Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 67

Scumbag System 67

ตอนที่ 67

เสิ่นชิงชิวว่า “อืม หือ? เจ้าว่าอะไรนะ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ข้าบอกว่าหากซือจุนอยากพบ…อาจารย์ลุง อาจารย์อา…ทุกท่าน ก็ไม่จำเป็นต้องกลับชางฉยงซาน พวกเราแค่เปลี่ยนทิศ มุ่งหน้าไปวัดเจาหัวแทนก็ได้แล้ว”

พอคำว่าวัดเจาหัวออกจากปากเขา ระบบก็โผล่มาประกาศข้อความ [ภารกิจวัดเจาหัวกำลังจะประกาศอย่างเป็นทางการ ผู้ประกาศ : ลั่วปิงเหอ โปรดทำการเลือกว่าจะรับหรือไม่]

ผู้เปิดเควสต์นี้กลับเป็นลั่วปิงเหอเองเลยทีเดียว เสิ่นชิงชิวหรี่ตา “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

ลั่วปิงเหอเอ่ยว่า “ซือจุนไปแล้วย่อมทราบได้เอง ฉวยโอกาสที่หลิ่ว…อาจารย์อาหลิ่วยังไม่กลับ”

พูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงโครม หลิ่วชิงเกอถีบประตูเข้ามา ประตูถูกถีบจนหลุดออกจากกรอบ เสิ่นชิงชิวกลับรู้สึกว่า นี่ซิ ถึงจะเป็นสไตล์การออกฉากที่ถูกต้องอย่างที่หลิ่วชิงเกอควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้สีหน้าเขาจึงไม่เปลี่ยน

หลิ่วชิงเกอแม้แต่จะมองลั่วปิงเหอก็ยังไม่มองสักแวบ กล่าวต่อเสิ่นชิงชิว “เปลี่ยนเส้นทาง วันนี้ไม่กลับชางฉยงซาน ไปวัดเจาหัว”

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นยืนทันที “เกิดเรื่องขึ้นหรือ”

หลิ่วชิงเกอข่มเสียงต่ำ “เกิดเรื่องแล้ว หลังจากข่าวแพร่ไปเมื่อคืนวาน วันนี้หัวหน้าของหลายสำนักได้รับเชิญให้ไปหารือกันที่วัดเจาหัว ชางฉยงซานก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ตระกูลผู้ฝึกวิชาเซียนในเมืองนี้ออกเดินทางแล้วเมื่อครู่”

เส้นทางไปยังวัดเจาหัว ต้องไปทางเมืองจินหลัน หลายปีผ่านไปไม่รู้ว่าเมืองที่เคยค้าขายเจริญรุ่งเรือในอดีตหลังจากต้องประสบหายนะในคราวนั้น ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง หากมิใช่เพราะต้องรีบเดินทาง เสิ่นชิงชิวเป็นต้องขอเหาะฝ่าเมฆหนาไปชมดูสักเที่ยวแน่

ผ่านเมืองจินหลันไปไม่นานก็เป็นอาณาบริเวณของวัดเจาหัว วัดเก่าแก่ทรงคุณค่าและสง่างามแห่งนี้ ตั้งอยู่บนไหล่เขาอันเขียวชอุ่ม เดิมเป็นวัดโบราณที่เงียบสงัดเปลี่ยวร้างผู้คน วันนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจ ที่ไหล่เขามีคนท่องกระบี่มากันเป็นกลุ่ม เข้าๆออกๆไม่หยุด

ที่ตีนบันไดทางขึ้นวิหารใหญ่ คนสามคนหยุดยืนอยู่ด้วยกัน

หลิ่วชิงเกอกล่าวกับเสิ่นชิงชิวว่า “เจ้าตามข้าไปพบศิษย์พี่เจ้าสำนักก่อน”

เสิ่นชิงชิวกำลังจะพยักหน้า ลั่วปิงเหอก็จะเดินตามเข้าไปด้วย สถานะเขาค่อนข้างพิเศษ การปรากฏตัวในสถานการณ์เช่นนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนอยู่บ้าง เสิ่นชิงชิงจึงกล่าวว่า “เจ้าไปหลบก่อน อย่าให้เจ้าสำนักทุกคนรุมชี้หน้าเจ้าได้”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “อยากชี้ก็ชี้ไป ข้าต้องติดตามซือจุนของข้าซิ”

ดื้อไม่ฟังอีกแล้ว ขืนปล่อยให้ตามไปจริงๆ เกิดมีคนจำได้ขึ้นมา จะต้องเกิดปัญหาไม่พึงประสงค์หลายอย่างแน่ เสิ่นชิงชิวกล่าว “ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าเข้าไปก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไป”

หลิ่วชิงเกอมองพวกเขาด้วยสายตาเยียบเย็น พลิ้วกายขึ้นบันไดไปรวมกลุ่มกับทางชางฉยงซานก่อน

ขอเพียงลั่วปิงเหอจงใจเก็บงำลักษณะท่าทาง ปรับสีหน้าก็สามารถทำให้ตัวเองดูเหมือนคนไม่มีพิษมีภัย ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่คลาคล่ำได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูเป็นชายหนุ่มทั่วไปที่หน้าตาดีเป็นพิเศษเลยยากที่จะไม่สะดุดตาผู้คนอยู่ดี แต่สำหรับเสิ่นชิงชิวนอกจากเคยปรากฎโฉมแบบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ที่เมืองจินหลันครั้งหนึ่งก็ถูกฝังลืมมาหลายปี โอกาสที่ใครจะจำได้ยิ่งน้อย

ด้านนอกวิหารใหญ่และลานวัดรายล้อมไปด้วยกำแพงมนุษย์ชั้นแล้วชั้นเล่า หากเป็นเมื่อก่อนพวกที่เชิดหยิ่งและกร่างที่สุดย่อมเป็นศิษย์วังฮ่วนฮวา แต่เวลานี้วังฮ่วนฮวากลายเป็นสำนักมารในสายตาของผู้คนไปแล้ว ย่อมถูกตัดออกจากสารบบโดยดุษณี แน่นอนว่าไม่ได้รับเชิญ เลยไม่มีมาให้เห็นหน้าสักคนเดียว

ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในวิหารใหญ่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปของวัดเจาหัว อู๋เฉินต้าซือก็ยืนอยู่ในบรรดานั้นเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวพินิจพิจารณาจึงพบว่าขาทั้งสองข้างของท่านจากน่องลงไปเป็นขาปลอมทำจากไม้ จึงสามารถยืนและเดินเหินได้เป็นปกติ

สำนักชางฉยงซานนำโดยเยวี่ยชิงหยวนนั่งอย่างสำรวมอยู่ด้านข้างของวิหารใหญ่ หลิ่วชิงเกอเพิ่งไปยืนอยู่ด้านหลังเขา โน้มตัวไปกระซิบสองสามประโยค สีหน้าเยวี่ยชิงหยวนเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ

ด้านข้างของอู๋เฉินต้าซือก็คืออู๋วั่งต้าซือ ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดเจาหัว ผู้อาวุโสท่านนี้คิ้วขาวโพลน สองมือประนมเข้าหากัน เสียงทุ้มของท่านกังวานไปทั่ววิหารใหญ่ ชัดถ้อยชัดคำ

“อาตมาขอสอบถามหน่อยเถิด ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ เมื่อคืนก่อนมีกี่ท่านที่ฝันเหมือนกัน”

ฝันหรือ

เขารู้ดีโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เป็นผลงานของลั่วปิงเหอตัวดีแน่

มีเสียงกระซิบแผ่วเบาจากด้านหลังของเสิ่นชิงชิวว่า “ซือจุนมิใช่กลัดกลุ้มว่าไม่มี ‘หลักฐาน’ หรอกหรือ เช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอีกต่อไปแล้วกระมัง”

มิน่าล่ะตอนนั้นลั่วปิงเหอถึงหลับสนิทไปบนกระบี่ซิวหย่าพักหนึ่ง เสิ่นชิงชิวยังเข้าใจว่าเป็นเพราะเขาหมดเรี่ยวแรง ที่แท้กลับเป็นเพราะเวลานั้นเขาใช้วิชาสร้างฝันอยู่นั่นเอง

ในดวงตาของลั่วปิงเหอเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขอคำชมหน่อย!’ ‘ซือจุนลูบหัวหน่อย!’

แต่เสิ่นชิงชิวกลับเริ่มปวดหัวขึ้นมาแล้ว ตกลงว่าลั่วปิงเหอสร้างห้วงฝันแบบไหนให้พวกเขาดูกันแน่ ถึงขนาดทำให้ผู้คนมากมายปานนี้เร่งเดินทางมาหารือกันที่วัดเจาหัวได้

เขาไม่จำเป็นต้องถาม เพราะมีคนใจร้อนขึ้นมาเสียก่อน “จะมีใครเล่ามาสักประโยคได้หรือไม่ ตกลงเป็นฝันแบบไหนกันแน่”

คนผู้นี้ดูคุ้นหน้าเป็นอันมาก เสิ่นชิงชิวขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกออกโดยพลัน นี่มัน อะไรจงๆน้า ที่เมืองฮวาเยวี่ยผู้นั้น อ้อ ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักป้าซี่จงไงล่ะ

อู๋เฉินต้าซือกล่าวอย่างเกรงใจ “ขอถามเจ้าสำนักท่านนี้ พลังฝึกปรือของท่าน?”

คนผู้นั้นตอบว่า “จินตันขั้นสูง”

พระชั้นผู้ใหญ่าสองท่านสบตากัน คนไม่น้อยกระแอมเบาๆ

ท่ามกลางความงุนงงสักพักหนึ่งอู๋เฉินต้าซือก็พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้ว “เช่นนั้น…ก็ประหลาดแล้ว ในวัดอาตนา ทุกท่านที่ระดับจินตันขึ้นไปล้วนฝันเห็นเหมือนกันหมด…”

นี่บอกเป็นนัยว่าหากเขาเป็นจินดันขั้นสูงจริงก็น่าจะฝันเห็นเช่นนี้ด้วย…”

ผู้ที่อยู่ด้านล่างทยอยกันขานรับ “ถูกต้อง สำนักข้าผู้ที่ต่ำกว่าจินตันลงไปเมื่อคืนล้วนหลับสนิทไร้เรื่องราว”

โกหกเรื่องพลังฝึกปรือต่อหน้าธารกำนัล แล้วยังมาถูกเปิดโปงซึ่งๆหน้า เท่ากับยกหินจะทุ่มชาวบ้านแต่ดันทำตกใส่เท้าตัวเองชัดๆ

เสิ่นชิงชิวจุดเทียนไว้อาลัยให้พี่ชายผู้นี้อยู่ในใจที่หลายปีมานี้ไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยสักนิด

แต่พี่ชายผู้นี้ถึงแม้หลายปีที่ฝ่านมาพลังฝึกปรือไม่ขยับขึ้นมาเท่าไหร่ ความหนาของหนังหน้ากลับเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย เลยไม่รู้สึกละอายกล่าวเสียงดังว่า “ทุกอย่างย่อมต้องมีข้อยกเว้นทั้งนั้น บอกมาไม่ดีกว่าหรือว่าตกลงฝันอะไรกันแน่”

ป้ซี่จง(สำนักเหิมหาญ) ชื่อที่แฝงไว้ด้วยความเหิมหาญขนาดนี้ ซิวซือที่บรรลุถึงระดับจินตันสักคนก็ไม่มี ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่ต้องเที่ยวถามเอากับฝูงชนแล้ว ดูท่าแล้วคนผู้นี้คงไม่ได้รับคำเชิญให้มาหารือด้วยแน่ หากแต่มาเพื่อชมความครึกครื้นสนุกสนานและหาพื้นที่ออกสื่อให้ตัวเองล้วนๆ

อู๋วั่งขมวดคิ้ว อู๋เฉินต้าซือกลับใจดีกว่า เล่าคร่าวๆอย่างอดทนว่า “เนื้อหาในห้วงฝันก็คือ เทียนหลางจวินที่ถูกสะกดไว้ใต้บรรพตน้ำค้างขาวสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ เริ่มก่อมรสุมโลหิตแล้ว…”

อู๋เฉินต้าซือใช้ถ้อยคำสละสลวย แต่มีการตัดทอนเนื้อหาออกไป ด้วยนิสัยของลั่วปิงเหอ คำว่า ‘มรสุมโลหิต’ ต้องไม่ใช่แค่ตีๆฆ่าเรียบง่ายปานนั้นแน่ ท่านคงละเว้นพวกฉากที่ลั่วปิงเหอจัดให้แบบซาดิสม์รุนแรงไปไม่น้อยทีเดียว

อู๋วั่งกล่าวว่า “คนสองคนฝันเห็นเรื่องเดียวกันก็นับได้ว่าแปลกแล้ว คนหลายร้อยคนฝันเหมือนกันในเวลาเดียวกัน กระทั่งคำว่ามหัศจรรย์ก็ไม่อาจเอามาใช้อธิบายได้ อีกทั้งฝันนี้หาใช่ฝันธรรมดาสามัญ มีความเหมือนจริงอย่างยิ่งยวด หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว ถึงขนาดรู้สึกว่าโลกแห่งความเป็นจริงยังไม่จริงแท้เท่าฝันนี้เลย”

ซิวซือที่ระดับจินตันขึ้นไปซึ่งอยู่ที่นี่ล้วนมีความรู้สึกร่วมกัน คือนึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ ต่างผงกศีรษะ มีคนกล่าวอย่างกังขาว่า “เทียนหลางจวินผู้นี้ เพราะเหตุใดถึงถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาได้เล่า หากเขาน่ากลัวปานนั้นจริง จะถูกสะกดไว้แต่แรกได้อย่างไร”

อู๋เฉินต้าซือทอดถอนใจ “จะว่าไปแล้วนี่ก็คือบาปกรรมอย่างหนึ่ง หากวันนี้กงจู่วังฮ่วนฮวาอยู่ที่นี่ด้วย ไม่รู้จะทอดถอนใจปานไหน”

มีเสียงผู้หญิงกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “กงจู่วังฮ่วนฮวาหรือ เกี่ยวอะไรกับลั่วปิงเหอหรือเจ้าคะ”

เสียงนี้นุ่มนวลอ่อนโยน หวานใสราวกับนกหงส์หยก

เสิ่นชิงชิวได้ฟังก็เบิกตามอง ผู้พูดคือหนึ่งในนักพรตหญิงคนงามผู้อ้อนแอ้นอรชรของอารามเทียนอีนั่นเอง

จะเป็นคนไหนเสิ่นชิงชิวก็บอกไม่ได้ เพราะมีนักพรตหญิงสามคนที่ไม่ว่าจะดูจากเสื้อผ้าหน้าตาช่างเหมือนกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน เมื่อยืนด้วยกันก็เหมือนบุปผาสีน้ำเงินที่สวยสดใสสามดอกกระทั่งสีหน้าท่าทางก็ยังตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนๆกัน

ถูกต้อง ตื่นเต้นจริงๆนั่นแหละ

แฝดสามศรีพี่น้องจากฮาเร็มของปิงเกอในนิยายดั้งเดิมน่ะเอง นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้เจอสมาชิกชาวฮาเร็ม

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวจะต้องตื่นเต้นเป็นการใหญ่ จากนั้นทางหนึ่งจะคิดว่าพระเอกจะสยบน้องๆเหล่านี้ยังไง อีกทางก็แขวะเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีไปด้วย แต่ว่าตอนนี้…

เสียงของลั่วปิงเหอต่ำจัด กลิ่นน้ำส้มโชยไปไกลนับสิบลี้ “ซือจุนสวยหรือขอรับ”

(กลิ่นน้ำส้มโชย หมายถึง ออกอาการหึงหวง)

เฮ้อ อย่าไปพูดเลย

เสิ่นชิงชิวเก็บสายตากลับคืนมา ตอนนี้เนื้อเรื่องเปลี่ยนจนเละตุ้มเป๊ะไปหมดแล้ว

นักพรตหญิงสามคนนั้นไม่ได้กลายเป็นภาชนะในการโอนถ่ายพลังของลั่วปิงเหอ เวลานี้ไม่น่าจะรู้จักลั่วปิงเหอด้วยซ้ำ แต่ยังคงแสดงความสนใจข่าวคราวที่เกี่ยวกับเขาอยู่ เสิ่นชิงชิวเหมาเอาว่าที่พวกนางแสดงความสนใจออกนอกหน้าเป็นเพราะความรักที่แตกหน่อในหัวใจ พลังฮอร์โมนเพศชายของลั่วปิงเหอ ช่างฮึกเหิมองอาจเต็มสิบจริงๆ

อู๋วั่งต้าซืออธิบาย “อมิตาพุทธ กงจู่ที่พูดถึงนี้หมายถึงกงจู่เฒ่าคนก่อน ลั่วปิงเหอเพียงอาศัยวิธีการอันต่ำช้าแย่งชิงตำแหน่งมา ไหนเลยจะมีความชอบธรรมเป็นกงจู่ที่ผู้คนยอมรับนับถือได้”

ลั่วปิงเหอเลิกคิ้ว เหยียดมุมปากอย่างรังเกียจ

อู๋วั่งต้าซือเล่าต่อ “ทว่าความเป็นมาของเขาก็เกี่ยวพันกับวังฮ่วนฮวาอย่างสลัดไม่หลุด หลายสิบปีก่อนมีศิษย์ในสังกัดของกงจู่เฒ่าผู้หนึ่ง นามว่าซูซีเหยียน…”

เสิ่นชิงชิวตื่นตัวขึ้นมาทันที นี่คือจังหวะในการเผยภูมิหลังอันเป็นปริศนาของลั่วปิงเหอเลยทีเดียว

“ศิษย์สตรีผู้นี้พรสวรรค์เกินใคร ฉลาดหลักแหลม การกระทำเด็ดขาด กงจู่เฒ่าให้ความรักความเอ็นดูเป็นอย่างยิ่งราวกับแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าไปที่ไหนมักให้ซูซีเหยียนติดตามรับใช้ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่างเป็นที่รู้กันทั่วสำนักว่านางคือผู้สืบทอดคนต่อไป”

เสิ่นชิงชิวนึกไปถึงท่าทางน้ำลายหก ตาเยิ้มของกงจู่เฒ่าในสุสานศักดิ์สิทธิ์แล้วก็นึกว่า เกรงว่าคงไม่ได้เห็นเป็นแก้วตาดวงใจหรอก แต่เป็นสมบัติส่วนตัวถึงจะถูกละมั้ง

ผู้คนในวิหารใหญ่พากันเงียบกริบ มีแต่เสียงของอู๋วั่งต้าซือแต่เพียงผู้เดียวก้องกังวาน

“ครั้งหนึ่งกงจู่เฒ่ากับซูซีเหยียนไปปราบปีศาจร้ายตามคำเชิญ ขากลับผ่านเมืองโบราณทางใต้ของแม่น้ำลั่วแห่งหนึ่งที่มีปีศาจอาละวาด ผู้คนในเมืองแถวนั้นเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ระหว่างซูซีเหยียนออกตรวจสอบกับพบเข้ากับชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินทางเข้าๆออกๆตามลำพังคนเดียว

ชายหนุ่มผู้นั้นกิริยาท่าทางไม่ธรรมดาสามัญ เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็นของชั้นหนึ่ง นั่งขับขานบทเพลงอยู่ใต้ต้นหลิว บุคคลเช่นนี้ปรากฎกายขึ้นในเวลาไม่ควรปรากฏ ซูซีเหยียนเอะใจแต่แรก หลังจากถามตอบกันไปมาอยู่สองสามประโยค ก็ได้ข้อสรุปว่าคนผู้นี้แปลกประหลาดผิดผู้คนทั่วไป

เสิ่นชิงชิวฟังเพลิน

เทียนหลางจวินช่างเป็นคนหนุ่มที่มีหัวใจกวี ชื่นชอบบทเพลงและโคลงกลอนของมนุษย์มาตั้งแต่อายุยังน้อยจริงๆ ชายหนุ่มหัวใจกวีแบบไหนถึงจะน่ากลัวที่สุดล่ะ รูปหล่อแถมยังดูดีมีการศึกษา ละครต่อจากนั้นจึงเดาเนื้อเรื่องง่ายมาก ขอเพียงร้องเพลงได้ไม่ทำร้ายหูท่านผู้ชมเกินไปนัก รักแรกพบก็ย่อมเกิดขึ้นได้

แต่คิดไม่ถึงว่าเนื้อเรื่องต่อจากนั้นจะหักมุมชนิดตบหน้าคนดูผัวะๆ

ซูซีเหยียนไปแจ้งแก่ซือจุนทันที

กงจู่เฒ่ายิ่งคิดก็ยิ่งระแวว ทั้งเห็นชายหนุ่มผู้นั้นค่อนข้างชื่นชมในตัวซูซีเหยียน ซ้ำยังพูดคุยถูกคอ จึงดำเนินแผนการสั่งให้นางทำเป็นเข้าหาอีกฝ่าย สืบเสาะเบื้องหลังให้ละเอียด

ซูซีเหยียนคล่องแคล่วหัวไว เลยสืบเสาะออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น สุภาพบุรุษผู้นี้กลับเป็นเทียนหลางจวิน เจ้าผู้ปกครองเผ่ามารในขณะนั้น และเป็นผู้รวบรวมดินแดนเหนือใต้ของภพมารเข้าไว้ด้วยกัน

ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว ไม่นึกว่าแท้จริงเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างเซียนกับมาร

นี่ไม่ใช่เรื่องของราชาปีศาจผู้คลุ้มคลั่งมาเจอเข้ากับสาวน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างในละครโทรทัศน์เกร่อๆที่หาชมกันได้ทั่วไป แต่เป็นราชามารผู้ซึ่งออกมาท่องเที่ยวโลกมนุษย์เป็นครั้งแรกจึงยังไม่รู้ซึ้งถึงอันตรายของจิตใจมนุษย์ ปะทะ ดอกป้าหวางฮวา แห่งสำนักฝ่ายธรรมะชั้นนำที่เจ้าแผนการ เลือดเย็น จิตใจอำมหิต

(ดอกป้าหวางฮวา คือ พืชอยู่ในวงศ์เดียวกับต้นแก้วมังกร มักใช้อุปมาผู้หญิงที่มีลักษณะเหมือนฌ้อปาอ๋อง คืออำมหิตเอาแต่ใจ)

เสิ่นชิงชิวเข้าใจในที่สุด ตอนพูดถึงซูซีเหยียน ความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำของเทียนหลางจวินว่า ‘เย็นชาไร้หัวใจ’ นั้นหมายถึงอะไร

“กงจู่เฒ่าทางหนึ่งให้ซูซีเหยียนแสร้งตีสนิทเทียนหลางจวิน อีกทางก็ส่งคนคอยลอบตามดูเขา ไม่คาดว่าศิษย์ที่ส่งไปล้วนถึงสลัดหลุดหมดเกลี้ยง กงจู่เฒ่าจึงได้แต่ออกโรงเอง มิไยว่าต้องลำบากแสนสาหัสเพียงไร

ในที่สุดก็สืบจนทราบว่าเหตุใดเขาถึงไม่ยอมจากภพมนุษย์ไปเสียที มีวันหนึ่งซูซีเหยียนกับเทียนหลางจวินนัดพบกันที่บรรพตน้ำค้างขาว อิงแอบกันอยู่บนหัวของงูใหญ่ยักษ์เกล็ดเขียวตัวหนึ่ง กระซิบกระซาบกันเสียงเบา”

งูยักษ์เกล็ดเขียวตัวนี้ หากเดาไม่ผิดก็คือจู๋จือหลางนั่นเอง คิดยังไงก็มีแต่จู๋จือหลางเท่านั้น ไม่ว่าจะในฐานะหลานชายหรือว่าลูกน้อง ตอนจึบกันดันถูกเอาไปเป็นเบาะรองนั่ง ฟังอีท่าไหนก็รู้สึกว่าจู๋จือหลางนี่น่าสงสารจริงๆ

“กงจู่เฒ่าเกรงจะทำให้เทียนหลางจวินรู้ตัวเลยไม่เข้าไปใกล้ ได้ยินที่พวกเขาสนทนากันเพียงแว่วๆ เขาได้ยินแต่เสียงซูซีเหยียนคุยปะเหลาะเลียบๆเคียงๆ ถามเสียจนเทียนหลางจวินลืมตัวไปชั่วขณะ เล่าออกมาโดยไม่ตั้งใจถึงวัตถุประสงค์ที่ลอบเข้าภพมนุษย์ ซึ่งก็คือเอาเลือดล้างโลกของผู้ฝึกวิถีพรตวิชาเซียน ยึดสมบัติวิเศษของทุกสำนักไปให้เกลี้ยง เป็นการแสดงอานุภาพของเผ่ามาร!”

พอได้ฟังประโยคสุดท้าย ผู้คนพร้อมใจกันสุดลมหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยความหวาดผวา แต่เสิ่นชิงชิวกลับสะอึก

ว่ากันตามจริงเนื้อหาที่ทำให้ดูเป็นตัวละครผู้มีวงจรสมองตามมาตรฐานบอสทั่วไปพรรค์นี้ ไม่เข้ากับสไตล์ของเทียนหลางจวินอย่างแรง คิดยังไงเขาก็ไม่เหมือนตัวละครที่จะกล่าวคำพูดโอหังประเภทมีแผนการยิ่งใหญ่ผนึกรวมภพอะไรพวกนั้นเลย

ยิ่งกว่านั้นในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุด เทียนหลางจวินจะเข้าๆออกๆ สุสานศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามารตามอำเภอใจยังไงก็ได้ สมบัติอันที่อยู่ในนั้นเอามาใช้ยังไงก็ไม่หมดไม่สิ้น ว่างๆไม่มีอะไรทำยังสามารถเอามาวางกองกับพื้นเล่นเกมโยนห่วงได้ด้วยซ้ำ ใครจะไปสนใจสมบัติวิเศษของทั้งสี่สำนักกัน

เรื่องที่นำมาถ่ายทอดนี้ เสิ่นชิงชิวฟังแล้วพบจุดที่น่าสงสัยมากมาย อู๋วั่งต้าซือกลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบกาวกับเครื่องบันทึกเสียง “พอทราบเรื่องนี้กงจู่เฒ่าก็ลอบส่งข่าวให้ผู้นำสำนักที่มีชื่อเสียงทราบทันที ทุกเดือนเทียนหลางจวินจะนัดพบกับซูซีเหยียนเดือนละสองครั้งที่บรรพตน้ำค้างขาว ทุกสำนักตกลงกันว่าครั้งต่อไปที่คนทั้งสองพบปะกัน จะรวมกำลังกันไปล้อมปราบเทียนหลางจวิน

สำหรับเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นการศึกที่บรรพตน้ำค้างขาวแล้วสถานการณ์ในวันนั้น ขอให้เจ้าสำนักเยวี่ยนซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเป็นผู้ถ่ายทอดจะดีกว่า”

เยวี่ยชิงหยวนแสดงความคำนับ ก่อนเล่าว่า “การศึกครั้งนั้นความจริงแล้วไม่มีอะไรให้เล่ามากนัก เทียนหลางจวินคาดไม่ถึงว่าเมื่อมาแล้วกลับไม่ได้พบซูซีเหยียน แต่เป็นผู้ที่มารอล้อมปราบ ข้างกายมีเพียงขุนพลเผ่ามารผู้เดียว ชื่อว่าจู๋จือหลาง เพราะตกอยู่ในวงล้อมจึงได้เพลี่ยงพล้ำถูกจับ”

แบบนี้เรียกว่าเป็นชัยชนะที่ไม่ต้องรบยังได้ เยวี่ยนชิงหยวนบอกเล่าอย่างเรียบๆ ไม่มีการปิดบังหรือเสริมแต่งใดๆทั้งสิ้น หลายคนในที่นั้นมีไม่น้อยได้ฟังพวกอาจารย์และผู้อาวุโสโม้เรื่องศึกที่บรรพตน้ำค้างขาวมาตั้งแต่เด็กจนโต พอได้มาฟังฉบับของจริงไม่มีการตัดต่อ บ้างก็กระอักกระอ่วน บ้างก็ขุ่นเคือง

เยวี่ยชิงหยวนเสิรม “จู๋จือหลางเอาตัวเข้าปกป้องผู้เป็นนายถูกศาสตราวุธวิเศษของซือจุนข้าไปเต็มๆ คืนร่างกลับเป็นครึ่งงู หนีรอดไปได้ ส่วนเทียนหลางจวินก็ถูกสะกดไว้ใต้บรรพตน้ำค้างขาว”

ที่แท้ร่างของจู๋จือหลางที่เขาพบที่ถ้ำหญ้าน้ำค้างคราวนั้นเป็นร่างที่ถูกเจ้ายอดเขาฉยงติ่งเฟิงรุ่นก่อนใช้สายฟ้าฟาดใส่จนมีสภาพเช่นนั้น ดูจากวงจรสมองที่แบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน นิดหน่อยเป็นต้องเอาคืนแล้ว…เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะมีเวลาคิดต่อ ระบบก็โผล่มาแจ้งข้อความปี๊บๆ

[โปรดรับภารกิจ! โปรดช่วย ‘ลั่วปิงเหอ’ ดำเนินเนื้อเรื่องย่อยตอน ‘วัดเจาหัว’ ให้สำเร็จ เป้าหมายคือ ค่า ‘ภาพลักษณ์เชิงบวก’ จะต้องเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 200 คะแนน]

ค่า ‘ภาพลักษณ์เชิงบวก’ เหรอ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: