Scumbag System 60

0 Comments

ตอนที่ 60

นางทำท่าจะชักกระบี่

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “แม่นางชิว ขอแนะนำเจ้าสักประโยค อย่าได้ชักกระบี่เด็ดขาด และอย่าได้บุ่มบ่ามใช้พลังทิพย์ นอกเสียจากว่าเจ้าอยากเป็นเหมือนเขา”

ชิวไห่ถังหมุนตัวเดินไปตรงหน้ากงจู่เฒ่าด้วยความสงสัย จากนั้นก็ร้องกรี๊ด

ตามรอยย่นถี่ยิบบนใบหน้าชราภาพของกงจู่เฒ่า มีตุ่มเนื้อเขียวๆผุดขึ้นมาจนทั่ว ดูท่าทางจะเจ็บปวดมาก ไม่เพียงไม่อาจขยับตัว กระทั่งจะพูดยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ

ชิวไห่ถังถามเสียงสั่น “เสิ่นจิ่ว จะ…เจ้าทำอะไรเขา”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่อย่าลืมว่า ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสุสานของคนอื่นเขา พวกเจ้านึกว่าเผ่ามารจะไม่มีกลไกอะไรไว้ปกป้องเลยรึ”

ปุยสีขาวที่ลอยอยู่ในอากาศ มองดูเหมือนดอกแดนดิไลออน ความจริงแล้วเป็นพืชชนิดหนึ่งของเผ่ามาร มีชื่อว่า ‘ใยไหมอารมณ์’

พืชชนิดนี้จะงอกบนร่างของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังชอบผู้ที่ปล่อยพลังออกมาเป็นพิเศษ เมื่อใช้ปราณทิพย์หรือปราณมารจะเป็นการชักนำเมล็ดไปเพราะบนร่างคนผู้นั้น นี่คือสาเหตุว่าทำไมเมื่อครู่เสิ่นชิงชิวถึงได้พยายามใช้มือเปล่าเข้าสู้ แทบไม่ใช้พลังทิพย์เลย

เมื่อใยไหมอารมณ์เข้าสู่ร่างกายจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แค่คันนิดหน่อย มันใช้เลือดเนื้อเป็นดิน แต่พองอกเป็นต้นอ่อนก็จะแทงทะลุผิวออกมา ทุกครั้งที่มันสูงขึ้นหนึ่งชุ่นจะเจ็บปวดราวกับถูกขูดเลือดขูดเนื้อ นอกจากนี้ ยิ่งใช้พลังทิพย์มันจะยิ่งงอกงามได้เร็วขึ้น หากกล้าใช้พลังฟาดออกไปก็จะยิ่งงอกใหม่พึ่บพั่บ พริบตาเดียวก็แตกหน่อเป็นตุ่มๆ

เมื่อคู่กงจู่เฒ่าใช้เสียงคำรามเข้าต่อสู้มาตลอด ชีพจรทิพย์โคจรมารวมตัวอยู่ที่ศีรษะและลำคอ ตอนนี้ตุ่มเลยงอกขึ้นมาเต็มหน้าเขา ในช่องปากและลำคอจะต้องเต็มไปด้วยวัตถุแปลกปลอมเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ ตุ่มเนื้อเหล่านี้มีก้านสั้นๆ ผิวนอกของมันปกคลุมด้วยขนอ่อนและเส้นเลือด รากนั้นหยั่งลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังและเลื้อยยาวจนเชื่อมต่อพันแน่นกับเส้นประสาท

เสิ่นชิงชิวเดาะลิ้น “กงจู่อย่าได้ตะโกนอีกเป็นอันขาด หากไม่แล้วใยไหมอารมณ์จะยิ่งเจริญงอกงาม แล้วขึ้นไปงอกในสมอง เช่นนั้นก็หมดทางรอดแล้ว

นี่เป็นภาพที่ทั้งน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ชิวไห่ถังตัวสั่นเอามือปิดปาก แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ตาเหลือกสลบเหมือดไปเดี๋ยวนั้น

คนหนึ่งขยับตัวไม่ได้ อีกคนหมดสติไปละ ชนะขาด!

เสิ่นชิงชิวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ประคองลั่วปิงเหอลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก

กงจู่เฒ่าหน้าขึงตึง กล่าวอู้อี้ “อย่าดีใจเร็วเกินไปนัก เจ้าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก”

กว่าเขาจะกล่าวคำเหล่านี้ออกมาได้ก็เจ็บจนหน้าเหยเก ตุ่มเนื้อบนใบหน้าสั่นกระตุกตาม

เสิ่นชิงชิวทำเสียงอือ จากแขนขวาไปถึงหัวไหล่ ลึกลงไปถึงเนื้อใน เสิ่นชิงชิวก็กำลังเจ็บปวดจนเจียนประสาทกินเลยทีเดียว

ตอนที่เขารับกระบี่สองเล่มนั้น จำใจต้องใช้พลังทิพย์เช่นกันและตอนนี้มันก็งอกแล้ว

แต่…ยังดี อย่างน้อย…ในที่สุดลั่วปิงเหอก็ปลอดภัยแล้ว

เห็นเสิ่นชิงชิวกึ่งลากกึ่งแบกลั่วปิงเหอทำท่าจะจากไป กงจู่เฒ่าทำเสียงอื๊อๆในลำคอ อารามร้อนใจเลยร่วงลงมาจากเก้าอี้ล้อเข็น ร่างกายที่ไม่มีแขนขากระดืบไปตามพื้นที่เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้อย่างยากลำบากทีละนิด ดูเป็นภาพที่ทั้งน่าพรั่นพรึงและน่าเวทนาอย่างยิ่ง

กงจู่เฒ่าร้องอู้อี้ “อย่าไป…อย่าไป ห้ามไป…”

เสิ่นชิงชิวจ้ำเท้าให้เร็วขึ้น ไม่คาดคิดว่าจู่ๆแววตาของกงจู่เฒ่าก็ดุดันขึ้นมา เปล่งเสียงคำรามจากลำคอ

เขาถึงกับยอมเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลกแค่ขอให้ได้โจมตี!

เสิ่นชิงชิวไม่เข้าใจ ว่าที่กงจู่เฒ่าห้ามคือไม่อยากให้พวกตนไปหรือไม่อยากให้ลั่วปิงเหอมีชีวิตรอดกันแน่ เขาใช้ปลอกกระบี่ที่มีรอยร้าวเข้าต้านรับไว้อีกครั้ง ทำเอามือขวาสั่นสะเทือนไปถึงตุ่มเนื้อที่งอกขึ้นมา เจ็บแสนสาหัสจนเจียนขาดใจเลยทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังไม่ยอมทิ้งลั่วปิงเหอ ด้วยความที่เจ็บมากจนเลือดลมปั่นป่วน เขาถลึงตามองกงจู่เฆ่า แววตาทอประกายสังหารขึ้นมาฉับพลัน

เมื่อครู่กงจู่เฒ่าคำรามไปครั้งหนึ่ง ตุ่มเนื้อก็แตกหน่อขึ้นมาอีกไม่น้อย ถึงขนาดว่ามีบางตุ่มแตกหน่อออกมาจากหางตาด้วย เขาเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ดูคล้ายเนื้อหมูชิ้นยาวๆชิ้นหนึ่ง กลิ่งสองสามตลบไปตามพื้นจนถึงข้างกายชิวไห่ถัง ตะโกนกรอกหูนางว่า “เจ้ามิใช่อยากฆ่าเสิ่นชิงชิวหรอกหรือ เขาอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วอย่างไรเล่า มัวนอนอยู่ทำไม รีบลูกขึ้นมาซิ ฆ่าเขาซะ ฆ่าพวกมันไม่ให้เหลือ”

ชิวไห่ถังถูกกงจู่เฒ่าตะโกนใส่จนค่อยๆฟื้นขึ้นมา แวบแรกที่นางเห็นคือใบหน้าแก่ๆเหมือนเปลือกส้มตากแห้ง บนหน้ายังมีสิ่งประหลาดงอกขึ้นเต็ม ทั้งเป็นหลุมเป็นบ่อถี่ยิบโชกเลือด ชวนสยดสยองจนขวัญกระเจิง จึงกรีดร้องไม่หยุด ชูกระบี่ขึ้นฟาดมั่วซั่ว

เสิ่นชิงชิวกลัวนางบุ่มบ่ามใช้พลังทิพย์จนทำให้ใยไหมอารมณ์งอกขึ้นตามตัว เลยตะโกนว่า “ใจเย็นก่อน”

กงจู่เฒ่าทำเสียงประหลาด “เร็วเข้าซิ เร็วเข้า เจ้ามิใช้ขอให้ข้าช่วยจัดการเขามาตลอดเลยหรอกหรือ ตอนนี้เขากำลังจะยันไม่ไหวอยูแล้ว รีบลงมือเร็วเข้า”

ชิวไห่ถังหันมามองเสิ่นชิงชิวเต็มา จึงค่อยๆได้สติกลับคืนมา สองมือสั่นระริก สายตาไม่หันเหไปทางอื่นอีก พูดอย่างแฟร์ๆแล้ว เสิ่นชิงชิวไม่มีความแค้นอะไรกับชิวไห่ถัง อีกทั้งจะว่าไปนางก็เป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำของเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลด้วยซ้ำ แต่ถ้านางเข้ามาขวางทาง เขาก็จำเป็นต้องลงมือแล้ว

ที่ผิดคาดคือชิวไห่ถังไม่ได้มีทีท่าเหมือนอยากฆ่าแบบไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน ซ้ำเอาแต่เบิกตามองเสิ่นชิงชิวอย่างเหม่อลอย พอย้ายไปมองลั่วปิงเหอในอ้อมกอดเขา นางไม่เพียงไม่เดินเข้าหา หากแต่ถอยหลังไปสองสามก้าวเสียด้วยซ้ำ

ริมฝีปากนางสั่นระริก “เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…โกหก! โกหกทั้งเพ ใม่ใช่พี่ชายข้านะ พี่ชายข้าไม่ผิด ไม่ใช่พี่ชายข้า เจ้าโกหก”

เป็นอะไรไปล่ะนี่

นางทั้งร้องไห้ทั้งตะโกน “ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ทำไมข้าต้องทรมานมาตลอดหลายปีนี้ด้วย”

เสิ่นชิงชิวงง ชิวไห่ถังหมดสติไปแค่แป๊บเดียว พอฟื้นขึ้นมาทำไมถึงเปลี่ยนเป็นคนละคนแบบนี้เลยล่ะ

หรือช่วงที่สลบดันเห็นบางสิ่งบางอย่างที่รับไม่ได้ในฝันมา เลยหวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวนึกรู้ว่าเรื่องนี้มีเลศนัย จึงกล่าวเสียงต่ำ “เจ้าอย่าได้ขบับตัวมั่วซั่ว”

กงจู่เฒ่าตะโกน “เจ้ามัวรออะไรอยู่อีก”

ชิวไห่ถังสูญสิ้นสติรู้คิดไปแล้ว เอามือกุมหัว กรีดร้องเสียงแหลมใส่เสิ่นชิงชิว “ตกลงเจ้าคิดอย่างไรกับข้ากันแน่ เกลียดข้า? สงสารข้า? ต้องการให้ข้าอยู่อย่างทรมานไปชั่วชีวิต? เหตุใดไม่ฆ่าข้าเสียเลย? ทำไมถึงไม่ฆ่าข้า!?”

เสิ่นชิงชิวถูกเสียงตะโกนของนางทำจนมึน ชิวไห่ถังฉวยจังหวะนี้รีบวิ่งเตลิดหนีไป เขาตะโกนตามหลัง “กลับมาก่อน วิ่งมั่วซั่วในสุสานศักดิ์สิทธิ์มีแต่ตายสถานเดียวนะ”

แต่นางวิ่งไปไกลแล้ว และเขาก็ไม่ว่างพอจะวิ่งตามไปเสียด้วย เสิ่นชิงชิวทั้งหดหู่ทั้งใจหาย ไม่รู้จริงๆว่ารู้สึกยังไงกันแน่

ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไว้อาลัยให้นางเงียบๆแล้วมุ่งหน้าต่อ

กงจู่เฒ่าเห็นนางวิ่งไปไกลแล้ว ส่วนเสิ่นชิงชิวก็จ้ำเท้าห่างออกไปเรื่องๆ ในที่สุดความหวังก็ดับสูญ ชายชรานอนคว่ำหน้ากับพื้นอย่างเหม่อลอย แต่จู่ๆก็ซุกหัวเข้าไปกัดใบหญ้าคำหนึ่ง

เขาเคี้ยวหญ้าไปหัวเราะไป ยิ่งหัวเราะตุ่มเนื้อบนศีรษะก็ยิ่งงอกถี่เร็วขึ้น ชั่วพริบตาก็ปกคลุมทั่วทั้งศีรษะ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป

เสิ่นชิงชิวเหมือนจะได้ยินเสียงแปลกๆของกะโหลกกับเนื้อเยื่อในสมองถูกบด

กงจู่เฒ่าหายใจครืดคราดอีกสองสามที วางศีรษะหนักอึ้งลงกับพื้น จากนั้นก็ยกไม่ขึ้นอีกเลย

ประมุขแห่งยุคผู้หนึ่งกลับต้องมาตายอย่างน่าสังเวชเช่นนี้ ช่างพาให้คนต้องทอดถอนใจจริงๆ

เสิ่นชิงชิวเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงที่ฟังว่างเปล่าเลื่อนลอยก็ดังขึ้นข้างหูเหมือนดังมาจากทุกทิศทุกทาง

เทียนหลางจวินกล่าวกลั้วหัวเราะ “เจ้ายอดเขาเสิ่นเล่นซ่อนหาเก่งจริงๆ มิสู้ลองเดาดูว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไร”

เสิ่นชิงชิวคลำที่ขาเจอเข้ากับสิ่งแปลกปลอมขยุ้มหนึ่ง เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก ไหลลงมาเป็นหยาดหยด ใยไหมอารมณ์แล่นไปตามเส้นชีพจรลงไปที่ขาแล้ว

เทียนหลางจวินส่งเสียงมาอีกครั้ง “มุ่งหน้าไปทางตะวันออก คงคิดจะไปให้ถึงปากทางที่ถูกทลายเข้ามาเพื่อหนีออกไปจากสุสานศักดิ์สิทธิ์หรือ”

ตานี่ดันรู้ตำแหน่งเขาอีกแน่ะ เสิ่นชิงชิวนึกผวาอยู่ในใจ ก้มมองดูขาตัวเอง หากปล่อยให้ใยไหมอารมณ์หยั่งรากขึ้นจนเต็มขาล่ะก็ ถึงตอนนั้นคิดจะไปก็ไปไม่ได้แล้ว เขากัดฟัน มองลั่วปิงเหอแวบหนึ่ง ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นฉีกชายเสื้อออกมา จับตุ่มเนื้อทั้งกระจุกไว้แล้วกระชากอย่างแรง

เขารู้สึกเหมือนในสมองขาวโพลงไปหลายสิบวิ เจ็บเหมือนถูกกระชากเนื้อหลุดทั้งแถบเลยทีเดียว

เสิ่นชิงชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆหลายที สติค่อยๆแจ่มใสขึ้นจึงพบว่าเสียงหายใจของตนเองนั้น ฟังแล้วเหมือนเสียงสะอื้นไม่ผิด

ตอนนี้กระทั่งจะเช็ดหน้าเขายังทำไม่ไหว ทำไงได้ เชี่ยเอ๊ย…แม่งเจ็บสุดๆเลย

แต่แม้เลือดยังไหลโกรกเป็นสาย อย่างน้อยๆเขาก็เดินต่อได้แล้ว ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกอยู่เลยว่าลั่วปิงเหอช่างดูน่าอนาถนัก ใครจะไปนึกว่าสภาพของเขาในตอนนี้อนาถยิ่งกว่าหลายเท่า

เทียนหลางจวินรู้ตำแหน่งเขา จะต้องตามมาทางนี้แน่ หากพาลั่วปิงเหอเดินต่อไปทางตะวันออกก็ต้องจ๊ะเอ๋กับสองลุงหลานนั่นแน่นอน

เสิ่นชิงชิวออกจากห้องที่เหมือนป่าดงดิบ จากนั้นทะลุผ่านอีกหลายห้อง เขารีบเข้าไปหาโลงหินที่ยังพอจแห้งสะอาดใบหนึ่ง เอามือประคองศีรษะลั่วปิงเหอวไว้แล้วค่อยๆวางร่างกายฝ่ายนั้นลงไปอย่างระมัดระวัง ลองเอาหลังมือแตะหน้าผากดู พบว่ามันยังร้อนลวกอยู่ แต่ตราประทับที่หว่างคิ้วกลับยิ่งแดงเจิดจ้ามากขึ้น

เสิ่นชิงชิวเอากระบี่ซินหมัววางไว้ใต้มือลั่วปิงเหอ สำรวมสติให้มั่นแล้วค่อยๆปิดฝาโลง

เทียนหลางจวินเดินนำหน้ามาอย่างไม่รีบไม่ร้อย โดยมีจู๋จือหลางตามหลังมาติดๆ พอเลี้ยงมุมตรงทางเดินหินก็เจอเสิ่นชิงชิวกุมกระบี่ซิวหย่ายืนอยู่ใจกลางห้องๆหนึ่ง กำลังมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาประหนึ่งว่าคอยพวกเขาอยู่นานแล้ว

เสื้อเขียวของเสิ่นชิงชิวถูกอาบย้อมเป็นสีแดงไปครึ่งหนึ่ง มือขวามีเลือดไหลมาตามคราบเลือดแห้งกรัง ริมฝีปากซีดขาวแทบเป็นสีเดียวกับหน้า

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ไม่เจอกันประเดี๋ยวเดียว ไฉนเจ้ายอดเขาเสิ่นถึงได้มีสารรูปเช่นนี้เล่า”

เสิ่นชิงชิวมองดูเขา เห็นๆอยู่ว่าเทียนหลางจวินถูกเสาลาวากลืนเข้าไปตอนอยู่ที่ตำหนักโกรธา แต่ตอนนี้ร่างกายของเทียนหลางจวินกลับไม่มีกระทั่งกลิ่นควันด้วยซ้ำ อย่างมากตรงชายเสื้อก็ไหม้ไปนิดเดียวเท่านั้น

อย่างนี้ก็มีด้วย!!!

เทียนหลางจวินถามเขาว่า “ศิษย์รักของเจ้ายอดเขาเสิ่นล่ะ”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ออกไปแล้ว”

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆ “เจ้ายอดเขาเสิ่นยังอยู่ที่นี่ เขาจะไปได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวก็ยิ้มให้เขาบ้าง ยิ้มกันไปยิ้มกันมา จู่ๆเทียนหลางจวินก็ยิ้มไม่ออก เพราะเขาค้นพบว่าตนก้าวขาไม่ได้เสียแล้ว

เทียนหลางจวินก้มหน้ามอง จากเท้าขึ้นมาถึงเอวถูกผลึกน้ำแข็งอันแกร่งหนาห่อหุ้มจนทั่วตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และตอนนี้กำลังลามขึ้นมาที่ลำตัวเขา สภาพของจู๋จือหลางแย่งยิ่งกว่าเขาอีก ขาสองข้างและแขนหนึ่งข้างถูกน้ำแข็งจับจนแข็งเป๊ก

เทียนหลางจวินจึงค่อยสังเกตว่าในห้องนี้หนาวจับจิตเลยทีเดียว เขากล่าวอย่างมั่นใจ “ตระกูลโม่เป่ย”

ห้องนี้ก็คือห้องเก็บศพที่ปู่ของโม่เป่ยจวินสร้างมากับมือนั่นเอง สายเลือดของพวกเขามีความเชี่ยวชาญในการบังคับน้ำแข็ง เวทน้ำแข็งอยู่เหนือผู้ใดในเผ่ามาร ไม่มีใครเทียม สุสานที่อยู่ด้านหลังเสิ่นชิงชิวนี้ย่อมเอาเวทน้ำแข็งมาใช้เช่นกัน

ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนมีไอเทมและพื้นที่ให้เขาเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องให้เขาออกแรงต่อสู้เลย ยังไงก็มีของที่เขาสามารถเอามาใช้รับมือคู่ต่อสู้ได้เสมอ

เสิ่นชิงชิวจำได้ ในนิยายดั้งเดิมได้บรรยายเอาไว้ว่าหากมีของที่อุณหภูมิสูงกว่าอากาศภายในห้องนี้ สิ่งนั้นจะโดนข่ายมนตร์เยือกแข็งแปรสภาพให้กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งไปทันที แข็งอยู่ประมาณสองสามวัน ตัวก็จะแตกร้าวกลายเป็นสะเก็ดน้ำแข็งไป ดังนั้นก่อนเข้ามาในห้องนี้เขาจึงได้เดินชีพจรทิพย์ไว้ทั่วร่างเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้หน้าเขาถึงได้ดูซีดจัด

ช่วงเวลานี้น้ำแข็งได้ไต่ขึ้นมาถึงแผ่นอกเทียนหลางจวินแล้ว สีหน้าเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ปราณมารในมืออวลตลบ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจทำลายผลึกน้ำแข็งที่ห่อหุ้มกำปั้น กระนั้น ต่อให้แช่แข็งเขาไม่ได้ตลอดไป อย่างน้อยยังพอถ่วงเวลาได้อยู่

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ดูเหมือนข้าจะไม่ได้คิดไปเองจริงๆ เจ้ายอดเขาเสิ่นรู้จักพื้นที่ต้องห้ามของเผ่าข้าเป็นอย่างดี แทบกล่าวได้ว่าราวกับฝ่ามือตนเองทีเดียว”

เสิ่นชิงชิวไม่พูดไม่จา โบกมือให้พวกเขาแล้วหมุนกายจากไป

เทียนหลางจวินปรายตามองจู๋จือหลางแวบหนึ่ง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ข้าเคยบอกแล้ว หากเจ้าต้องการจะพาเจ้ายอดเขาเสิ่นมาภพมาร ต้องเอาให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มาทำให้พวกเราเสียเรื่อง ควรต้องทำอย่างไร เจ้ารู้แล้วนะ”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงแผ่ว “บ่าวทราบแล้วขอรับ”

ได้ฟังสองประโยคนี้ เสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกว่าเขาอาจหลงลืมหรือละเลยอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆไป

จู๋จือหลางกล่าว “เสิ่นเซียนซือ ต้องขอโทษท่านแล้ว”

ห้ามเลยนะ ห้ามเด็ดขาด ขนาดนายรู้สึกขอบใจฉัน ยังทำซะฉันอนาถขนาดนี้ หากนายรู้สึกผิดกับฉัน ฉันยังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเรอะ

ขณะกำลังคิดเช่นนี้เสิ่นชิงชิวที่ตอนแรกยังดีๆอยู่ พลัน! ตัวเซวูบจนต้องเกาะผนังหินเอาไว้

เขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างในท้องกำลังดิ้นดุกดิก แล้วไต้ไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ความรู้สึกนี้มันช่างคุ้นเคยจนน่ากลัว เสิ่นชิงชิวเกือบร้องด่าเช็ดแม่ ออกมาเดี๋ยวนั้น

ตอนนี้ลั่วปิงเหอหลับปุ๋ยอยู่ในโลง งวดนี้ที่ร่างกายเขาปั่นป่วนขึ้นมาก็ต้องเป็นเลือดของคนอื่นเท่านั้นแล้ว

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นไม่น่าจะดื่มเป็นครั้งแรก ทำไมถึงยังไม่ชินอีกเล่า”

เสิ่นชิงชิวพยายามฝืนอาการคลื่นไส้จะอาเจียน “…พวกเจ้าเอาให้ข้าดื่มตอนไหน”

เทียนหลางจวินกล่าวเสียงเย้า “เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าลืมซิ ร่างเซียนของเจ้าอยู่ในมือพวกข้ามิใช่เวลาสั้นๆเลย พวกข้าทำอะไรได้ตั้งมากมายเชียวนะ”

มิน่าถึงรู้ตำแหน่งของเขาได้อย่างง่ายดาย เสิ่นชิงชิวชะงักแล้วเดินหน้าต่อ ยิ่งเดินก็ยิ่งปวดในท้องราวกับมีอะไรมาบิด แต่ความเร็วของเขาก็ไม่ได้ลดลงกลับเร่งขึ้นด้วยซ้ำ ที่เขายังเดินได้เร็ว สาเหตุหนึ่งก็มาจากเขามีความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น อีกอย่างคือเขารู้ดีว่าจะมายอมแพ้เอาตอนนี้ไม่ได้

ฉวยจังหวะที่สองคนนั้นกำลังถูกแช่แข็ง ยังพอมีโอกาสหนีได้อยู่ หากรอให้พวกเขาละลายน้ำแข็งได้สำเร็จ คิดจะถ่วงเวลาอีกก็ลำบากแล้ว

แม้ในใจจะรู้ถึงผลดีผลเสียอย่างกระจ่าง แต่ยิ่งเดินเร็วจู๋จือหลางก็ยิ่งเร่งเร้ากู่โลหิตในกายเขารุนแรงยิ่งขึ้น เสิ่นชิงชิวหันกลับไปถลึงตาใส่อย่างอดไม่อยู่ หน็อย บอกว่าอยากตอบแทนบุญคุณ ก็คือให้กู่โลหิตมันเอาท้องฉันเป็นที่ฟักไข่อยู่กันเป็นครอบครัวสุขสันต์งั้นรึ

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “เช่นนี้เขายังเดินไปได้ไกลขนาดนี้ เจ้ายอดเขาเสิ่นจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวผิดมนุษย์มนาโดยแท้ หรือพูดได้ว่าเพื่อลูกชายข้าแล้ว กระทั่งชีวิตก็ไม่ต้องการแล้วอย่างนั้นหรือ”

ทันใดนั้นจู๋จือหลางกล่าวอย่างไม่ได้ศัพท์ “จวินซั่ง ข้า…บ่าวควบคุมไม่อยู่แล้ว”

พูดยังไม่ทันขาดคำเสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่ท้องสลายไปกะทันหัน ร่างกายเบาขึ้น จึงรีบออกวิ่งทันที

เทียนหลางจวินเห็นเขาอยู่ๆก็วิ่งได้ขึ้นมา เลยกล่าวอย่างประหลาดใจ “เลือดของเจ้ามิใช่ควบคุมเขาได้หรอกหรือ”

จู๋จือหลางเองก็ไม่เข้าใจ เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ควบคุมได้นะขอรับ แต่ตอนนี้ไม่ทราบทำไมถึงควบคุมไม่อยู่แล้ว”

ในหูเสิ่นชิงชิวมีเสียงหึ่งๆได้ยินอะไรไม่ชัด มองอะไรก็ไม่แจ่มแจ้งคิดว่ายังไงก็ต้องเอาตัวลั่วปิงเหอไปส่งให้ถึงปากทางเข้าแล้วโยนออกไปให้ได้ เขาวิ่งเหยาะๆโดยเกาะไปตามผนัง แต่แล้วก็ไม่รู้ไปเตะโดนอะไรเข้าจนตัวโอนเอนไปนิดหนึ่ง ฝืนยันมาได้นานขนาดนี้ ร่างกายเขาใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทีแล้ว จวนเจียนจะล้มมิล้มแหล่ และแล้วเข่าก็อ่อนยวบ คราวนี้เขาไม่ได้ล้มลงไปเพราะถูกมือข้างหนึ่งคว้าเอาไว้มั่น กึ่งประคองกึ่งอุ้มขึ้นมา

เสิ่นชิงชิววิงเวียนจนหูตาลาย พยายามเพ่งมอง

ทางเดินมืดสลัวเขาจึงเห็นไม่ค่อยชัดนัก ทว่ากลับสามารถมองเห็นแววตาที่ลุกเรืองด้วยความโกรธได้ชัดเจน รวมทั้งตราบาปที่เปล่งแสงสีแดงฉานนั่นด้วย

เทียนหลางจวินกับจู๋จือหลางกลายเป็นน้ำแข็งจากเท้าถึงหัวแล้ว ไอสีดำลอยวนเวียนอยู่รอบๆบริเวณที่สองประติมากรรมน้ำแข็งตั้งอยู่

ลั่วปิงเหอสาวเท้าเข้ามาในห้อง ไอน้ำแข็งสีขาวลอยขึ้นมาเป็นสายจากรองเท้าสีดำของเขา แต่ถูกเขากระทืบแตกอย่างไม่ยี่หระแม้แต่น้อย เขาฟาดฝ่ามือไปที่รูปปั้นน้ำแข็งทั้งสองนั่น ก่อให้เกิดรอยร้าวที่ผลึกน้ำแข็งเป็นลายคดเคี้ยวยาว

เสิ่นชิงชิวกึ่งๆเอนพิงผนังหินไว้ กล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์หรอก ผลึกน้ำแข็งที่จับตัวขึ้นรูปแล้ว ไม่มีทางแตกง่ายปานนั้น อีกทั้งเจ้าตีไปเช่นนี้อย่างไรก็ฟาดไม่โดนตัวพวกเขาหรอก สู้ฉวยโอกาสที่พวกเขากำลังถูกผนึกรีบหนีออกจากสุสานศักดิ์สิทธิ์ดีกว่า”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: