Scumbag System 68

0 Comments

ตอนที่ 68

เสิ่นชิงชิวเก็ททันที ในที่สุดก็นึกเนื้อเรื่องของวัดเจาหัวในนิยายออก

ตรงนี้ต้องขอพูดถึงจิ่วจ้งจวิน พ่อของซาหัวหลิงก่อน ผู้สูงศักดิ์แห่งเผ่ามารที่แสนจะดวงซวยผู้นี้ หลังจากถูกลูกสาวตัวเองเห็นขี้ดีกว่าไส้ทำให้เสียเขตปกครองไป ระหว่างที่ระหกระเหินอยู่แดนใต้ เลยไปรวมหัวกับพวกปลายแถวหวังกลับมาทวงความเป็นใหญ่ และตามหาตัวลั่วปิงเหอเพื่อแก้แค้น แต่เมื่อเจอกับรัศมีร่างทองคำที่ไม่มีวันบุบสลายของพระเอก ชีวิตนี้ก็อย่างได้หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายอันงดงามทั้งสองอย่างนั้นเลย

แผนการของจิ่วจ้งจวินต้องประสบกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจย่อมฮึดฮัดฟึดฟัด พอฮึดฮัดฟึดฟัดแล้วทำอย่างไร

ก็ต้องไปกาคนอื่นมาระบายความโกรธ

ดังนั้น ‘คนอื่น’ ที่เขาไปหาก็คือวัดเจาหัว…

พฤติกรรมนี้ช่างเหมือนกับเอาเรื่องซาหัวหลิงบุกฉยงติ่งเฟิงมาเล่าใหม่เลย ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเหมือนกันเป๊ะ รนหาที่ตายแท้ๆ ตอนเสิ่นหยวนอ่านนิยายยังด่าอยู่เลย แม่งสมกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ แผนใหม่เอี่ยมที่วงจรสมองคิดได้ถึงมีแต่ความกากเหมือนกัน

ในนิยายดั้งเดิมเนื่องด้วยจิ่วจ้งจวินส่งทหารสวะๆ ขโยงหนึ่งมาสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกวัดเจาหัว สาเหตุที่วัดเจาหัวจัดงานชุมนุมไม่ใช่เพื่อรับมือกับเทียนหลางจวิน หากแต่เพื่อจัดการพวกเผ่ามารที่อยากหาพื้นที่ออกสื่อให้ตัวเอง

ทว่าวัตถุประสงค์ในการประชุมจะเป็นอะไรนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือวัดเจาหัวจะเป็นเนื้อเรื่องที่ทำให้ค่าภาพลักษณ์ในเชิงบวกของลั่วปิงเหอเพิ่มสูงขึ้น

เผ่ามารในสังกัดของจิ่วจ้งจวินปะปนเข้ามาอยู่ท่ามกลางฝูงชน รอจังหวะลุกขึ้นก่อการ หมาย ‘ให้ลาหัวโล้นพวกนี้รู้ฤทธิ์เดชเสียบ้าง’ (คัดจากนิยายดั้งเดิม) แต่พวกเขาก่อเรื่องได้ไม่กี่วิก็ถูกลั่วปิงเหอเหยียบมิดอย่างสวยงามและอาจหาญ เปิดตัวแบบนี้ภาพลักษณ์เชิงบวกย่อมขยับขึ้นมาได้เล็กน้อย อย่างน้อยก็สามารถเปลี่ยนจาก ‘โหดเหี้ยมอำมหิต’ เป็น ‘กึ่งธรรมะกึ่งอธรรม’

เสิ่นชิงชิวนิ่งเงียบไม่ส่งเสียง สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ จริงดังคาด เขาพบว่าในฝูงชนมี ‘คน’ กลุ่มหนึ่งท่าทางส่อพิรุธ ดีมาก ตัวประกอบก็เตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ

สามนักพรตหญิงคนงาม เดิมก็เป็นตัวละครสำคัญในฉากนี้เช่นกัน มีชาวฮาเร็มคอยตีขนาบประสานกันทั้งนอกและใน สัมฤทธิ์ผลในการยกระดับภาพลักษณ์ก็ย่อมสูง แต่ว่าตอนนี้พวกนางกลายเป็นแค่ขามุงไปแล้วอย่างสิ้นเชิงนี่ซิ

สรุปแล้วเอาบทของตัวละครหญิงมาให้เขาเล่นซินะ

อู๋วั่งกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ในห้วงฝันนั้นเทียนหลางจวินอาศัยร่างที่ได้มาใหม่กวาดล้างภพมนุษย์จนนองเลือดถึงขั้นเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า อาตมาเข้าใจว่านี่ถือเป็นการสำแดงพลังของเขาให้พวกเราได้รู้ และยังเป็นนิมิตบอกว่าเขาจะกลับมาแก้แค้นเรื่องการศึกที่บรรพตน้ำค้างขาว”

มีคนเอ่ยว่า “ในเมื่อเทียนหลางจวินกายเนื้อดั้งเดิมเสียหายไปแล้ว ต่อให้เขาอยากแก้แค้นก็คงไม่น่ากลัวหรอกกระมัง”

อู๋วังเตือนว่า “ห้ามดูเบาเทียนหลางจวินเด็ดขาด เขาเป็นผู้สืบสายโลหิตมารฟ้าที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามาร แข็งแกร่งไร้เทียมทานกว่าผู้ใดในอดีต อีกทั้งผู้ช่วยเขานอกจากจู๋จือหลางผู้จงรักภักดีทั้งเก่งกล้าสามารถและกลับมามีร่างกายปกติแล้ว เขายังมีลูกชายอีกคนหนึ่งด้วย”

ทุกคนตกตะลึงไปตามๆกัน กระซิบกระซาบกันเป็นการใหญ่ “ซูซีเหยียนมีลูกกับเขาหรือนี่”

“เป็นผู้ใด”

“นางมิใช่ได้รับคำสั่งให้ทำเป็นประจบเอาใจเทียนหลางจวินเท่านั้นหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร”

บางคนเจาะจงกว่าคนอื่นหน่อย คิดไปถึงเรื่องการสืบพันธุ์ข้ามสปีชีส์เลยทีเดียว “คนกับมารมีลูกด้วยกันได้จริงหรือ”

“ร่างกายไม่แตกต่างก็น่าจะเป็นไปได้กระมัง”

อู๋วั่งกล่าวว่า “แม้ซูซีเหยียนเข้าใกล้เทียนหลางจวินตามคำสั่งอาจารย์ แต่หากไม่ใช้ตัวเองเข้าล่อจะทำให้เขาเชื่อใจได้อย่างไร อาตมาคิดว่าตอนแรกนางก็คงจำกัดขอบเขตอยู่ ทว่าเผ่ามารเชี่ยวชาญวิชาล่อลวงจิตใจผู้คน ยากป้องกัน หากไม่ระวังก็จะพลาดพลั้งร่วงลงไปในหลุมพรางของมารตนนั้นจนต้องเสียใจไปตลอดกาล ตอนที่วางแผนล้อมปราบนางก็ตั้งครรภ์เสียแล้ว ส่วนลูกของพวกเขาสองคน ทุกท่านล้วนรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือลั่วปิงเหอผู้ยึดครองวังฮ่วนฮวานั่นเอง”

พอเล่าเรื่องนี้ออกมา เสียงกระซิบกระซาบในวิหารใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงขนาดยักษ์ในชั่วพริบตา

เสิ่นชิงิชวแอบมองลั่วปิงเหออย่างอดใจไม่อยู่

ตอนแรกลั่วปิงเหอฟังๆไปก็ยังมีแก่ใจยิ้มเยาะขบขันอยู่เลย แต่ยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งกระด้างขึ้น เวลานี้รอยยิ้มหายหมดสิ้นไม่เหลือ หน้าออกจะดูซีดๆอยู่บ้าง มีเพียงสองตาที่แผ่ประกายเย็นยะเยือกประดุจโลกน้ำแข็ง

เยวี่ยชิงหยวนใช้ข้อนิ้วไล้ด้ามกระบี่เสวียนซู่ช้าๆกล่าวว่า “ข้ามีวาสนาเคยได้พบผู้อาวุโสซูซีเหยียนครั้งหนึ่งในงานชุมนุมเซียนเมื่อหลายปีก่อน ลั่วปิงเหอหน้าตาเหมือนท่านแม่ของเขาถึงเจ็ดส่วน ข้ายังนึกว่าเป็นแค่ความบังเอิญ อย่างไรเสียบนโลกนี้ย่อมมีคนที่หน้าตาคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย แต่ในเมื่อเขามีสายเลือดมารฟ้าอยู่ในกายครึ่งหนึ่ง ก็ยากจะบอกว่าเป็นความบังเอิญแล้ว”

ชายหนุ่มของสำนักป่าซี่จงผู้นั้นพูดสอดขึ้นอีกครั้งว่า “หากนางไม่เต็มใจก็ไม่อาจตำหนินาง แต่ในเมื่อรู้ว่าเป็นลูกของเผ่ามารกลับยังปล่อยให้เขาเกิดมาอีกหรือ”

มีคนพยักพเยิดตามทันที “ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้คลอดออกมาเสียอย่างแล้วจะมีลั่วปิงเหอได้อย่างไร ซูซีเหยียนทำไมม่ทำแท้งเจ้ามารหัวขนตนนี้ไปเสีย”

ช่างน่าละอายนัก น่าละอายจริงแท้! มิน่าเล่าถึงไม่เคยได้ยินใครเอ่ยชื่อซูซีเหยียนผู้นี้เลย เกิดเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ขึ้นก็ต้องปิดบังเอาไว้อยู่แล้ว หากสำนักข้ามีคนทำผิดเช่นนี้ ถ้าไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเดี๋ยวนั้น คงรู้สึกผิดต่อศิษย์ร่วมสำนักยิ่งนัก”

ได้ฟังเช่นนี้อู๋เฉินต้าซือทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับหยุดเอาไว้ เขาส่ายหน้าน้อยๆสุดท้ายก็กล่าวว่า “ความจริงเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของสตรี อีกทั้งสีกาซูก็สิ้นชีวิตไปแล้ว หากมิใช่เป็นสถานการณ์ผิดธรรมดาที่ไม่อาจปิดบังไว้อีกต่อไป เรื่องนี้จะไม่มีทางเปิดเผยออกมาเด็ดขาด สายเลือดเผ่ามารแข็งแกร่ง ทารกในครรภ์เชื่อมโยมกับชะตาชีวิตของมารดา การทำแท้งเวลานั้นอันตรายมาก สีกาซูหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรียอมรับเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่อาจทนรับสายตาของผู้อื่น กงจู่เฒ่าจึงให้นางดื่มยาชุดหนึ่งเพื่อทำลายเลือดของเผ่ามาร หลังจากดื่มยาแล้วนางก็ออกจากวังฮ่วนฮวาไป นับแต่นั้นไม่มีข่าวคราวอีกเลย…พระพุทธองค์ทรงเมตตา ทุกท่านยังคงกล่าววาจาให้น้อยหน่อยเถิด”

ลั่วปิงเหอสีหน้าไร้ความรู้สึก แต่นิ้วมือกลับเหยียดออกแล้วงอเข้าสองสามทีโดยไม่รู้ตัว

มีคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้พวกเขาสองคนกล่าวพึมพำว่า “ชู้รักที่ได้เสียกันก็แตกหักไม่มองหน้า เลือดในอุทรยังตัดใจทิ้งได้ไม่เหลือเยื่อใย หญิงผู้นี้ช่างเลือดเย็นและอำมหิตจริงๆ”

“ถูกต้อง หากโชคดีกว่านี้ไม่ถูกมารผู้นั้นล่อลวงเสียก่อน สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงปานนี้ อนาคตต้องสดใสเป็นแน่ หากอยู่มาจนปัจจุบันคงเป็นผู้มีชื่อเสียงแล้ว”

“ถึงจะมีความดีความชอบใหญ่หลวงแค่ไหนแล้วอย่างไร ลอบคบหาเผ่ามาร อุ้มท้องมารหัวขนพรรค์นั้น…น่าสะอิดสะเอียนแท้ ความดีความชอบแบบนี้ต่อให้ทูนหัวทูนเกล้าประคองมาให้ข้าก็ไม่เอาเด็ดขาด”

“ซูซีเหยียนเองก็คงรู้ตัวว่าไม่มีหน้าไปพบผู้คนน่ะแหละ ถึงได้ออกจากสำนักไป”

ชายหนุ่มจากสำนักป้าซี่จงผู้นั้นจ่ะก็กล่าวขึ้นว่า “จะว่าไปนับแต่ต้นจนจบ การตัดสินใจล้อมปราบเทียนหลางจวินโดยไม่มีหลักฐานปราศจากข้อเท็จจริง อาศัยเพียงคำพูดไม่กี่คำที่กงจู่เฒ่าบอกต่อมาอีกทีเท่านั้นเองน่ะหรือ”

ในวิหารใหญ่เงียบกริบทันควัน

คนผู้นั้นยังไม่รู้สึกตัว พล่ามต่อ “ข้าก็แค่ลองถามดู พวกท่านจะฟังหรือไม่ก็แล้วแต่เถอะ ทว่าอาศัยฟังความข้างเดียวจากกงจู่เฒ่าก็ระดมกำลังกันมาล้อมปราบเช่นนี้ ข้าว่าที่พวกท่านทำไปมันใช้ได้จริงๆหรือ ตั้งแต่ต้นจนจบ คิดยังไงเขาก็เหมือนจะมีอยู่แค่เรื่องเดียวคือถูกคนรักหลอกเอามิใช่หรือ อีกอย่างเป็นสาวเป็นนางแต่ยังถูกใช้ให้เอาตัวไปใกล้ชิดพวกต่างเผ่าต่างพันธุ์ที่อันตราย บอกให้นางหลอกลวงผู้คน อีกทั้งยังให้นางดื่มยาพิษขับลูกในท้อง สุดท้ายทำร้ายจนนางต้องกล้ำกลืนความแค้นเดินจากไป ข้าว่ามันแย่มากเลยนะ สำนักป้าซี่จงของเราไม่เคยทำเช่นนี้ ทั้งไม่สนับสนุนด้วย”

คำพูดนี้ทำเอาเสิ่นชิงชิวตกตะลึงไปเลยทีเดียว ดูไม่ออกเลยว่าพี่ชายคนนี้ถึงแม้จะเป็น KY  ตลอด ไม่คาดเลยว่าคราวนี้จะสามารถ KY ด้วยคำพูดที่เป็นเหตุเป็นผลขนาดนี้ เหมือนตัวประกอบที่ไอคิวเกินระดับมาตรฐานเลย

(KY หรือ ‘KUUKI GA YOMENAI (คู่คิ กะ โยะเมะไน่)’ เป็นสแลงที่รับมาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ไม่รู้จักอ่านบรรยากาศ)

ผู้ที่ทำลายความเงียบยังคงเป็นอู๋วั่ง เขาเลิกคิ้วขาวโพลนขึ้น พนมมือกล่าวตำหนิว่า “คำพูดนี้เหลวไหลเกินไปแล้ว นับแต่โบราณมาเผ่ามารรุกรานภพมนุษย์เข่นฆ่าสังหารไม่หยุดมาตลอด หรือจะรอให้เทียนหลางจวินเอาเลือดล้างภพมนุษย์จริงๆเสียก่อนจึงค่อยสำนึกเสียใจทีหลังหรือ อีกอย่างในฐานะหนึ่งในผู้นำของสี่สำนักใหญ่ กงจู่เฒ่าจะหลอกลวงเหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนไปไย เขาได้ประโยชน์ตรงไหนหรือ ลอบคบชู้กับเผ่ามารจนมีเผ่าพันธุ์ปีศาจมาเกิด ไม่อาจเก็บไว้ได้ แต่เจ้ามารหัวขนนั่นชะตาแข็งนัก ต่อให้กินยาขับก็ไม่อาจกำจัดเจ้าเด็กนั่นได้”

คำพูดนี้กล่าวได้เฉียบขาดและองอาจผึ่งผายนัก เสียงปรบมือสนั่นทันที อู๋เฉินต้าซือกลับมีสีหน้ารับไม่ได้ ยกสองมือประนม สวดมนต์พึมพำ

ใช้ว่าจะไม่มีคนรู้สึกว่าทำแบบนั้นออกจะโหดร้ายไปแล้ว แต่พอได้ฟังคำพูดของอู๋วั่งเมื่อครู่ก็เกิดความฮึกเหิมคล้อยตามบรรยากาศ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เจ้ามารหัวขนนั่นคือลั่วปิงเหอนะ มีตรงไหนคู่ควรให้น่าสงสารเล่า จึงปรบมือตามไปด้วย

ลั่วปิงเหอหลับตานิ่งเหมือนกำลังฟังและก็เหมือนใจลอยไปที่อื่นเช่นกัน ใบหน้าที่เริ่มจะดูอ่อนโยนขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้กลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง

บรรดาผู้คนในวิหารใหญ่กำลังสาปแช่งอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันที่เขารอดจากความตายมาได้ หากเขาตายตั้งแต่อยู่ในท้องจะเป็นเรื่องน่ายินดีขนาดไหน แต่ตัวเขากลับทำเหมือนไม่ได้ยินสักคำ

ตามสคริปต์ที่คิดเอาไว้ เหตุการณ์ตรงนี้ความจริงแล้วควรดำเนินไปเช่นนี้ เหล่าเจ้าสำนักหารือกันอย่างเคร่งเครียดว่าจะจัดการเทียนหลางจวินอย่างไร à จู่ๆมีเผ่ามารเข้ามาก่อกวนอาละวาด à ลั่วปิงเหอสู้กับคนจากเผ่ามารที่แฝงตัวเข้ามา ทำให้เพิ่มค่าภาพลักษณ์เชิงบวกและยกระดับความรู้สึกดีๆ แต่เพราะขาเม้าท์กลุ่มนี้ขุดคุ้ยเรื่องราวแต่หนหลังของลั่วปิงเหอ ประเด็นเลยเบี่ยงไปซะแล้ว

เสิ่นชิงชิวมองลั่วปิงเหอที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ก็นึกเสียใจกะทันหัน

ไอ้เควสต์วัดเจาหัวนี่เขาไม่น่ารับเลย…

อู๋เฉินต้าซือถอนใจ เอ่ยว่า “ทำไมต้องพูดจาเช่นนี้ด้วย สีกาซูน่ะ เฮ้อ สีกาซูออกไประหกระเหินอยู่ข้างนอกตามลำพังคนเดียว กงจู่เฒ่าส่งคนไปตามหากอยู่หลายปีก็ไร้ผล ก่อนตายจะทุกข์ทรมานสักเพียงใดก็สุดจะรู้ แม้ลั่วปิงเหอมีสายเลือดเผ่ามารอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยกระทำเรื่องบั่นทอนคุณธรรมเสื่อมเสียจารีตเลย…”

อู๋วั่งแย้งว่า “ศิษย์น้องอย่างได้เมตตามั่วซั่ว ที่เมิงจินหลันเจ้าถูกทำร้ายถึงขนาดนั้น สมควรแจ่มแจ้งแล้วว่าเผ่ามารเจตนาชั่วช้าปานไหน จะจัดการพวกมันยังคงใช้วิธีตัดไฟแต่ต้นลมจึงจะดีที่สุด พ่อลูกคู่นี้วางแผนกันมานาน สมคบคิดกันกลับมาทวงความเป็นใหญ่ หมายทำลายล้างพวกเรา ให้ท้ายพวกมันหาใช่การก่อกุศล หากแต่เป็นการใจอ่อนเยี่ยงสตรี ลงท้ายจะอเนจอนาถยิ่งกว่าในฝันอีก”

หลวงจีนอู๋วั่งผู้นี้ถึงแม้พลังฝึกปรือไม่เลว กลับอารมณ์รุนแรงเกินไป นอกจากผมน้อยแล้ว ที่เหลือก็แทบไม่มีความเป็นพระเท่าไหร่ ไม่น่ามาแบกไม้เท้าพระธรรมเลยนะนี่ น่าจะไปแบกขวานเป็นหลี่ขุยดีกว่า

(หลี่ขุย คือ ตัวละครจากนิยายเรื่อง ‘108 วีรบุรุษแห่งเขาเหลียงซาน’ หรือ ‘ซ้องกั๋ง’ ใช้ขวานเป็นอาวุธ มีฉายาว่า ลมหมุนสีดำ ซึ่งบอกถึงอุปนิสัยหุนหันเจ้าอารมณ์ชอบใช้กำลัง)

อู๋เฉินเสียอีก ที่พลังยุทธ์งั้นๆ แต่จิตใจเปี่ยมเมตตาสงบนิ่ง คู่ควรกับคำว่า ‘ต้าซือ’(พระคุณเจ้า) มากกว่านัก ถึงจะถูกตำหนิ สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน และไม่แก้ตัวด้วย “สมคบคิดวางแผนการหรือ นี่…ยังไม่แน่กระมัง”

ทางฝั่งวัดเจาหัว พระชั้นผู้ใหญ่สองรูปยังถกเถียงกัน จู่ๆ เยวี่ยชิงหยวนก็เอ่ยว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะสมคบคิดกันหรือไม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ลั่วปิงเหอหาใช่คนดีกระไรไม่”

เขากล่าวเสียงดัง “ชิงชิว ยังไม่ออกมาอีก”

เสิ่นชิงชิวขนที่หลังลุกชัน อิดออดอยู่สองสามวิ จึงค่อยลุกขึ้นช้าๆ

เขามีความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กประถมที่ถูกคุณครูเรียกไปด่าหน้าชั้น ใต้หนังหน้าร้อนผ่าว แต่ดีที่หน้าหนา ภายนอกถึงดูสงบนิ่ง เขาค้อมกายคารวะทีหนึ่ง “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก”

เมื่อเห็นเขาแล้ว คนที่อยู่ข้างๆเขาเลยถูกพบเห็นไปด้วย มีคนตะโกนลั่นทันที “ลั่วปิงเหอ เป็นลั่วปิงเหอ”

“เขาจริงๆด้วย ปะปนเข้ามาตั้งแต่ตอนไหน!?”

“เสิ่นชิงชิวก็อยู่ เขายังไม่ตายนี่!”

“ตอนนั้นข้าเห็นเขาระเบิดพลังทิพย์ที่เมืองฮวาเยวี่ยกับตาเลยนะ…”

ในบรรดาเสียงเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำราวกับเห็นผี ทว่ากลับมีเสียงอ่อนหวานของสตรีอยู่ด้วย ซึ่งก็คือนักพรตหญิงคนงามสามอนงค์ของอารามเทียนอีนั่นเอง ทั้งสามคนจับแขนกันเองแน่น แก้มแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ที่ประหลาดคืออาการหน้าแดงนี้ช่างเหมือนใบหน้าแดงระเรื่องเพราะเสิ่นชิงชิว…

เยวี่ยชิงหยวนนั่งมองเขา ถามเสียงเรียบว่า “หลายวันนี้ก่อเรื่องวุ่นพอแล้วหรือยัง”

เยวี่ยชิงหยวนไม่เคยใช้น้ำเสียงน่ากลัวเช่นนี้กับเขามาก่อนเลย ดีกรีความแรงของคำว่า ‘ก่อเรื่องวุ่น’ เท่ากับเอาไม้เรียวฟาดกันเลยทีเดียว ดูท่าเมื่อกี้หลิ่วชิงเกอคงนินทาเขาไปไม่น้อยแน่

เสิ่นชิงชิวสาบานกับตัวเองว่าสักวันจะขโมยกระบี่เฉิงหลวนมาสับเนื้อขาหมูจากห้องครัวของเจ้ายอดเขาทั้งสิบสองให้ละเอียด เอาให้กระบี่มันเยิ้มไปเลย!

ดึงประเด็นก่อนหน้านี้กลับมาก่อน! ดึงประเด็นกลับมาหน่อยเถอะ ช่วยเทความสนใจไปยังเผ่ามารที่มันปะปนเข้ามาในวัดหน่อยไม่ได้รึไง แล้วแบบนี้จะเพิ่มค่าภาพลักษณ์เชิงบวกยังไงเล่า!

เขากำลังคิดจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้คนอื่นๆสังเกตเห็นจุดที่ผิดปกติของคนต่างเผ่าซึ่งปลอมตัวเป็นศิษย์สำนักปลาซิวปลาสร้อยเหล่านั้น

อู๋วั่งกระแทกไม้เท้าพระธรรมกับพื้น กล่าวเสียงหยัน “ลั่วปิงเหอ เจ้าเอาตัวเองมาส่งให้ถึงที่ นับเป็นการแก้ปัญหาทีเดียว เจ้าพูดมาเลยดีกว่า เทียนหลางจวินวางแผนจะทำตามอย่างที่ปรากฏให้เห็นในห้วงฝันตอนไหน”

น้ำเสียงลั่วปิงเหอเย็นชา “นั่นมันเรื่องของเขา เกี่ยวอะไรกับข้า”

อู๋วั่งแค่นเสียง “พวกเจ้าเป็นพ่อลูกัน จะไม่เกี่ยวกับเจ้าได้อย่างไร”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างไม่สนใจไยดีว่า “เขาไม่ใช่พ่อข้า”

อู๋วั่งเอ่ยว่า “หลักฐานมัดตัวปานนี้เจ้ายังจะเถียงข้างๆคูๆอีกหรือ เจ้าเข้าใจว่าทุกคนที่นี่เป็นเด็กสามขวบกันทั้งนั้นหรือไร”

ลั่วปิงเหอส่ายหน้า ไม่รู้ยึดมั่นถือมั่นอะไรอยู่ ย้ำแต่ประโยคเดิมว่า “เขาไม่ใช่พ่อข้า”

อู๋วั่งแค่นเสียง “ที่เขาว่าคนเลวอยู่ได้พันปีนี่มันจริงแท้ หากซูซีเหยียนกำจัดเจ้าทิ้งไปแต่แรกก็หมดมลทินไปแล้ว!”

คำพูดนี้ออกจะโหดร้ายเกินไป ลมหายใจลั่วปิงเหอเหมือนจะสะดุดชั่ววูบ ดวงตาเรืองแสงสีแดงวาบ

เสิ่นชิงชิวไม่อาจมัวคิดมากอยู่อีก คว้ามือเขาไว้มั่น

หลิ่วชิงเกอยืนกอดอกอยู่ด้านหลังเยวี่ยชิงหยวน เห็นเสิ่นชิงชิวจับมือถือแขนลั่วปิงเหอต่อหน้าธารกำนัล เส้นเอ็นเขียวๆบนหน้าผากก็เต้นตุบๆ “นี่!”

หลิ่วชิงเกอทั้งโมโหทั้งไม่อยากพูดมาก เลยทำเสียง ‘นี่!’ อย่างดุดัน แต่กลับไม่มีอานุภาพอะไร

เสิ่นชิงชิวไม่ให้ความสนใจแม้แต่น้อย หากลั่วปิงเหอโทสะกำเริบขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่สนุกแน่ ปัญหามันไม่ใช่แค่ค่าภาพลักษณ์เชิงบวกไม่อาจขยับขึ้น แต่ที่สำคัญคือด่านวัดเจาหัวไม่สามารถฝ่าโดยใช้กำลังนี่ซิ

จะใช้พลังทิพย์รึ ถ้าหลายร้อยคนในที่นี้รวมกันใช้พลังทิพย์ซัดใส่ลั่วปิงเหอคนเดียว เขาก็จบเห่แล้ว หรือจะใช้ปราณมาร นี่คือวัดเจาหัวที่มียอดฝีมือในการสร้างเขตอาคมมากมายเป็นดง ที่ชำนาญสุดคือการสะกดมาร ขืนใช้กำลังเข้าสู้ ไอคิวคงได้ตกต่ำจนไปอยู่ระดับเดียวกับซาหัวหลิงและพ่อแน่

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเย็น “ซูซีเหยียนคือผู้ใด ท่านแม่ของข้าเป็นเพียงหญิงซักผ้าคนหนึ่งเท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวสะกดเสียงต่ำ “ที่อู๋วั่งเล่าหาใช่เรื่องเท็จทั้งหมด กงจู่เฒ่าเป็นคนแบบไหนเจ้าก็รู้ดี เรื่องอดีตที่สองคนนี้เล่ามาจะเชื่อถือได้แค่ไหนนั้นตอนนี้ให้ลืมทุกอย่างไปก่อน”

ที่เขาใช้คือน้ำเสียงยามอาจารย์สั่งสอนศิษย์ สงบนิ่งและลงความเห็นอย่างเป็นกลางเท่าที่จะทำได้

ลั่วปิงเหอกระตุกแขนเขา เหมือนจะหาข้อพิสูจน์และตอกย้ำตัวเองในที “ซือจุน เทียนหลางจวินไม่ใช่พ่อข้า ข้าไม่ต้องการพ่อ”

เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าสมควรพูดอะไรดี ได้แต่กุมมือลั่วปิงเหอ เพื่อบอกเป็นนับว่าให้อยู่เฉยไว้ก่อน

ในนิยายดั้งเดิม ภูมิหลังของลั่วปิงเหอไม่มีการนำมาเปิดเผยเสียละเอียดขนาดนี้ เสิ่นชิงชิวเลยมองไม่ออกว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อลั่วปิงเหอใหญ่หลวงแค่ไหน แต่ท่าทางจะไม่ใช่แค่พูดปลอบไม่กี่คำ ลูบหัวไม่กี่ทีก็แก้ไขปัญหาได้เสียแล้ว

ความคาดหวังจากๆ และความคิดเพ้อฝันที่เลือนรางอยู่ในใจมานาน ล้วนถูกบดขยี้อย่างไร้ความปรานีจนสิ้น พ่อไม่ใช่พ่อ ลูกไม่ใช่ลูก เทียนหลางจวินในฐานะที่เป็นเผ่ามารเลือดบริสุทธิ์ เดิมก็ชืดชาต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอยู่แล้ว ยิ่งต้องมาทนทุกข์ทรมานเพราะมนุษย์และซูซีเหยียน กระทั่งความเกลียดชังยังเผื่อแผ่มาถึงลั่วปิงเหอด้วย ดังนั้นในสุสานศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ได้เอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน แถมยังลงมืออย่างไม่ปรานี สำหรับพ่อลูกคู่นี้ ซูซีเหยียนเลือกอย่างชัดเจนแล้ว หลอกลวง ใช้ประโยชน์ เกลียดชัง ปฏิเสธ มองเห็นเป็นเรื่องน่าละอาย และทอดทิ้ง

ส่วนลั่วปิงเหอก็ไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่

อู๋วั่งขมวดคิ้ว “นี่แหละเผ่ามารล่ะ วาจาแบบนี้ก็พูดออกมาได้”

ลั่วปิงเหอเอาหูทวนลม “หากเขาเป็นพ่อข้า ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไร ไยเขาจึงไม่บอกข้าล่ะ”

อย่างตอนจับลั่วปิงเหอซ้อมก็พูดอยู่ประโยคเดียวโดยไม่แสดงอารมณ์ว่า ‘เขาเหมือนแม่’ เหมือน…แล้วจากนั้นล่ะ

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: