Home Novel Novel Action Scumbag System 6

Scumbag System 6

ตอนที่ 6

ว่าแต่เขาไม่อยากไปเที่ยวเล่นจริงๆหรือ ก่อนหน้านี้ต้องอุดอู้อยู่แต่ในเรือนไผ่บนชิงจิ้งเฟิง ทุกวันต้องเก็กท่าเป็นซือจุนผู้สูงส่ง จะทำอะไรก็ต้อง ‘ชืดชา ไร้อารมณ์’ พูดอย่างชืดชา ฝึกกระบี่อย่างชืดชา เก็กอย่างชืดชา ชืดชาเสียจนอยากเอาเกลือมาโรยหัวตัวเองใจจะขาดอยู่แล้ว แม่ง เจ็บไข่!

กว่าจะได้ลงเขาไม่ใช้เรื่องง่าย เพราะถูกไอ้เจ้าระบบบอกว่า ‘เสิ่นชิงชิวถูกเขียนมาให้ชอบความสงบ ไม่ชอบไปสนุกสนานเฮฮากับคนเยอะๆ’ มาขังเขาให้อยู่แต่ในห้อง ขนาดแกล้งทำเป็นนั่งสมาธิเขายังไม่อยากทำ จึงนอนอืดบนเตียงมันซะเลย

ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน หมิงฟานเข้ามารายงานเขา ในที่สุดก็มีคนเข้ามาคุยด้วยแล้ว เสิ่นชิงชิวแทบน้ำตาไหลพราก โชคดีมีไว้สำหรับพระเอก ส่วนความหงอยเหงามีไว้สำหรับพวกลิ่วล้อพลีชีพ การได้ไปเป็นเพื่อนหนูน้อยโลลิเดินชมเมืองดูโคมไฟ พวกเขาย่อมไม่มีเอี่ยวด้วยอยู่แล้ว

หมิงฟานกล่าวว่า “ศิษย์ตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้วขอรับ” จากนั้นประคองสิ่งของในมือส่งให้อย่างนอบน้อม

เสิ่นชิงชิวจ้องอย่างพิจารณา เบื้องหน้าคือยันกระดาษสีเหลืองสองปึกที่ใช้ชาดเขียน หน้ากระดาษเปลี่ยนเป็นสีดำเปื่อยยุ่ย “ยันต์กระดาษเหล่านี้ เจ้าเอาไปทดสอบปราณมารบนร่างศพมาอย่างนั้นหรือ”

หมิงฟานกล่าวว่า “ซือจุนหยั่งรู้ราวกับตาเห็น ยันต์กระดาษเหล่านี้ศิษย์ใช้ทดสอบไป 2 ที่ ที่หนึ่งคือดินข้างหลุมฝังศพของหญิงสาว อีกที่คือบนร่างของศพที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพยังมิได้นำไปฝังขอรับ”

ขนาดดินข้างหลุมฝังศพยังมีปราณมารติดมาจนมีสภาพเช่นนี้ จึงแน่ชัดแล้วว่าตัวตนของมารถลกหนังนั้นเป็นมารจริงๆอย่างไม่ต้องสงสัย ในที่สุดก็รู้เสียทีว่าสิ่งที่เขาต้องต่อการด้วยคืออะไร

เสิ่นชิงชิวกระแอม เพื่อให้เสียง “เฮอะ!” เปล่งออกมาได้อย่างดุดันยิ่งขึ้น “บังอาจมาคุกคามทำร้ายชีวิตชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ในรัศมีร้อยลี้ของชางฉยงซาน ในเมื่อพวกปลายแถวจากภพมารเหล่านี้มาถึงประตูบ้าน อย่าได้ตำหนิข้าก็แล้วกันที่ส่งศิษย์ไปผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์”

เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้อยากพูดอะไรสะเหล่อแบบนี้เลย แต่ถ้าไม่พูดก็ OOC น่ะซิ!

หมิงฟานมองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความเคารพเป็นที่สุด “ซือจุนช่างปราดเปรื่อง! หากซือจุนออกโรงเองจะต้องจับเจ้ามารตนนั้นได้ในคราเดียวและช่วยขจัดเภทภัยให้ปวงประชาได้แน่นอนขอรับ!”

“…”

ดูท่าว่าสำหรับศิษย์อาจารย์คู่นี้ เมื่อก่อนคงเป็นโหมด ‘ดีครับนาย ได้ครับท่าน’ เข้าขากันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยซินะ

พูดกันตามจริง จากมุมมองของเสิ่นชิงชิว หมิงฟานเป็นศิษย์ที่เขาพอใจมาก แม้เป็นคุณชายน้อยจากตระกูลร่ำรวย นิสัยจองหองเอาแต่ใจ ทว่าไม่เคยใช้กิริยานี้ใส่อาจารย์แม้แต่น้อย กลับทำตามคำสั่งอย่างเต็มที่ด้วยความเคารพยกย่อง ย่อมไม่มีใครรังเกียจคนที่บูชาตัวเองราวกับพระเจ้าอยู่แล้ว เตรียมการเดินทางไกล อาหารการกินที่พักตลอดทาง หมิงฟานล้วนเป็นคนคอยจัดการ หากไม่ใช่ตอนเจอกับพระเอก แล้วดันทำไอคิวอีคิวหล่นวูบอย่างไม่อาจฝืน จนกลายร่างเป็นอันธพาลประจำโรงเรียน ที่ว่าไม่โฉดชั่วไม่กระทำแล้ว เขาจะเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ เสิ่นชิงชิวยังเห็นใจศิษย์ลิ่วล้อผู้นี้ในฐานะคนที่มีหัวอกเดียวกันอีกด้วย เพราะตอนหลังเขาจะโดนลั่วปิงเหอจับโยนลงหลุมให้หมื่นมดแมลงกัดกินจนตาย…

“ลงเขาคราวนี้เป็นการสั่งสมประสบการณ์ หากไม่จำเป็นจริงๆ เหวยซือจะไม่ลงมือช่วยเหลือ หมิงฟานในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์คนโต จะต้องวางแผนอย่างระวังให้จงหนัก อย่าให้เจ้ามารนั่นมาทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักของเจ้าได้”

ขอรับ! ศิษย์กางข่ายเวทเอาไว้แล้ว ขอเพียงเจ้ามารนั่น…”

หมิงฟานพูดยังไม่ทันจบ คนผู้หนึ่งก็ถลันเข้ามาในห้องขัดจังหวะเขาเสียก่อน

ลั่วปิงเหอตะโกนหน้าซีดเผือด “ซือจุนขอรับ!”

เสิ่นชิงชิวในกระตุกวูบ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย “เกิดเรื่องอันใดขึ้น ถึงได้เอะอะโวยวายตื่นตระหนกเช่นนี้”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ศิษย์พี่หนิงกับศิษย์ออกไปเที่ยวชมตลาดในเมืองตอนกลางวัน พอตกเย็นข้าคะยั้นคะยอให้ศิษย์พี่กลับ แต่นางไม่ยอม ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เพียงชั่วพริบตานางก็หายไปแล้ว ศิษย์…หาจนทั่วทั้งถนนแล้ว กลับไม่พบ เลยได้แต่กลับมาขอให้ซือจุนช่วยขอรับ”

หายตัวไปในเวลาคอขาดบาดตายเช่นนี้ ไม่น่าใช่เรื่องล้อเล่น ฟ้าใกล้มืดแล้ว! หมิงฟานกระโดนปราดขึ้นทันที “ลั่วปิงเหอ! เจ้า…”

เสิ่นชิงชิวรีบโบกแขนเสื้อ ถ้วยชาบนโต๊ะระเบิดแตกกระจาย ที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่ห้ามปราม แต่เพื่อไม่ให้เกิด OOC และยังป้องกันไม่ให้หมิงฟานรนหาที่ตายอีกด้วย

เขาแสร้งทำเป็นข่มความโกรธ “เรื่องถึงขั้นนี้แล้วพูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ลั่วปิงเหอ เจ้ามากับข้า หมิงฟานเจ้าพาศิษย์น้องสองสามคนไปขอให้เจ้าบ้านเฉินส่งคนไปช่วยตามหาศิษย์น้องหญิงกับเจ้า”

หมิงฟานจำใจรับคำ รีบออกไปทันที

ลั่วปิงเหอก้มหน้า พูดอะไรไม่ออก

เสิ่นชิงชิวรู้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดเขาเลย เพราะหนิงอิงอิงไม่เพียงเป็นตัวละครหญิงหน้าตาสะสวยน่ารัก ทั้งยังเป็นตัวละครที่ชอบรนหาที่ตาย และเป็นตัวถ่วงของเรื่อง

ในนิยายดั้งเดิมการหายตัวไปอย่างกะทันหันของนางหรือการก่อเหตุในเวลาคอขาดบาดตายจนทำให้เสียเรื่อง เหตุการณ์พลิกผันเหล่านี้แหละที่ทำให้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีลากเนื้อเรื่องให้ยืดยาวได้อย่างน้อยเป็นร้อยบท

บางทีเสิ่นชิงิชวยังนึกเลื่อมใสลั่วปิงเหอที่สาวๆกี่คนก็รับเข้าฮาเร็มหมด แม้แต่คนที่ก่อเรื่องถึงเพียงนี้ยังกล้ารับ แถมยังรอดตายมาได้อีก พูดได้เพียงว่าพระเอกของเรานี่มันเทพเสียจริง สวยเด็ดพิเศษแค่ไหน ชาวบ้านทั่วไปก็รับไม่ลงแน่นอน

ลั่วปิงเหอเดิมทีเข้าใจว่าเสิ่นชิงชิวรั้งตัวเขาไว้เพราะอยากทุบตีแล้วด่าสักยก เขาจึงกล่าวเสียงอ่อย “เรื่องนี้เป็นความผิดของศิษย์เอง หากซือจุนอยากลงโทษ ศิษย์จะไม่นึกโกรธนึกเสียใจเด็ดขาด ขอเพียงตามหาศิษย์พี่หนิงกลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ”

เสิ่นชิงชิวมองท่าทางน่าสงสารของลั่วปิงเหอ นึกอยากเอามือลูบศีรษะ แต่ต้องห้ามตัวเองไว้เพราะระบบ

“เจ้ามานี่ พาข้าไปยังจุดที่เจ้ากับศิษย์พี่ของเจ้าพลัดหลงกัน” เขากล่าวเย็นชา

จุดที่ลั่วปิงเหอพลัดกับหนิงอิงอิงเป็นจุดที่คึกคักที่สุดของเมือง

เสิ่นชิงชิวหลับตา กลิ่นปราณมารสายหนึ่งคล้ายมีคล้ายไม่มี เขาเดินตามปราณมารที่ทำท่าจะขาดหายไปได้ทุกเมื่อ พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสิ่นชิงชิวก็พบว่าตนยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องประทินโฉมแห่งหนิ่ง

เสิ่นชิงชิว “…”

อย่าบอกนะว่าฆาตกรเป็นคนในร้านขายเครื่องประทินโฉม เล่นกันง่ายๆอย่างนี้เนี่ยนะ

แต่หลังจากเข้าไปในร้าน ร่องรอยของปราณมารกลับสลายไปหมด

หรือว่าฆาตรกรจะไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในร้านขายเครื่องประทินโฉม เพียงแต่เข้ามาในร้านนี้ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้

เข้าร้านเครื่องประทินโฉม…

หรือว่ามารถลกหนังนั่นเป็นผู้หญิง?

เสิ่นชิงชิวคาดเดาเปะปะอยู่พักหนึ่ง ใช้ให้ลั่วปิงเหอไปสอบถามสองสามคำถามก็ไร้ผล

เควสต์ชนิดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เขาข้ามขั้นโดยเฉพาะ ไม่มีเนื้อเรื่องในนิยายดั้งเดิมให้อ้างอิง

เสิ่นชิงชิวรู้ตัวเองดีว่าไม่ใช่นักสืบมือฉมังผู้มีความคิดละเอียดรอบคอบ รู้จักพลิกแพลงต่อยอดอะไรพวกนั้น

เมื่อก่อนตอนเล่นเกมห้องปริศนาหรือไขคดีจับคนร้าย เขายังเคยทำให้ตัวเองถูกขังตายมาแล้วเลย ขณะกำลังนึกกลุ้ม ระบบก็โผล่มาให้คำแนะนำอย่างรู้ใจ

[ตรวจพบท่านเข้าสู่สถานการณ์ลำบาก ต้องการใช้ค่า B 100 คะแนนเพื่อเปิดการใช้งานอีซี่โหมดหรือไม่]

เสิ่นชิงชิว “เชี่ย! มีอีซี่โหมดให้เล่นก็ไม่บอกแต่แรก! เปิดเลย เปิดๆ!”

สายตาเขาจับนิ่งที่ตัวเลือก ‘ตกลง’ เป็นเวลา 3 วินาที หลังจากตัวเลือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวก็หายไป ต่อมากลิ่นอายบางอย่างก็ทำให้ขนที่หลังของเขาลุกซู่ขึ้นมาทันควัน

ปะ…ปราณมารเข้มข้นมาก!

อย่างกับกลัวว่าคนอื่นจะหาเป้าหมายไม่เจออย่างนั้น

อีซี่โหมดไม่ได้หลอกเขาจริงๆด้วย!

เสิ่นชิงชิวไม่คิดว่าการใช้อีซีโหมดเป็นเรื่องน่าละอายแม้แต่นิดเดียว เขาเดินตามเส้นทางที่ปราณมารแผ่กระจายไปอย่างลิงโลด หลังจากเดินได้ 500 ก้าวก็ค่อยๆ ออกห่างจากย่านตัวเมือง จนมาถึงหน้าบ้านร้างแห่งหนึ่ง

ที่นี่แหละ ไม่หนีไปไหนหรอก! คุณมองโคมกระดาษขาวซีด มองประตูใหญ่เก่าโทรมนั่นซิ บ้านผีสิงชัดๆ

เสิ่นชิงชิวปรับสีหน้า กำชับลั่วปิงเหอที่ตามหลังเขามาอย่างเงียบเชียบว่า “เจ้ากลับไปที่คฤหาสน์เฉิน แจ้งหมิงฟานให้นำอาวุธวิเศษทั้งหมดที่มีและพาพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายมาที่นี่ให้หมด”

ลั่วปิงเหอยังไม่ทันได้เปิดปากตอบคำ รูม่านตาก็พลันหดเสียก่อน

เสิ่นชิงชิวเห็นสายตาของลั่วปิงเหอจ้องไปทางด้านหลังตนเองก็รู้ว่าไม่ดีแน่ สายไปเสียแล้ว ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ประตูใหญ่เปิดออกดังปัง

“ซือจุน ซือจุน ฟื้นเร็วเข้า!”

เสิ่นชิงชิวฟื้นแล้ว

หลังจากฟื้นขึ้นมาก็เห็นสีหน้าร้อนใจของลั่วปิงเหอ อีกฝ่ายถูกจับมัดเท้ามัดมือไพล่หลังอยู่ตรงกันข้าม พอลั่วปิงเหอเห็นเขาฟื้นขึ้นมาก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แววตาเป็นประกายขึ้น ร้องเรียกซือจุนอีกครั้ง

หนิงอิงอิงที่ถูกมัดอยู่กับลั่วปิงเหอ เบะปากร้องไห้เรียกตามบ้าง

“ซือจุน”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกมึนงงนิดหน่อย ไม่รู้ว่าของที่เจ้ามารนั่นพ่นใส่จะมีผลตกค้างอะไรหรือไม่

อารมณ์เขาไม่ดีเอามากๆ

อีซี่โหมดนี่เป็นอีซี่โหมดที่โหดของแท้! ส่งเขาตรงถึงปากบอสเล็กเลยทีเดียว

ที่ซวยสุดคือ เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงดันถูกบอสเล็กน็อคต่อหน้าต่อตาลูกศิษย์เสียอย่างนั้น

ดังนั้นพอเขาฟื้นขึ้นมา ระบบจึงร้องเตือนจนแสบแก้วหู [OOC : หักค่า B 50 คะแนน]

เพื่อเปิดใช้งานอีซีโหมดเมื่อครู่นี้ เขาก็ใช้ไป 100 คะแนนแล้ว โดนหักพรวดเดียว 50 คะแนน จะบอกว่าไม่ปวดใจได้อย่างไร ความจริงอาศัยพลังของเสิ่นชิงชิวตัวจริงในนิยายมารับมือกับปีศาจระดับนี้ ก็เหมือนใช้มีดเชือดโคมาฆ่าไก่ด้วยซ้ำ แต่ที่น่าอายคือยังไม่ทันจะได้ใช้มีดฆ่าโคเลยนี่ซิ

แต่ไม่ช้าเขาก็พบเรื่องที่ทำให้ยิ่งอารมณ์ไม่ดีเข้าไปอีก

เขารู้สึกว่าบนร่างกายตัวเองมีบางอย่างไม่ถูกต้อง มันออกจะหนาว ทั้งยังรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง พอก้มลงมองคำว่า ‘เชี่ย!’ ก็แทบหลุดจากปาก

เขา! ถูก! ลอก! คราบ! เกลี้ยง! เลย!

ถึงจะลอกคราบแค่ท่อนบน นี่ก็สยองพอแล้ว

เสิ่นชิงชิวจะดีจะชั่วก็เป็นถึงเจ้ายอดเขาคนหนึ่ง ร่างกายท่อนบนเปลือยโล่ง สวมเพียงกางเกงกับรองเท้าหุ้มแข้งสีขาวเท่านั้น ถูกมัดแขนขาอย่างแน่นหนาด้วยเชือกบางๆเส้นหนึ่ง ให้นอนอยู่กับพื้น สารรูปอุบาทว์เป็นที่สุด มองดูเหมือนไอ้หนุ่มหน้าขาวที่ถูกจับได้ว่ามีชู้คาเตียงไม่มีผิด มิน่า! ระบบถึงหักเขาไปตั้ง 50 คะแนน ควรอยู่หรอก ต่อให้หักจนเกลี้ยงก็ยังสาสม

ใบหน้าเสิ่นชิงชิวประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวซีด อยากเอากระบี่มาขุดดินฝังตัวเองไว้ในหลุมสักแป๊บ ทว่ากระบี่เขากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

มิน่าเล่าเมื่อครู่ลั่วปิงเหอถึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนและกลัดกลุ้มกังวล เขาต้องคิดแน่เลยว่า การได้เห็นเสิ่นชิงชิวในสภาพอุบาทว์ขนาดนี้ กลับไปจะต้องโดนซ้อมอย่างหนักเพื่อเอาคืนแน่

หนิงอิงอิงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ซือจุนท่านฟื้นเสียที อิงอิงกลัว…”

กลัว? ถ้ากลัว เธอก็อย่าเที่ยววิ่งเพ่นพ่านซิน้องหนู! เสิ่นชิงชิวคิดอย่างเซ็งๆ

เวลานี้เองเสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ร่างในชุดดำปรากฏขึ้นจากความมืด

“ชางฉยงซานอะไรกัน เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงอะไรกัน ที่แท้ก็แค่นี้เอง หากคนของชางฉยงซานที่ประโคมโอ่ตัวเองว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าล้วนเป็นเช่นนี้ วันที่เผ่ามารยึดครองภพมนุษย์คงมาถึงในเร็ววันแน่” พูดจบก็เงยหน้าหัวเราะอย่างสะใจ

อีกฝ่ายคลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งสีดำ เสียงแหบพร่าไม่น่าฟัง เหมือนคอของพวกขี้ยาสูบฝิ่น

เสิ่นชิงชิวหรี่ตา “มารถลกหนัง?”

“ถูกต้อง ข้าเอง ข้าก็คือมารถลกหนัง! กระบี่ซิวหย่าผู้เลื่องชื่อวันนี้ตกอยู่ในกำมือข้า สาแก่ใจยิ่งนัก เสิ่นชิงชิวเอ๋ย เสิ่นชิงชิง ต่อให้เดาจนกะโหลกแตก เจ้าต้องเดาไม่ออกแน่ว่าข้าเป็นใคร!”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “แค่นี้เดายากตรงไหนกัน”

มารถลกหนัง “…”

เสิ่นชิงชิว “เจ้าก็คือเตี๋ยเอ๋อร์อย่างไรล่ะ”

มารถลกหนัง “…”

มันเลิกผ้าคลุมศีรษะสีดำออก พลางกล่าวอย่างฉุนเฉียว “เป็นไปไม่ได้! เจ้าเดาออกได้อย่างไร!”

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

แกนึกว่าฉันตาบอด ดูหุ่นไม่เป็นเรอะ ที่ผู้ชายชอบมองเป็นอันดันแรกยิ่งกว่าหน้าตาก็คือหุ่นนี่แหละ ส่วนหน้าอวบนูน ก้นงามงอน เอวเล็กคอด ต้องผู้หญิงแหงๆ แล้วไหนจะวิธีแต่งบ้านแบบพวกเศรษฐีใหม่ที่หาที่ไหนไม่ได้นี่อีก แกนึกว่าฉันไม่รู้รึว่าตัวเองถูกพากลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเฉินแล้ว

คฤหาสน์ตระกูลเฉินถึงจะมีผู้หญิงมากมาย แต่คนที่ฉันได้เจอมีแค่ไม่กี่คน ที่แนะนำชื่อให้รู้จักก็มีแค่เตี๋ยเอ๋อร์ แกให้ฉันเดา ฉันมีแต่ต้องเดาว่าเป็นเตี๋ยเอ๋อร์น่ะซิ คนอื่นฉันไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำจะเดาได้อย่างไร ใครจะไปนึกว่าเดาทีเดียวก็โป๊ะเชะเลย แล้วใครจะไปนึกว่าแกจะฟิวส์ขาดง่ายแบบนี้ กระทั่งจะปฏิเสธไว้ก่อนยังทำไม่เป็น มาถึงก็เปิดผ้าคลุมปริศนาเลย!

เขาจะพูดออกไปได้หรือ พูดได้ด้วยหรือ จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไร เลยได้แต่เก็กทำเป็นมีลับลมคมในกลบเกลื่อนเอา

‘เตี๋ยเอ๋อร์’ หรือที่ควรเรียกว่า ‘มารถลกหนัง’ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สวมหน้าของอนุภรรยาคนโปรดของนายผู้เฒ่าเฉิน เอารอยยิ้มอ่อนหวานนุ่มนวลอย่างสุดจะเปรียบทั้งลำพองใจอยู่ในทีกลับมาอยู่บนหน้าอีกครั้ง “ถูกต้อง! เป็นข้าเอง! เสิ่นชิงชิว! ต่อให้เจ้าเดาจนกะโหลดแตกก็คิดไม่ออกว่าข้าจะเป็นหญิงสาวบอบบางเช่นนี้กระมัง”

เสิ่นชิงชิวนั่งตัวตรง พยายามให้ดูสง่าผ่าเผยขึ้นมานิดหนึ่ง สารรูปจะได้ไม่ดูหมดสภาพเกินไป

ตามธรรมเนียมแล้วพวกบอสต้องมีช่วงเวลาสำหรับการสารภาพ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไว้หน้ามันหน่อย

เตี๋ยเอ๋อร์ไม่ต้องการกำลังใจจากเขา กล่าวต่อเองเสร็จสรรพว่า “ที่มารถลกหนังไปไหนมาไหนไร้รูปไร้รอย ความจริงแล้วมิใช่เพราะสามารถเหินฟ้าดำดิน หากแต่เป็นเพราะทุกครั้งหลังจากข้าฆ่าคนเสร็จ ก็จะเปลี่ยนคราบร่างใหม่ สวมหนังของหญิงสาวเหล่านั้น เลียนแบบกิริยาท่าทางของพวกนาง ปะปนอยู่กับพวกมนุษย์ได้อย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็น คอยมองหาเป้าหมายต่อไป”

เสิ่นชิงชิว “ไม่ถูกต้อง”

เตี๋ยเอ๋อร์หน้าดำทะมึน “มีตรงไหนไม่ถูกต้อง”

เสิ่นชิงชิว “หากทุกครั้งที่เจ้าฆ่าคนเสร็จก็เปลี่ยนคราบร่าง ตัวอย่างเช่น พอฆ่าเตี๋ยเอ๋อร์ก็ยึดครองคราบร่างของนาง กลายเป็นเตี๋ยเอ๋อร์ แต่ยังมีศพของเตี๋ยเอ๋อร์ที่ถูกเจ้าถลกหนังออกไปแล้ว ผู้คนจะไม่ประหลาดใจหรือว่าทำไมถึงมีเตี๋ยเอ๋อร์ 2 คน

แต่พอคิดดูก็กระจ่างแจ้งทันควัน

โลกนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีตรวจสอบ DNA  พอลอกหนังแล้วก็เป็นแค่ก้อนลือดเหวอะหวะก้อนหนึ่ง แยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร

เตี๋ยเอ๋อร์กล่าว “ดูท่าว่าเจ้าเข้าใจแล้ว ถูกต้อง ข้าจะใช้ศพของผู้หญิงคนถัดมาแทนศพของผู้หญิงคนก่อนหน้า อย่างเช่น ตอนข้าฆ่าเตี๋ยเอ๋อร์ ตอนนั้นข้าสวมคราบร่างของเซียงเอ๋อร์อยู่ ทุกคนเข้าใจว่าเวลานั้นเซียงเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่ รอจนหลังจากข้าสวมคราบร่างของเตี๋ยเอ๋อร์แล้ว ศพของเตี๋ยเอ๋อร์ก็จะถูกข้าแสร้งทำให้เป็นศพของเซียงเอ๋อร์ แล้วมีคนมาพบเข้า”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกนับถือผู้ร้ายเหล่านี้สุดๆ ช่างมีจรรยาบรรณวิชาชีพสูงกันเหลือเกิน ไม่เพียงต้องเปิดเผยความคิดจิตใจของตัวเอง แถมต้องอธิบายรายละเอียดของกระบวนการและวิธีคิดในการก่อคดีอีกด้วย อธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบมาให้เสร็จสรรพ ช่าง…ช่างเอาจริงเอาจังและมีความรับผิดชอบเสียยิ่งกว่าพวกอาจารย์ที่คุมห้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก!

ลั่วปิงเหอฟังพวกเขาอย่างเงียบเชียบมาตลอด แววตาเป็นประกายลุกเรื่องด้วยความโกรธ หัวใจน้อยๆที่รักความเป็นธรรมของเด็กหนุ่มถูกการกระทำอันโหดเหี้ยมของเผ่ามารที่เสียสติผู้นี้ปลุกกระตุ้น

ส่วนหนิงอิงอิงถูกคำว่าเซียงๆเตี๋ยๆทำเอามึนศีรษะสมองพองบวม ฟังไม่รู้เรื่องสักกระผีกแต่ไม่กล้าสอดปาก

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ทุกช่วงระยะเวลาหนึ่งเจ้าต้องเปลี่ยนคราบใหม่เป็นเพราะเจ้ามีความสุขที่ได้เปลี่ยน หรือเพราะความจำเป็น”

เตี๋ยเอ๋อร์หัวเราะเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าข้าจะบอกเจ้าหรือ”

เธอก็บอกฉันมาตั้งเยอะแล้วนี่นา พี่สาว(เอ๊ะ หรือจะพี่ชาย?) ไม่เห็นต้องยกเว้นเรื่องนี้เลย

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: