี้!

ฝาโลงยังเปิดอ้าไว้เกือบครึ่ง เสิ่นชิงชิวกำลังจะเอื้อมมือออกไปปิด แสงสีเขียวด้านนอกพลันวาบขึ้นรางๆ เหนือศีรษะปรากฏเงาร่างงองุ้มขึ้นเต็มไปหมด

ผีดิบตาบอดมันเข้ามากันแล้ว

พวกมันเดินข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงฮือๆเป็นระยะ และยังมีเสียงเล็บขุดพื้นผิวโลงด้านนอกด้วย ได้ยินแล้วขนลุกขนพองเลยทีเดียว

หากจะมีพื้นที่ตรงไหนที่ไม่มีเทียนปราณมรณะซุกซ่อนอยู่ก็ต้องเป็นในโลงนี่แหละ ขอเพียงไม่มีแหล่งกำเนิดแสง ดวงตามืดบอดของพวกมันก็ไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้

เสิ่นชิงชิวไม่ลนลาน นอนหงายหน้าขึ้นโดยมีลั่วปิงเหอนอนคว่ำทับอยู่บนร่าง ศีรษะซุกอยู่กับไหล่เขา ไอร้อนผ่าวแผ่มาถึงซอกคอ ร้อนจนแทบทานทน แม่แต่เขายังจวนทนไม่ไหว ลั่วปิงเหอคงต้องทรมานยิ่งกว่าเขาเป็นแน่

ลั่วปิงเหอมือเย็นหัวร้อนพอดี งั้นใช้มือลั่วปิงเหอแนบหน้าผากเพื่อลดอุณหภูมิให้ตัวเขาเลยดีกว่า เสิ่นชิงชิวคิดว่าความคิดนี้ช่างดีนัก ขณะกำลังจะคว้าข้อมือลั่วปิงเหอขึ้นมาก็มีอันต้องตัวแข็งทื่อ

ตอนนี้ห้านิ้วที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกและเล็บยาวเฟื้อยโผล่มาอยู่เหนือโลงแล้ว

ทำมถึงสำรวจซะละเอียดซอกซอนขนาดนี้ล่ะ ไหนบอกว่าผีดินตาบอดไอคิวต่ำมากไง ไหนบอกว่าของที่ไม่ส่องแสงมันก็จไม่สนใจไง

แล้วสิ่นชิงชิวก็พลันค้นพบว่าที่ข้างแก้มของตนมีบางสิ่งบางอย่างเปล่งแสงสีแดงอยู่มัวๆ

เขาเหล่ตามองแวบหนึ่ง แม้ลั่วปิงเหอจะหลับตาอยู่ ทว่าตรามารฟ้าบนหน้าผากปรากฏโฉมออกมาเรียบร้อยแล้ว ตราประทับสีแดงบนหน้าผากวับแวมตามจังหวะการหายใจ แสงสีแดงจึงติดๆดับๆให้เห็น

ถึงเขาจะรู้ดีว่าตราบาปนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสายเลือดนี้สืบทอดมาจากเทพตกสวรรค์ แต่ไม่จำเป็นต้องเตะตาขนาดนี้ก็ได้ไหม ดูแล้วเหมือนตอนที่อุลตร้าแมนปราบสัตว์ประหลาดมากกว่า ตอนท้ายที่พลังงานไม่พอทีไรก็จะเปล่งแสงแฟลชวูบวาบแบบนี้แหละ

เขาไม่สามารถชักมือมาปิดไอ้ตราประทับเฮงซวยนี่ได้ แต่แล้วเกิดความคิดหนึ่งขึ้น โดยไม่ทันไตร่ตรองเขากดมุมปากเข้ากับหน้าผากที่เรืองแสงนั่นทันที

แบบนี้มันเหมือนกำลังจูบหน้าผากลั่วปิงเหอเลยนี่หว่า แต่นี่มันเวลาคับขัน ไม่ต้องสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก เอาชีวิตให้รอดสำคัญกว่า

มือผอมบางซึ่งเล็บเขรอะฝุ่นและยังมีขนติดอยู่หร็อมแหร็มควานเข้ามาในโลงหินอย่างเชื่องช้า มันยื่นคลำไปทั่ว พื้นที่ภายในโลงใบนี้ค่อนข้างคับแคบทว่าก้นลึก ขอเพียงขอบเขตการควานของมันอยู่แค่ระดับนี้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ควานไม่ถึงพวกเขาสองคนที่ก้นโลงแน่นอน

แต่มือข้างนี้กลับยังควานต่อไม่เลิกราเสียที ยิ่งมันควานต่ำลงมามากขึ้น ใจของเสิ่นชิงชิวก็ยิ่งขึ้นไปแขวนค้างสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นทีว่าอีกไม่ช้าคงควานมาถึงหลังของลั่วปิงเหอแน่ เขากัดฟันกรอด ชักมือซ้ายที่ถูกกดทันจนจะเป็นตะคริวอยู่รอมร่อมาควานหาพื้นที่บนแผ่นหลังของลั่วปิงเหอตรงที่ยังมีสภาพดี แล้วกดหลังฝ่ายนั้นให้แนบลงมาอีก

ร่างกายของลั่วปิงเหอจึงแนบสนิทกับร่างเขาโดยไม่มีส่วนใดเว้นว่างเลย ก่อนนี้ยังพอมีช่องว่างอยู่เล็กน้อย ตอนนี้คนทั้งคู่แทบฝังร่างเป็นเนื้อเดียวกัน อกแนบอก ท้องแนบท้อง

ความจริงท้องน้อยควรเป็นตำแหน่งที่อ่อนนุ่มที่สุดในร่างกายคน ทว่าท้องของเสิ่นชิงชิวที่ถูกท้องน้อยของลั่วปิงเหอกดอยู่กลับรู้สึกเจ็บ ยิ่งกดลงมายิ่งมั่นใจว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องของอีกฝ่ายคงมีสักแปดมัดแน่ แข็งจนเจ็บไปหมดแล้ว

มือข้างนั้นหยุดป้วนเปี้ยนที่หลังลั่วปิงเหอแล้ว แต่ดันเปลี่ยไปป้วนเปี้ยนที่อื่นต่อ

พอเห็นว่ามันกำลังจะแตะน่องลั่วปิงเหอแล้ว เสิ่นชิงชิวจึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้น กางขาออกทันที ให้ขาซ้ายของลั่วปิงเหอแทรกเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างขาสองข้างของเขา

ที่ว่างระหว่างสองคนซึ่งเดิมทีก็น้อยนิดเต็มทีแล้ว ตอนนี้เลยแทบไม่เหลือแล้วจริงๆ

มือข้างนั้นควานกึกๆกักๆอยู่ครึ่งค่อนวันไม่เจออะไร จึงค่อยๆหดกลับไป

รอจนพวกผีดิบตาบอดงึมงำ ถอยออกไปจากห้องเก็บศพ ยกโขยงกันออกไปลาดตระเวนที่อื่นต่อ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

สภาพของเขาในตอนนี้ดูไม่ได้เลย หากมีใครโผล่หัวเข้ามาดู เป็นต้องคิดว่าเสิ่นชิงชิวหื่นสุดๆ กอดลั่วปิงเหอแน่นไม่ยอมปล่อย พยายามจะบดเบียดฝ่ายนั้นเข้ามาแนบตัวอะไรแบบนี้ ขณะที่เขากำลังจะประคองลั่วปิงเหอให้ลุกขึ้นนั่งนั่นเอง จู่ๆในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน

“วางใจตอนนี้เร็วไปหน่อยนะ”

เสียงชราภาพนี้แฝงแววเหน็บแนมอยู่ในที เสิ่นชิงชิวคว้ากระบี่ซิวหย่าทันที พลิกกายจับลั่วปิงเหอไปอยู่ด้านล่าง ส่วนตัวเองลุกขึ้นนั่ง ยกกระบี่ขึ้นขวางหน้า เตรียมระวังเต็มที่ “ผู้ใด!”

พวกผีดินตาบอดไปกันไกลแล้ว ห้องนี้จึงว่างโล่ง มีแต่โลงหินเย็นยะเยียบเท่านั้น

อย่าบอกนะว่ามีศพคืนชีพอยู่ในโลงใบไหนอีก เมื่อกี้เขามองดูแล้ว ศพส่วนใหญ่ในนี้แห้งแล้วทั้งนั้น

เสียงนั้นกล่าวอีกว่า “หากผู้อาวุโสเช่นข้าไม่ต้องการให้เจ้าเห็น ต่อให้เจ้าพลิกหาไปทั่วทั้งสุสานศักดิ์สิทธิ์ ก็อย่าหมายว่าจะได้เห็นเด็ดขาด”

พอได้ฟัง เสิ่นชิงชิวพลันพบว่าเสียงนี้ฟังคุ้นหูมาก เขาต้องเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแน่ๆ ทั้งไม่ใช่แค่ประโยคเดียวด้วย ราวกับมีแสงวาบเข้ามาในหัว เขาเก็บกระบี่คืนลงฝักทันที กล่าวว่า “ในเมื่อเป็นผู้อาวุโสมารฝันก็ไม่จำเป็นต้องทำหลบๆซ่อนๆแล้ว”

สิ้นเสียง ชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางห้องในเครื่องแต่งกายหรูหรา ดวงตาคมปลาบราวกับเหยี่ยว ชายชราผู้นั้นนั่งอยู่บนฝาโลงหินใบหนึ่ง กำลังมองเสิ่นชิงชิวอย่างเย่อหยิ่ง “เจ้ากลับยังจำผู้อาวุโสเช่นข้าได้นะ”

เสิ่นชิวชิวกล่าวว่า “เมื่อผู้อาวุโสมารฝันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าข้า เช่นนั้นข้าต้องกำลังฝันอยู่เป็นแน่”

ก่อนหน้านี้มารฝันปรากฏกายในห้วงฝันได้ในสภาพหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับแปลงร่างเป็นคนได้แล้ว ดูท่าว่าพออาศัยร่างกายของลั่วปิงเหอก็คืนสภาพได้ไม่เลว เมื่อเห็นผู้มาเป็นคุณปู่ที่ยังไงก็ยืนอยู่ข้างเดียวกับลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็วางใจขึ้นมา

มารฝันแค่นเสียง “แต่สภาพของพวกเจ้าสองคนที่กำลังเข้าตาจนอยู่ในตอนนี้ กลับหาใช่ความฝันไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ผู้อาวุโสมารฝันโปรดช่วยเหลือด้วยการเข้าไปในความฝันของลั่วปิงเหอ แล้วปลุกเขาให้ตื่นได้หรือไม่”

มารฝันกล่าวว่า “ปลุกไม่ตื่นหรอก”

“หา” เสิ่นชิงชิวร้อนใจ งั้นที่ทำมาก็เสียเปล่าน่ะซิ เพราะเหตุใด”

หรือสมองของลั่วปิงเหอจะไหม้ไปแล้ว

มารฝันกล่าวเรียบเรื่อยว่า “เข้าไปไม่ได้ ตอนนี้ดวงจิตของเจ้าหนูนี่ปั่นป่วน มีแต่ความว่างเปล่าและหมอกหนา จมดิ่งอยู่ในความฝัน เรียกยังไงก็ไม่ตื่น ผู้อาวุโสเช่นข้าเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ในห้วงฝันของคนสองประเภท หนึ่งในนั้นคือคนป่วยหนักใกล้ตาย”

ไอ้ที่จะพูดต่อจากนี้คงไม่ใช่อะไรดีๆแน่ ในเมื่อประเภทแรกคือคนป่วยหนักแล้ว ประเภทที่สองคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วมั้ง เสิ่นชิงชิวถามอย่างอดทน “แล้วประเภทที่สองล่ะ”

“คนเสียสติ”

“…”

มารฝันพูดเองเออเองเสร็จสรรพ “สมน้ำหน้ามันแล้ว ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เจ้าหนูนี่กลางวันสิ้นเปลืองพลังงานทำพิธีเรียกวิญญาณ ตกกลางคืนก็เข่นฆ่าสังหารผู้คนในห้วงฝันที่ตัวเองสร้างขึ้น ผู้อาวุโสเช่นข้าเคยบอกมันนานแล้ว ทำเช่นนี้รังแต่จะเป็นการทำลายดวงจิตตัวเอง มันก็ไม่สนใจ ไม่ช้าก็เร็วต้องลงเอยเช่นวันนี้ สองสามวันมานี่เพื่อคงสภาพร่างที่สร้างจากหญ้าน้ำค้าง หมดเปลืองพลังทิพย์ไปตั้งไม่รู้เท่าไหร ไอ้กระบี่มารเล่มนั้นยิ่งเล็งหาโอกาสอาละวาดอยู่ มิหนำซ้ำยังรั้นจะฝ่าทำลายสุสานศักดิ์สิทธิ์ จนเจอเข้ากับผู้สืบสายโลหิตมารฟ้าที่มีพรสวรรค์สูงส่งและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย”

เสิ่นชิงชิวกำกระบี่ซิวหย่าในมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ เขาหันกลับไปมองลั่วปิงเหอที่นอนหมดสติอยู่ในโลงหินแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “…ผู้อาวุโลไม่มีวิธีปลุกให้เขาตื่นเลยหรือ”

“ข้าหมดปัญญาจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวกำหมัด กลับลงไปนอนเงียบๆ

มารฝันถลึงตา “เจ้าจะทำอะไรน่ะ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “นอนหลับ รอให้ตัวเองตื่น”

เส้นเอ็นเขียวๆบนหน้าผากมารฝันปูดโปน “เจ้ากล้าไม่สนใจผู้อาวุโสเช่นข้าหรือ”

เสิ่นชิงชิวหลับตาพูด “ในเมื่อผู้อาวุโสบอกว่าหมดปัญญา ข้าย่อมทำได้แค่รอให้ตัวเองตื่นจะได้คุ้มครองเขาออกไป”

มารฝันแค่นเสียง “สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ต้องห้ามซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวด แล้วไหนยังจะมีมารเจ้าปัญหาสองตนนั่นรอพวกเจ้าอยู่ อาศัยเจ้าคนเดียว คุ้มครองมันไม่ไหวหรอก”

มารฝันกล่าวได้ถูกต้อง ถูกต้องอย่างที่สุด

เสิ่นชิงชิวลืมตา ถอนใจอีกรอบ “แต่ยามนี้นอกจากข้าที่เป็นซือจุนของเขาแล้ว ยังจะมีใครคุ้มครอง หรือกล้าพูดว่าสามารถคุ้มครองลั่วปิงเหอได้อีกเล่า”

ทุกอย่างสุมประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย ทำเอาเสิ่นชิงชิวจิตใจสับสนปั่นป่วน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาแจ่มกระจ่างในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ลั่วปิงเหอตายอยู่ในนี้เด็ดขาด

มารฝันกล่าวประชดประชัน “ผ่านมาหลายปีในที่สุดเจ้าก็ยอมรับว่าเจ้าหนูนี่มันเป็นศิษย์ และเจ้าเป็นซือจุนของมันแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หลายปีแล้วจริงๆนั่นแหละ”

เขายังรอให้มารฝันกระแนะกระแหนต่อ แต่ผู้อาวุโสกลับดันถอนหายใจแทนซะงั้น และเอ่ยต่อ “หากเจ้าหนูมันตื่นขึ้นมาได้ แล้วได้ฟังประโยคนี้ของเจ้าเข้า ไม่รู้จะดีใจสักเพียงไหน”

ปู่ ปู่ช่วยอย่างทำเสียงห่อเหี่ยวขนาดนี้ได้ไหม

เสิ่นชิงชิวหน้าผากเต็มไปด้วยขีดดำเรียงแถวกัน อะไรคือ ‘หากตื่นขึ้นมาได้’ น้ำเสียงที่เหมือนเป็นตายไม่อาจคาดเดาชะตากรรมแบบนี้ยิ่งพาให้เขาใจคอไม่ดีเข้าไปใหญ่

จู่ๆมารฝันก็ตะโกนขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว “เห็นๆอยู่ว่าข้าต่างหากที่เป็นอาจารย์ของเจ้าเด็กคนนี้ สอนมันไปตั้งเท่าไร ไหนจะความสามารถระดับหยั่งรู้ดินฟ้า ไหนจะวิชาควบคุมจิตใจผู้คน แต่มันก็ไม่ยอมเรียกข้าเป็นอาจารย์ เรียกแต่ ‘ผู้อาวุโสๆ’ อยู่นั่นแหละ ที่เจ้าสอนมันก็แค่หมัดมวยธรรมดาสามัญ และวิชาบำเพ็ญฌานอันตื้นเขิน แต่มันกลับเองแต่วิ่งตามหลังเจ้า ร้องห่มร้องไห้เรียกเจ้าว่าซือจุนอยู่คนเดียว น่าโมโหนัก!”

มารฝันสุมความโกรธไว้แน่นอกอยู่นานแล้ว ยิ่งเมื่อเห็นสองคนนี้นอนอยู่ในโลงใบเดียวกันยิ่งขัดหูหัดตาหนักจนดวงตาแก่ๆแทบบอด จึงบ่นด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

เสิ่นชิงชิวเองก็ไม่พอใจเหมือนกันนั่นแหละ ลำพังด่าวิชากระบี่ของชางฉยงซานว่าเป็นหมัดมวยธรรมดาก็ยอมรับไม่ได้แล้ว ขณะกำลังจะเหน็บคืนบ้าง มารฝันกลับเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมากล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “หากตอนนั้นในห้วงฝันถือโอกาสกำจัดเจ้าไปเสียโดยไม่ให้รู้ตัว วันนี้ก็จะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้หรอก ความจริงแล้วเจ้าหนูมันมีพรสวรรค์มีอนาคตอันยิ่งใหญ่รออยู่ แต่พอเจอเจ้าก็โง่งมงายเสียจนน่าโมโห แล้วยังดันจะทำเป็นวางมาดเย็นชาต่อหน้าเจ้า ข้าว่านะ ถ้าไม่ฆ่าทิ้งก็จับเจ้าขึงพืดไปเสียเลยก็หมดเรื่อง จะต้องทำเรื่องให้มันวุ่นวายอย่างนี้ทำไม ปรารถนาจะตัดใจแต่ก็คอยแต่จะใจอ่อน ใคร่จะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูด ทำเอาคนอื่นเห็นแล้วมีน้ำไปด้วย”

เสิ่นชิงชิวอยากเอามือปิดหูจริงๆ หรือไม่ก็เย็บปากมารฝันไปซะเลย เขาชำเลืองมองหน้าลั่วปิงเหอที่หลับตาพริ้มอยู่ข้างๆแวบหนึ่ง ในสมองพลันผุดภาพตอนที่ฝ่ายนั้นน้ำตานองหน้า เลยรีบเบินสายตากลับมาทันทีกล่าวอย่างเหลืออดว่า “คำพูดเหล่านี้ของผู้อาวุโสเอามาพูดใส่หน้าข้าไม่ค่อยเหมาะกระมัง  ด่าเสร็จแล้วหรือยัง หากว่าด่าเสร็จแล้ว ช่วยปลุกข้าตื่นได้หรือไม่”

มารฝันยังคงโมโหอยู่ “ตื่น? ตื่นแล้วเจ้าก็ไม่รู้จะออกไปอย่างไรอยู่ดี ทางเข้าที่ตีฝ่าเข้ามาก็ปิดไปแล้วด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “ไม่แน่ว่าจะเปิดใหม่อีกไม่ได้นี่ ผู้อาวุโสพอจะกรุณาบอกข้าได้หรือไม่ว่าลั่วปิงเหอใช้แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ทำลายอาคมเข้ามาจากทางไหน”

สายตาเขาจับยังกระบี่ซินหมัวที่อยู่ข้างเอวลั่วปิงเหอ อาคมตรงทางเข้าที่ถูกตีฝ่าเข้ามาน่าจะยังคงอ่อนแออยู่ ใช้กระบี่ซินหมัวกรีดผ่าเข้ามาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ไม่แน่ว่าอาจใช้เปิดได้อีกเป็นครั้งที่สอง มารฝันมองตามสายตาของเขาก็เข้าใจทันที แต่ไม่ยึดถือเป็นจริงเป็นจังนัก “กระบี่นี้มันอาจไม่ยอมให้เจ้าใช้น่ะซิ”

ประเด็นนี้เสิ่นชิงชิวเองก็รู้อยู่ เขาลอบขบฟัน เค้นเสียงต่ำแล้วกล่าว “ในเมื่อไม่มีวิธีอื่น ก็ได้แต่ลองดูสักตั้ง”

เมื่อตื่นขึ้นมาเขายังคงนอนอยู่ในโลงหิน ลั่วปิงเหอนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่บนร่างเขา ถูกเขากอดไว้อย่างแน่นหนา

ขอบคุณฟ้าดิน ในที่สุดปีศาจเฒ่ามารฝันผู้นั้นก็ยอมปล่อยเขาออกมา ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นที่ขาขวาก็รู้สึกเหมือนไปโดนอะไรบางอย่างเข้า เจ้าสิ่งแข็งๆนั่นทิ่มต้นขาด้านในของเขาอยู่พอดี

ตอนแรกเสิ่นชิงชิวนึกว่าเป็นด้ามกระบี่ จึงยื่นมือออกไปผลักโดยไม่คิดอะไร แต่พอแตะโดน ข้อความจากระบบก็โผล่พรวดมาทันที

[โย่~~~ค่าความฟินเพิ่มขึ้น 1,000 คะแนน (^q^)~~~!!! ขอแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทางกาย!!!]

เสิ่นชิงชิวตัวแข็งทื่อ กลายเป็นผีดิบตากแห้งไปชั่วขณะ

‘ความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทางกาย’ คืออะไร!!!

เขาก้มมองดูอีกครั้ง ไอ้ที่คิดว่ามันเป็นด้ามกระบี่ ความจริงแล้วเป็นไอ้นั่น!

เสาค้ำสวรรค์!!!!!!!!!!

เสาค้ำสวรรค์ตั้งโด่เลย!!!!!!!!!!

เสิ่นชิงชิวถึงกับเกิดความคิดอยากฆ่าคนแล้วฆ่าตัวตายตามไปด้วยเดี๋ยวนั้น

หลังจากสับสนวุ่นวายใจไปครู่หนึ่ง เขาก็ตบๆหน้าตัวเอง คิดอย่างปลอบใจว่าในสุสานศักดิ์สิทธิ์มืดมากไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เป็นไปได้ว่าตอนนี้ข้างนอกอาจเช้าแล้วก็ได้ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของผู้ชายตอนเช้าๆไง

เดี๋ยวมันก็จะหายไปเองใช่ไหม ปกติก็เป็นแบบนี้แหละ ถูกต้องแล้ว

แต่ปล่อยไว้แบบนี้ จะน่าสงสารไปหน่อยไหม

ต่อให้น่าสงสารขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ สถานการณ์แบบนี้ช่วยกันไม่ได้หรอกใช่ม้าย!!!

ใช่แล้ว! ยังไงก็ไม่ใช่หน้าที่ของซือจุนอยู่แล้วที่ต้องช่วยลูกศิษย์ดับไฟ ต่อให้มันเป็นไฟที่เขาไปแตะให้มันลุกพึ่บขึ้นมาเองก็เหอะ

เสิ่นชิงชิวรีบฉุดลั่วปิงเหอขึ้นมา ทาบมือกับแผ่นอกฝ่ายนั้นทีหนึ่ง ถ่ายพลังทิพย์เข้าไปสองสามสาย ถึงจะน้อยนิดจนเข้าขั้นแล้งแค้น แต่ตอนนี้เขาเองก็ถ่ายพลังให้ใครได้ไม่มากนัก ถ่ายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแล้วกัน ส่วนอย่างอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!

พอออกจากโลงหินเขาก็ฉุดๆลากลั่วปิงเหอด้วยความทุลักทุเลไปตาม ‘ทิศตะวันออกจนสุดทาง’ ตามที่มารฝันแนะนำ เดินไปได้สักพัก ผนังรอบๆทางเดินในสุสานก็เริ่มชื้นแฉะ พื้นใต้ฝ่าเท้าค่อนข้างลื่น ตะไคร่เขียวขึ้นหน้า จะยืนให้มั่นยังยัง เสิ่นชิงชิวลดความเร็วลงเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม

เมื่อเดินต่อไปไม่เพียงตะไคร่เขียวๆ พวกวัชพืชและไม้พุ่มก็มีขึ้นรกเรื้อเช่นกัน ทางเดินในสุสานค่อยๆกว้างขึ้น สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงต่ำ ไม่ใช่เจอแค่พื้นลื่น ยังต้องเจอกับรากไม้แก่ที่เกะกะพันแข้งพันขา ทำเอาสะดุดเป็นระยะ แมลงบินผ่าน

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: