Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 65

Scumbag System 65

ตอนที่ 65

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ปัญหามันอยู่ตรงเรื่องที่เจ้ารู้สึกว่ามันดีต่อข้า ข้ากลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นน่ะซิ”

แต่ละก้าวของเขารู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งกระตุกได้อย่างชัดเจน ราวกับมีหนอนนับพันตัวดิ้นดุกดิกคอยกัดกิน ลั่วปิงเหอคอยแต่หันมามองเขาจนเกือบหลบการโจมตีไม่พ้นอยู่หลายครั้ง

จู๋จือหลางกล่าวเสียงดัง “ต่อให้เสิ่นเซียนซือไม่อาจพบจุดจบที่ดี ก็ยังตัดสินใจจะไปกับพวกเขาหรือ”

เสิ่นชิงชิวไม่ตอบ เดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ

เห็นดังนั้นจู๋จือหลางก็กล่าวเสียงแผ่ว “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

เพิ่งจะสิ้นเสียง ความเจ็บแปลบทรมานในกายเสิ่นชิงชิวก็หายไปสิ้นเชิง

เสียงเทียนหลางจวินดังขึ้น แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้าง “เจ้าทำอะไรน่ะ”

ในที่นั้นมีแต่ผู้ที่เป็นสายเลือดของมารฟ้าจึงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เดิมในกายของเสิ่นชิงชิวมีกู่โลหิตอยู่สามสาย ลั่วปิงเหอใช้หนึ่งต้านสอง จึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เมื่อครู๋จู๋จือหลางไม่ได้เร่งเร้าให้กู่โลหิตไปรุกรานลั่วปิงเหออีก กลับเปลี่ยนข้างมาช่วยลั่วปิงเหอสะกดข่มโลหิตของเทียนหลางจวินเอาไว้ด้วยซ้ำ

ไม่เจ็บแล้วยังต้องกลัวอะไรอีกเล่า เสิ่นชิงชิวชักซิวหย่าออกจากฝัก พลิ้วกายขึ้นเหยียบกระบี่ ตะโกนว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว ไป!”

หลิ่วชิงเกอเห็นเขาท่องกระบี่เข้ามา จึงพลิกกายขึ้นเหยียบเฉิงหลวนทันที ในที่สุดเทียนหลางจวินก็ไม่หลั่งเลือดเล่นแล้ว ซัดปราณมารออกมาโจมตีแต่ถูกลั่วปิงเหอโต้กลับไป

เสิ่นชิงชิวโฉบผ่านโดยยื่นมือมารอไว้ ลั่วปิงเหอชูมือขึ้น ทำงานเข้าขากันอย่างรู้จังหวะชนิดไม่มีช่องโหว่ สองมือจับกันมั่นแล้วออกแรงดึง เอาตัวเขาขึ้นมาอยู่บนกระบี่ซิวหย่าเรียบร้อย

รังสีกระบี่สองสายเหินขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา

เสียงเห่าหอนดังระงมไปทั้งป่าหญ้า

เทียนหลางจวินดีดนิ้วทีหนึ่ง สัตว์โลหิตที่เหลือสิบกว่าตัวก็สิ้นแรงเคลื่อนไหว ขนหนาเขี้ยวคมสลายวับอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหยดเลือดสาดกระจายในเวลาเพียงไม่นาน จากนั้นก็ซึมลงดิน

เขามองจู๋จือหลาง “จะปล่อยไปเช่นนี้หรือ”

จู๋จือหลางไม่ตอบ คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น

เทียนหลางจวินเป็นผู้ที่ควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี ถึงจะไม่พอใจแต่เพียงครู่เดียวอารมณ์นั้นก็ผ่านไปแล้ว “ทุ่มเทความจริงใจให้ ผู้อื่นกลับไม่ซาบซึ้งน้ำใจ ดันวิ่งไปหาหนทางแห่งความตายเสียอย่างนั้น จู๋จือหลาง จวินซั่งสงสารเจ้านัก”

เขายกมือเป็นเชิงบอกให้จู๋จือหลางลุกขึ้น กล่าวง่ายๆว่า “แต่เจ้าไม่ต้องเสียใจไป จะต้องมีสักวันที่เจ้ายอดเขาเสิ่นรู้ซึ้งถึงความดีที่เจ้ามีต่อเขา อีกไม่นานหรอก”

เทียนหลางจวินมองไกลไปที่เส้นขอบฟ้ายามราตรี พึมพำว่า “แต่คิดไม่ถึงจริงๆ เจ้ายอดเขาเสิ่นกลับชอบคนเยอะๆ แต่ละครั้งจะต้องมีอย่างน้อยสามคนหรือ”

“…”

ความรู้สึกของจู๋จือหลางที่เดิมทีสับสนว้าวุ่นราวกับถูกลมหอบหายเกลี้ยงไปในชั่วอึดใจ

หมู่นี้จวินซั่งคงไปอ่านหนังสือภาพแปลกๆที่แพร่หลายอยู่ในภพมนุษย์มาอีกเป็นแน่

………………………

คนทั้งสามท่องกระบี่มุ่งตรงไปยังพื้นที่ชายแดน

หลิ่วชิงเกอไม่คิดว่าเสิ่นชิงชิวจะพาลั่วปิงเหอมาด้วย จึงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เจ้าฉุดเขาขึ้นมาทำไม ทำไมถึงได้อยู่กับเขา”

ระหว่างหลิ่วชิงเกอกับลั่วปิงเหอมีความแค้นฝังลึก เสิ่นชิงชิวไม่อาจอธิบายได้ในเวลาอันสั้น กล่าวคร่าวๆว่า “นี่ก็มีสาเหตุอยู่…”

ลั่วปิงเหอเห็นว่าเสิ่นชิงชิวไม่ได้คัดค้านคำว่า ‘อยู่กับเขา’ ก็หน้าบาน มุกปากยกโค้งขึ้น

หลิ่วชิงเกอเห็นเขาอยู่ๆก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่โดยไม่มีสาเหตุ มือก็เตรียมทำท่าวาดคาถาทันที ระหว่างนิ้วมีพลังทิพย์แลบแปลบปลาบกล่าวอย่างระแวงว่า “เสิ่นชิงชิว เจ้ามานี่”

ลั่วปิงเหอเปลี่ยนสีหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าพลิกตำรา เมื่อกี้ยังดูนุ่มนวลอ่อนโยนอยู่เลย วินาทีต่อมาก็ทำหน้าทำตาล้อเลียน กอดเอวเสิ่นชิงชิวเสียแน่น เดิมทีเขาก็เกาะแน่นอยู่แล้ว พอกอดแรงขึ้นเช่นนี้ เสิ่นชิงชิวก็แทบหายใจไม่ออก เอามือตีมือเขาก่อนกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว เรื่องนี้พูดไปแล้วซับซ้อนยิ่งนัก ตอนนี้พวกเราไปกันก่อนเถอะ กลับไปแล้วข้าจะค่อยๆเล่าให้เจ้าฟัง เจ้าเชื่อข้าไปก่อนแล้วกันนะ”

หลิ่วชิงเกอกล่าว “ข้าเชื่อเจ้า แต่ข้าไม่เชื่อเขา”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างไม่คิดอะไรมาก “ข้าเชื่อเขา”

หลิ่วชิงเกอคิ้วกระตุก กล่าวเสียงขรึมว่า “เมื่อก่อนที่เจ้าเชื่อเขา เจ้าลงเอยอย่างไรเล่า”

รอยยิ้มบางๆของลั่วปิงเหอแฝงแววเชือดเฉือนอย่างที่เรียกกันว่าซ่อนเข็มไว้ในสำลี จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “ซือจุนก็บอกว่าเชื่อช้าแล้วอย่างไรล่ะ ท่านยังจะพูดจาเหลวไหลอะไรอีก”

นี่คือยังต่อยตีกันไม่สะใจใช่ไหม!

เสิ่นชิงชิวดุ “ทำไมถึงพูดเช่นนี้กับอาจารย์อา”

หลิ่วชิงเกอปกติก็ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ไปว่าเขาพูดเหลวไหลได้ยังไง เขาไม่พูดเหลวไหลจริงๆนั่นแหละ ซัดพลังตู้มเลย

แต่นี่เป็นการเดินทาง ทางอากาศนะ สู้กันบนกระบี่นี่สนุกมากรึไง โปรดคำนึงถึงความปลอดภัย ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่งซิ!

เสิ่นชิงชิวเบี่ยงเส้นทางการบินออกไป นึกว่าน่าจะหลบพ้นแล้ว ลั่วปิงเหอที่อยู่ข้างหลังกลับครางออกมาทีหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวหันกลับไปถาม “เป็นอะไรไป”

โดนจริงอะ?

ลั่วปิงเหอส่ายหน้า ตอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่เจ็บขอรับ”

ตามหลักแล้ว ต่อให้โดนพลังซัดใส่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนี่นา เสิ่นชิงชิวมองเขาอย่างละเอียด รู้สึกว่าตรงตราประทับที่หว่างคิ้วเขามีไอดำขุมหนึ่งอยู่จริงๆจึงพึมพำว่า “สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”

น้ำเสียงลั่วปิงเหออ่อนล้า ทว่ากล่าวอย่างนุ่มนวล “เมื่อกี้พอสู้กันเสร็จ รู้สึกมึนๆเล็กน้อยเลยเวียนหัว แต่ไม่มีอะไรขอรับ ก็แค่พลังโจมตีขุมหนึ่งเท่านั้น”

ความมุ่งมั่นของหลิ่วชิงเกอที่จะสู้กับเขาชนิดเลือดสาดให้ถึงที่สุดดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สู้กันมาไม่รู้กี่ครั้ง เจอพลังโจมตีขุมเดียวเวียนหัวเลยรึ

หลิ่วชิงเกอสั่ง “เสิ่นชิงชิว เจ้าหลีกไป”

เสิ่นชิงชิวรีบยิ้มเป็นเชิงขออภัย เกลี้ยกล่อมว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว ก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บ เพิ่งจะหายดี เจ้าก็อย่าลดตัวไปทะเลาะกับเขาเลย เขาไม่รู้ประสีประสา หากล่วงเกินเจ้า ข้าขออภัยแทนก็แล้วกัน”

สีหน้าหลิ่วชิงเกอไม่ค่อยจะดีนัก เสิ่นชิงชิวกล่าวอีกว่า “เมื่อก่อนเขาทำผิดมาไม่น้อย วันหน้าไม่ทำแล้ว ข้าจะอบรมสั่งสอนเขาให้ดีๆ

ในที่สุดหลิ่วชิงเกอก็หน้าเขียว “เจ้าเชื่อเขาจริงๆหรือ”

เสิ่นชิงชิวใจฝ่อ ลั่วปิงเหอยังกอดเอวเขาอยู่ ทำหน้ากระวนกระวายเหมือนกำลังรอคำตอบของเขา พูดตามจริง เมื่อก่อนเขาไม่เคยเชื่อใจลั่วปิงเหอเลย ดังนั้นจึงทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจมาตลอด เรื่องมาถึงป่านนี้…

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “อย่างไรก็ขอเชื่อไว้ก่อนดีกว่า เชื่อไว้ก็ไม่เสียหายนี่”

ลูกหลานในบ้านไม่เข้าใจเรื่องราว ผู้ใหญ่ก็วางตัวลำบาก เสิ่นชิงชิวทำใจดีสู้เสือ กล่าวว่า “ไม่เจอกันมาพักหนึ่งศิษย์น้องหลิ่วพลังฝึกปรือยิ่งก้าวหน้าใหญ่แล้วนะ”

หลิ่วชิงเกอเชิดคาง “ไปปิดด่านฝึกวิชา เพิ่งจะออกมา”

ตอนที่ลั่วปิงเหอไปปิดล้อมชางฉยงซาน หลิ่วชิงเกอได้กล่าวไว้ว่า ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ!’ ตกลงไปปิดด่านฝึกวิชาเพิ่มมาจริงๆ เพิ่งออกจากด่านก็มาช่วยคนเลย เสิ่นชิงชิวเอามือลูบจมูก ในใจรู้สึกว่าแค่พูดขอบคุณเหมือนจะไม่พอ เลยโพล่งออกไปว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้องมาช่วยข้าที่แดนใต้”

ที่แท้พอหลิ่วชิงเกอออกจากด่าน ก็ตรงดิ่งไปที่แดนเหนือของภพมารซึ่งเป็นดินแดนของลั่วปิงเหอ ตะลุยฝ่าไปตลอดทาง ทำเอาเผ่ามารกระเจิดกระเจิงระส่ำระสาย ผลปรากฏว่าเสิ่นชิงชิวไม่อยู่ที่นั่น ลั่วปิงเหอก็ไม่อยู่ ว่ากันว่าลั่วปิงเหอกลับมาเที่ยวหนึ่งอย่างรีบร้อยแล้วผลุนผลันออกไปอีก หลิ่วชิงเกอจึงจับตัวนางมารผู้หนึ่งชื่อซาๆอะไรสักอย่างมาซักถาม ทว่าวิธการซักถามของไป่จั้นเฟิงคือซ้อมทุบตี อยู่ที่จะทุบตีหนักมากหรือน้อยเท่านั้น พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ไม่ถนัดเรื่องทุบตีผู้หญิง ส่วนซาหัวหลิงก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่รับมือได้ง่าย เลยถามไม่ได้ความอะไร

ดีที่ไปเจอเอาซั่งชิงหัวที่วันๆกินอิ่มแล้วว่างไม่มีอะไรทำเลยออกมาเดินเพ่นพ่านเข้า

กับคนพรรค์นี้หลิ่วชิงเกอไม่จำเป็นจ้องยั้งมอไว้ไมตรี แค่เงื้อหมัดเขาก็พรั่งพรูออกมาหมดสิ้น ร่ายไปตั้งแต่อาหารการกินของเสิ่นชิงชิวตอนอยู่ภพมาร แต่ละวันใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจอย่างไร ไปจนถึงเรื่องสำคัญอย่างถูกจับตัวไปแดนใต้

หลังจากซักถามได้คำตอบมาแล้ว หลิ่วชิงเกอก็หมายเอาตัวคนทรยศผู้นี้ไปสำเร็จโทษเสีย คิดไม่ถึงว่าซั่งชิงหัวกลับกอดขาหลิ่วชิงเกอร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายอยู่นานมาก สาบานแล้วสาบานอีกว่าที่ทำลงไปเพราะความจำใจและจากนี้ไปจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ จนเสียงคร่ำครวญของเขาชักนำโม่เป่ยจวินออกมา ทั้งสองต่อสู้กันยกหนึ่งทำเอาวังใต้ดินของลั่วปิงเหอพังเสียหายไปกว่าครึ่ง จึงล่าช้าออกไปอีก

เส้นทางที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและปัจจัยอันพลิกผันนี้คือเส้นทางของพี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงนี้นั่นเอง

สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจขนาดนี้…หลิ่วชิงเกอเป็นผู้ชายที่พึ่งพาได้ยิ่งกว่าพี่ชายแท้ๆเสียอีกนะเนี่ย

หลังเสิ่นชิงชิวทำหน้าแสดงความซาบซึ้งใจออกไป ก็เปลี่ยนหัวข้อมากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ศิษย์น้องหลิ่ว ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกเจ้า”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “ว่ามา”

เสิ่นชิงชิวถาม “เจ้ารู้จักเทียนหลางจวินหรือไม่”

สำหรับซิวซื่อผู้ฝึกวิชาเซียนแล้ว ชื่อนี้กล่าวได้ว่าเป็นตำนาน

หลายปีก่อน เทียนหลางจวินถูกสี่สำนักใหญ่รวมกำลังกันสะกดไว้ใต้บรรพตน้ำค้างขาว สำนักชางฉยงซานแม้เป็นกำลังหลักด้วยเช่นกัน แต่ผู้เข้าร่วมล้วนเป็นเจ้ายอดเขารุ่นก่อน ในบรรดาเจ้ายอดเขาของชางฉยงซานในปัจจุบัน มีแต่เยวี่ยชิงหยวนที่ในเวลานั้นเข้าร่วมการต่อสู้ในฐานะหัวหน้าศิษย์ฉยงติ่งเฟิง และอาศัยกระบี่เสวียนซู่สำแดงฝีมืออันโดดเด่น จึงกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เรื่องเหล่านี้หลิ่วชิงเกอไม่มีทางไม่รู้แน่นอน “ที่เป็นราชาคนก่อนของเผ่ามารน่ะหรือ กายเนื้อของเขาแหลกสลายไปเจ็ดแปดปีแล้วนี่”

เสิ่นชิงชิวว่า “กายเนื้อแหลกสลายไม่ได้หมายความว่าตาย และมีความเป็นไปได้ว่าเปลี่ยนคราบร่างแล้ว”

หลิ่วชิงเกอเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “เหมือนอย่างเจ้าน่ะหรือ”

เสิ่นชิงชิวละอายใจ ไอค่อกแค่ก “ถูกต้อง”

หลิ่วชิงเกอไม่ติดใจเอาความ ถามต่อ “เขาออกมาแล้ว จากนั้นล่ะ”

เสิ่นชิงชิวตอบ “เทียนหลางจวินวางแผนจะรวมภพมารกับภพมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน”

“หมายความว่าเขาคิดจะโจมตีภพมนุษย์หรือ”

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าคนทั่วไปมักสับสนกับแนวคิดสองอย่างนี้ พูดว่า ‘รวมไว้ด้วยกัน’ คนส่วนใหญ่จะนึกว่าหมายถึง ‘รวบให้เป็นหนึ่งเดียว’ แต่ความจริงแล้ว ที่เทียนหลางจวินตั้งใจจะใช้กระบี่ซินหมัวมากระทำนั้น แค่มีความหมายตรงตามตัวอักษรของคำว่า ‘รวมเข้าด้วยกัน’ เฉยๆ

ภพมารกับภพมนุษย์ ก็เหมือนอยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกันแต่คนละหน้า ต่างอยู่กันคนละมิติ เอาพู่กันวาดภาพลงบนหน้ากระดาษ จะวาดให้ยืดยาวออกไปสักแค่ไหน ภาพก็ไม่มีทางยาวไปถึงด้านหลังได้

แต่กระบี่ซินหมัวสามารถเอาด้านหน้ากับด้านหลังของกระดาษแผ่นนี้มาอยู่ในระนาบเดียวกันได้

ตัวอย่างเช่น บนแผ่นดินใหญ่ของภพมนุษย์มีแม่น้ำลั่ว ภพมารมีเทือกเขาฝังกระดูก สถานที่สองแห่งนี้อยู่คนละมิติกัน แต่ในนิยายดั้งเดิมลั่วปิงเหอใช้ซินหมัวเป็นกุญแจ หลังจากเอาสองภพรวมเข้าด้วยกัน เทือกเขาฝังกระดูกก็ถูกนำมา ‘วาง’ ไว้กลางแม่น้ำลั่ว กลายเป็นแห่งหนึ่ง

หลังจากอธิบายคร่าวๆ หลิ่วชิงเกอก็ขมวดคิ้ว “เรื่องแบบนี้สามารถทำได้จริงๆหรือ”

แน่นอนว่าทำได้จริง ในนิยายดั้งเดิมลั่วปิงเหอก็ทำสำเร็จมาแล้ว เสิ่นชิงชิวพยักหน้าอย่างหนักแน่น

หลิ่วชิงเกอครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก จำต้องมีหลักฐาน จึงจะสามารถชักจูงให้ทุกสำนักยอมเชื่อได้”

หากต้องการหลักฐานก็ยังไม่มีจริงๆนั่นแหละ ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกปวดหัวอยู่ เวลานี้เองลั่วปิงเหอที่นิ่งเงียบมาครึ่งค่อนวันอยู่ๆก็พูดขึ้นว่า “ซือจุนทำไมไม่ถามข้าเล่า”

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันได้ตอบ หลิ่วชิงเกอก็ชิงตัดหน้าทำเสียงจิ๊ ทีหนึ่ง

สาเหตุที่เขาแค่นเสียงใส่นั้นก็พอเข้าใจได้อยู่ ลั่วปิงเหอมีสายเลือดของเผ่ามาร ประกอบกับทุกสำนักต่างโกรธขึ้งเขาอยู่ก่อนแล้ว ชื่อเสียงฉาวโฉ่ วังฮ่วนฮวาถูกเขาทำเสียกลายเป็นลัทธินอกรีตไป แม้ความจริงแล้ววังฮ่วนฮวาภายใต้การนำของเขาจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม แต่สี่สำนักใหญ่ก็เตะวังฮ่วนฮวาออกจากทีมไปเรียบร้อย ชื่อเสียงในฐานะที่เป็นสำนักฝ่ายธรรมะเลยไม่เหลือ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ

ดังนั้นถามเขาเกรงว่าคงไม่ได้ประโยชน์อะไรมั้ง

เรื่องนี้เสิ่นชิงชิวเข้าใจดีแต่ไม่อาจพูดออกไปได้ เพราะไม่รู้ว่าหัวใจที่บอบบางของลั่วปิงเหอจะแหลกสลายไปอีกสักเพียงไหน เขาหัวเราะแห้งสองสามที ยังไม่ทันหัวเราะเสร็จ ที่ไหล่ก็รู้สึกหนักขึ้นมานิดๆกะทันหัน

ศีรษะของลั่วปิงเหอซบลงมาบนบ่าซ้ายเขาเบาๆ

เสิ่นชิงชิวนึกว่าเขากำลังออดอ้อนขึ้นมาอีกเลยสะบัดทีหนึ่ง แต่พอดูดีๆ ดวงตาลั่วปิงเหอกลับปิดสนิท ท่าทางจะหลับลึก ยืนๆอยู่ก็อุตส่าห์หลับได้ ทั้งที่เมื่อกี้ยังพูดเจื้อยแจ้วอยู่เลย

เสิ่นชิงชิวพลิกมือไปจับแขนเขาไว้มั่น กันไม่ให้เขาตกลงไปจากกระบี่ เรียกเบาๆว่า “ลั่วปิงเหอ”

ไม่มีเสียงตอบ เว้นจังหวะครู่หนึ่ง เสิ่นชิงชิวก็เปลี่ยนมาเรียกด้วยเสียงที่ยิ่งเบาลงไปอีก “…ปิงเหอ”

เรียกไปสองทีเขาจึงค่อยๆลืมตาขึ้น เสิ่นชิงชิวเห็นเขาตาปรือก็ถามอย่างอดไม่อยู่ “เจ้าคงเหนื่อยมากเลยกระมัง”

ออกจากสุสานศักดิ์สิทธิ์มาได้ไม่ทันจะกี่วัน ถึงบาดแผลมากมายของลั่วปิงเหอจะหายดีแล้วอย่างรวดเร็ว แต่น่าจะยังมีผลตกค้างอยู่บ้าง อาการสะลึมสะลือก็อาจเกิดขึ้นได้

“ลั่วปิงเหอส่ายหน้า “ไม่เหนื่อยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันไปหาหลิ่วชิวเกอที่กอดอก จ้องมองมาด้วยสายตาเย็นชา “ศิษย์น้องหลิ่ว พอข้ามพื้นที่ชายแดนแล้ว มิสู้เจ้าล่วงหน้ากลับชางฉยงซานไปบอกศิษย์พี่เจ้าสำนักให้เชิญทุกสำนักมาหารือกันก่อนดีกว่า”

หลิ่วชิงเกอเบิกตาโต “แล้วเจ้าเล่า”

เสิ่นชิงชิว “ข้าอาจกลับไปช้าหน่อย ลั่ว…ปิงเหอเป็นเช่นนี้ ข้าว่าพักผ่อนสักครู่แล้วค่อยเดินทางต่อจะดีกว่า

หลิ่วชิงเกอกล่าวเสียงหนัก “ที่ข้ามาก็เพื่อพาเจ้ากลับไป”

เสิ่นชิงชิวลังเล ลั่วปิงเหอไม่พูดไม่จา ก้มหน้าก้มตาเสียจนดูน่าสงสาร เสิ่นชิงชิวกล่าวอีกว่า “งั้นก็คืนเดียว”

หลิ่วชิงเกอมองลั่วปิงเหอที่อิงแอบอยู่ด้านหลังเสิ่นชิงชิว กล่าวเสียงเข้ม “คืนเดียวก็ไม่ได้”

งั้นเอาไงดีล่ะ

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม คนทั้งสามก็ข้ามพื้นที่ชายแดนมาหยุดอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง

เมืองนี้อยู่ไกลจากจงหยวน สำนักผู้ฝึกวิชาเซียนที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสำนักปลาซิวปลาสร้อย น้อยนักจะได้เห็นบุคคลที่งามสง่าเปี่ยมราศี มีกลิ่นอายเซียนเช่นนี้ปรากฏตัวให้เห็น แถมยังมาทีเดียวถึงสามคน ทั้งแต่ละคนยังหน้าตาดี จึงมีคนไม่น้อยหยุดมุงดูพวกเขา

หลิ่วชิงเกอเดินหน้าเชิดกุมเฉิงหลวนก้าวข้ามธรณีประตูนำเข้าไปก่อน

ห้องโถงใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหรา โอ่อ่ากว้างขวาง เสี่ยวเอ้อร์ในร้านรีบเข้ามาต้อนรับพวกเขาทันที

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าจะอยู่กับพวกข้าจริงๆน่ะหรือ”

เขามักรู้สึกว่าหลิ่วชิงเกอเป็นคนประเภทไม่กินอาหารหยาบๆพื้นๆของพวกมนุษย์เดินดิน ไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอน ถ้าจะนอนก็นอนบนแท่นทิพย์ประเภทมีไอเมฆห้อมล้อมอะไรแบบนั้น

หลิ่วชิงเกอยืดอกกอดกระบี่ กล่าวเย็นชาว่า “ไม่วางใจ”

เขาเหลือบตาขึ้นสบเข้ากับลั่วปิงเหอที่อยู่ด้านหลังเสิ่นชิงชิวพอดี เลยแค่นเสียงสองทีไม่พูดอะไรอีก ครั้นชำเลืองมองด้วยหางตา เห็นมุมปากลั่วปิงเหอยิ้มหยัน ประกายตาไม่เป็นมิตรแทบทะลักออกมาก็เดือดดาลทันที เส้นเอ็นเขียวๆบนหลังมือที่กำเฉิงหลวนขึ้นปูดโปน

เสิ่นชิงชิวเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าว “มีอะไรพูดกันดีๆ ไม่ต้องโกรธกัน” แล้วหันไปอีกทีก็เห็นลั่วปิงเหอกะพริบตาปริบๆ ริมฝีปากออกจะซีดอยู่บ้าง

เสี่ยวเอ้อร์กล่าวยิ้มๆ “ต้องการห้องพักหรือขอรับ”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: