Scumbag System 61

ตอนที่ 61

ลั่วปิงเหอหมุนกายเดินมาหาเขาทันที

พอได้เห็นลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ เดิมตนตั้งใจว่าจะกลับไปรับเขาที่โลงหิน แต่ไม่นึกว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาเองเรียบร้อบแล้ว เกือบโพล่งถามออกไปอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับพบว่าลั่วปิงเหอดูเหมือนจะโกรธมาก

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเข้ม “มิใช่บอกท่านแล้วหรอกหรือว่าอย่าได้ตามพวกเขาไป”

ประโยคนี้แทบเป็นการตวาดเลยทีเดียว

เสิ่นชิงชิวตอนแรกก็มึนงงอยู่แล้ว พอถูกตะคอกใส่หูเต็มๆ ก็ปวดหัวจี๊ดเหมือนโดนคนสาดน้ำเย็นเฉียบใส่ เขาเซ่อไปครู่หนึ่ง แล้วไฟโทสะก็ลุกโชน

เขากล่าวเสียงกระด้างว่า “เจ้าหายดีแล้วรึ”

น้ำเสียงลั่วปิงเหอยังคงไม่ดีนัก “ดีอะไรกันเล่า”

เห็นว่าเขายังคงเสียงดีไม่มีตกก็น่าจะหายดีแล้วนั่นแหละ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่าตอบแทนน้ำใจลั่วปิงเหอได้นิดหน่อยแล้ว เสิ่นชิงชิวพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี”

ว่าแล้วก็หมุนกาย คลำทางสะเปะสะปะเดินออกไป

ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนดี หากอยากออกไปให้พ้นจากสุสานศักดิ์สิทธิ์จำต้องอาศัยกระบี่ซินหมัวกับลั่วปิงเหอ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ขาดไปหนึ่งก็ได้แต่เร่ร่อนสะเปะสะปะอยู่ในสุสานศักดิ์สิทธิ์นี่ต่อไปเท่านั้น

แต่ว่าคนแก่สู้อุตส่าห์ทุ่มชีวิตลากคนหนุ่มมาตลอดทาง กลับยังมาโดนตะคอกใส่หน้าเสียได้ จะอยู่ต่อก็หมดอารมณ์แล้ว

เขาเดินต่อได้ไม่กี่ก้าว เทียนปราณมรณะบนผนังหินก็ดันลุกพึ่บขึ้นมาอีก แสงเทียนอ่อนจางจับใบหน้าซีกหนึ่งของเขา

ลั่วปิงเหอยื่นมือมาฉุดเขาไว้ทันที “ท่านร้องไห้หรือ”

เสิ่นชิงชิวได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง

เขาร้องไห้หรือ

เขาเนี่ยนะ ร้องไห้

จะเป็นไปได้อย่างไร

เสิ่นชิงชิวยกมือซ้ายขึ้นลูบแก้ม มือที่ยังสภาพดีข้างนี้ประคองลั่วปิงเหอไว้มั่นมาตลอดทาง ตอนนี้จึงค่อยมีโอกาสใช้ทำอย่างอื่นบ้างแล้ว เมื่อยกมือข้างนี้ลูบหน้าก็พบว่าใบหน้าของตัวเองมีน้ำตาอาบนองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เลย

เสิ่นชิงชิวพลันนึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาตอนที่เขากระชากใยไหมอารมณ์ที่งอกอยู่บนขาจนหนังติดออกมาด้วยนั่นเอง

ดูไม่จืดเลยจริงๆ

ความโกรธในน้ำเสียงลั่วปิงเหอเมื่อครู่สลายไปอย่างไร้ร่องรอย เขากล่าวอย่างลนลาน “จะว่าไปตอนนี้ข้าเหมือนแว่วเสียงซือจุนร้องไห้ ที่แท้เป็นเรื่องจริงหรือนี่”

เสิ่นชิงชิวอายจนโมโห “ร้องเริ้งอะไรกัน ไม่เห็นรู้เรื่อง”

พูดจบก็สะบัดมือออกเดินไปทันควัน

ลั่วปิงเหอรีบเข้ามากอดเขาไว้จากด้านหลัง ให้ตายเหอะ! จำเพราะจะต้องมากอดโดนมือขวาของเขาตรงที่ใยไหมอารณ์มันงอกรากพอดีเสียด้วย ถึงเสิ่นชิงชิวอดกลั้นไม่แหกปากร้องได้ แต่ยังคงทำเสียงงื้ดออกมาอยู่ดี

ลั่วปิงเหอรีบคลายแขน ยกมือขวาของเขาขึ้นส่องดูกับแสงเทียน

ยิ่งดูก็ยิ่งตกใจ ตอนนี้บนร่างเสิ่นชิงชิวแทบไม่มีพื้นที่ส่วนไหนดูได้เลย แผลเอย คราบเลือดเอย เหวอะหวะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวชนิดแยกไม่ออก น่าสังเวชจนทนดูไม่ได้เลยทีเดียว

ลั่วปิงเหอจำได้ว่าก่อนที่เขาจะสลบไป เสิ่นชิงชิวยังดีๆอยู่เลย เขากล่าวเสียงสั่น “ทั้งหมดนี้…เพื่อ…ข้า…หรือ”

เสิ่นชิงชิวอยากกระอักออกมาเป็นเลือดเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่มั้ง

แต่เขาก็พูดไม่ออก การจะงัดแผลมาอวดเพื่อเรียกบุญคุณน่ะ มันน่าอายนะ เขาทำไม่ได้หรอก จึงได้แต่พูดว่า “มือเจ้า ปล่อยก่อน”

ลั่วปิงเหอรีบเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา กล่าวเสียงอ่อนว่า “ไม่ปล่อย ซือจุนอย่าโกรธเลยนะขอรับ ข้าผิดไปแล้ว”

เขาพูดประโยคนี้มากี่ครั้งแล้ว

เสิ่นชิงชิวเอามือปัดทีหนึ่ง รีบเดินเข้าซ ฝีดิบตาบอดมันล้อมเข้ามาแล้ว จะมายืนขวางอยู่ทำไม

ลั่วปิงเหอถูกเขาทำท่าไล่ส่งก็ยิ่งเกาะติดเป็นตังเม แกะยังไงก็ไม่ออก “หรือไม่ซือจุนก็ตีข้าเถอะ จะได้ระบายอารมณ์นะขอรับ”

ใครก็ได้ช่วยจับไอ้สาย M คนนี้ไปขังที!

เขาเดินราวกับจะเหิน คนทั้งคู่เดินไปในสภาพที่ลั่วปิงเหอเกาะติดเสิ่นชิงชิวไปตลอดทาง ทำไมเขาจะไม่เท่าทันลูกไม้ของลั่วปิงเหอ ก็เจ้าศิษย์ตัวดีของเขามันรู้ดีน่ะซิว่าคนอย่างเขาต้องใช้ไม้อ่อน ห้ามใช้ไม้แข็ง ตื้ออยู่ครึ่งค่อนวัน เสิ่นชิงชิวก็กล่าวอย่างจนใจว่า “เจ้าก็เป็นเช่นนี้ตลอด ร้องห่มร้องไห้สำนึกผิด จนตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย มีประโยชน์อะไร”

ลั่วปิงเหอถูกเขาด่าจนน้ำตาจวนไหลออกมาอยู่แล้ว “ข้าเปลี่ยก็ได้แต่ซือจุนอย่าทิ้งข้าไปนะขอรับ”

เห็นท่าทางเขาเหยาะแหยะเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะคำนึงถึงว่าที่ท้ายทอยยังมีรอยปูดที่ตนเป็นคนทำให้เกิดขึ้นละก็ เสิ่นชิงชิวเป็นได้ฟาดเข้าให้ที่หน้าผากเขาสักสองสามป้าบไปแล้ว วิธีการสั่งสอนเลี้ยงดูของตนมีปัญหาใช่ไหม ทำไมถึงเป็นเด็กขี้แยแบบนี้ไปได้ล่ะ ลั่วปิงเหอมารร้ายในคราบมนุษย์เวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วยดันชอบเกาะแขนเสื้อซือจุนร้องห่มร้องไห้ พูดไปใครจะเชื่อ

หนิงอิงอิงยังไม่ขี้แยขนาดนี้เลย

เสิ่นชิงชิวแทบทนไม่ไหวแล้ว “ใครทอดทิ้งเจ้ากัน หา!”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ตอนข้าสิ้นสติไปนั้นยังพอรู้สึกตนอยู่บ้าง จึงพยายามลุกขึ้นมาให้ได้ แต่ตอนที่ข้าฟื้นขึ้นมาอย่างลำบาก กลับพบว่านอนอยู่ในโลงใบหนึ่ง ซือจุนก็ไม่รู้วิ่งไปไหนแล้ว ข้าเลยโมโหจนหน้ามืดไปชั่วขณะ นึกว่าถูกทิ้งแล้ว นึกว่าซือจุนยอมไปกับพวกเขา ไม่ยอมสนใจข้า”

พอฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่า ‘ถูกทิ้ง’ ให้อยู่ในโลงตามลำพังคนเดียว มันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่จริงๆนั่นแหละ เสิ่นชิงชิวกระแอมทีหนึ่งอย่างรู้สึกผิด

ลั่วปิงเหอกล่าวอีกว่า “เมื่อกี้ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่รู้เพราะอะไร ในใจข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ไม่ได้อยากพูดแบบนั้น แต่พออยู่ต่อหน้าซือจุน ข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่เรื่อย ข้ารู้ว่าทำเช่นนี้น่าอายมาก แต่ซือจุนท่านไม่เคยทอดทิ้งข้า และคอยปกป้องข้าไว้ตลอด ที่แท้ข้าไม่ได้ฝันไปเองจริงๆ ข้ามีความสุขมากเลย…”

ใครกันแน่ที่น่าอับอายขายขี้หน้ากว่า

ผู้ชายตัวโตๆสองคนมายืนกอดกันกลม น้ำมูกน้ำตาไหล มันน่าอายทั้งคู่ ดูไม่ได้ทั้งคู่แหละ รู้เปล่า

บางทีคงเป็นเพราะมีความสุขเกินไป พูดไปก็ยิ่งพูดคำที่ไพเราะเลิศหรูไม่ออก ลั่วปิงเหอเลยพูดแต่คำว่า ‘มีความสุข’ กับ ‘ดีใจ’ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นี้ ใบหน้าเสิ่นชิงชิวกระตุกสองครั้ง เขาเอามือนวดขมับ ถอนใจยาว

ช่างเหอะ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย แม้แต่มารฝันก็เคยบอกไว้เด็กคนนี้นิสัยผีเข้าผีออก อยู่ต่อหน้าทำอวดเบ่ง ทำตัวเหมือนอันธพาลกากๆ ลับหลังอาจบิดผ้าเช็ดหน้าร้องไห้อยู่ก็ได้ แล้วจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับอีกฝ่ายทำไมกัน

กลับเข้าเรื่อง ตัวเขาเองก็ไร้สาระเหมือนกันนั่นแหละ เมื่อครู่ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อย ทำไมต้องโมโหขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ไม่ต่างอะไรกับเจ้าเด็กโรคประสาทที่แสนจะอาภัพคนนี้เลย ไม่เป็นผู้ใหญ่สักนิด

เขาผ่อนน้ำเสียงลง “เช่นนั้นตอนนี้เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆน่ะหรือ”

ลั่วปิงเหอพยักหน้าทันที “ไม่เป็นไรขอรับ”

เมื่อกี้ไข้ขึ้นสูงขนาดนั้น ตอนนี้สักนิดก็ไม่เป็นไรเลยหรือ เสิ่นชิงชิวนึกแคลงใจ เอามือไปอังหน้าผากลั่วปิงเหอ พบว่าตัวเย็นเรียบลื่นดีมาก เขากำลังจะชักมือกลับ แต่ลั่วปิงเหอเอามือวางทับทันที ไม่ยอมให้เขาชักมือออก ดวงตาใต้สองมือที่ทับซ้อนกันทอประกายระยิบระยับ

สีหน้าแบบนี้ดูคุ้นตาเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่สีหน้าของลั่วปิงเหอผู้สดใสเหมือนแสงตะวัน หนุ่มน้อยที่ดีพร้อมในทุกด้าน ลูกแกะน้อยที่วันๆคอยร้องแบ๊ะๆวิ่งตามหลังเขาที่ชิงจิ้งเฟิงเมื่อครั้งกระนู้นหรอกหรือ

เสิ่นชิงชิวถูกสายตาเช่นนั้นของลั่วปิงเหอจ้องจนหน้าแก่ๆเริ่มเป็นสีระเรื่อ แต่ก็ไม่อาจทำใจแข็งดึงมือกลับได้ หากทำแบบนั้นตอนคนอื่นกำลังมีความสุข ไม่เท่ากับตบหน้ากันเห็นๆหรอกรึ

เขากล่าว “เจ้าไม่เป็นไรเลยสักนิดจริงๆน่ะ ไม่วิงเวียนหรือพลังทิพย์ปราณมารไม่มีอาการโคจรผิดปกติเลยหรือ”

ลั่วปิงเหอตอบว่า “คล่องดีขอรับ คล่องดีมาก คล่องดีกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”

ระหว่างที่พูดคุยกันนี้ก็เดินมาจนถึงห้องๆหนึ่งที่อยู่ตรงปีกตะวันออกพอดี

ลั่วปิงเหอชักกระบี่ออกมาแทงเฉียงไปที่ผนังจนเกิดรอยแยกเป็นโพรงสีดำขึ้น แขนที่หักกลับมาดีเหมือนเดิมแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ขาก็ไม่กะเผลกแล้ว คราบเลือดบนหน้าก็เช็ดจนสะอาดเอี่ยม กระบี่ซินหมัวที่ตลอดมาไม่เชื่อฟังก็สงบเสงี่ยมเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ดัชนีทองคำยังคงเป็นดัชนีทองคำ พระเอกยังเป็นพระเอกอยู่วันยังค่ำ เสิ่นชิงชิวไม่คิดจะพูดอะไรออก โบกมือทำท่า ‘ไปเลยๆ’ แล้วเป็นฝ่ายเดินนำออกไป

นอกสุสานมีแสงสว่างพอควร ลั่วปิงเหอเป็นฝ่ายยื่นมือมาพยังเสิ่นชิงชิว

จะว่าไปพวกเขาสองคนก็ไม่ได้อยู่กันอย่างปรองดองแบบนี้มานานมากจริงๆ

เสิ่นชิงชิวนึกสะท้อนใจ อดมองลั่วปิงเหอไม่ได้ เห็นสีหน้าเขาแจ่มใสสดชื่น ดูจะ ‘คล่องดีมาก’ จริงๆนั่นแหละ เขารึอุตส่าห์ทุ่มสุดชีวิตเข้าปกป้อง ผลปรากฏว่าเจ้าตัวไม่เป็นไรสักนิด นอนหลับไปขนานใหญ่ก็เพื่อเติมเงินให้ดัชนีทองคำนี่เอง [โบกมือบ๊ายบาย]

จู่ๆลั่วปิงเหอก็กล่าวว่า “แต่ว่านอกจากได้ยินเสียงซือจุนร้องไห้แล้ว…”

เสิ่นชิงชิวยิ้มน้อยๆ “หือ เจ้าว่าใครร้องไห้นะ”

ลั่วปิงเหอรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “นอกจากได้ยินเสียงใครบางคนร้องไห้แล้ว ยังมีความรู้สึกแปลกๆบางอย่างด้วยขอรับ”

ได้ฟังดังนั้นเสิ่นชิงชิวก็นึกเป็นห่วงขึ้นมารางๆ ว่าแล้วไหมล่ะ ยังไงมันก็ต้องมีผลตกค้างบ้างละน่า เขาพึมพำถาม “ความรู้สึกอะไรหรือ”

ลั่วปิงเหอส่ายหน้า “บรรยายไม่ถูกขอรับ”

เสิ่นชิวชิวซักว่า “เจ็บหรือไม่”

ลั่วปิงเหอตอบ “ไม่เจ็บขอรับ ออกจะ…”

พูดยังไม่ทันจบประโยค สีหน้าก็ดูสับสนขึ้นมา มองลงไปที่ร่างกายท่อนล่างของตัวเอง

เสิ่นชิงชิวหมดคำพูด “…”

เสาค้ำสวรรค์หวัดดี! เสาค้ำสวรรค์ไปไกลๆเลย!

หัวข้อนี้ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุป ก็มีอันต้องยุติเสียก่อน เสียงของเทียนหลางจวิจตามมารังควานราวกับวิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด

“เจ้ายอดเขาเสิ่น ทำไมถึงจากไปอย่างรีบร้อนเช่นนี้ล่ะ พวกเจ้าสองคนแทบทลายสุสานของเผ่าข้าลงมากองกับพื้น ก็จะจากไปเช่นนี้ หากไม่ทิ้งอะไรไว้สักหน่อยก็ดูจะเกินไปนะ”

แต่ละคำที่พูดออกมา บอกให้รู้ว่าอยู่ใกล้เข้ามาไม่น้อยแล้ว ไม่ต้องรอนานนักเจ้าของเสียงก็ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ เวทน้ำแข็งพันปีที่ตระกูลโม่เป่ยร่ายเอาไว้สามารถเหนี่ยวรั้งสองคนนี้ไว้ได้จนพวกเขาออกมานอกสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เมื่อครู่ลั่วปิงเหอไม่อาจระเบิดพวกเขาเป็นน้ำแข็งป่นได้ก็นึกขัดใจอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้ตามมาเสนอตัวให้ถึงที่กลับสบอารมณ์เป็นที่สุด เขาดัดนิ้วเสียงดังกร๊อบ จ้องหน้าจู๋จือหลาง กล่าวเสียงเคร่ง “พวกเจ้าช่างกล้านักนะ บังอาจป้อนเลือดให้ซือจุนข้ากิน”

จู๋จือหลางเหลือบมองเสิ่นชิงชิวด้วยสีหน้าละอาย เทียนหลางจวินมองลั่วปิงเหอ แล้วกล่าวว่า “นี่ เจ้าไม่อาจใช้สีหน้าเช่นนั้นกล่าววาจาเยี่ยงนี้นะ ทำอย่างกับเจ้าไม่เคยป้อนเลือดให้เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่างนั้นแหละ หาไม่แล้วเลือดอีกสายหนึ่งในกายเจ้ายอดเขาเสิ่นมันเป็นของใครกันล่ะ”

ได้ฟังเช่นนั้นลั่วปิงเหอก็คอแข็ง กำมือเป็นหมัดแน่น

เสิ่นชิงชิวยกมือที่กุมกระบี่ซิวหย่าขึ้น

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำทันที “ซือจุนไม่ต้องลงมือ ข้าคนเดียวก็เอาอยู่”

บอกว่าสู้ก็สู้เลยปราณมารสีดำสามสายซัดโหมขึ้นฟ้าราวกับพายุ

เสิ่นชิงชิวมองดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ซึ่งถึงความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมารกับมนุษย์

พลังในการทำลายล้างช่างแตกต่างอย่างใหญ่หลวงจริงๆ

อีกทั้งลั่วปิงเหอได้เติมเงินอัปเกรดดัชนีทองคำมาเรียบร้อยแล้ว หนึ่งชั่วยามก่อนหน้ายังถูกซ้อมจนไร้เรี่ยวแรงจะตีโต้ ตอนนี้ดูท่าว่าวงแหวนรัศมีแห่งพระเอกก็ยังอยู่บนหัวของลั่วปิงเหออย่างมั่นคงดี

ระหว่างชมการต่อสู้ เหยี่ยวกระดูกสีแดงฉานตัวหนึ่งบินฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ ถลาปีกลงมาคอยหาจังหวะฝ่าเข้าไปในวงต่อสู้อยู่

ลั่วปิงเหอคนเดียวต้องรับมือหนึ่งต่อสอง ดูจะไม่สังเกตเห็นเหยี่ยวกระดูกที่ไม่ได้มาด้วยเจตนาดีตัวนั้นเลย แต่เสิ่นชิงชิวเห็นชัดเจน ขณะกำลังจะร้องเตือน เหยี่ยวกระดูกตัวนั้นก็บินดิ่งเข้าหาศีรษะของลั่วปิงเหอแล้ว

ลอบโจมตีหรือ

เสิ่นชิงชิวกระชับกระบี่ซิวหย่าในมือ หรี่ตาเล็ง แล้วขว้างใส่เหยี่ยวตัวนั้นทันที คมกระบี่ขาวพร่างดูราวกับศรกระบี่ พุ่งเข้าเสียบเหยี่ยวกระดูกตัวนั้นปานสายฟ้าแลบ

ยังไม่ทันจะได้ถอนใจอย่างโล่งอก ร่างของเหยี่ยวกระดูกที่ยังไม่ตกลงากลับแตกกระจายเป็นหยดเลือดนับหมื่นนับพันซัดเข้าใส่เสิ่นชิงชิว

ทางฝั่งเทียนหลางจวินหยุดมือกะทันหัน กระโจนออกจากวงต่อสู้หัวเราะลั่น

ลั่วปิงเหอเห็นภาพหยดเลือดสาดกระเซ็นกลางอากาศ สีหน้าพลันตื่นตระหนก

เสิ่นชิงชิวตั้งสติได้ทันที เหยี่ยวกระดูกตัวนั้นที่แท้เป็นเทียนหลางจวินใช้เลือดของตัวเองเสกออกมา เขาทำเป็นสั่งให้เหยี่ยวกระดูกโจมตีลั่วปิงเหอ แต่ความจริงแล้วต้องการชักนำให้เสิ่นชิงชิวยิงมันตกลงมาต่างหาก

ตอนที่พบความจริงเรื่องนี้ เสิ่นชิงชิวก็ถูกฝนโลหิตกระหน่ำตกลงมาเต็มหัวเต็มหูแล้ว

เทียนหลางจวินยิ้มน้อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกำอากาศอันว่างเปล่า

เสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ เหมือนกับถูกฝ่ามือข้างหนึ่งยึดกุมไว้ แล้วบีบอย่างแรงด้วยความสะใน

เลือดปริมาณมหาศาล แม้ว่าเมื่อครู่จะเม้มปากแน่นเพียงใด แต่ในปากก็ยังคงได้กลิ่นสนิมจางๆอยู่ดี

จะมีใครดื่มโลหิตมารฟ้าแทนกระทิงแดงอย่างเขาบ้างไหมนี่ จะมีใครเคยดื่มโลหิตมารฟ้าเข้าไปถึงสามสายอย่างเขาบ้างไหมนี่

(ต้นฉบับใช้คำว่า 红牛 หงหนิว หมายถึง เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง)

ดวงตาของลั่วปิงเหอเป็นแดงฉาน แต่เลือดของเทียนหลางจวินอยู่ในกายของเสิ่นชิงชิว เขาจึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่าจะไปเร่งเร้ากู่โลหิตเข้า ได้แต่กัดฟันกรอด “หยุดมือ”

จู๋จือหลางเห็นสีหน้าเสิ่นชิงชิวเดี๋ยวซีดขาวเดี๋ยวคล้ำ ก็กล่าวอย่างอดรนทนไม่ไหว “จวินซั่ง โปรดยั้งมือ…”

เทียนหลางจวินยักไหล่ “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าสหายน้อยอีกคนจะเอาอย่างไร”

กู่โลหิตสามสายพลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่ในร่างเสิ่นชิงชิว สู้กันอย่างคู่คี่สูสี หนึ่งในนั้น โลหิตของลั่วปิงเหอกำลังปกป้องอวัยวะสำคัญและชีพจรของเสิ่นชิงชิว สยบโลหิตจู๋จือหลางเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับโลหิตของเทียนหลางจวินไปด้วยอย่างยากลำบาก ต้องแบ่งสมาธิเป็นสาม หนึ่งคนต้องสู้กับสองคนจึงขัดไม้ขัดมือไปหมอ สุดท้ายคนที่ลงมือได้อย่างเต็มที่กลับเป็นกู่โลหิตของเทียนหลางจวิน เพราะเขาไม่ต้องพะว้าพะวังกับสิ่งใดทั้งสิ้น เขากล่าวต่อลั่วปิงเหอว่า “เจ้าคิดดีแล้วหรือ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ใครกันแน่ที่จะยันไม่อยู่ก่อน

ความกังวลและอับจนหนทางปรากฏชัดในแววตาของลั่วปิงเหอขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ก้าวถอยไปข้างหลัง “เจ้าถอนตัวก่อนซิ”

เทียนหลางจวินสักนิดก็ไม่มีความคิดที่ว่าผู้ใหญ่จะต้องยอมลงให้ผู้น้อย กลับย้อนว่า “เจ้าถอนตัวก่อนซิ”

ลั่วปิงเหอรีบตกลง “ได้”

เทียนหลางจวินยิ้มแฝงความหมายคลุมเครือ “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ…” เขาหันมาทางจู๋จือหลาง “ทำเช่นไรดี ไม่รู้เหตุใด ครั้งข้าเห็นพวกเขาสองคน ในใจกลับหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก”

จู๋จือหลางพยักหน้าเงียบๆ

เสิ่นชิงชิวยอมรับว่าเป็นคนดวงซวย แต่ไม่ได้อยากให้คนอื่นต้องมาซวยตามไปด้วย ที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตคือถูกใช้เป็นเบี้ยสำหรับข่มขู่ คิดให้เขาเป็นตัวละครอ่อนแอที่ต้องกลายมาเป็นตัวถ่วงแบบนี้ สู้ให้เขาตายๆไปเลยดีกว่า เขาฝืนรักษาสีหน้าให้นิ่ง “ท่านคิดจะทรมานข้าอย่างไรก็เชิญตามสบาย ก็เหมือนอย่างที่ท่านพูด ดื่มเข้าไปมากมายปานนี้ สมควรต้องชินแล้ว แต่หากท่านต้องการร่างกายของลั่วปิงเหอ เลิกคิดไปได้เลย ลั่วปิงเหอหากเจ้ายอมทำตามเขา ข้าจะฟาดขม่อมตัวเอง”

ลั่วปิงเหอทั้งโมโหทั้งคับแค้นใจ “ซือจุน!”

เสิ่นชิงชิวตวาด “เจ้าหุบปากไปเลย”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ผู้ใดบอกว่าข้าต้องการร่างกายของเขา”

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น