Scumbag System 63

0 Comments

ตอนที่ 63

เสิ่นชิงชิวถามอย่างไม่อาจอดกลั้น “ท่านกับซูซีเหยียน หรือว่า…ก็เพียงเพื่อ ‘กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่า’?”

ไม่นึกว่าพอได้ยินชื่อนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของเทียนหลางจวินก็แข็งค้างทันที

เขาหันหน้าไปทางอื่น เสิ่นชิงชิวจึงได้ยินเพียงเสียงถอนใจเบาๆ “ซีเหยียนน่ะ…นางช่าง…”

ช่างอะไรล่ะ

เสิ่นชิงชิวคาดเดาจากน้ำเสียงประหลาดของเขา นุ่มนวลน่ารัก? จิตใจงดงามบริสุทธิ์ เป็นเทพธิดาของข้า?

เทียนหลางจวินกล่าวต่อ “เย็นชาไร้หัวใจ ที่ข้าชอบนางก็คือจุดนี้แหละ”

เสิ่นชิงชิวนับถือเลยจริงๆ เทียนหลางจวินแบมือกล่าวว่า “แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ตายไปแล้ว”

ดังนั้นถึงได้ไม่อาลัยอาวรณ์เลยสักนิดงั้นเหรอ

‘ความรัก’ ของเผ่ามารสุดท้ายก็ตื้นเขินเย็นชาแบบนี้นี่เอง

เสิ่นชิงชิวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยกล่าวว่า “ตกลงแล้วท่านมองลั่วปิงเหออย่างไรกันแน่”

เทียนหลางจวินมองเขาแวบหนึ่ง “สงสารเขาหรือ”

เสิ่นชิวชิวหัวเราะราวกับไม่ยี่หระ แต่ไม่รู้จะตอบยังไง

ถึงลั่วปิงเหอไม่เคยเอ่ยถึง แต่เสิ่นชิงชิวทราบดีว่าเขามีความคิดเพ้อฝันเกี่ยวกับพ่อแม่ตัวเองอยู่ เขารู้ว่าตัวเองถือกำเนิดจากพ่อที่เป็นชนชั้นสูง มีสายเลือดของมารฟ้า และแม่ที่เป็นศิษย์ของสำนักมีชื่อ แต่ไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร มีชื่อเสียงอย่างไรกันแน่ ความจริงแล้วเขาแอบคิดมาตลอด หากพ่อแม่ยังอยู่ ชีวิตเขาจะต้องดีกว่านี้มาก จะไม่ทำให้เขาต้องอยู่อย่างทนทุกข์แม้แต่น้อย

หากลั่วปิงเหอรู้ว่าพ่อแท้ๆของตัวเองมีท่าทางและความคิดแบบนี้ทั้งมีความเป็นไปได้ว่าเพราะเขาเป็นเลือดผสมเลยไม่อยากเจอเขา ความคิดเพ้อฝันเหล่านั้นก็เป็นเรื่องน่าขันอย่างแท้จริง

ตกดึก ขบวนใหญ่ที่ขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นก็หยุดกางกระโจมพักแรมที่ป่าหญ้าแห่งหนึ่ง

ผู้ที่ต้องการกางกระโจมพักแรมจริงๆแล้วมีแค่เผ่ามารที่มีร่างเป็นคนซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ส่วนเผ่ามารที่มีร่างเป็นสัตว์นั้น มีฟ้าเป็นหลังคา จะหลุมดิน ยอดไม้ พงหญ้าก็นอนได้ทุกที่

ที่พักของเสิ่นชิงชิวนั้นเป็นกระโจมสีขาวซึ่งกว้างขวางแสนสบายหลังหนึ่ง ดูภายนอกเรียบง่าย แต่ภายในมีทุกอย่างครบครัน จู๋จือหลางจัดแจงทุกอย่างด้วยตัวเองจนเสร็จสรรพแล้วค่อยส่งเขาเข้าไปข้างใน พอหญิงสาวเผ่ามารที่ดูแลปรนนิบัติเขามาตลอดทางคนนั้นออกไปแล้ว เสิ่นชิงชิวก็ล้มตัวลงนอนทันทีโดยไม่รอช้า หลับตารอให้ห้วงแห่งความฝันปรากฏขึ้น

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ พลันรู้สึกว่าเงาจันทร์ส่ายวูบวาบ เสิ่นชิงชิวลืมตาขึ้นเห็นลั่วปิงเหอคุกเข่าอยู่หน้าเตียงโดยชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น

เสิ่นชิงชิวเพิ่งพูดได้แค่ครึ่งประโยคว่า “ลั่วปิงเหอ เจ้าฟังข้านะ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก…” ลั่วปิงเหอก็โผเข้ามาเสียก่อน

เสิ่นชิงชิวถูกเขาโผเข้าใส่จนล้มกลับไปนอนบนเตียง ริมฝีปากถูกบางสิ่งบางอย่างที่อ่อนนุ่มผนึกไว้แน่นหนา จนแม้แต่เสียงอู้อี้ยังเล็ดลอดออกมาไม่ได้ ได้แต่ถลึงตาใส่อย่างดุๆ โกรธจนหน้าแดง

ลั่วปิงเหอไม่รู้สึกรู้สา จุมพิตยิ่งทวีความหนักหน่วงมากขึ้น ท้ายสุดก็ทั้งขบทั้งกัดทึ้งรากับสัตว์ตัวน้อยๆขย้ำเหยื่อ

เสิ่นชิงชิวสูดลมหายใจอย่างลำบาก กล่าวว่า “…ลั่วปิงเหอ คุกเข่าดีๆ”

ลั่วปิงเหอจึงยกชายเสื้อขึ้น ลงไปนั่งคุกเข่าเป็นเรื่องเป็นราว

เสิ่นชิงชิวถาม “รู้หรือไม่ว่าทำไมถึงให้เจ้าคุกเข่า”

ลั่วปิงเหอนั่งคุกเข่าตัวตรงแหน็ว กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นศิษย์ แต่กลับล่วงละเมิดซือจุนขอรับ…”

เสิ่นชิงชิวดุต่อ “ใครให้เจ้าพูดเรื่องนี้! บัญชีนี้เหวยซือจะจัดการกับเจ้าทีหลัง เทียนหลางจวินบอกให้เจ้ายกกระบี่ซินหมัวให้ เจ้าก็ยกให้เขาเลยหรือ ข้าจำไม่ได้ว่าเคยสอนเจ้าเช่นนี้…” ใสซื่อเกินไปแล้ว

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ศิษย์ไม่มีทางเลือกนี่ขอรับ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ของสำคัญอะไรปานนั้น ไฉนจึงให้ไม่ได้เล่าขอรับ”

อะไรคือ ‘ไม่ใช่ของสำคัญอะไรปานนั้น’ นั่นน่ะเป็นดัชนีทองคำที่ชาวบ้านเขาร้องไห้จะเป็นจะตายอยากได้กันเลยนะ เสิ่นชิงชิวคิด แบบนี้ต่อให้มีภูเขาทองคำก็ไม่พอให้ผลาญหรอก

“เจ้าไม่คิดบ้างหรือไรว่าเขาจะเอากระบี่ซินหมัวไปทำอะไร แดนเหนือแดนใต้ ชางฉยงซาน วังฮ่วนฮวา จะต้องถูกคุกคามอย่างไรบ้าง”

ลั่วปิงเหอย้อนว่า “ซือจุนโมโหที่ข้าเอาซินหมัวให้เขา เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนต่อสถานที่เหล่านั้น หรือกลัวแต่ว่าจะส่งผลกระทบต่อชางฉยงซานเล่าขอรับ”

เขาพูดแบบนี้แล้วดูเหมือนสาวน้อยที่เกาะหนึบถามผู้ชายทั้งวันว่า ‘ตกลงเธอรักงานของเธอมากกว่า หรือรักฉันมากกว่ากันแน่’

เสิ่นชิงชิวที่กำลังจะเข้าประเด็นสำคัญ แจงผลดีผลร้ายให้เขารู้กลับมีอันต้องชะงักกึก

แสงไฟของพวกเผ่ามารที่กำลังลาดตระเวนเล็ดลอดเข้ามาจากนอกกระโจม ทั้งยังได้ยินเสียงหมาป่าหอน เสียงวัวร้อง และเสียงดุด่าที่จงใจลดเสียงให้เบาด้วย

มองยังไงก็ไม่เหมือนอยู่ในฝันเลย…

มองยังไงลั่วปิงเหอก็กำลังยืนอยู่ในกระโจมเขา ไม่ใช่อยู่ในห้วงฝัน

ดังนั้นที่มาคือลั่วปิงเหอตัวเป็นๆ

แต่ตอนนี้ลั่วปิงเหอไม่มีกระบี่ซินหมัวที่จะเอามาใช้เป็นประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดราเอมอน จากทางเหนือมาถึงนี่ อย่างน้อยก็ไกลเป็นพันลี้แล้ว ต่อให้เสิ่นชิงชิวอยากตบกะโหลกเขา แต่คิดว่าในเมื่อเจ้าศิษย์ตัวดีอุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลขนาดนี้จะลงมือก็ควรคิดให้ดี

พอเห็นเขาได้คืบจะเอาศอก ขาข้างหนึ่งคลานขึ้นมาที่ขอบเตียงแล้ว เสิ่นชิงชิวก็อยากกระอักเลือดนัก แต่ต้องรักษาศักดิ์ศรีของซือจุน

“ลั่วปิงเหอเอ๊ย ลั่วปิงเหอ เจ้าช่างถือดีเกินไปแล้ว ถือว่าตัวเองมีฝีมือสูงส่งวิ่งโร่มาคนเดียว ประชากรสองในสิบของเผ่ามารแดนใต้อยู่ในขบวนนี้ผนวกกับผู้อาวุโสของเผ่ามารอีกสองคนที่มีสายเลือดเดียวกับเจ้า หากถูกพบเข้าละก็ เจ้าตายแน่”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุน ข้าชิงตัวท่านไปซึ่งๆหน้าไม่ได้ ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะเร่งเร้ากู่โลหิตในร่างท่าน แต่ท่านจะมาบอกให้ข้านั่งรออยู่เฉยๆไม่ได้นะขอรับ ท่านอย่าด่าข้าเลยนะ ข้าอดทนไม่ไหวแล้วจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวต้องคอยผลักศีรษะเขาออกไปอยู่ตลอดเวลา พยายามทำหน้าจริงจังสุดชีวิต “ตอนเจ้าข้ามา ไม่มีใครรู้ตัวเลยเหรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าอยากเข้ามาเสียอย่าง ใครก็อย่าได้หมายว่าจะมองเห็น ห่วงอยู่ก็เรื่องเดียว…”

เขายังไม่ทันได้พูดว่าเรื่องอะไรก็มีเสียงไออย่างแจ่มชัดดังมาจากนอกกระโจม

เสียงของจู๋จือหลางดังขึ้น “เสิ่นเซียนซือ เข้านอนแล้วหรือขอรับ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ สองตาของลั่วปิงเหอก็เปล่งรังสีสังหารทันที

เสิ่นชิงชิวรีบห้ามเขาด้วยการทำตาดุๆ เป็นเชิงบอกว่าอย่าได้บุ่มบ่ามเคลื่อนไหว

ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ลั่วปิงเหอถูกเขาถลึงตาใส่กลับแก้มแดงซ่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น เสิ่นชิงชิวเห็นแล้วขนลุกซู่ นอกกระโจมมีทหารสัตว์มารลาดตระเวน ในกระโจมก็ไม่มีที่ให้หลบ ด้วยความจำใจเขาเลิกผ้าห่มขึ้น ลั่วปิงเหอมุดเข้ามาทันทีอย่างรับลูก

จู๋จือหลางพูดเองเออเองอยู่ข้างนอก “เข้านอนแต่หัววันปานนี้เลยหรือ”

ข้างนอกเงียบไปครู่หนึ่ง เสิ่นชิงชิวยังนึกว่าเขาไปแล้ว กำลังจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกอยู่ทีเดียว จู๋จือหลางก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้น…ผู้น้อยขอรบกวนแล้ว”

ตกลงไม่ว่าจะหลับไม่หลับนายก็จะเข้ามาให้ได้ใช่ไหม

แล้วยังจะถามทำแป๊ะอะไร!

ลั่วปิงเหอโผล่หัวออกมา กล่าวอย่างระแวงไปเสียทุกสิ่ง “ไองูตัวนี้ฉวยโอกาสซือจุนหลับจะเข้ามาทำอะไร”

นายก็หลบให้มันดีๆเหอะ ไอ้เด็กแสบ เสิ่นชิงชิวกดหัวเขากลับเข้าไป แล้วตัวเองก็กระโดดลงจากเตียง ร้องตะโกนว่า “อย่าเข้ามา!”

จู๋จือหลางก็ไม่เข้ามาจริง กล่าวอย่างงุนงงว่า “ที่แท้มิได้พักผ่อนอยู่หรอกหรือ ทำไมเมื่อครู่นี้เสิ่นเซียนซือถึงไม่ตอบเล่าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “เคลิ้มๆ ใกล้จะหลับเลยไม่อยากตอบ สี่จือหลางเจ้าไปเถอะ”

จู๋จือหลางชะงัก “ที่บอกไว้เมื่อกลางวันอย่างไรเล่าขอรับ”

เออใช่ เมื่อตอนกลางวันจู๋จือหลางบอกไว้จริงๆนั่นแหละว่าตอนค่ำจะเข้ามากำจัดใยไหมอารมณ์ให้

ลั่วปิงเหอโผล่หน้ามาอีก ถามเบาๆ “บอกอะไร”

จังหวะที่เสิ่นชิงชิวเอาผ้าห่มอีกผืนโปะบนตัวลั่วปิงเหอและปล่อยม่านลง จู๋จือหลางก็เข้ามาพอดี มือเขาประคองเตาทองคำใบนั้นอยู่ ส่วนตากลับมองไปอีกทาง “มารบกวนดึกๆดื่นๆ เสิ่นเซียนซือโปรดให้อภัยด้วยเถิด แต่ใยไหมอารมณ์ยังกำจัดไม่หมด เกรงว่าจะเกิดเหตุยุ่งยากตามมาหลายอย่าง”

เข้ามาแล้วจะไล่ให้ออกไปอีกก็จะเป็นที่สงสัยเอา ถึงอย่างไรจู๋จือหลางก็ไม่ค่อยจะกล้ามองเขาเท่าไหร่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเพราะอะไรก็สุดจะรู้ ได้แต่ระวังเอาก็แล้วกัน เสิ่นชิงชิวยืนขวางเขาไว้ที่หน้าม่านเตียง ยิ้มน้อยๆ “ข้าเข้าใจ รบกวนแล้ว”

จู๋จือหลางกล่าวอย่างเกรงใจว่า “ข้าแค่ทำตามหน้าที่น่ะขอรับ เสิ่นเซียนซือทำไมไม่นอนบนเตียงเล่าขอรับ…” เขายังไม่ทันจะก้าวเข้ามา เสิ่นชิงชิวก็เอาตัวเองมาขวางหน้า คว้าแขนเขาแล้วจับหมุนกลับ

จนจู๋จือหลางหันหลังให้ม่านเตียงแล้ว เสิ่นชิงชิวจึงค่อยกล่าว “ไม่ต้องขึ้นเตียงหรอก เอาตรงนี้แหละ”

จู๋จือหลางงุนงงอยู่บ้างที่ถูกจับแขนหัน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เหมาเอาว่าอีกฝ่ายแค่เกิดนึกอยากเล่นสนุกขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าว เลยถามอย่างอารมณ์ดีว่า “ยืนเอาหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิวตอบอย่างหนักแน่น “ยืนเอานี่แหละ”

จู๋จือหลางถามอีก “เสิ่นเซียนซือทนไหวหรือขอรับ”

ที่ด้านหลังเขา ลั่วปิงเหอเลิกผ้าห่มออก หน้าตาบึ้งตึงสุดๆ เสิ่นชิงชิวหน้าไม่เปลี่ยนสี “ชินแล้ว”

จู๋จือหลางพยักหน้า หมุนตัวเอาเตาไปวางบนโต๊ะ

เสิ่นชิงชิวรีบฉวยโอกาสนี้ ฟากฝ่ามือลมใส่ลั่วปิงเหอทีหนึ่งเพื่อจับเขายัดกลับเข้าไปในผ้าห่ม แล้วตลบผ้าคลุมไว้อย่างรวดเร็ว

ตอนที่จู๋จือหลางหันมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในที่ในทางเรียบร้อยแล้ว เขาถือถ่านแดงๆไว้ในมือพลางกล่าวว่า “เสิ่นเซียนซือโปรดถอดเสื้อตัวนอกด้วยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวก้มหน้า ค่อยๆแก้สายคาดเอวอย่างเชื่องช้า เขาไม่กล้าทำเร็ว หากถอดขึ้นมาจริงๆ ลั่วปิงเหอคงต้องพังเตียงฆ่าคนแน่ เขาชักช้าเสียจนชวนโมโห

จู๋จือหลางรออยู่เป็นครึ่งค่อนวันในที่สุดก็ทนไม่ไหวเหลือบตามอง “เสิ่นเซียนซือใช้มือไม่ถนัดหรือขอรับ ให้ผู้น้อยช่วยไหม”

เสิ่นชิงชิวเห็นจู๋จือหลางเหลือบตาขึ้นก็รีบดึงสาบเสื้อออกพรวด เสื้อตัวนอกเลื่อนตกจากไหล่ลงไปกองอยู่ข้างเท้า เขาเสือกแขนข้างนั้นไปตรงหน้าจู๋จือหลาง ฝ่ายหลังจึงไม่มีแก่ใจจะไปสังเกตอย่างอื่น รีบตรวจตราแขนข้างนั้นอย่างตั้งใจทันที หลังจากพยายามกำจัดใยไหมอารมณ์ด้วยความมุ่งมั่นไม่ลดละมาทั้งวัน ในที่สุดก็มีวี่แววว่าจะลดลงไปบ้าง หน้าอกกับแขนข้างนั้นของเสิ่นชิงชิวไม่ได้มีรากฝอยและใบขึ้นหนาแน่นเหมือนอย่างตอนฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ เมื่อตอนกลางวันแล้ว เหลือแค่รากและยอดอ่อนกระจายเป็นหย่อมๆไม่เท่าไหร่

ลั่วปิงเหอลอบยื่นมือออกมาเงียบเชียบ ปราณดำข้นกำลังจะฟาดโดนหลังของจู๋จือหลางอยู่แล้ว

เสิ่นชิงชิวโบกมือเดี๋ยวนั้น ปัดถ่านร้อนในมือจู๋จือหลางกระเด็น

ถ่านก้อนนั้นกระเด็นกลิ้งไปนอกกระโจม จู๋จือหลางอยู่ๆโดนปัดมือโดยไม่มีสาเหตุก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น

เสิ่นชิงชิวกล่าวเชิงขออภัย “มือลื่นน่ะ”

จู๋จือหลางไม่ติดใจสงสัยอะไร เดินออกไปเก็บถ่านนอกกระโจม เขาเดินไปเดินมาอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง กล่าวอย่างสงสัยว่า “กลิ้งไปไหนแล้ว”

เสิ่นชิงชิวสะกิดปลายเท้าดีดตัวขึ้นเตียงอย่างรวดเร็ว

ลั่วปิงเหอถามเสียงต่ำ “ซือจุน ท่านผ่านวันเวลาภายใต้การควบคุมของพวกเขาอย่างไรกันแน่”

ผ่านยังไง ก็ผ่านแบบนั่งๆนอนๆรอความตายน่ะซิ… เสิ่นชิงชิวตอบเสียงต่ำเช่นกันว่า “ห้ามก่อเรื่องนะ” พูดจบก็ยกมือยัดลั่วปิงเหอกลับเข้าไปในผ้าห่ม

ลั่วปิงเหอไม่เต็มใจอย่างมาก ทำท่าฮึดฮัด เขารู้ดีว่ายามนี้ตนเองยังไม่มีความสามารถพอจะไปสู้กับเทียนหลางจวินได้ และกู่โลหิตในร่างกายของซือจุนกำจัดไม่ได้หนึ่งวันก็ต้องทรมานไปอีกหนึ่งวัน เขางอนิ้ว เสื้อนอกที่ตกพื้นก็ลอยวืดขึ้นมาอยู่ในมือ เขาเอาเสื้อไปคลุมไหล่เสิ่นชิงชิว “ใส่เสื้อ”

ดูเหมือนจะมีมารน้อยที่เดินผ่านแถวนี้เข้ามาทักทายจู๋จือหลาง “ท่านแม่ทัพ”

จู๋จือหลางทำเสียงอืม กล่าวว่า “มาพอดีเชียว ช่วยข้าหาของหน่อย”

น้ำเสียงและมาดเช่นนี้ แตกต่างยามอยู่ต่อหน้าเทียนหลางจวินและเสิ่นชิงชิวอย่างสิ้นเชิง ช่างงามกับฐานะของแม่ทัพใหญ่จริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “สวมอะไรเล่า เดี๋ยวก็ต้องถอดอีกอยู่ดี”

ลั่วปิงเหอเอ่ยอย่างโมโห “…ทำไมซือจุนต้องถอดเสื้อให้เขาดูด้วย”

เสิ่นชิงชิวกดหัวลั่วปิงเหอยัดกลับเข้าผ้าห่มกี่ทีๆก็กดให้อยู่นิ่งไม่ได้ ขณะกำลังสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกับเขาอยู่ จู๋จือหลางก็เดินย้อนกลับมา เสิ่นชิงชิวกลับไปยืนในตำแหน่งเดิมไม่ทัน เลยหมุนตัวนั่งลงบนเตียงตัวตรงแน่ว

จู๋จือหลางกล่าวว่า “เมื่อครู่เสิ่นเซียนซือมิใช่บอกว่าจะไม่ขึ้นเตียงหรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเออออ “อ๋อ อย่างนั้นหรือ ข้าพูดแบบนั้นหรือ”

อารามรีบร้อนเขาเลยนั่งทับลั่วปิงเหอไว้ซะเลย

นั่งทับไว้ก็ดีเหมือนกัน ในที่สุดลั่วปิงเหอก็ขยับไม่ได้แล้ว จู๋จือหลางเดินมาข้างเตียง เห็นผ้าห่มยับยุ่งก็โหล่งว่า “เสิ่นเซียนซือไม่ร้อนหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิวอยากจบเรื่องไวๆ ก็คว้ามือของจู่จือหลาง เอาถ่านหินแดงร้อนก้อนนั้นกดลงบนแผ่นอกตัวเองหมับจนเกิดเสียงดังฉี่ ตอบหน้าตาเฉยว่า “ไม่ร้อน”

จู๋จือหลางซักต่อ “เช่นนั้นเสิ่นเซียนซือ…ไม่เจ็บหรือ”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ไม่เจ็บ…”

จู๋จือหลางกล่าวอย่างใจชื้น “หลายครั้งก่อนหน้านี้เสิ่นเซียนซือทำท่าไม่เต็มใจมาตลอด วันนี้เป็นฝ่ายลงมือเองเลย ได้เช่นนี้ก็ดีแล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ใจคิดแต่จะรีบทำให้มันเสร็จๆ แล้วจะได้ไล่เขาออกไป แต่ปากก็ถามว่า “ใช้ได้หรือยัง”

จู๋จือหลางเก็บถ่านหินกลับไป กล่าวว่า “ได้แล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวดีใจใหญ่ ดูท่าว่าลั่วปิงเหอก็คงใกล้ทนไม่ไหวแล้ว แต่ไม่นึกว่าจู๋จือหลางจะกล่าวเพิ่มมาอีกประโยคว่า “เมื่อครู่จวินซั่งกล่าวว่าคืนนี้ท่านอยากเข้ามา…”

ท้ายประโยคยังไม่ทันจะกล่าวให้จบ ลั่วปิงเหอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกพรวดขึ้นมา

ไม่ทันมองให้ถนัดว่าลั่วปิงเหอลงมืออย่างไร จู๋จือหลางก็ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมา บนเตียงก็มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ลั่วปิงเหอกอดเสิ่นชิงชิวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง กำลังถลึงตาใส่เขา จู๋จือหลางตกตะลึงก่อน ต่อมาไม่นานนักก็เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร “เจ้า? เสิ่นเซียนซือ? พวกเจ้า!”

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหน้าผาก ไม่อยากพูดอะไรแล้ว มืออีกข้างของลั่วปิงเหอยกขึ้น ทำท่าเหมือนกำลัง ‘บีบ’ คอของจู๋จือหลาง ปรากฏรอยดำสองสามสายทันที ร่างกายลอยขึ้นมาห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

เสิ่นชิงชิวเอ่ยว่า “อย่าฆ่าเขา เดี๋ยวจะเป็นปัญหาไม่รู้จบ อีกอย่างเรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด…”

ลั่วปิงเหอเม้มปากแน่น เส้นเอ็นเขียวๆบนหลังมือปูดโปน งอนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน สีหน้าของจู๋จือหลางค่อยๆกลายเป็นสีเขียว แต่ไม่มีทีท่าว่าเจ็บปวดแต่อย่างใด

เวลานี้เองอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่นอกกระโจม

“เจ้ายอดเขาเสิ่น ข้าเข้าไปได้หรือไม่”

คืนนี้ทำไมถึงได้คึกคักขนาดนี้ พูดถึงโจโจ โจโฉก็มา พอดีราวกับเป็นตลาดไปแล้ว!

(พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาตรงกับสำนวนไทยว่า พูดถึงไก่ ไก่ก็มา)

สามคนในกระโจม ทั้งคนที่บีบคอ คนถูกบีบ และคนที่มองดูล้วนหน้าดำคร่ำเครียดทันที

เสิ่นชิงชิวชี้ไปที่จู๋จือหลางซึ่งถูกบีบคอห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ จากนั้นชี้ไปที่ลั่วปิงเหอ ทำท่าปาดคอ แล้วทำท่ากากบาทเป็นที่วุ่นวาย ไม่รู้ว่ลั่วปิงเหอจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะเอาแต่ส่ายหน้าแล้วส่ายหน้าอีก ภายใจ้สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีใครส่งเสียงตอบผู้ที่อยู่ด้านนอก หลังจากเงียบกันอยู่ครู่ใหญ่ เทียนหลางจวินก็กล่าวว่า “ข้าเข้าไปแล้วนะ”

ลุงกับหลานคู่นี้เหมือนกันจริงๆ ไอ้ที่ถามอยู่หน้าประตูกระโจมก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: