Scumbag System 62

0 Comments

ตอนที่ 62

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “หน้าตาเขาหล่อสู้ข้าไม่ได้ แล้วข้าจะอยากได้ร่างกายเขาไปทำไม”

………

ใครบอกว่าแกหล่อกว่าเขา!

ใครออกใบรับรองให้แก!

ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันเขียนเองกับมือว่าไม่ว่าจะบนสวรรค์บนผืนพิภพ จากอดีตกระทั่งอนาคต ให้อย่างไรลั่วปิงเหอก็หล่อที่สุดแล้วในสามภพ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อจนผู้หญิงผู้ชายพากันอิจฉา กินรวบตั้งแต่เด็กยันคนแก่ ลั่วปิงเหอนี่แหละสุดหล่ออันดับหนึ่งในนิยายเล่มนี้แล้ว!

เสิ่นชิงชิวขีดดำเรียงแถวขึ้นเต็มหน้าผาก “เช่นนั้นท่านต้องการอะไรกันแน่”

จู๋จือหลางแจ้วความประสงค์ “จวินซั่งต้องการกระบี่เล่มนั้นของเขา”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าต้องการมอบของขวัญให้แกภพมนุษย์ ขาดกระบี่เล่มนั้นก็ทำไม่ได้ซิ”

จะเอาดัชนีทองคำของพระเอกเนี่ยนะ ตัววิ่งคำว่า ‘ฝันไปเถอะ’ ‘ช่างไม่เจียมกะลาหัว’ ‘ไม่รู้ที่ตายซะแล้ว’ ผุดขึ้นเต็มสมองเสิ่นชิงชิว แต่แล้วก็เห็นลั่วปิงเหอสะบัดแขนออกไป

จู๋จือหลางยกแขนขึ้นรับ ชั่วอึดใจ การส่งมอบก็เสร็จสิ้น รวดเร็วฉับไว ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย

จู๋จือหลางกลายร่างเป็นงูทันที คาบเสิ่นชิงชิวไว้ในปาก

เทียนหลางจวินกระโจนขึ้นไปอย่างสง่างาม พลางหัวเราะลั่น “เจ้าเชื่อจริงๆน่ะหรือ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

พฤติกรรมเช่นนี้ หน้าด้านไร้ยางอายที่สุด ธาตุแท้ช่างเหมือนกับผู้ใหญ่ที่หลอกให้เด็กส่งของในมือให้ แล้วจากนั้นตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้เอาดื้อๆ

เสิ่นชิงชิวเกิดความรู้สึกว่าลั่วปิงเหอถูกเขารังแกอย่างไม่ยุติธรรม แม้จะมีเขี้ยวขาววับอยู่ใกล้ๆก็อดกล่าวไม่ได้ “ท่านเป็นผู้ใหญ่นะ รู้ตัวหรือไม่”

เทียนหลางจวินนั่งลงบนหัวจู๋จือหลาง กล่าวอย่างสำบัดสำนวนว่า “ข้ารู้แต่ว่าข้าเป็นมาร ศิษย์ของเจ้ายอดเขาเสิ่นน่ากลัวว่าจะอยู่ในภพมนุษย์นานไปหน่อย เลยลืมไปแล้วว่าเผ่าของเราไม่เคยรักษาสัญญา แต่อันที่จริงพวกมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถือว่าวาจาเป็นเพียงลมปากเหมือนกันนั่นแหละ”

สิ้นประโยกสุดท้ายรอยยิ้มของเทียนหลางจวินก็หายวับไปทันตา เบื้องหน้าเสิ่นชิงชิวพลันดำมืด จากนั้นอะไรบางอย่างที่เหมือนถุงใบหนึ่ง สีแดง เปียกๆอุ่นๆก็บีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง

เขาถูกจู๋จือหลางกลืนเข้าไปแล้ว

บทที่ 17 เทียนหลาง

ตอนฟื้นขึ้นมาอากาศแห้งมาก ในลำคอรู้สึกระคายเคือง

เสิ่นชิงชิวพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ข้างกายเขามีมารสาวผิวคล้ำผู้หนึ่ง พอเห็นเขาฟื้นก็ตะโกนออกไปข้างนอกด้วยสำเนียงเหน่อๆว่า “ฟื้นแล้ว”

เทียนหลางจวินเลิกม่านขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง โผล่ศีรษะเข้ามาดูเขาแล้วเลิกคิ้ว “เจ้ายอดเขาเสิ่นหลับไปนานพอดูเลยนะนี่”

เสิ่นชิงชิวทำหน้านิ่ง เอามือถูหน้าให้มั่นใจว่าไม่มีกลิ่นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของสัตว์เลื้อยคลานเหลือบนร่างตนเองแล้ว ลมแห้งๆโชยพัดม่านผ้าโปร่งปลิวไสว พาให้มองเห็นสภาพด้านนอก

ตอนนี้เขานอนอยู่บนงูใหญ่ยักษ์เกล็ดสีดำ บนหลังงูยักษ์มีเก๋งหลังหนึ่ง ส่วนตัวมันกำลังเลื้อยอย่างนุ่นนวลไปกับพื้น รอบด้านเมไปด้วยประชากรเผ่ามารที่มีรูปร่างเป็นสิงสาราสัตว์นานาชนิด รวมทั้งพวกครึ่งมาร ครึ่งสัตว์น้อยใหญ่ รวมตัวกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่อย่างไม่เป็นระเบียบ และกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

เสิ่นชิงชิวฟันธงว่าที่นี่จะต้องเป็นภาคใต้ของเผ่ามาร

ภาคเหนือเป็นดินแดนของโม่เป่ยจวิน ตอนนี้เลยเป็นดินแดนของลั่วปิงเหอไปแล้ว ประชากรส่วนใหญ่มีร่างเป็นคน ต่อสู้โดยใช้คาถาเป็นหลัก แต่ทางภาคใต้มีประชากรที่มีร่างเป็นสัตว์และเลือดผสมค่อนข้างมาก ดูเหมือนพิภรของสิงสาราสัตว์ก็ไม่ปาน ไม่รู้ว่าเทียนหลางจวินจะพาประชากรเผ่ามารกลุ่มนี้อพยพไปที่ไหน และตั้งใจไปทำอะไร

เสิ่นชิงชิวสังเกตสภาพแวดล้อมเสร็จ จู่ๆก็พบว่าทรวงอกซีกขวาและแขนข้างเดียวกันนั้นยังคงเจ็บและชาเป็นระลอก อีกทั้งรู้สึกค่อนข้างจะอืดอาด เคลื่อนไหวได้ไม่คล่อง

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมทำใจไว้ก่อน จากนั้นก้มลงมอง

สภาพหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

แขนขวาของเสิ่นชิงชิวเหมือนแขนเทียมที่ทำจากกิ่งไม้ใบหญ้า เต็มไปด้วยตุ่มเนื้อใบเนื้อสีเขียวแตกยอดถี่ยิบ ทั้งยังส่ายไหวเบาๆเวลาเขาขยับแขน นิ้วมือทั้งห้าด้านชา กระทั่งจะงอนิ้วยังทำไม่ได้

เขามองเพียงแวบเดียวก็ทำใจมองไม่ได้อีก กระบี่ซิวหย่าก็อยู่ใกล้มือ จนอยากหยิบมันขึ้นมาฟันแขนข้างนั้นทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด

เวลานี้เองจู๋จือหลางก็ประคองเตาทองคำใบน้อยมีควันกรุ่นเข้ามา

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาราวกับเห็นผี ถามอย่างระแวงว่า “เจ้าจะทำอะไร”

จู๋จือหลางยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น “ผู้น้อยแค่ต้องการช่วยเสิ่นเซียนซือ…”

เสิ่นชิงชิวรีบชี้ที่ปากตัวเอง เขากลัวเป็นที่สุดเวลาจู๋จือหลางพูดจาแบบนี้ นับว่าได้รู้วิธีการตอบแทนบุญคุณของงูแล้ว ตอบแทนกันถึงขั้นกลืนเขาเข้าไปในท้องเลยทีเดียว

จู๋จือหลางยกชายแขนเสื้อขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน เหมือนอยากเอามาปิดปากตัวเอง แต่แล้วก็เอาลง กล่าวอย่างหวังดีว่า “เสิ่นเซียนซือ ท่านเชื่อข้า จะกำจัดใยไหมอารมณ์ต้องกำจัดไม่ต่ำกว่าเจ็ดครั้งในหนึ่งวัน ทำลายให้ถึงรากที่อยู่ในเลือดเนื้อ วันนี้กำจัดไปสามครั้งแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม หากไม่กำจัดต่อ แขนข้างนี้ของเสิ่นเซียนซือคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”

พอได้ยินว่ามีความเสี่ยงจะกลายเป็นคนพิการ เสิ่นชิงชิวก็ละทิ้งความหวาดกลัวในใจ ยื่นแขนให้ทันที

จู๋จือหลางเอาถ่านหินที่เผาไฟจนแดงก้อนหนึ่งขึ้นจากเตามาถือไว้ด้วยมือเปล่า แล้วนาบลงไปที่แผ่นอกของเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิว “…”

เขารู้ว่าไม่อาจคาดหวังจะให้จู๋จือหลาง ‘ช่วยเหลือ’ ด้วยวิธีปกติธรรมดาได้เลยจริงๆ

ถ่านหินก้อนนี้นาบลงบนยอดอ่อนของใยไหมอารมณ์บนแผ่นอกเขา เผาใบอ่อนก้านอ่อนจนม้วนหงิกงอ เผาลวกลึกลงไปถึงราก เผาจนเสิ่นชิงชิวอยากแหกลิ้นปลิ้นตา แต่เพราะทำแบบนั้นแล้วมันจะดูทุเรศ เลยต้องผืนทำหน้าตึงเข้าไว้

เมื่อจู๋จือหลางเผายอดอ่อนเขียวๆตามผิวหนังทีละส่วนๆ เสร็จ แขนข้างนี้ก็พอดูได้ขึ้นมาบ้าง

จู๋จือหลางเก็ยถ่านหินกลับไป กล่าวว่า “เดี๋ยวตอนบ่ายกับตอนเย็นยังต้องเผาอีกสามครั้ง”

เสิ่นชิงชิวเอาเสื้อนอกที่ถอดออกไปเมื่อครู่ขึ้นมาคลุมไหล่

จู๋จือหลางเหลือบไปเห็นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็รีบร้อนก้มหน้าแทบไม่ทัน

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆอยู่ด้านนอกว่า “เด็กโง่ เจ้าอายอะไรกัน”

นั่นซิ เสิ่นชิงชิวก็อยากถามเหมือนกัน นายอายอะไร กับแขนและหน้าอกที่เมื่อกี้มีตุ่มเนื้องอกอยู่ทั่ว มีอะไรต้องอายด้วยรึ กับสิ่งมีชีวิตที่ตัวเองเลยกลืนเข้าไปแล้วคายออกมา มีอะไรให้ต้องอายรึ

จู๋จือหลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “จวินซั่งอย่าล้อบ่าวเล่นซิขอรับ บ่าวมิได้มีความคิดที่ไม่เหมาะไม่ควรต่อเสิ่นเซียนซือเลยจริงๆ

เขามองเสิ่นชิงชิว กล่าวย้ำว่า “มิได้คิดไม่บังควรเหมือนอย่างลั่วปิงเหอเลยขอรับ”

ทำไมนายต้องย้ำแบบนี้ด้วย!

จู๋จือหลางรีบยกเตาน้อยกระโดดลงไปจากหลังงู พอลงไปข้างล่างก็บัญชาการให้ปรับรูปขบวนใหม่

เสิ่นชิวชิวจิตใจสับสนวุ่นวายครู่หนึ่ง สายตาเริ่มกวาดไปทั่วอย่างสำรวจ

กระบี่ซินหมัว…กระบี่ซินหมัว…กระบี่ซินหมัวไปไหนแล้วล่ะ

อ้อ อยู่ข้างนอกตรงที่เทียนหลางจวินนั่งอยู่นั่นไง โยนทิ้งไว้ที่ข้างเท้าซะงั้น

เสิ่นชิงชิวนับถือเลยจริงๆ

จะดีจะชั่วก็เป็นกระบี่วิเศษอันดับหนึ่งใน ‘เทพมารอหังการ’ เป็นดัชนีทองคำยิ่งใหญ่สยบฟ้าพิชิตปฐพีชิ้นหนึ่ง เอามาโยนทิ้งไว้ส่งๆแบบนี้มันจะดีเหรอ

เดิมทีเทียนหลางจวินนั่งเท้าคางมองไกลออกไปข้างนอก เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าแปลกๆของเสิ่นชิงชิวก็เอ่ยปากถาม “เจ้ายอดเขาเสิ่นมองอะไรอยู่หรือ” เว้นจังหวะครู่หนึ่งก็มองตามสายตาของเขา “มองกระบี่ของข้าเล่มนี้หรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเรียบว่า “นั่นเป็นกระบี่ของลั่วปิงเหอ”

เทียนหลางจวินหัวเราะอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเกริ่นว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่น มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ข้าอยากถามเจ้ามาตลอด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เชิญกล่าว”

อยากถามก็เชิญตามสบาย ฉันจะตอบรึเปล่าก็เรื่องของฉัน

เทียนหลางจวินถามต่อ “เจ้ากับลูกชายของข้าเคยซวงซิว กันแล้วหรือยัง”

(ความหมายตามตัวอักษรของคำว่าซวงซิว คือ ฝึกวิชาร่วมกันเป็นคู่ ความหมายโดยนัยคือ การร่วมรัก)

เสิ่นชิงชิวนึกว่าตัวเองคงฟังผิดไป “ขอโทษที ท่านว่าอะไรนะ”

เทียนหลางจวินถามซ้ำอีกรอบอย่างอดทนว่า “ข้าถามเจ้ายอดเขาเสิ่นว่า เจ้ากับลั่วปิงเหอ…”

เสิ่นชิงชิวหน้ากระตุกสองสามครั้ง ทำมือเป็นท่า ‘พอเลย’ ใส่เขา

เทียนหลางจวินจึงกล่าว “หรือเจ้ายอดเขาไม่เข้าใจความหมายของคำว่าซวงซิวที่ข้าถาม ความหมายของมันก็คือ…”

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “พอได้แล้ว”

จะไว้หน้ากันบ้างสักนิดได้ไหม

เสิ่นชิงชิวฝืนทำเป็นไม่สะทกสะท้าน “เพราะอะไรท่านถึงคิดว่าข้าเคยซวงซิวกับเขา”

เทียนหลางจวินกล่าว “บอกตามตรงว่าข้าสนใจวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวมนุษย์มาตลอด”

เสิ่นชิงชิวซัก “ดังนั้น?”

สนใจวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวมนุษย์มันมาเกี่ยวอะไรกับคำถามนี้วะ

เทียนหลางจวินยกนิ้วขึ้นส่ายเบาๆสองที ครวญเพลงหงุงหงิงอยู่ในคอ

เสิ่นชิงชิวที่เดิมทำหน้า ‘ลูกผู้ชายไม่มีอะไรให้หวั่นไหว’

แต่พอเทียนหลางจวินยิ่งครวญเพลงไป สีหน้าเขาก็เปลี่ยนทันที

แม่! มึง! เหอะ! แค้น! ซุน! ซาน!

มันฮิตมาถึงภพมารเลยรึเนี่ย!!!

เทียนหลางจวินครวญเพลงสองท่อนแล้ว ท่าทางพออกพอใจอย่างยิ่ง กล่าวอย่างยังไม่หนำใจว่า “มีแต่ภพมนุษย์ที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดอัจฉริยบุรุษเท่านั้นจึงจะสามารถรังสรรค์ผลงานโลกตะลึงระดับนี้ได้ ความอาจหาญของเนื้อหา ความวาบหวามของถ้อยคำ ช่างคู่ควรแก่การชื่นชมโดยแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อนจบที่ทิ้งท้ายให้คนติดอกติดใจ คาดหวังรอคอยตอนต่อไปอย่างเต็มเปี่ยม”

โห ที่แท้ยังมีเป็นซีรีส์ต่อเนื่องด้วย!

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “…เดี๋ยวนะ ตอนเจอกันครั้งแรกในสุสานศักดิ์สิทธิ์ท่านพูดว่า ‘เลื่อมใสมานาน’ หรือว่าเลื่อมใสมานานของท่าน ก็เลื่อมใสมาจากเพลงลามกเพลงนี้?”

เทียนหลางจวินตอบอย่างร่าเริง “นี่แหละคือเลื่อมใสมานานนี่เลย”

ระบบ [สนทนากับบอสเรื่องความสนใจและงานอดิเรก เพิ่มมิติให้กับภาพลักษณ์ของตัวร้าย เสริมสร้างความสนิทสนมเป็นกันเอง ค่า B เพิ่มขึ้น 150 คะแนน]

ความสนใจและงานอดิเรกพ่องซิ!

ขณะเขาสองคนปะทะสายตากัน มารสาวผิวดำที่ดูแลเสิ่นชิงชิวจนกระทั่งเข้าฟื้นวิ่งปรี่เข้ามาข้างงูยักษ์ กระโดนหย็องแหย็งอย่างตื่นเต้นดีใจราวกับละมั่ง

เสิ่นชิงชิวจ้องดูพักหนึ่ง พบว่านางมีขาแบบละมั่งอยู่จริงๆ

หญิงสาวผู้นั้นกระโดดโลดเต้น แหงนหน้าขึ้นถามว่า “จวินซั่ง ที่ใหม่ที่พวกเราจะไปดีมากไหมเจ้าคะ”

เทียนหลางจวินยิ้ม โบกมือตอบนาง “ย่อมต้องดีมากอยู่แล้ว”

หญิงสาวผู้นั้นค่อยข้างใสซื่อไร้เดียงสา ถามว่า “มีน้ำมากไหมเจ้าคะ”

เทียนหลางจวินตอบ “ภูเขาลำธารห้วยละหานมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง”

หญิงสาวผู้นั้นร้องโอ้โฮ กระโดดออกไป เสิ่นชิงชิวมองเงาหลังของนาง พยายามครุ่นคิด รู้สึกเหมือนมีตรงไหนสักแห่งไม่ถูกต้อง “ท่านกำลังจะพาพวกเขาอพยพไปที่ไหนหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นมีข้อสรุปในใจแล้ว ทำไมยังต้องถามอีก”

ภูเขาลำธารห้วยละหาน ไม่ใช่ภูมิประเทศที่พบเห็นได้ทั่วไปในภพมาร ‘ที่ดีๆ’ ย่อมหมายถึงภพมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย

เสิ่นชิงชิวกล่าว “ดูจากจำนวนแล้ว ท่าทางประชากรทางใต้ของเผ่ามารจะมารวมตัวกันอยู่ในขบวนนี้ถึงสองในสิบ ท่านคิดว่าฝูงชนจำนวนมหาศาลขนาดนี้ผ่านพื้นที่ชายแดน เหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนจะไม่สังเกตเห็นเลยหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ใครบอกว่าจะต้องผ่านเข้าทางพื้นที่ชายแดน” เขาลุกขึ้นยืนตรง ดวงตาฉายแววเหยียดหยาม ถามยิ้มๆ “เจ้านึกว่าข้าเอากระบี่เล่มนี้มาทำอะไรหรือ”

เสิ่นชิงชิวย้อนถาม “ท่านจะใช้กระบี่ซินหมัวกรีดผ่ารอยแยกระหว่างสองภพ?”

เทียนหลางจวินกล่าเสริม “พูดให้ถูกคือรวมสองภพต่างหาก”

รวมภพมนุษย์กับภพมารเข้าด้วยกัน!

แบบนี้ไม่เท่ากับเป็นการเอามิติที่แตกต่างกันมาขยำรวมเป็นก้อนเดียวหรอกหรือ

เสิ่นชิงชิวไม่ได้คิดว่าไอเดียนี้เหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็นไปได้ ตรงกันข้ามเขามั่นใจด้วยซ้ำว่าขอเพียงมีกระบี่ซินหมัวอยู่ในมือ ต้องสามารถทำเรื่องที่ฟังเหมือนเหลือเชื่อนี้ให้สำเร็จผลได้ เพราะนี่คือสิ่งที่นิยายต้นฉบับเขียนเอาไว้

ตอนที่นิยายดั้งเดิมดำเนินมาใกล้ถึงตอนท้าย เพื่อที่จะปกครองสองภพ ลั่วปิงเหอได้กระทำการบ้าระห่ำโดยรวมสองภพเข้าไว้ด้วยกัน เดิมทีเสิ่นชิงชิวนึกว่า ‘ลั่วปิงเหอ’ ในนิยายดั้งเดิมนั้นเป็นลั่วปิงเหอที่เขารู้จักดีที่สุด แต่ตอนนี้คิดๆแล้วกลับเป็นตัวละครที่ตัวเขาเองรู้สึกห่างเหินมาก เรียกได้ว่าแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง ‘ลั่วปิงเหอ’ คนนั้นไม่สนใจเลยว่าหากทำเรื่องเช่นนี้แล้วจะมีผลทำลายล้างยิ่งใหญ่ปานใด

เหตุผลของฝ่ายนั้นคือสองภพแยกกันทำให้ปกครองลำบาก อีกทั้งทรัพยากรไม่สมดุล พวกเมียๆเผ่ามารกับพวกลูกน้องมีเรื่องให้เอะอะโวยวายเรียกร้องกันทุกวันจนเขารำคาญ เลยรวมสองภพมันซะดื้อๆ จะได้สะดวกต่อการบริหารจัดการ

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “นี่ก็คือ ‘ของขวัญ’ ที่ท่านต้องการมอบให้ภพมนุษย์หรือ เจตนาชั่วช้าเกินไปหน่อยหรือไม่”

เทียนหลางจวินเอามือลูบคาง กล่าวอย่างสุภาพว่า “ข้าไม่ได้มีเจตนาชั่วช้านะ ข้ารักชาวมนุษย์มาก ให้สองเผ่าพันธุ์ได้ติดต่อคบหากันอย่างใกล้ชิดขึ้นเป็นความใฝ่ฝันของข้ามาตลอด”

เสิ่นชิงชิวเลิกคิ้วกล่าว “เทียนหลางจวินไม่ได้คิดหรือไม่สนใจความเป็นจริงเลยกระมัง เผ่ามารสามารถปรับตัวให้เข้ากับภพมนุษย์ได้ แต่มนุษย์ที่มิใช่ผู้ฝึกวิชาเซียนจะมีสักกี่คนที่ปรับตัวให้เข้ากับเผ่ามารได้ พูดอีกอย่างก็คือ…” เขาเน้นหนักคำพูดช่วงหลัง “ถึงแม้ท่าน ‘รัก’ ชาวมนุษย์ แต่ท่านรับประกันได้หรือว่าเผ่ามารทุกคนจะรักชาวมนุษย์เหมือนท่าน สองภพนับแต่โบราณมาก็ต่างคนต่างอยู่ ขนาดนี้ยังทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบไม่สิ้นเลย หากหุนหันพลันแล่นรวมเข้าด้วยกันก็อย่าหมายว่าจะอยู่กันอย่างสงบสุขแม้แต่วันเดียวเลย”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างจนใจว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นช่างสมกับเป็นคนที่สี่สำนักใหญ่สั่งสอนมาโดยแท้ เอาแต่พูดเรื่องแบบนี้อยู่ได้ จริงอยู่ว่ามันอาจฉุกละหุกไปบ้าง แต่นี้หาใช่เจตนาที่แท้จริงของข้าไม่ ประสบการณ์ที่เคยพ่ายแพ้ครั้งก่อนทำให้ข้าได้แต่เดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด รวมให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ค่อยๆทำไปทีละเรื่อง ในเมื่อสถานการณ์เบื้องหน้าเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้แล้ว ต่อให้ไม่คุ้นเคยอย่างไรก็ต้องค่อยๆปรับตัวกันไปอยู่ดี”

คำกล่าวที่ว่าบอสทุกคนล้วนเป็นเกรียนม.ต้น ที่ยึดตัวเป็นเป็นศูนย์กลางโลก ช่างเป็นความจริงอย่างที่สุด

(สำนวนเกรียนม.ต้น เป็นสแลงจีนที่รับมาจากภาษาญี่ปุ่น ‘จูนิเบียว’ 中二病 ซึ่งหมายถึงอาการหลงตัวเองตามประสาวัยรุ่น เข้าใจว่าตัวเองเก่ง บางคนถึงกับคิดว่าตนเองมีพลังกอบกู้โลก)

แต่สถานการณ์ของเทียนหลางจวินนั้นออกจะพิเศษกว่า ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนเขาอาจเป็นพวกเกรียนโลกสายที่เพ้อถึงดินแดนในอุดมคติมาก่อน มักรู้สึกว่าตัวเองสามารถปกป้องโลกได้ นำความรักและสันติภาพมาสู่สองโลกอะไรแบบนั้น แต่พอถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาหลายปีขนาดนี้ เขาเลยกลายเป็นเกรียนหลงตัวเองที่ในอกสุมแน่นด้วยความแค้นไป เรื่องใหญ่คับฟ้าขนาดนี้ เขากลับกล่าวเพียงว่า ‘ก็อาจฉุกละหุกไปหน่อย’ ลอจิกของประโยคสุดท้ายยิ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่พวกอาชญากรข่มขืนใช้กันประจำ ‘ข่มขืนไปก่อน เดี๋ยวก็สมยอมเอง’

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

Memory of Blackie
26 มิถุนายน 2564 เก็บน้องแมวมาจากกลางถนน ด้วยความสงสาร … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/memory-of-blackie/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "Memory of
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: