Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 66

Scumbag System 66

ตอนที่ 66

หลิ่วชิงเกอเป็นพวกไม่สนใจมนุษย์ ลั่วปิงเหอก็ทำท่าจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ เสิ่นชิงชิวจึงได้แต่ออกหน้าเสียเอง “ถูกต้อง”

เสี่ยวเอ้อร์ถาม “ต้องการกี่ห้องขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถามว่า “สาม…”

ลั่วปิงเหอขัดขึ้น “สองห้อง”

บนหน้าหลิ่วชิงเกอแทบเขียนออกมาเป็นตัวอักษรว่า ‘ชั่วช้าสารเลว’

ลั่วปิงเหอกล่าวกับเด็กรับใช้อย่างเป็นกันเองว่า “รบกวนเปิดห้องพักสองห้อง ขอบใจ”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “สามห้อง”

ลั่วปิงเหอหัวเราะ ย้อนถามว่า “ขอถามหน่อย ใครเป็นคนออกเงิน”

เสิ่นชิงชิวกับหลิ่วชิงเกออึ้ง

เสิ่นชิงชิวนั้นไม่ต้องพูดเลย เพิ่งออกจากรังปีศาจมาจะมีของพรรค์นี้ติดตัวได้ยังไง หลิ่วชิงเกอยิ่งไม่มีทาง ท่านเทพที่ไม่กินอาหารหยาบๆพื้นๆของพวกมนุษย์เช่นนี้ ทั้งยังเข่นฆ่ามาตลอดทาง จะจำได้ที่ไหนว่าต้องพกเงินติดตัว

ลั่วปิงเหอกล่าวช้าๆว่า “ก็คือข้า แต่ข้ามีเงินมาไม่พอ ดังนั้นสองห้อง”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “…ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าอย่าลดตัวไปทะเลาะกับเขาเลย”

เขาไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอจงใจหรือเปล่า ตอนนี้เสิ่นชิงชิวไม่กล้าสรุปเอาเองแล้ว ปัญหานี้แก้ไม่ตกจริงๆ หากไม่มีเงินไม่ว่ายังไงก็เอาซิวหย่าหรือเฉิงหลวนไปจำนำไม่ได้อยู่แล้ว

หลังรับแผ่นป้ายประจำห้อง ตอนเดินขึ้นข้างบนหลิ่วชิงเกอเดินนำหน้า เสิ่นชิงชิวที่เดินตรงกลางหันหน้ากลับไปขู่อย่างไม่มีทางเลือก “ต่อไปหากเจ้ายังทำให้อาจารย์อาหลิ่วโมโหเช่นนี้อีก จะเอาเจ้าไปขายกิน”

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้นตัดพ้อ “ซือจุนชอบใจร้ายกับข้าอยู่เรื่อยเลย”

หลิ่วชิงเกอที่นำหน้าอยู่หันหลับมามองแวลหนึ่ง ทำหน้าหงิก แทบอยากเอาไอ้คนคู่นี้ที่ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมไปสับให้เป็นหมื่นๆชิ้นนักแล้วเอาคนหนึ่งไปฝังบนยอดเขา อีกคนหนึ่งที่เกลียดเข้ากระดูกดำก็เอาไปโยนลงก้นทะเล

สองห้องนี้อยู่ติดกัน ใครจะนอนกับใครเป็นปัญหาใหญ่

หลิ่วชิงเกอมีความคิดของตัวเอง ลั่วปิงเหอผู้นี้ความคิดและการกระทำไม่เหมือนผู้คนทั่วไป ชั่วช้าสามานย์ แม้แต่ศพก็กอดมาได้ถึงห้าปี ตอนนนี้คนตัวเป็นๆมาอยู่ตรงหน้านี่แล้ว จะปล่อยให้เขาสมใจได้หรือ

ในอากาศราวกับมีสะเก็ดไฟปะทุแล่นเปรี๊ยะ เสิ่นชิงชิวใจเย็นไม่เต้นตาม เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู

เมื่อปิดประตูแล้ว ก็แง้มออกมานิดหนึ่ง กล่าวเสียงเป็นงานเป็นการว่า “พวกเจ้าสองคนก็พักผ่อนเถอะ”

สะเก็ดไฟแข็งค้างกลางอากาศในพริบตา

หลิ่วชิงเกอ “…นี่!”

หน้าผากลั่วปิงเหอตอนนี้เมฆดำตั้งเค้าทะมึน “ซือจุน เขาจะฆ่าข้านะ”

เสิ่นชิงชิวเอานิ้วชี้หน้าหลิ่วชิงเกอ “เจ้าตีเขาได้ แต่อย่างเอาให้ถึงตายก็พอ”

ล้อเล่นหรือเปล่า เขาจะกล้านอนห้องเดียวกับลั่วปิงเหอได้ยังไง แมนแท้ตรงแน่วทั้งแท่งกับแมนแบบเฉียงๆ อยู่ห้องเดียวกันยามดึก หาที่ตายน่ะซิ แน่นอนเสิ่นชิงชิวคิดว่าตนเองเป็นแมนแท้ทั้งแท่ง ที่อ่านนิยายฮาเร็มอย่าง ‘เทพมารอหังการ’ ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว

ทั้งเขาไม่กล้านอนห้องเดียวกับหลิ่วชิงเกออีกเหมือนกัน ถึงแม่พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่จะเป็นชายแท้ยิ่งกว่าแท้ จริงแท้ที่สุดนับแต่อดีตจนปัจจุบันของชางฉยงซาน แท้ขนาดฟ้าดินเป็นพยานเคียงคู่กับอาทิตย์จันทรา แต่หากลั่วปิงเหอหึงโหดขึ้นมาคงไม่ดีแน่

สรุปแล้วเสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างชื่นมื่นว่า “เอาตามนี้แหละ”

ลั่วปิงเหอโอดครวญ “ซือจุนท่านทำเช่นนี้ได้ลงคอหรือ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหึ ปิดประตูอย่างเฉียบขาด ปล่อยให้คนทั้งคู่ยืนตัวแข็งเป็นหินอยู่ตรงทางเดินข้างนอกนั่นเอง

ตอนแรกเพราะเห็นลั่วปิงเหอร่างกายอ่อนเพลียถึงได้ตัดสินใจหาที่พัก ดูไปแล้วสีหน้าเขาดีเอามากๆเลยแหละ

ห่วงไปเองแท้ๆเลยเรา

หลังจากอาบน้ำชำระกายเสร็จ เสิ่นชิงชิวเปลี่ยนมาสวมเสื้อตัวกลางที่แห้งสะอาด อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ มองไปเห็นบนโต๊ะข้างหน้าต่างมีหนังสือเล่มเล็กวางเรียงกันอยู่ หน้าปกวาดได้ฉวัดเฉวียนเสียจนอ่านชื่อหนังสือไม่ออก และยังมีหมายเลข 1 2 3 ฯลฯ กำกับไว้ จึงดึงออกมาเล่มหนึ่งแล้วเอามานั่งพิงหัวเตียงอ่าน

เท่าที่เปิดอ่านคร่าวๆ ถ้อยคำในหนังสือเล่มนี้เขียนได้อย่างไพเราะสละสลวย ข้อความชวนประทับใจ และยังมีภาพประกอบที่งดงาม เสิ่นชิงชิวกำลังจะลองอ่านให้ละเอียด ระบบที่หายไปนานก็โผล่เข้ามาเจื้อยแจ้ว

ระบบ [สวัสดี ประกาศข้อที่ 1 ค่าความฟินเกินตัวเลขที่กำหนดบรรลุเงื่อนไขทำให้ไอเทมสำคัญดรอป โปรดเตรียมตัวให้พร้อมในการเก็บหากตอนดรอปไม่อาจเก็บได้ทัน ไอเทมนี้จะถูกยกเลิก]

ไอเทมสำคัญ จี้กวนอิมหยกปลอมที่ขจัดค่าความโกรธได้ 5,000 คะแนนน่ะเหรอ

เสิ่นชิงชิวเอาหนังสือในมือโยนไว้ข้างๆ “เดี๋ยวก่อนซิ ค่าความฟินเกินตัวเลขที่กำหนด บรรลุเงื่อนไขทำให้ไอเทมสำคัญดรอป ก็หมายความว่า หากก่อนหน้านั้นค่าความฟินยังไม่ถึงที่กำหนด ไอเทมสำคัญก็ยังเอามาใช้ไม่ได้งั้นเหรอ”

ระบบ [เข้าใจถูกต้อง]

ถ้าอย่างนั้นก่อนหน้านี้ที่ถามว่าจะเปิดใช้ไอเทมสำคัญหรือไม่ มันจะถามให้ได้อะไรขึ้นมาวะ กดใช้งาน แต่เงื่อนไขยังไม่ผ่าน มันก็ต้องใช้ตัวสร้างสถานการณ์อยู่ดีไม่ใช่เหรอ

อีกอย่างไอเทมนี้ความจริงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วปะ เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าในตอนนี้ต่อให้เขาไม่ไปวุ่นวายกับลั่วปิงเหอ ขอเพียงไม่ไปวุ่นวายกับคนอื่น ค่าความโกรธของพระเอกก็จะไม่เพิ่มขึ้นมา และต่อให้เขาจับลั่วปิงเหอกดกับพื้นแล้วฟาดให้ตาย ที่เพิ่มมาก็มีแต่ค่าความฟินอยู่ดี

ระบบ [ประกาศข้อที่ 2 สถานการณ์พิเศษรออยู่ข้างหน้า ภารกิจสำคัญกำลังจะปรากฏขึ้นที่วัดเจาหัว ขอให้ท่านเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับภารกิจ หวังว่าท่านจะได้รับความเพลิดเพลินเต็มที่]

2.0 มีการประกาศเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์พิเศษที่รออยู่ข้างหน้าซะด้วย!

จะว่าไปหมู่นี้ลั่วปิงเหอค่อนข้างทำตัวสนิทสนม แต่ค่าความฟินกลับไม่เพิ่มขึ้นเลย ประเด็นนี้เสิ่นชิงชิวนึกสงสัยมาตลอด ไม่ใช่ว่าเขาหลงตัวเองหรอกนะ แต่ด้วยสันดานของลั่วปิงเหอที่ขนาดถลึงตาไปด่าไป ค่าความฟินยังสามารถพุ่งปรี๊ดๆ แต่ช่วงนี้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้น ช่างไม่มีเหตุผลเสียเลย หรือเขาพลาดฟังการประกาศอะไรไป

เขาลองเปิดฐานข้อมูลดู ค่าความฟินแทบไม่เพิ่มขึ้นมาเลยจริงๆด้วย พอเขาถาม ระบบก็ตอบว่า [เนื่องจากในช่วงนี้ค่าความฟินเพิ่มขึ้นถี่เกินไป เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรของระบบ ค่าความฟินจึงเปลี่ยนมาอัปเดตรายเดือนแทน หวังว่าท่านจะได้รับความเพลิดเพลินเต็มที่]

อัปเดตรายเดือนเหรอ เสิ่นชิงชิวนึกสังหรณ์ว่ามันจะต้องเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมากแน่ๆ

เขากำลังจะนึกทบทวนว่าในนิยายดั้งเดิม วัดเจาหัวมีเนื้อเรื่องสำคัญอะไร ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น

บทที่ 18 ภูมิหลัง

ปฏิกิริยาแรกของเสิ่นชิงชิวคือ คิดว่าต้องเป็นลั่วปิงเหอ แต่เมื่อคนเข้าห้องมาจึงพบว่ารอบนี้หลงตัวเองไปหน่อย

ผู้ที่มากลับเป็นหลิ่วชิงเกอ

หลิ่วชิงเกอไม่ใช่คนที่ชอบถีบบานประตูแล้วเข้ามาในห้องทันทีเลยหรอกหรือ เขารู้จักหัดเคาะประตูตั้งแต่เมื่อไหร่

แมนแท้ ปล่อยให้เข้ามาก็ได้ เสิ่นชิงชิวเบี่ยงตัวให้เขาเข้ามาแล้วปิดประตู ถามโพล่งว่า “ศิษย์น้องหลิ่วแวะมากลางดึกมีธุระอะไรหรือ ลั่วปิงเหอเล่า”

หลิ่วชิงเกอหน้าคว่ำ “ไม่รู้!”

สีหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่าขอนอนบนหลังคาดีกว่าต้องนอนห้องเดียวกับเจ้าเดรัจฉานน้อยผู้นั้น

เสิ่นชิงชิวหัวเราะในใจอย่างสนุกสนาน หลิ่วชิงเกอถลึงตาพลางล้วงเข้าไปในอกเสื้อตน หยิบเอาของสิ่งหนึ่งออกมาโยนส่งให้ เสิ่นชิงชิวคว้าเอาไว้ได้ พอมองดูกลับเป็นพัดด้ามจิ้วเล่มเก่าของเขาที่วางไว้ในเรือนไผ่บนชิงจิ้งเฟิงนั่นเอง

เสิ่นชิงชิวคลี่ทันทีอย่างระงับใจไม่อยู่ ลมเย็นรำเพยพัด พาให้สดชื่นขึ้นมาฉับพลัน พัดเล่มนี้ซิ ถึงจะเป็นอาวุธสำหรับเก๊กของจริง เขารู้สึกว่าค่า B พุ่งกระฉูดทันควัน

เขากล่าวอย่างซึ้งใจว่า “ศิษย์น้อง นึกไม่ถึงเจ้ายังอุตส่าห์จำได้ว่าต้องเอาเจ้านี่มาให้ศิษย์พี่”

หลิ่วชิงเกอย่อมไม่ได้มาหาเพื่อเอาพัดมาให้โดยเฉพาะ เขาเลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนั่งตัวตรง แขนข้างหนึ่งวางพาดกับโต๊ะ กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”

ถูกเขาแพร่เชื้อใส่ เสิ่นชิงชิวเลยอดทำท่าเป็นงานเป็นการตามไปด้วยไม่ได้ จึงยืดตัวตรงบ้าง

หลิ่วชิงเกอถามต่อ “เจ้ากับลั่วปิงเหอ ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงไม่มีทางถามเขาด้วยจิตใจของขาเผือกอยากเม้าท์แน่นอน

เสิ่นชิงชิวขบคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวตามจริงว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอมารู้ตัวอีกที ก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว”

หลิ่วชิงเกอถามว่า “เจ้าเชื่อว่าเขาจะกลับเนื้อกลับตัวได้จริงๆหรือ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “มิใช่กลับเนื้อกลับตัว แต่ทว่าเหมือนข้าจะเข้าใจเขาผิดมาตลอด”

หลิ่วชิงเกอหัวเราะหยัน “เข้าใจผิดหรือ เขาบังคับให้เจ้าระเบิดตัวเอง ฉุดวังฮ่วนฮวาให้ตกต่ำ ปิดล้อมชางฉยงซาน เผาอารามฉยงติ่ง ทำร้ายศิษย์พี่เจ้าสำนัก ทั้งหมดนี้เป็นการเข้าใจผิดหรือ”

เมื่อได้ยินประโยคหลังสุด เสิ่นชิงชิวรีบถามทันที “ศิษย์พี่เจ้าสำนักไม่เป็นไรกระมัง คราวก่อนเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บ ศิษย์น้องมู่รักษาเขาหายแล้วใช่หรือไม่ เป็นการลงมือของลั่วปิงเหอจริงๆนะหรือ”

หลิ่วชิงเกอกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “แล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า เจ้ายังคิดหาข้อแก้ตัวให้เขาอีกหรือ ช่างเลอะเลือนจริงๆ”

เปล่านะ เขาไม่ได้คิดหาข้อแก้ตัวให้ลั่วปิงเหอ แต่ไม่อาจปักใจเชื่อต่างหาก ลั่วปิงเหอจะทำร้ายเยวี่ยชิงหยวนอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร

พึงรู้ว่าใน ‘เทพมารอหังการ’ ลั่วปิงเหอเคยประมือกับเยวี่ยชิงหยวนชนิดจังๆอยู่ไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งเขาไม่สามารถเป็นฝ่ายได้เปรียบเหนือเจ้าสำนักผู้นี้ได้เลยสักครั้งเดียว ต้องใช้ประโยชน์จากเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลถึงสามารถทำร้ายผู้นำท่านนี้ให้ถึงแก่ความตายอย่าอเนจอนาถด้วยหมื่นศรทะลวงหัวใจ

จะว่าไปแล้วไม่ว่าในนิยายดั้งเดิมหรือในโลกนี้ เยวี่ยชิงหยวนใจดีมีเมตตาต่อเสิ่นชิงชิวผิดปกติจริงๆ ตอนอ่านหนังสือเขาก็สงสัย เป็นถึงเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะผู้สูงส่ง ทำไมถึงได้สนิทสนมให้ท้ายผู้ร้ายเศษสวะคนหนึ่งขนาดนี้ หรือจะมีที่มาที่ไปยังไงให้ต้องขุดค้นอีก นี่จะถือเป็นหนึ่งในหลุมที่ต้องกลบด้วยไหมนะ

เขากำลังก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ แต่หลิ่วชิงเกอดันเข้าใจว่าเสิ่นชิงชิวโดนตนตำหนิจนเกิดความละอาย น้ำเสียงจึงอ่อนลง สีหน้าไม่แข็งกระด้างเท่าไหรแล้ว “ทุกคนที่สำนักก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเจ้าถึงดีต่อเขาได้ขนาดนี้”

หลิ่วชิงเกอเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงเทียนจับต้องใบหน้าขาวผุดผ่องปานหิมะของเขาจนดูนุ่นนวล เขาถามด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “หรือข่าวลือพวกนั้นจะเป็นจริงไปเสียทั้งหมด”

ที่หลงนึกไปว่าพี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่จะแค่นเสียงเยาะใส่เรื่องซุบซิบนินทาพวกนี้ ช่างเป็นความคิดที่ใสซื่อโลกสวยเกินไปจริงๆ

เสิ่นชิงชิวกำพัดด้ามจิ้วแน่น “ศิษย์น้องหลิ่วกลับไปเชื่อข่าวที่ลือกันอย่างไม่มีมูลพวกนั้นเสียแล้ว”

หลิ่วชิงเกอกลับมานั่งเหยียดตัวตรงใหม่ “ข้าไม่เชื่อ แต่เจ้าต่างหากที่ปกป้องเจ้าหมาป่าเนรคุณผู้นั้นโดยไม่ลืมหูลืมตา”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างจนใจว่า “ข้าไม่ได้หลับหูหลับตาปกป้องเขาแต่แค่ไม่อยากเข้าใจเขาผิดๆอีก”

หลิ่วชิงเกอเอ่ยเสียงชืดชา “ข้าไม่เข้าใจ ถึงอย่างไรเปลี่ยนภูเขาย้ายแม่น้ำยังง่ายกว่าเปลี่ยนนิสัยคน ลั่วปิงเหอหาใช้คนดีอะไร เจ้าต้องระวังให้จงหนัก”

พูดจบก็หมุนกายจะออกเดิน เสิ่นชิงชิวเองก็ย่อมรู้ว่าลั่วปิงเหออาจไม่ใช่คนดีใสซื่อนัก แต่ตอนนี้เขาก็ไม่อาจด่วนสรุปเช่นกันว่าลั่วปิงเหอเลวไม่มีดี เลยได้แต่ปวดหัวอยู่คนเดียว หลิ่วชิงเกอจวนจะออกจากห้องอยู่แล้ว ขณะก้าวผ่านโต๊ะเล็กตัวนั้น เผอิญเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เหลือเชื่อเข้า ก็ถึงกับเหยียบเท้าพลาด

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้น เห็นหลิ่วชิงเกอยังไม่ออกจากห้องก็ประหลาดใจ “มีอะไรหรือ”

หลิ่วชิงเกอหันกลับมามองเขาด้วยอาการคอแข็ง จากนั้นพินิจเขาขึ้นๆลงๆด้วยสีหน้าซับซ้อนราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ส่ายหน้าแล้วค่อยผลักประตูออกไป ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวยังเหมือนกับสะดุดธรณีประตูเข้า

ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นล่ะนี่

พอหัวถึงหมอนเสิ่นชิงชิวก็หลับเป็นตาย เช้าตรู่วันต่อมา ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลือก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง

คนผู้นี้ฝีเท้าเบามาก เดินไปทั่วห้อง เสิ่นชิงชิวเปิดเปลือกตาดูแวบหนึ่งพลันต้องตกตะลึง

คนที่มีอารมณ์นึกสนุกย่องเข้ามาในห้องเขาแต่เช้าตรู่ แน่นอนว่ามีแต่ลั่วปิงเหอเท่านั้น

ทว่ามิใช่ลั่วปิงเหอในยามปกติ

เขาเปลี่ยนมาสวมชุดขาวทั้งตัว ผมดำขลับของเขาใช้สายคาดสีอ่อนรวบมัดไว้อย่างเรียบร้อย วุ่นหน้าวุ่นหลังอยู่ในห้องด้วยสีหน้าผ่อนคลายสบายใจ

การแต่งการและสีหน้าท่าทางเช่นนี้ช่างเหมือนกับลั่วปิงเหอเวอร์ชั่นก่อนหน้างานชุมนุมเซียนทุกประการ ภาพลักษณ์ถูกต้องตามาตรฐานของศิษย์จากสำนักมีชื่อเสียง ผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ไม่มีด่างพร้อย(ขีดทิ้ง) และยังได้ภาพลักษณ์ของสะใภ้น้อยผู้ขยันขันแข็ง ทำงานเก่ง หน้าตาดี(ขีดทิ้ง) มันช่าง…มันช่าง…

ลั่วปิงเหอหันหน้ามา พอเห็นเขากำลังจะยันกายลุกขึ้นนั่งก็ยื่นมือมา ยิ้มแป้น “ซือจุนตื่นแล้วหรือ อาหารเช้าอยู่บนโต๊ะแล้วขอรับ”

มือข้างหนึ่งของเสิ่นชิงชิวกุมหน้าผาก เขาเผลอทำตามสัญชาตญาณโดยไม่รู้ตัว โดยมืออีกข้างจับลั่วปิงเหอ แล้วลงจากเตียง

จะโทษก็ต้องโทษว่าเพราะนี่คือบริการยามเช้าตามมาตรฐานที่เขาเคยได้รับทุกวันสมัยอยู่ชิงจิ้งเฟิง ลงจากเตียง สวมเสื้อคลุม ล้างหน้าล้างตา หวีผม นั่งโต๊ะ กิน และทั้งหมดนี้แน่นอนว่าเป็นบริการด้วยใจของลั่วปิงเหอตั้งแต่ต้นจนจบ

หากเปลี่ยนฉากเป็นเรือนไผ่เขียวที่ชิงจิ้งเฟิงก็จะให้ความรู้สึกที่น่ากลัวราวกับกำลังย้อนเวลาเลยทีเดียว

ลั่วปิงเหอวิจารณ์ว่า “อาหารเช้าของโรงเตี๊ยมนี้ไม่อร่อยเอาเสียเลย ลำบากซือจุนแล้วนะขอรับ”

หากเอาฝีมือการทำอาหารของลั่วปิงเหอมาเป็นบรรทัดฐาน คำวิจารณ์นี้ก็นับว่าเป็นกลางอย่างมาก

เสิ่นชิงชิวถามว่า “อาจารย์อาของเจ้าเล่า”

ลั่วปิงเหออมยิ้ม ตอบว่า “ไม่ทราบขอรับ”

สองคนนี้พอถามถึงอีกฝ่ายล้วนตอบง่ายๆสั้นๆว่า ‘ไม่รู้’ สองคำ เสิ่นชิงชิวนับว่าจับทางได้แล้ว ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เผลอวูบเดียว ลั่วปิงเหอก็ไปเก็บเตียงให้เขาแล้วมารร้ายในคราบมนุษย์เก็บเตียงให้เขา! ภาพนี้งดงามเกินไปจนเสิ่นชิงชิวไม่กล้ามอง ไม่ทันตั้งตัวจู่ๆเสียงของลั่วปิงเหอก็ดังขึ้น “แต่ว่าในเมื่อซือจุนให้ข้าเรียกหลิ่วชิงเกอว่าอาจารย์อา เทากับว่ายังยอมรับข้าเป็นศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงใช่ไหมขอรับ”

เหลวไหล

นายตามเรียกฉันซือจุนๆกี่ครั้งแล้วล่ะ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าเคยบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเจ้าไม่ใช่ศิษย์ข้า”

ลั่วปิงเหอพับผ้าห่มพลางกล่าว “ข้ายังนึกว่าซือจุนไล่ข้าจากสำนักโดยดุษฎีไปแล้ว แม้ข้าตามเรียกท่านว่าซือจุนมาตลอด ทว่าความจริงกลัวมากว่าจะเป็นความเพ้อฝันไปเองข้างเดียวของข้า”

…ไม่ไหวแล้ว

เสิ่นชิงชิวเอามือปิดหน้า

มีศักดิ์ศรีหน่อยได้ไหม ปิงเกอ!

นายเป็นเจ้าฮาเร็มผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยประกาศอย่างองอาจเย็นชากับสาวๆว่า ‘ผู้หญิงของข้าก็มายมายแบบนี้แหละ แล้วจะมากขึ้นเรื่อยๆ เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะทนหรือจะไป’

หนุ่มน้อยใสซื่อที่หิ้วน้ำร้อย ยกน้ำชา ซักผ้า พับผ้าห่มให้ชาวบ้านไปพลางหันหลังคุยไปพลางอย่างเขินอายนี่ตกลงแล้วมันเป็นใครกัน

หา

หรือมีใครมันมาสิงร่างนายอยู่

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็มีโอกาสอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ เขาจิบชาคำหนึ่งและเอ่ยว่า “เจ้ามีวิธีคิดเช่นนี้ ดีมาก ในเมื่อรู้ว่าตัวเองยังเป็นศิษย์ของชิงจิ้งเฟิง เช่นนั้นนับจากนี้ไปก็ไม่อาจเสียมารยาทต่ออาจารย์ลุงอาจารย์อาทุกท่านอย่างในตอนนี้ได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกลับถึงชางฉยงซานวันนี้ ก็ไปขอขมาเรื่องที่เจ้ามาปิดล้อมบรรพตทำลายอารามอย่างจริงใจเสีย”

ขอขมาย่อมมิใช่แค่ขอขมาด้วยวาจาเท่านั้น แน่นอนว่าต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ทุบทำลายสมบัติสาธารณะเหล่านั้นด้วย นี่คือการแสดงความจริงใจขั้นต่ำสุด

ลั่วปิงเหอเก็บถ้วยชามบนโต๊ะพลางกล่าวอย่างไม่สนใจนักว่า “วันนี้ไม่ต้องกลับไปที่ชางฉยงซานแล้ว”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: