Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 64

Scumbag System 64

ตอนที่ 64

ดังนั้นตอนเทียนหลางจวินเข้ามา ที่เห็นก็คือภาพนี้

จู๋จือหลางกับเสิ่นชิงชิวกำลังดิ้นขลุกขลักกันอยู่บนเตียง ด้านหลังมีผ้าห่มขยุกขยุยกองสุมไว้สูง เห็นเขาเข้ามา ทั้งสองคนหันมาองเป็นตาเดียว ต่างหน้าซีดด้วยความตกใจ เสื้อตัวนอกของเสิ่นชิงชิงคาอยู่ที่แขนเหมือนครึ่งถอดครึ่งไม่ถอด

ต่อให้เทียนหลางจวินจะพิลึกคนสักแค่ไหน มาเห็นภาพนี้เข้าก็ยิ้มค้างไปแล้ว

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงค่อยกล่าวเสียงค่อยว่า “…นึกไม่ถึงจริงๆนะนี่”

จู๋จือหลางเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า “จวินซั่ง เรื่องมันออกจะซับซ้อนแต่หาใช่เช่นที่ท่านคิดจริงๆนะขอรับ…”

ร่างกายของเขาบังผ้าห่มที่ลั่วปิงเหอซ่อนตัวอยู่ ส่วนเสิ่นชิงชิวนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขา บังมือของลั่วปิงเหอที่กำลังกำจุดตายตรงลำคอของจู๋จือหลางไว้อย่างแน่นหนา สภาพอันชวนให้สับสนเช่นนี้ บวกกับผ้าม่านที่ไหวพะเยิบพะยาบ ยืนมองเพียงแป๊บๆ ก็ยากที่จะเห็นว่ามีคนเพิ่มมาอีกคน

เทียนหลางจวินพยักหน้า แถมดูจะพออกพอใจอยู่นิดๆ “ไม่ต้องอธิบาย ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจดี”

ด้วยรสนิยมชื่นชอบเพลง ‘แค้นซุนซาน’ กับวงจรในสมองเขา ‘ความเข้าใจ’ ที่ว่านี้ก็จำเป็นต้องมีการอธิบายกันเสียหน่อยแล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าที่ท่านมาเยี่ยมดึกๆดื่นๆเพราะมีเรื่องอะไร หากมีก็พูดมา หากไม่มีก็ราตรีสวัสดิ์ ไม่ส่งละนะ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ทางข้าเกิดเรื่องแปลกๆนิดหน่อยก็แค่นั้น จู๋จือหลางก็ไปอยู่เสียที่ไหนไม่รู้ ข้าเลยลองมาดูที่นี่ แต่เหมือนจะมาไม่ถูกเวลา ไม่เป็นไร เชิญพวกเจ้าต่อเถิด ตามสบายนะ”

จู๋จือหลางเอ่ยว่า “จวินซั่ง…”

เขาพูดมากขึ้นคำหนึ่ง ลั่วปิงเหอก็เพิ่มแรงบีบขึ้นอีก

ขยับขานิดหนึ่ง ลั่วปิงเหอก็ยิ่งบีบแรงขึ้น

คิดจะเปลี่ยนท่า ลั่วปิงเหอก็จะบีบแรงขึ้น แรงขึ้น…แรงขึ้น ปราณมารพลุ่งพล่านแล่นทะลักเข้าสู่จุดตายของเขาจนในปากขมเฝื่อนจู๋จือหลางไม่รู้ว่าสำนวนจุกคอหอยหมายถึงอะไร แต่เขากำลังจุกคอหอยอยู่จริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ดี ขอบพระคุณที่เข้าใจ เช่นนั้นพวกข้าก็ต่อละนะ เชิญท่านตามสะดวก”

เทียนหลางจวินกลับไม่มีทีท่าว่าจะออกไป ซ้ำยังหาเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงไป

เขากล่าวเอื่อยๆว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นเหตุใดไม่ซักถามข้าว่า ‘เรื่องแปลกๆนิดหน่อย’ มันคืออะไร เจ้าดูไม่ใคร่รู้และกระตือรือร้นเหมือนก่อนเลยนะ”

เห็นทีว่าอีหรอบนี้คงไล่ยากเสียแล้ว พอเสิ่นชิงชิวรู้ว่าสลัดความยุ่งยากไม่พ้นก็เลิกแตกตื่น กล่าวยิ้มๆว่า “หากเทียนหลางจวินอยากชมดูอยู่ข้างๆ พูดคุยเพิ่มความสนุกสนานไปด้วยก็ไม่เป็นไร เชิญตามสบาย”

เทียนหลางจวินเลย ‘เพิ่มความสนุกสนาน’ ด้วยการกล่าว “ก่อนหน้านี้ไม่นานกระวี่ซินหมัวที่วางนิ่งอยู่ข้างกายข้าจู่ๆก็ลอยขึ้นมาแขวนค้างอยู่กลางอากาศทำเสีงอื้ออึงไม่หยุด เห็นๆอยู่ว่าไม่มีใครเรียกมันขึ้นมาเสียหน่อย ลักษณะเช่นนี้พาให้เป็นกังวลอยู่บ้าง”

เสิ่นชิงชิวเข้าใจทันที ที่ลั่วปิงเหอพูดค้างไว้ว่า ‘ห่วงอยู่ก็เรื่องเดียว…’ เมื่อกี้ คือหมายถึงเป็นกังวลเรื่องกระบี่ซินหมัวนี่เอง อย่างไรเสียมันก็ติดตามอยู่ข้างกายลั่วปิงเหอมาหลายปี ตอนนี้เจ้านายมันมาอยู่ใกล้ๆยังไงก็ต้องเกิดปฏิกิริยากันบ้าง

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เป็รนเรื่องปลกจริงๆนั่นแหละ แต่เทียนหลางจวินเอาเรื่องนี้มาคุยกับข้า เกรงว่าไม่มีประโยชน์กระมัง”

เทียนหลางจวินค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “มาสนทนาเรื่องนี้กับเจ้ายอดเขาเสิ่นก็ไม่มีประโยชน์จริงๆนั่นแหละ แต่หากมีสหายน้อยผู้ซุกซนมาตามหาเจ้ายอดเขาเสิ่น เช่นนั้นก็มีประโยชน์มาก”

คำพูดสั้นๆ เขาแบ่งเสียหลายช่วง ทุกครั้งที่พูดได้ครึ่งประโยคก็จะเดินเข้าใกล้เตียงอีกก้าวหนึ่ง

จู๋จือหลางถูกเสิ่นชิงชิวยึดมือสองข้าวไว้ในที่แจ้งและถูกลั่วปิงเหอบีบจุดตายตรงคอในที่ลับ พอเทียนหลางจวินเดินเข้ามาทีละก้าว ทีละก้าว ยิ่งเข้ามาใกล้ อาจารย์ศิษย์คู่นี้ก็ยิ่งลงมือหนักขึ้น เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้

ขณะที่เทียนหลางจวินยกมือขึ้น กำลังจะเลิกม่านอยู่แล้วนั่นเอง ข้างนอกกระโจมก็มีเสียงสัตว์ป่าเป่าแตรยาวเป็นเสียงโหยหวน เขาชะงักมือทันที หมุนกายหันไปดู

ด้านนอกกระโจมขาวมีแสงไฟพวยพุ่ง เงาดำพุ่งมาจากทุกสารทิศ เสียงแตรแหลมยาวผสมกับเสียงตะโกนเป็นที่สับสน

“มีผู้บุกรุก!”

“ล้อมไว้ๆ เข้าไปล้อมไว้”

“อย่าให้เขาหนีไปได้”

ฝ่าออกมาแล้ว!”

เสียงดาบกระบี่ปะทะกัน เสียงธนูและกระบี่แหวกอากาศ เสียงกรงเล็บสัตว์ฉีกทึ้งดังปะปนเป็นที่สับสนอลหม่าน

เทียนหลางจวินอีกแค่ประโยคเดียวก็ไม่มีเวลาจะกล่าว หายตัวออกไปนอกกระโจมทันที ใจที่ขึ้นไปแขวนค้างสูงของเสิ่นชิงชิวก็ตกฮวบลงมา ผู้บุกรุกคนนี้ช่างมาได้จังหวะเสียจริง

ลั่วปิงเหอพลิกกายลงจากเตียง ประคองเขาขึ้นนั่ง ส่วนจู๋จือหลางถูกเหวี่ยงลงไปที่พื้น ยังขยับตัวไม่ได้ไปครู่หนึ่ง เสิ่นชิงชิวก้มหน้ากล่าวว่า “เมื่อครู่ขอบใจนะ”

ด้วยระดับความจงรักภักดีของจู๋จือหลาง ที่เขาไม่ได้พยายามเปิดโปงโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตัวเองเมื่อครู่ว่า ‘จวินซั่ง เป็นพวกเขาขอรับ เป็นพวกเขาสองคน’ ก็เท่ากับจงใจช่วยเหลือนั่นเอง

จู๋จือหลางได้ฟังก็ถอนใจกล่าวว่า “ผู้น้อยเข้าใจขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถาม “เข้าใจอะไร”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างหงุดหงิด “ไปพูดจาไร้สาระกับเขาทำไม”

จู๋จือหลางเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างจริงใจว่า “เสิ่นเซียนซือทรมานเพราะความคิดถึงรุมเร้า ตกดึกลอบพบปะกัน แม้อาจต้องเสี่ยงกับการเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ขอรับ”

เสิ่นชิงชิว “…”

เจ้าเด็กนี่อยู่ข้างกายเทียนหลางจวินนานเกิน วงจรในสมองถึงได้หมุนแบบเดียวกับเขาไปแล้ว ไม่ควรพูดจาไร้สาระด้วยจริงๆนั่นแหละ

สองศิษย์อาจารย์ลอบออกไปนอกกระโจม เห็นในป่าหญ้าห่างออกไปไม่ไกลนักเต็มไปด้วยทัพใหญ่ของเผ่ามารฝ่ายใต้จนดำมืดไปหมดกำลังล้อมอะไรบางอย่างไว้ตรงกลาง เงาสีขาวเจิดจ้าสองสายที่อยู่ใจกลางวงล้อมจึงโดดเด่นสะดุดตาอย่างมาก เงาหนึ่งคือเงากระบี่ ความเร็วสุดจะต้านทาน เงาหนึ่งคือเงาคน ทุกที่ๆเขาเคลื่อนผ่านล้วนราบเรียบเป็นหน้ากลอง วงล้อมถูกทำลายต่อเนื่อง ทว่าก็มีเผ่ามารหนุนเข้ามาใหม่ต่อเนื่องไม่ขาดสายเช่นกัน

เสียงเทียนหลางจวินทอดถอนใจอย่างชมเชยลอยตามลมราตรีมาให้ได้ยิน “วิชากระบี่เป็นยอด พลังทิพย์เป็นยอด”

ผู้บุกรุกยืนอยู่บนหัวของหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์สวมเกราะซึ่งถูกเขาตัดลงมาด้วยมือเปล่า ทว่าชุดสีขาวสะอ้านของเขากลับยังสะอาดเอี่ยมไร้ซึ่งละอองธุลี มีเพียงเลือดหยดหนึ่งกระเซ้นมาโดนแก้มเท่านั้น

เอิกเกริกครึกโครมปานนี้ ดุดันปานนี้ บอกว่าสู้ก็สู้ ทั้งยังกลัวผู้ที่อยู่ในค่ายของศัตรูจะไม่มีคนรู้ถึงการให้เกียรติมาเยือนของเขา แบบนี้ช่างเป็นสไตล์อันเลื่องลือของไป่จั้นเฟิงโดยแท้

เขาคือหลิ่วชิงเกอ

พญาหมาป่าขาวสะอาดสองตัววิ่งผ่านฝูงสัตว์มาหมอบอยู่แทบเท้าของเทียนหลางจวิน หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้น พูดด้วยเสียงคนว่า “จวินซั่ง เป็นหลิ่วชิงเกอ เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงแห่งชางฉยงซานขอรับ”

เทียนหลางจวินพยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าวิชากระบี่และพลังทิพย์ถึงได้น่าทึ่งนัก แต่ไม่รู้ว่าเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงทำไมจู่ๆถึงได้ให้เกียรติมาเยือนแดนใต้หนอ”

หลิ่วชิงเกอเอียงกายเล็กน้อย เฉิงหลวนเหินกลับคืนสู่มือผู้เป็นนาน เขาสลัดหยดเลือดที่ติดปลายกระบี่ ถามเสียงเย็นชาว่า “เสิ่นชิงชิวอยู่นี่ใช่หรือไม่”

เสิ่นชิงชิวตื่นตะลึงไปกับวาสนาที่คาดไม่ถึง นี่พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่มาช่วยเขาหรือ

ลั่วปิงเหอปรายตามองสีหน้าของเขาแล้วเม้มปากแน่น

เทียนหลางจวินเข้าใจเหตุการณ์ทันที “ที่แท้เจ้ามาตามหาเจ้ายอดเขาเสิ่น เขาอยู่กับข้าจริงๆนั่นแหละ”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “ให้เขาออกมา”

เทียนหลางจวินทำเสียงกำกวม “เกรงว่าตอนนี้เขาไม่สะดวกจะพบเจ้าน่ะซิ ต่อให้พบก็เป็นไปได้อย่างมากว่าเขาอาจไม่อยากตามเจ้ากลับไปชางฉยงซานน่ะนะ”

เสิ่นชิงชิวถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะด่ายังไงเลยทีเดียว

หลิ่วชิงเกอหรี่ตา

พญาหมาป่าที่อยู่แทบเท้าเทียนหลางจวินกล่าวว่า “ไป่จั้นเฟิงที่หมายถึงรบร้อยครั้งชนะร้อยครานะหรือ ข้ากลับไม่แน่ใจนัก ได้ยินว่าหลิ่วชิงเกอผู้นี้เคยประมือกับเจ้าเด็กลั่วปิงเหอ พ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่คู่ควรกับชื่อเสียงนี้มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ควรเปลี่ยนเป็น ‘เก้าสิบเก้า’ มากกว่านะ”

พญาหมาป่าอีกตัวหนึ่งกล่าวรับลูก “ไม่ถูก ต้องเรียกว่าเก้าสิบแปดต่างหาก หากเขาต้องมาเจอกับจวินซั่งของพวกเราย่อมพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย”

สัตว์สองตัวนี้ถ่อยจริงแท้ ทั้งขี้ประจบสอพลอทั้งถ่อย

พูดไม่เข้าหูดีนัก แบบนี้ต้องอัดให้หนัก

หลิ่วชิงเกอสะกิดปลายเท้านิดหนึ่ง ร่างก็โลดทะยานออกไปราวกับสายฟ้าสีขาว

เทียนหลางจวินไม่รีบร้อนรับศึก เขาสะบัดเลือดจากปลายนิ้วเบาๆ เสือดที่กระเซ็นออกมาไม่ได้ตกต้องฟื้น หากแต่ก่อตัวกลายเป็นหมาป่าโลหิตสีแดงฉานหกตัว โผเข้าไปรุมล้อมหลิ่วชิงเกอไว้ คอยเวียนเข้าไปกัดและลอบโจมตีประหนึ่งกงจักรเพลิง

หลิ่วชิงเกอรับมืออย่างง่ายดาย เขาใช้เฉิงหลวนตัดคอหมาป่าทั้งหกตัวปลิวกระเด็นและแปรสภาพกลายเป็นของเหลวในพริบตา แต่ถอถอนกระบี่กลับมา หมาป่าโลหิตก็ก่อร่างใหม่ แล้วแยกเขี้ยวจู่โจมต่อ การจู่โจมของเขาถึงแม้แม่นยำไม่มีที่ติแต่ไม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม

เทียนหลางจวินไม่ได้ชักมือที่ปล่อยเลือด กลับ ยังคงชูมือค้างอยู่อย่างนั้น เลือดที่ไหลออกมาก็กลายเป็นสัตว์ดุร้ายตัวใหม่เรื่อยๆไม่ขาดสาย

ปล่อยเลือดไหลเยอะแบบหนี้ก็ยังไม่หน้าซีด นี่เขาเป็นโกดังเลือดเคลื่อนที่รึไง

อย่างน้อยหลิ่วชิงเกอก็มาช่วยเขา เสิ่นชิงชิวไม่อาจยืนมองความหายนะของผู้อื่น เอาแต่ชมดูอยู่นอกวงได้ เขากำลังจะขยับตัวอยู่แล้ว แต่ลั่วปิงเหอชิงนำหน้าไปหนึ่งก้าว กระโจนออกไปทันที

เทียนหลางจวินมองเขาหน้านิ่ง “เจ้ามาจริงๆ”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ซือจุนอยู่นี่ ข้าไหนเลยจะไม่มา”

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆ “จู๋จือหลาง เจ้าดูหน้าเขาซิ สีหน้าถมึงทึงเย็นชาแบบนี้ ข้าดูแล้วอารมณ์ดีจริงๆ…หรือ จู๋จือหลาง?”

พอเห็นจู๋จือหลางไม่ได้ออกมา ไม่มีคนมาเป็นลูกคู่ก็ทำหน้าเซ็ง

หลิ่วชิงเกอกำลังจะเอ่ยปาก ครั้นเหลือบไปเห็นเสิ่นชิงชิวกะทันหัน ที่กำลังจะด่าก็ลืมหมดเกลี้ยง ตะลึงลานไปเดี๋ยวนั้น ตะโกนว่า “นี่!”

เสิ่นชิงชิวโบกมือทักทาย สีหน้าประหลาดใจของเทียนหลางจวินมิได้ลดน้อยลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ กล่าวกับลั่วปิงเหอว่า “ตกลง…เมื่อครู่…พวกเจ้า…ข้างใน…สามคนหรือ”

ประโยคเดียววรรคซะห้าท่อน แต่เสิ่นชิงชิวก็เข้าใจความหมายนั้นดี

ส่วนลั่วปิงเหอนั้นไม่รู้ว่าเข้าใจไหม สีหน้าทะมึนขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

การต่อสู้ของฝูงสัตว์ในป่าหญ้ากลายเป็นศึกตะลุมบอนสามฝ่ายทันใด

เทียนหลางจวินโจมตีสองคน หลิ่วชิงเกอก็โจมีสองคนเช่นกัน ลั่วปิงเหอโจมตีหนึ่งคนไม่สนอีกคน แต่ก็ต้องคอยรับการโจมตีจากคนทั้งคู่ แสงสีขาวสีดำเต็มไปหมด เสียงกระบี่เสียงสัตว์กึก้องไปทั่ว

หลิ่วชิงเกออุตส่าห์จะมาช่วยเสิ่นชิงชิว แต่จนใจที่วงล้อมหนาแน่นขึ้นทุกที เฉิงหลวนหมุนควงกลายเป็นพายุหมุนลูกย่อมๆ ม้วนเอาสัตว์โลหิตสิบกว่าตัวเข้าไป ทำเอาพวกมันย่อยยับแหลกลาญกลายเป็นหยดโลหิตนับหมื่น สาดกระจายไปทั่วสารทิศ

เสิ่นชิงชิวตะโกน “ปิดปากไว้นะ! ห้ามกลืนลงไปเด็ดขาด”

หลิ่วชิงเกอไม่จำเป็นต้องปิดปากเลย เพราะเลือดเหล่านั้นไม่ตกต้องร่างเขาแม้แต่หยดเดียว

เทียนหลางจวินกลับหัวเราะ “ลืมเสียสนิท ยังมีเจ้ายอดเขาเสิ่นด้วยนี่”

เขากลับหวังให้ตัวเองถูกลืม เมื่อเทียนหลางจวินนึกขึ้นมาได้ เสิ่นชิงชิวก็อยู่ไม่เป็นสุขทันที ในท้องปวดแปลบราวกับถูกเข็มแทงถี่ๆ

ตอนแรกลั่วปิงเหอคือคนที่ลงมือดุดันที่สุด โดยพุ่งเป้าไปที่เทียนหลางจวิน ตอนนี้เลยช้าลง สมาธิเริ่มเขว

เสิ่นชิงชิวตะโกน “สู้ต่อไป ไม่ต้องสนใจข้า”

จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง กลับเข้าไปในกระโจม ลากตัวจู๋จือหลางออกมา เขาหัวเราะจนหน้าบิดเบี้ยว “คราวนี้เจ้าเอาตัวเองพุ่งมาชนกระบี่ข้าไม่ได้แล้วนะ”

จู๋จือหลางกล่าวอย่างจำใจ “เสิ่นเซียนซือกับจวินซั่งล้วนมีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อข้า ไฉนต้องทำให้ข้าลำบากใจอยู่เรื่อย”

เสิ่นชิงชิวเจ็บปวดทรมานจนเหงื่อเย็นหลั่งเต็มหลัง พยายามหาเรื่องคุยเพื่อเบนความสนใจ “เจ้าช่างแบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจนจริงๆ”

พนักงานของเผ่ามารแต่ละคนช่างเหมือนซาหัวหลิงดีแท้ ต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขยันขันแข็งตลอดเวลา

จู๋จือหลางซึ่งอยู่ใต้คมกระบี่ของเขามุ่งมั่นอธิบายว่า “ใช่แล้ว ครั้งนั้นสี่สำนักใหญ่ใช้อุบายสกปรกล้อมปราบจวินซั่ง ในที่สุดก็ถึงวันที่ต้องชดใช้ ชางฉยงซาน วัดเจาหัว วังฮ่วนฮวา อารามเทียนอี จวินซั่งกล่าวว่าสำนักเดียวก็อย่าให้เหลือ ดังนั้นถึงไม่อาจให้เหลือรอดแม้แต่สำนักเดียว”

เขาพูดึงวังฮ่วนฮวาขึ้นมา เสิ่นชิงชิวพลันใจเขม็งเกร็ง

หลังจากเขาหนีออกจากคุกน้ำของวังฮ่วนฮวาไปที่เมืองฮวาเยวี่ย ได้ยินคนพูดว่าศิษย์วังฮ่วนฮวาที่เฝ้าคุกน้ำล้วนถูกฆ่าตายหมด แม้แต่กงอี๋เซียวก็หนีไม่รอด ตอนนั้นข้อหาทั้งหมดถูกโปะลงมาบนกบาลเขา แล้วเขาก็เอาไปโปะบนกบาลลั่วปิงเหออีกต่อ ระหกระเหินมากระทั่งบัดนี้ยังไม่มีโอกาสสืบสาวราวเรื่องเลยว่าตกลงเป็นฝีมือใคร

ตอนนี้จู๋จือหลางปฏิบัติต่อตนไม่เลว เพราะตอนนั้นตนเป็นคนห้ามกงอี๋เซียวไว้ไม่ให้ฆ่าเขา เขาเลยนับตนเป็นผู้มีพระคุณ เช่นนั้นสำหรับเขาแล้ว กงอี๋เซียวก็น่าจะเป็นศัตรู

เสิ่นชิงชิวถาม “เจ้าจำกงอี๋เซียวผู้นั้นได้หรือไม่”

จู๋จือหลางขบคิดเล็กน้อยแล้วย้อนถาม “หมายถึงศิษย์ของวังฮ่วนฮวาคนนั้นน่ะหรือ”

จำได้จริงๆด้วย

“ตอนนั้นข้าจะไปคุกน้ำเพื่อรับตัวเสิ่นเซียนซือ แต่ไม่คาดว่าพอไปถึงท่านก็ไม่อยู่แล้ว มีแต่ศิษย์ผู้นั้นเดินไปเดินมาอยู่คนเดียว กลางคืนมันมืดผู้น้อยเข้าใจผิดว่าเขาเป็นลั่วปิงเหอเลยเข้าไปหยั่งเชิง”

เสิ่นชิงชิวเข้าใจ รูปร่างของกงอี๋เซียวคล้ายคลึงกับลั่วปิงเหออยู่บ้างจริงๆ ถึงขนาดว่ามองดูเผินๆแวบแรก หน้าตาก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่นิดหน่อย ดังนั้นจึงมีช่วงหนึ่งที่เขารู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับกงอี๋เซียวเป็นพิเศษ

จู๋จือหลางกล่าวต่อว่า “ต่อมาพบว่าเขาก็คือศิษย์ของวังฮ่วนฮวาที่ติดตามเสิ่นเซียนซือไปยังป่าน้ำค้างขาว จึงฆ่าเขาทิ้งเสียเลย”

จึงฆ่าเขาทิ้งเสียเลบ

จู๋จือหลางช่างเป็นมารที่เรียบง่ายและ ‘โง่งมอยู่บ้าง’ อย่างที่ลุงเขาพูดไว้จริงๆ เทียนหลางจวินช่วยเหลือเ เขาก็ติดตามรับใช้ถวายหัว เสิ่นชิงชิวช่วยเขาไว้โดยบังเอิญ เขาก็ใช้วิธีของตนเองมาตอบแทนบุญคุณ

เช่นเดียวกับที่หากถูกเอาเปรียบแม้เพียงเล็กน้อยเป็นต้องเอาคืน

แต่กงอี๋เซียวต้องมาตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมเกินไปแล้ว เขาแค่คิดจะฆ่า แต่ยังไม่ได้ฆ่าจริงๆเสียหน่อย

ตอนจากันที่คุกน้ำ ที่กงอี๋เซียวกล่าวไว้ว่า ‘วันหน้าหากมีโอกาส ผู้อาวุโสจะต้องทำตามที่ให้สัญญาไว้กับข้า พาข้าเที่ยวชมชิงจิ้งเฟิงนะขอรับ ผู้เยาว์จะรอวันนนั้นขอรับ’ ยังชัดเจนในหูอยู่เลย

เสิ่นชิงชิวแทบทนมองหน้าจู๋จือหลางตรงๆไม่ได้ พอมองสบตาเขาความรู้สึกเป็นกันเองสบายๆที่เคยมีตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว ฝ่ายหลังรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นยืน เดินนำออกไปก่อน

จู๋จือหลางตกตะลึง “ท่านจะไปไหน”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไปไหนก็ได้ ยิ่งไกลยิ่งดี”

สายเลือดมารฟ้าล้วนแล้วแต่เป็นพวกโรคจิต อยู่กับโรคจิตคนเดียวยังดีกว่าอยู่กับพวกโรคจิตถึงสองคน อย่างน้อยๆคนโรคจิตคนเดียวนั่นก็ยังฟังคำพูดเขาบ้าง

จู๋จือหลางดูราวกับถูกแทงเข้าไปทีหนึ่ง เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ถามว่า “ข้าเพียงแต่อยากช่วยคนที่ดีต่อข้า เช่นนี้ไม่ถูกต้องหรือ”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: