Scumbag System 59

0 Comments

ตอนที่ 59

เสียงนกร้องขับขาน ความสูงของเพดานสีน้ำเงินเข้มพลันเพิ่มขึ้นกะทันหัน ผลึกแก้วขาวใสที่ฝังเพดานส่องประกายระยิบระยับแวววาว มองแวบแรกดูเหมือนท้องฟ้ายามราตรีเลยทีเดียว

สภาพรอบข้างอาจดูแล้วชวนให้หลงนึกว่าอยู่ในป่า แต่ความจริงแล้วพวกเขายังไม่ได้ออกจากสุสานศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่เดินมาถึงห้องพิเศษห้องหนึ่งในสุสานศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

ห้องแต่ละห้องในสุสานศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นห้องที่ชนชั้นผู้นำแต่ละรุ่นออกแบบด้วยตัวเองตอนยังมีชีวิตอยู่ พิสดารพันลึก สารพัดแบบสารพัดแนว ก็เหมือนคอนโดฯสักหลังนั่นแหละ ห้องสร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ตกแต่ง พอจะเข้าอยู่เจ้าของก็ตกแต่งเอาเองตามแบบที่ชอบ ใครเชี่ยวชาญเรื่องกลไกก็เน้นหนักไปที่พวกค่ายกลพิสดาร ใครที่คุ้นเคยกับสัตว์มารก็เลี้ยงพวกสัตว์ประหลาดไว้คอยเฝ้ายาม ใครเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรก็ปลูกดอกไม้พิษ หญ้าแปลกๆเอาไว้เต็ม

เจ้าของห้องนี้จะต้องเป็นประเภทหลังสุดแน่ ต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้ดูธรรมดาสามัญไม่มีอะไรแปลกพิสดาร แต่ยังไงเสิ่นชิวชิวก็ไม่คิดจะสัมผัสโดนเด็ดขาด เขาถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมหัวพวกเขาสองคนไว้ กระชับมือที่โอบเอวลั่วปิงเหอให้แน่นเข้า ค่อยๆเดินทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง

ใบหญ้าขยับเล็กน้อย

ทันใดนั้นเสียงแหลมสูงก็แหวกฝ่าอากาศมาพร้อมกับลำแสงสีขาวเย็นยะเยือกสายหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวดีดนิ้มมือข้างซ้าย กระบี่ซิวหย่าที่ข้างเอวตอบรับด้วยการดีดออกจากฝักเดี๋ยวนั้น กระบี่สองเล่มปะทะกันเป็นรูปกากบาทเสียงดังเคร้ง พลังของทั้งสองฝ่ายมิได้ย่อหย่อนกว่ากันเลย

ทางนี้ยังไม่ทันคลี่คลาย ลำแสงสีขาวสายที่สองก็ตามมาติดๆ อย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้พุ่งเข้าใส่ลำคอลั่งปิงเหอโดยตรง กระบี่ซิวหย่ากำลังปะทะกับกระบี่เล่มแรกอยู่ ไม่อาจเรียกกลับมา ทั้งยิ่งไม่อาจเหวี่ยงลั่วปิงเหอออกไปได้ เดี๋ยวไปโดนต้นไม้ใบหญ้าพวกนั้นเข้าก็จบเห่กันพอดี

ด้วยอารามเร่งรีบเสิ่นชิงชิวเอนตัวเล็กน้อย ยกแขนขึ้นรับกระบี่ด้วยมือเปล่าเอาดื้อๆ

คมกระบี่บาดฝ่ามือเป็นแผลอ้า แต่ถูกเขาคว้าไว้มั่น ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อนแม้สักครึ่งส่วน เลือดไม่ได้หยาดลงมาเป็นหยดๆ หากแต่กระเซ็นพุ่งออกมาเลยทีเดียว ตามเสื้อผ้าของเสิ่นชิงชิวและใบไม้ใบหญ้าเขียวครึ้มที่พื้นกลายเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา

ในที่สุดเขาก็รู้ว่าตอนนั้นที่ลั่วปิงเหอรับกระบี่ด้วยมือเปล่าเป็นเรื่องที่เจ็บปวดแค่ไหน

แสงสีแดงวาบเข้าใส่ดวงตาของเสิ่นชิงชิว เขารีบเงยหน้าขึ้น รูม่านตาหดเล็กลงฉับพลัน

คาดไม่ถึงจริงๆ ‘ปลาน้อยสองตัว’ ที่เทียนหลางจวินพูดหมายถึงสองคนนี้นี่เอง

คนสองคนเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ใบหนา

พูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นคนหนึ่งคนเดินออกมา ส่วนอีกคนนั้นถูกเข็นมาในรถเข็นคันเล็กๆ ที่ดูเหมือนวีลแชร์

คนที่ยืนอยู่เป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย เอวเล็กคอด อึ๋มล่างอึ๋มบนแบบนาฬิกาทราย ส่วนอีกคนนั้น นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเข็น ส่วนที่ต่ำกว่าคอลงไปมีผ้าห่มขนสัตว์เนื้อหยาบห่อไว้มิดชิด แต่เมื่อดูจากศีรษะที่โผล่พ้นผ้าห่มมานั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้าของเสิ่นชิงชิวเลยสักนิด

กระบี่เล่มนั้นยังคงพุ่งตรงเข้ามาด้วยพละกำลังรุนแรง เสิ่นชิงชิวจึงต้องคว้ามันไว้ให้มั่น คมกระบี่แทบตัดมือเขาขาดครึ่งเลยทีเดียว

สีหน้าเสิ่นชิงชิวไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทั้งยังแสร้งหัวเราะกล่าวว่า “แม่นางชิว กงจู่ผู้เฒ่า ไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าคงสบายดีนะ”

ชิวไห่ถังถลึงตาใส่เขา ศีรษะของกงจู่เฒ่าขยับเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นเห็นข้าแล้วคิดว่าสบายดีไหมล่ะ”

ที่ว่าไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าคงสบายดีก็เป็นแค่การทักทายตามมารยาทเท่านั้นเอง เสิ่นชิงชิวยิ้มแห้ง

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เขาพบว่า ‘สบายดีไปม’ เอามาใช้ตอนนี้มันกลายเป็นประโยคเยาะเย้ยเสียดสีกันเกินไปหน่อยจริงๆ กงจู่เฒ่าที่เมื่อก่อนเป็นบุคคลระดับผู้นำของสำนักเซียน ไม่ว่าจะตอนแรกพบในงานชุมนุมเซียน หรือจะเป็นตอนที่จากันอย่างไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ที่เมืองจินหลัน กิริยาท่าทางล้วนไม่มีที่ติ แต่กงจู่เฒ่าในยามนี้หนวดเคราขาวสะอาดที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีชนิดไม่มีกระดิกแม้แต่เส้นเดียว เวลานี้สกปรกรกรุงรัง หน้าตาดูแก่หง่อมราวกับเพิ่งลุกออกมาจากหลุม รอยย่นบนใบหน้าเบียดกันแน่นยิ่งกว่าเปลือกต้นไม้แก่ด้านหลังนั่นอีก

กงจู่เฒ่ากล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม “เจ้าคงแปลกใจสินะว่าทำไมข้าถึงได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่ในสภาพนี้”

เสิ่นชิงชิวนึก ถ้าพูดว่าไม่แปลกใจลุงจะปล่อยผมไปดีๆไหมล่ะ แต่ปากกลับตอบไปว่า “ผู้น้อยได้ยินว่ากงจู่เร้นกายออกพเนจรไปทั่ว”

กงจู่เฒ่าหัวเราะหึๆ “เร้นกายออกพเนจรหรือ เจ้าชื่อจริงๆหรือ วังฮ่วนฮวาทั้งวัง ผู้ฝึกวิชาเซียนทั้งโลก มีสักกี่คนเล่าที่เชื่อ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ นี่ต้องถามลูกศิษย์คนดีของเจ้าแล้ว”

ถึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ดูท่าว่าพวกเขาคงต้องการคิดบัญชีกับลั่วปิงเหอแน่ เสิ่นชิงชิวสีหน้าไม่เปลี่ยน ดันลั่วปิงเหอไปแอบไว้ด้านหลัง พยายามเอาตัวบังไว้เท่าที่จะทำได้

ชิวไห่ถังกล่าวอย่างเจ็บแค้น “เสิ่นจิ่ว ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็ยังจำเจ้าได้ ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าที่เจ้าระเบิดพลังทิพย์ฆ่าตัวตายที่เมืองฮวาเยวี่ย ต้องเป็นการตบตาอย่างแน่นอน ฆ่าตัวตายเพื่อชดเชยความผิดอย่างนั้นหรือ ฮ่าๆ เจ้าจะเป็นคนเช่นนั้นไปได้อย่างไร ตอนที่ข้าเห็นเจ้าแวบเดียวในถ้ำของนางมารนั่น ข้าก็รู้แล้ว เจ้าไม่มีทางตายแน่”

เธอจำได้แต่กายเนื้อของฉัน แต่ดันจำวิญญาณฉันไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรวะ เสิ่นชิงชิวคิดอย่างเซ็งๆ

วันนั้นตอนที่ถูกจับขังอยู่ในถ้ำฉื้ออวิ๋นของซาหัวหลิง เสิ่นชิงชิวช่วยทุกคนออกมา ได้พบกับนางเพียงแวบเดียว กลับเป็นการสุกิดให้นางสงสัย คอยเฝ้าสังเกตนับแต่นั้นมา กระทั่งตอนที่เขากลับไปชางฉยงซานแล้วถูกลั่วปิงเหอพาตัวมา ชิวไห่ถังก็ข้ามพื้นที่ชายแดนติดตามมาตลอดทางจนถึงภพมาร

ลั่วปิงเหอต้องจับแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์จำนวนมากมาทำลายเขตอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ ยุ่งวุ่นวายเต็มที ไม่มีสมาธิ ไม่ทนระวังป้องกัน เลยไม่ได้สังเกตว่ามีคนลอบตามหลังมาด้วย สรุปแล้วความแค้นของผู้หญิงไม่อาจดูเบาได้เลยจริงๆ

แต่การที่สองคนนี้ร่วมมือกันกลับเป็นสิ่งที่เสิ่นชิงชิวไม่เคยนึกฝันมาก่อน ทั้งไม่รู้ว่าพวกเขาสมคบกันตั้งแต่ตอนไหน

พอนึกถึงว่า ‘ตอนไหน’ เสิ่นชิงชิวพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ กล่าวถามขึ้น “ตอนนั้นจู่ๆ แม่นางชิวก็ออกโรงที่เมืองจินหลัน ตรงนี้ก็เป็นความดีความชอบของกงจู่เฒ่าด้วยหรือไม่”

ในเมื่อจู๋จือหลางปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ดังนั้นต้องเป็นคนอื่นที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังแล้ว ไม่งั้นอาศัยกำลังสำนักปลาซิวปลาสร้อยของชิวไห่ถัง นางจะมีโอกาสเสนอหน้ามาได้ยังไงล่ะ

กงจู่เฒ่าของวังฮ่วนฮวาหัวเราะหยัน ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

ในอากาศมีปุยสีขาวเล็กๆ เหมือนดอกแดนดิไลออนลอยละล่องผ่านหน้าไป เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ผู้แซ่เสิ่นถามตัวเองแล้ว หาได้เคยล่วงเกินท่านกงจู่ผู้เฒ่าไม่…”

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “เรื่องมาถึงปานนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรต่อไปแล้ว”

เขากล่าวเสียงแหบแห้งเหมือนมีเสมหะก้อนใหญ่ค้างอยู่ในลำคอ “ตอนนั้นที่ลั่วปิงเหอเข้ามาอยู่ในวังฮ่วนฮวาของข้า ข้าทุ่มแทจิตใจฟูมฟักเขา คิดจะยกย่องเขาเป็นใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขากลับไม่ยอมกราบข้าเป็นอาจารย์ ยิ่งไม่ยอมแต่งงานกับลูกสาวข้า ในใจเขากลับมีแต่เจ้า ข้าย่อมตรวจสอบเรื่องราวของเจ้ายอดเขาเสิ่นอย่างละเอียด จะดูซิว่าเป็นบุคคลวิเศษวิโสปานไหนกัน นึกไม่ถึงว่าข้ากลับได้รู้เรื่องเก่าๆมากมาย สายสนกลในเกี่ยวกับตัวเจ้าข้าสืบมาจนหมด อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร เจ้าเคยทำอะไรมาก่อน เข้ามาเป็นศิษย์ของชางฉยงซานได้อย่างไร นับเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีสันโดยแท้ ต่อให้ไม่มีเรื่องคนเพาะเมล็ดพันธุ์ คุกน้ำก็เตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว ใครจะรู้ว่ากลับมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ข้าเลยไม่ต้องเปลืองแรง”

พูดแบบนี้ท่าทางแปลกๆ ของศิษย์วังฮ่วนฮวาที่มีต่อเสิ่นชิงชิวในตอนนั้น ที่แท้แล้วไม่ใช่การชี้นำของลั่วปิงเหอ แต่เป็นเพราะกงจู่เฒ่าจงใจเสี้ยมนี่เอง เสิ่นชิงชิวอดหันไปมองลั่วปิงเหอแวบหนึ่งไม่ได้ ถ้าเจ้าเด็กคนนี้รู้จักคิดพลิกแพลงสักหน่อย ยอมกราบคนอื่นเป็นอาจารย์ ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายขนาดนี้หรอก แต่เรื่องยึดติดและดื้อด้านฝังหัวนี่เขาก็บ่นอะไรไม่ได้

เขาได้แต่ถอนใจกล่าวว่า “ศิษย์น้อยติดค้างน้ำใจของกงจู่อย่างใหญ่หลวง แต่สองกระบี่เมื่อครู่ เห็นชัดว่าตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เขา ช่างตรงกันข้ามกับคำพูดนัก”

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “ตอนนั้นก็คือตอนนั้น แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนกัน เจ้ายอดเขาโปรดหลีกให้พ้นทาง ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะลงเอยอย่างไร ข้าเพียงต้องการจะสะสางหนี้กับเจ้าเด็กคนนี้ก็เท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวถาม “หากข้าหลีกทางให้ ท่านก็จะฆ่าเขาคนเดียว ไม่มายุ่งกับข้าใช่หรือไม่”

ชิวไห่ถังหัวเราะหยัน “เขาไม่ยุ่งกับเจ้า แต่ตรงนี้ยังมีข้าอีกคนอยู่ดี”

ความจริงพลังต่อสู้ของนางต่ำต้อยเสียจนไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นปัญหาอยู่บ้าง

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “เดรัจฉานผู้นี้ไม่สำนึกบุญคุณ ทำร้ายข้าถึงขั้นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสังหารเขาให้ตายใต้คมดาบให้ได้”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “หากเขาไม่สำนึกบุญคุณจริงๆ คงไม่ละเว้นชีวิตลูกสาวท่านกับตัวท่านหรอก ตัดไม้ต้องถอนรากถอนโคน หลักการข้อนี้เขารู้ดียิ่งกว่าท่านกับข้าเสียอีก”

ตีให้ตายเขาก็ไม่นึกไม่ฝันเด็ดขาดว่าจะมีวันที่เขาอธิบายแก้ต่างให้ลั่วปิงเหอด้วย

ได้ฟังดังนี้กงจู่เฒ่าก็หัวเราะเสียงประหลาด ชิวไห่ถังกระชากผ้าห่มเนื้อหยาบที่คลุมร่างเขาออกทันที

เสิ่นชิงชิวลมหายใจสะดุด

ใต้ผ้าห่ม มีเพียงร่างกายเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แขนขาทั้งสี่กุดหายหมดสิ้น

นึกไม่ถึงว่ากงจู่เฒ่าจะถูกหั่นจนเหลือแต่ตัวกุดๆไปแล้ว

ประมุกแห่งยุคผู้หนึ่ง กลายเป็นคนไม่ใช่คน ผีไม่ใช่ผี ซุกตัวอยู่ในเก้าอี้ล้อเข็นผุๆพังๆที่แสนจะโกโรโกโส ขยับได้แต่หัวเท่านั้น จุดจบที่เดิมเป็นของเสิ่นชิงชิว โดนย้ายไปแปะที่ร่างกงจู่เฒ่าเสียแล้ว

ความแค้นนี้ใหญ่หลวงนัก ใช่ว่าคำพูดโน้มน้าวสวยๆหรืออ้างพระอ้างเจ้าว่าต้องเมตตาเพียงไม่กี่คำก็จะสามารถแก้ปัญหาได้

กงจู่เฒ่าหัวเราะหยัน “ฝีมือลูกศิษย์คนดีของเจ้านั่นแหละ เห็นแล้วใช่หรือไม่ เขาทำแบบนี้สู้ฆ่าทิ้งตัดรากถอนโคนไปเลยดีกว่า”

เสิ่นชิงชิวเห็นด้วยอย่างมาก ทำไมไม่ฆ่าให้ตายๆไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดนะ

ปลาน้อยสองตัวนี้ ตัวหนึ่งอยากฆ่าลั่วปิงเหอ ตัวหนึ่งอยากฆ่าเสิ่นชิงชิว ชิวไห่ถังพลังฝึกปรือไม่เท่าไหร่ ต้องการคนที่จะให้ความช่วยเหลือ ต่อให้กงจู่เฒ่าตกต่ำ แต่ฝีมือก็เหนือกว่านางมาก อูฐผอมโซยังไงก็ยังตัวโตกว่าม้า จะดีจะเลวก็เคยเป็นถึงหัวหน้าสำนัก แขนขาขาดด้วนเคลื่อนไหวไม่ได้ ทว่าพลังทิพย์ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย แบบนี้แหละที่เขาเรียก ชายหญิงจับคู่กันทำงานแล้วจะไม่เหนื่อย คนตาบอดแบกคนพิการก็ไปด้วยกันได้

เสิ่นชิงชิวหักกระบี่ที่รับไว้เมื่อครู่ด้วยมือเปล่าแล้วขว้างไปในพงหญ้า สายตาจับจ้องสองคนตรงหน้าเขม็ง

ความจริงแล้วเขาน่าจะลองเดิมพันสักตั้ง

แม้ดัชนีทองคำของลั่วปิงเหอใช้ไม่ได้ผลตอนเผชิญหน้ากับเทียนหลางจวินซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่กงจู่เฒ่ายังไงก็เป็นตัวละครที่อยู่ในขอบเขตของนิยายดั้งเดิม ลองเอากฎร่างทองคำไม่มีวันบุบสลายของพระเอกมาใช้กับฝ่ายนั้นก็น่าจะได้ผลอยู่ เขาจะลองปล่อยมือไม่เข้าไปยุ่งยังได้ เหมือนตอนด่านเมืองซวงหูที่เขาขุดหลุมหลอกฆ่ามารถลักหนังเตี๋ยเอ๋อร์ คราวนี้ก็ปล่อยให้กงจู่เฒ่าไปเล่นงานลั่วปิงเหอบ้าง แล้วดูซิว่าสุดท้ายแล้วใครจะตกหลุมใครกันแน่

กงจู่เฒ่าถามช้าๆว่า “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าจะหลีกหรือไม่หลีก”

เสิ่นชิงชิวเอาแขนลง เลือดที่มือหยุดพุ่งแล้ว ตอนนี้จึงเริ่มหยดติ๋งๆแทน

เขาเงยหน้าขึ้น กล่าวเสียงเรียบเรื่อยไม่แสดงอารมณ์ “กงจู่บอกว่าเข้าเป็นศิษย์คนดีของข้า ท่านว่าข้าจะหลีกให้ท่านหรือไม่เล่า”

ทำไงได้ ตอนนี้กับตอนนั้นมันไม่เหมือนกันแล้วนี่นา

ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมตัวเองให้มองดูเฉยๆไม่สนใจใยดี ปล่อยให้คนอื่นมาเล่นงานลั่วปิงเหอโดยอาศัยกฎร่างทองคำไม่บุบสลายของพระเอกเพื่อจะได้ดูว่าใครจะชนะเดิมพันได้หรอก

มาถึงป่านนี้ ถ้าเขายังเอาชีวิตลั่วปิงเหอไปเสี่ยงได้อย่างสบายอกสบายใจอีกล่ะก็ เขาคงกลายเป็นผู้ร้ายสารเลวเหมือนในนิยายดั้งเดิมไปจริงๆแล้ว

ทันใดนั้นกงจู่เฒ่าพลันถลึงตาใส่เขา ตวาดออกมาหลายคำเสียงดังลั่น

กงจู่เฒ่าไม่มีแขนขา เลยใช้วิธีแฝงพลังทิพย์ไว้ในเสียงตะโกนเพื่อโจมตี ทุกครั้งที่ตะโกนทีหนึ่ง เสิ่นชิงชิวจะรู้สึกว่ามีพลังปราณคมกล้าขุมหนึ่งฟันลึกเข้ามาราวกับขวานจาม อานุภาพไม่ด้อยไปกว่าฟาดโจมตีด้วยมือเลย ต้นไม้ต้นหญ้าสั่นไหวรุนแรง ใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อน เสิ่นชิงชิวใช้มือขวาที่ยังคงมีเลือดไหลกุมปลอกกระบี่เข้าต้านรับสองสามที

แรงสั่นสะเทือนทำให้แผลที่ฝ่ามือปวดแสบมาก ถึงอย่างนั้นเสิ่นชิงชิวก็ไม่กล้าเปลี่ยนมือ เพราะหากไม่ใช้มือซ้ายกอดลั่วปิงเหอไว้ก็เกรงว่าอาจจะทำเขากระเด็นหลุดไป

ต่อให้ถูกเฉือนจนเหลือแต่ร่างกุดๆ กงจู่เฒ่าก็ไม่ได้อ่อนแอลงไปเลยแม้แต่น้อย มิน่าล่ะชิวไห่ถังถึงต้องอาศัยกงจู่เฒ่าเป็นที่เพิ่ง ขณะกำลังคิดมาถึงตรงนี้ อยู่ๆกงจู่เฒ่าก็กู้ร้องเสียงยาว ปลอกกระบี่ซิวหย่ามีเสียงแตกร้าวเบาๆ ในที่สุดก็ยันไว้ไม่อยู่ พลังแรงกล้าขุมหนึ่งจู่โจมเข้ามา เสิ่นชิงชิวล้มหงายไปข้างหลัง เขาพลิกตัวก่อนล้มถึงพื้น เอาตัวเองเป็นเบากันกระแทกไม่ให้ลั่วปิงเหอล้มฟาดพื้นเลยถูกทับจนเห็นดาว

ในที่สุดกงจู่เฒ่าก็หยุดตะโกน ชิวไห่ถังเข็นเขาเข้ามาใกล้ๆ ก่อนหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง มองดูเสิ่นชิงชิวกอดลั่วปิงเหอเอาไว้ “เจ้ากลับคอยปกป้องเขาไว้จริงๆ”

ชิวไห่ถังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เสแสร้ง เสแสร้งทั้งเพ คนผู้นี้มันช่าง… เจ้าทำเช่นนี้ให้ใครดูกัน”

กงจู่เฒ่าถาม “ทำไมถึงไม่ใช้พลังทิพย์สู้กลับ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “ก็มันแห้งเหือดหมดแล้วน่ะซิ”

ปุยสีขาวเล็กละเอียดปุยแล้วปุยเล่าปลิวผ่าน จวนเจียนจะมาโดยแก้มซีดขาวของลั่วปิงเหออยู่รอมร่อ เสิ่นชิงชิวเป่าเบาๆ ปุยสีขาวก็ลอยเฉไปทางอื่น กงจู่เฒ่านึกว่านี่คือท่าทางยอมรับชะตากรรมรอเวลาตายของเขาก็ไม่สนใจอีก สายตาเบนไปจับใบหน้าที่ตาหลับพริ้มอยู่ของลั่วปิงเหอ

สีหน้าคลุ้มคลั่งแหกปากตะโกนไม่หยุดเมื่อครู่มลายหายเกลี้ยงเปลี่ยนเป็นเซื่องซึมแทน

เสิ่นชิงชิวใบ้กิน “…”

สีหน้าแบบนี้…ท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว

กงจู่เฒ่าจับจ้องอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนระบายลมหายใจ “ยิ่งเวลาหลับก็ยิ่งเหมือนมาก ยิ่งตอนที่ทำหน้าเย็นชาด้วยแล้ว”

แววตาโลมเลียของเขามองไล่ไปตามใบหน้าของลั่วปิงเหอขึ้นๆลงๆ นี่ถ้าเขามีมือคงยื่นไปลูบแล้ว

เสิ่นชิงชิวขนลุกขนพอง กอดศีรษะลั่วปิงเหอแน่นเข้าโดยไม่รู้ตัว แล้วซุกไว้ในอ้อมอก

สภาพของพวกเขาสองคนในตอนนี้คือลั่วปิงเหอซุกอยู่กับร่างของเสิ่นชิงชิว ศีรษะซุกอยู่ที่แผ่นอกเขา

เสิ่นชิงชิวกดเสียงต่ำ “ท่านมองให้ดีๆนี่มิใช่ซูซีเหยียน”

ชื่อนี้ปลุกสติกงจู่เต่า เขากล่าวอย่างดุดันว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อฟังคำสั่งข้า ทำไมถึงไม่เชื่อฟังกัน ข้าไม่ดีต่อเจ้าหรือ เจ้ามิใช่ต้องการวังฮ่วนฮวา ต้องการได้ตำแหน่งนี้ของข้าหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้มาแต่เล็กแล้ว หากเชื่อฟังข้าแต่โดยดี ทำไมข้าจะไม่ยกให้เข้า พวกเจ้าทั้งคู่ล้วนเป็นพวกไม่สำนึกบุญคุณทั้งคู่ พวกเจ้ามันเนรคุณ!”

จากนั้นก็ด่าฟ้าด่าดิน ใช้คำที่โหดร้ายที่สุดสาปแช่งเทียนหลางจวินและเสิ่นชิงชิว ตะโกนด่าว่าพวกเจ้าเนรคุณหลายสิบหิน แต่แล้วท่าทางเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมีเมตตาอีกครั้ง “ซีเหยียน เจ้ามานี่ ซือจุนจะให้อะไรเจ้า ดื่มเสีย…”

กงจู่เฒ่าเลอะเลือนไปแล้ว น้ำลายไหลย้อยลงมาจากมุมปาก ชิวไห่ถังแอบถอยไปข้างหลังด้วยสีหน้ารังเกียจ

เสิ่นชิงชิวเดาได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไรเลยยิ่งรู้สึกผือดผะอมมากขึ้น

มิน่ากงจู่เฒ่าถึงได้ดีต่อลั่วปิงเหออย่างน่าประหลาดมาตลอด มิน่าล่ะ ทั้งๆที่ซูซีเหยียนเป็นศิษย์ที่เขารักมากที่สุด นางกลับไม่อาลัยอาวรณ์ต่อวังฮ่วนฮวาแม้แต่น้อย นึกจะทรยศสำนักก็ทรยศดื้อๆ เดินหน้าไม่เหลียวหลังไปผูกสมัครรักใคร่กับชายหนุ่มของเผ่ามาร

‘ความรัก’ เช่นนี้ก็คือความรักของตาแก่หัวงูนั่นเอง ที่กงจู่เฒ่าโปรดปราดลั่วปิงเหอต้องเป็นเพราะเห็นเงาของศิษย์รักในอดีตจากตัวลั่วปิงเหอ จึงเอาความปรารถนาอันผิดปกติที่คิดอยากครอบครองซูซีเหยียนถ่ายโอนมาที่ตัวลั่วปิงเหอด้วย เพ้อฝันจะเลี้ยงดูให้เป็นตุ๊กตาหัวอ่อนว่าง่าย ได้เห็นเขาในสภาพสติฟั่นเฟือนเช่นนี้ น่ากลัวว่าไม่ได้ต้องการแค่ให้ลั่วปิงเหอรับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดวังฮ่วนฮวาอย่างเดียวแล้ว คำว่า ‘เชื่อฟัง’ จะต้องมีความหมายเกินกว่าความหมายตามตัวอักษรแน่

มิน่าลั่วปิงเหอถึงได้จับเขามาหั่นเป็นเนื้อหมู

เสิ่นชิงชิวเอามือประคองท้ายทอยลั่วปิงเหอ กดให้ใบหน้าเขาซุกอยู่กับซอกแขนตน ไม่ยอมให้กงจู่เฒ่าได้ลวนลามด้วยสายตาต่อ ก่อนกล่าวอย่างทนไม่ไหวว่า “พอได้แล้ว”

เมื่อไม่เห็นใบหน้านั้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของกงจู่เฒ่าก็ห่อเหี่ยวกระตุกเป็นระยะอย่างกับเป็นตะคริว ดวงตาฉายแววอาฆาตแค้ส พลันอ้าปากกว้าง

แต่เขาไม่ได้ตะโกนออกมา ลูกตาสองข้างถลน ทั้งตัวพลันแข็งทื่อเป็นประติมากรรมหินไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวกลั้นหายใจ ในลำคอของกงจู่เฒ่ามีเสียงขลุกๆ ดวงตาเหลือกขาว เส้นเลือดฝอยแผ่ซ่านขึ้นมาถี่ยิบ ทว่าขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ฮ่าๆๆๆๆๆ

เอาแล้วไง

นึกว่าฉันโง่เป็นพ่อพระที่โดนตีแล้วไม่รู้จักโต้ตอบเหรอ

คิดว่าฉันต้องแบกคนไว้อีกคนเลยไม่ไม่แรงตอบโต้เหรอ

ชิวไห่ถังถามอย่างเสียขวัญ “เกิดอะไรขึ้น”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: