Scumbag System 69

0 Comments

ตอนที่ 69

ก็ไม่มีอะไรอีกเลย

เสิ่นชิงชิวอับจนคำพูด ตามความคิดของเขา ความเป็นไปได้มากที่สุด…เป็นไปได้ว่าเพราะเทียนหลางจวินป่วยเป็นโรคจิตอย่างนั้นหรือ

บรรยากาศดูไม่ถูกต้อง เสิ่นชิงชิวหมดอารมณ์จะแขวะ เขาหันกลับมากล่าวว่า “ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ ที่ลั่วปิงเหอปรากฎกายขึ้นที่วัดเจาหัวในตอนนี้ หาใช้เพื่อมายั่วยุหรือมีเจตนาร้าย…”

อู๋เฉินต้าซือกล่าวอย่างเห็นพ้อง “ถูกต้อง ศิษย์พี่ฟังเจ้ายอดเขาเสิ่นกล่าวสักคำก่อนก็ไม่เสียหาย”

เสิ่นชิงชิวมองเขาอย่างขอบคุณ

อู๋วั่งกลับแค่นเสียงเยาะ “มิได้มีเจตนาร้ายหรือ เช่นนั้นนี่คืออะไร”

ประโยคสุดท้ายเขาตะเบ็งเสียงพูด ในฝูงชนจู่ๆปรากฎหลวงจีนฝ่ายบู๊ห่มจีวรสีทองแดงหลายสิบรูปควบคุมตัวคนกลุ่มหนึ่งไว้ ก่อนจับตัวกดลงกับพื้น ผู้ที่ถูกจับกดกับพื้นมีปราณมารสีดำแผ่ออกมาจากร่าง ทันใดนั้นในวิหารใหญ่ก็เต็มไปด้วยเสียงเหล่านี้อย่างถูกจังหวะและสมเหตุผล

“มีเผ่ามารปะปนเข้ามา” x N

“ลั่วปิงเหอเตรียมก่อการจริงๆด้วย” x N

ดำเนินเรื่องอีหรอบนี้ ต้มกันนี่หว่า

ลูกน้องเศษสวะกลุ่มนั้นของจิ่วจ้งจวินเดิมทีมาเพื่อรับบทตัวประกอบในการยกระดับภาพลักษณ์ของลั่วปิงเหอ ปรากฏว่าดันได้ผลตรงกันข้าม ถูกเหมาว่าเป็นแผนการซุ่มโจมดีของลั่วปิงเหอไปเสียฉิบ

เขาคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วจึงเอาพัดด้ามจิ้วออกมา จริงดังคาด ครู่ต่อมาไม้เท้าพระธรรมของอู๋วั่งฟาดมาอย่างแรง

เสิ่นชิงชิวยกพัดขึ้นจี้ทีหนึ่งยันไม้เท้าพระธรรมให้ค้างอยู่กลางอากาศ เขาใช้พลังอย่างพอเหมาะพอดีที่จะยันกับอู๋วั่งได้ ทั้งยังมีเวลาหันไปรีบร้อนกล่าวกับลั่วปิงเหอว่า “มอบให้เหวยซือจัดการ”

ขณะกำลังจะกล่าวตามบทต่อ อู๋วั่งก็กล่าวตำหนิเขาว่า “เสิ่นชิงชิว เจ้าอย่าได้เอาอย่างซูซีเหยียน ถูกเผ่ามารล่อลวงจิตใจไปชั่ววูบจนต้องเศร้าเสียใจชั่วชีวิต ในฐานะที่เป็นเจ้ายอดเขาต้องรู้จักมีสำนึกในความละอายบ้างซิ”

เสิ่นชิงชิวขาลื่นพรืด เกือบจะยืนไม่อยู่ มันเหมือนกันตรงไหนฟะ

เขาอุตส่าห์ปรับสีหน้าบิดเบี้ยวให้กลับคืนเป็นปกติอย่างยากเย็น แต่ลั่วปิงเหอกลับฟาดฝ่ามือใส่อู๋วั่งอย่างเหนือความคาดหมาย

เสิ่นชิงชิวถ่ายพลังทิพย์เข้าสู้ปลายพัด กระแทกไม้เท้าพระธรรมออกไป “มิใช่บอกมอบให้เหวยซือจัดการหรอกหรือ”

ลั่วปิงเหอสีหน้าดำทะมึน “เขาด่าข้าได้ แต่จะด่าท่านไม่ได้”

ในระหว่างที่โต้ตอบกันนี้ คนทั้งสองก็ถูกซิวซื่อในเครื่องแบบหลากสีที่อยู่ในวิหารใหญ่ล้อมเอาไว้หมดแล้ว อย่างที่คิดจริงๆ หากใช้ปราณมารจะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นศัตรูได้ง่าย

อู๋วั่งโบกไม้เท้าพระธรรม “เจ้าสำนักเยวี่ย เจ้ามารร้ายผู้นี้ยังเรียกเสิ่นชิงชิวว่าซือจุน เสิ่นชิงชิวก็มิได้ปฏิเสธ ท่านจะว่าอย่างไร ยังยอมรับลั่วปิงเหอว่าเป็นศิษย์ในสังกัดชางฉยงซานอยู่หรือไม่”

เยวี่ยชิงหยวนไม่ตอบ มองไม่ออกว่าเขามีความรู้สึกเช่นใด น้ำเสียงก็ราบเรียบ ยังคงนั่งนิ่งเฉย “ศิษย์น้อง กลับมา”

เสิ่นชิงชิวเดินออกไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ คิดว่ายอมรับผิดไปก่อนก็แล้วกัน ให้ลูกพี่ใหญ่หายโกรธซะก่อน หากเยวี่ยชิงหยวนยอมมาอยู่ข้างเดียวกับเขารับรองเอาอยู่แน่ แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน ลั่วปิงเหอก็ฉุดเขาไว้ “อย่าไปนะ”

เขากล่าวซ้ำ “อย่าไป” ในน้ำเสียงแฝงแววขอร้อง

ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะเอ่ยปาก รังสีกระบี่หลายร้อยสายก็พร้อมใจกันพุ่งเข้ามาใส่คนสองคนที่อยู่กลางวงล้อม

รูม่านตาหลิ่วชิงเกอหดโดยพลัน เฉิงหลวนดีดกายออกจากฝักเสียงดังติ๊ง ทันใดนั้นวิหารใหญ่ทั้งหลังก็สั่นสะเทือน สายฟ้าสีขาวสีดำปะทะกันเป็นเสียงฉี่ๆ

หลังการสั่นสะเทือนผ่านพ้นไป ผู้คนล้มไปกองกับพื้นระเนระนาด มีเพียงหนึ่งในสี่ที่ยังยืนอยู่ได้หรือไม่ก็ต้องพิงอะไรไว้

ดวงตาลั่วปิงเหอแดงฉานเสียจนเรืองแสงได้แม้ในเวลากลางวันราวกับจะมีลาวาหรือเลือดไหนออกมา รอบกายตลบอบอวลไปด้วยปราณมาร ชายเสื้อปลิวสะบัด

เผ่ามารผู้หนึ่งที่ถูกกดตัวไว้กับพื้นร้องตะโกนหัวเราะลั่น “พวกผู้เฒ่าหน้าไม่อาย คราวก่อนรุมล้อมจัดการกับเทียนหลางจวินด้วยวิธีต้ำช้าวันนี้ก็ใช้วิธีเดิมอีกแล้ว!”

“ใช้ก็ใช้ซิ ยังจะมีหน้าพูดถึงความชอบธรรมอีกแน่ะ เฮอะ!”

ลั่วปิงเหอใช้มือข้างเดียวโอบประคองเสิ่นชิงชิว กล่าวทีละคำ “ข้าเป็นเผ่ามาร พวกท่านจะรุมทำร้ายข้าก็เชิญตามสบาย แต่ซือจุนของข้าทำผิดอะไร ถึงต้องถูกรุมทำร้ายไปกับข้าด้วยเล่า”

เสิ่นชิงชิวความจริงไม่ได้บาดเจ็บอะไร แรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่รุนแรงไปหน่อย เขาแค่กำลังจะสะดุดล้มก็ถูกลั่วปิงเหอคว้าตัวมาประคองไว้ในวงแขนอย่างปกป้อง ขณะกำลังจะคิดไกล่เกลี่ย อู๋วั่งก็กล่าวว่า “เจ้าเรียกเขาว่าซือจุน เขาไม่ปฏิเสธ หรือว่านี่ยังไม่พออีก”

ไอ้ลาหัวโล้นนี่!

เสิ่นชิงชิวหมุนพัดในมืออย่างเร็ว ปัดดาบกระบี่ที่โจมตีมาจากรอบทิศกระเด็นไปหมด เขาปากยิ้มตาไม่ยิ้ม “ผู้แซ่เสิ่นจะปฏิเสธหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับท่านเล่า”

เสียงอาวุธปะทะกันช้งเช้งดังมาเข้าหูไม่หยุด เสิ่นชิงชิวหมุนกายทีหนึ่ง พลันเห็นมือข้างหนึ่งของเยวี่ยชิงหยวนกุมด้ามกระบี่เสวียนซู่สาวเท้ามาด้วยท่าทางหนักแน่น

เขามือเท้าอ่อนยวบทันที เกือบโยนพัดด้ามจิ้วทิ้งอยู่แล้ว

สู้กับเยวี่ยชิงหยวนหรือ อย่าหาเรื่องเด็ดขาด

คิดไม่ถึงว่าเยวี่ยชิงหยวนชูเสวียนซู๋ขึ้นด้วยมือข้างเดียว ทว่าเป้าหมายไม่ใช่เสิ่นชิงชิว หากแต่เบนห่างไปสองสามชุ่น เสียงติ๊งดังสะท้อนข้างหู เสิ่นชิงชิวเอี้ยวคอไปมอง กระบี่เสวียนซู่กับไม้เท้าพระธรรมของอู๋วั่งปะทะกันเข้าแล้ว

อู๋วั่งฟาดลั่วปิงเหอไม่ได้ เลยย้ายมาฟาดท้ายทอยเขาแทน

เยวี่ยชิงหยวนเข้ามาร่วมวงต่อสู้ แต่มิได้โจมตีใส่เป้าหมายทั้งสองที่อยู่กลางวงล้อม ทั้งยังช่วยเสิ่นชิงชิวรับมือกับดาบกระบี่เป็นระยะๆ

เจ้าสำนักลงน้ำ หลิ่วชิงเกอก็กระโดรตามลงมาเช่นกัน ทั้งสองคนตะลุมบอนอยู่พักหนึ่ง ต่างมีท่าทีเช่นเดียวกัน เห็นใครเป็นฟาดแหลกขอเพียงไม่ใช่เสิ่นชิงชิว กลายเป็นว่ามาช่วยเพิ่มภาระให้กับผู้คนโดยแท้ แถมดันเป็นยอดฝีมือทั้งคู่อีก ลงมือแต่ละทีทั้งตรงเป้าทั้งดุดัน ในที่สุดอู๋วั่งก็อดรนทนไม่ไหวกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “เจ้ายอดเขาหลิ่ว!”

หลิ่วชิงเกอใช้กระบี่ฟันแส้ปัดของนักพรตอารามเทียนอีทีเดียวขาดกระจุย แล้วกล่าวหน้าตาเฉยว่ “พลั้งมือน่ะ”

อู๋วั่งโกรธจนเคราชี้ชัน “เจ้าสำนักเยวี่ย!”

หลังจากปัดไม้เท้าพระธรรมที่อู๋วั่งฟาดใส่เสิ่นชิงชิวออกไปเป็นครั้งที่สาม เจ้าสำนักเยวี่ยก็กล่าวเรียบๆ “ตาลายน่ะ”

ทุกคนในที่นั้นคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่ว่ากันว่าชางฉยงซานปกป้องพวกพ้องไม่ใช่สักแต่พูดจริงๆ

หนึ่งคนพลั้งมือยังพออธิบายได้ แต่พลั้งมือสองคนนี่มันยังไงกัน ตาลายทีเดียวก็ยังพออธิบายได้ แต่พอเข้าร่วมวงต่อสู้ก็ตาลายตลอด ยังจะต่อยดีกันได้หรือ ตกลงพวกเขายืนอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ‘O’ ‘~’

สองท่านนี้ใช้การกระทำมาอธิบายให้คนอื่นรู้ นั่นคือ

ต่อยตีหรือ…ได้

ตีเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงรึ…ไม่ได้

เสิ่นชิงชิวพลิกมือผลักลั่วปิงเหอทีหนึ่ง “ไปก่อน”

ลั่วปิงเหอไม่เพียงไม่ยอมไป หากแต่จับแขนเขาไว้แน่น “ซือจุน พวกเราไปด้วยกัน ไปกับข้า!”

เขาไม่หันกลับไปมองหน้าลั่วปิงเหอด้วยซ้ำ ข้อหนึ่ง ไม่มีเวลา ข้อสอง ทำใจไม่ได้ เขาดึงมือกลับมาพลางกล่าวเร็ง “ยังไม่ไปอีก! บอกให้ไปก็ไปซิ อย่าดื้อ!”

เขาไม่รู้จะถ่วงเวลาไว้ได้นานแค่ไหน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะละทิ้งความวุ่นวายตรงนี้ แล้วหนีไปกับลั่วปิงเหอ พวกเยวี่ยชิงหยวนออกนกหน้าเกินไป อู๋วั่งโมโหขึ้นมาแล้ว ตนกับลั่วปิงเหอถึงยังไงก็ต้องรั้งอยู่คนหนึ่งหาไม่แล้ววัดเจาหัวกับชางฉยงซานจะต้องผิดใจกันแน่

หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ ลั่วปิงเหอก็กล่าวเบาๆว่า “…ได้ในเมื่อเป็นคำสั่งของซือจุน”

อึดใจต่อมาเขาก็ออกไปอยู่ที่ลานด้านนอกวิหารใหญ่เรียบร้อย

ความเร็วขนาดนี้ ช่างรวดเร็วเสียจนน่ากลัว พริบตานั้นทุกคนก็ลืมกระทั่งเก็บอาวุธกลับขึ้นมาและออกไล่ตาม อู๋วั่งตะโกนขึ้น “ตั้งค่ายกล”

หลวงจีนหลายรูปพุ่งทะยานเข้าไปที่ลาน

เสิ่นชิงชิวชักซิวหย่าออกจากฝักอย่างฉับไว้ ดีดนิ้วทีหนึ่ง ตัวกระบี่พุ่งซ้ายป่ายขวาอุตลุดทำเอาก้าวย่างของหลวงจีนพวกนั้นสับสนอลหม่านจนเสียกระบวน จากนั้นตะโกนว่า “เหวยซือจะกลับชางฉยงซานก่อน แล้วจะไปหาเจ้าเอง”

ลั่วปิงเหอมีความเชี่ยวชาญในการสร้างฝัน อยากพบหน้าตอนไหนก็ไม่ใช่ปัญหา แค่นอนหลับไปก็ใช้ได้แล้ว ถึงตอนนั้นค่อยปลอบเขาดีๆสักครั้ง เยียวยาแผลใจเขาก็แล้วกัน แต่พอพูดเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัล เสิ่นชิงชิวก็รู้สึกผิดนิดๆ แอบเหลือบมองสองคนทางฝั่งชางฉยงซานอย่างอดไม่ได้

เห็นดังนั้นลั่วปิงเหอก็เหยียดมุมปาก ผุดรอยยิ้มประหลาด

คนไม่น้อยเห็นรอยยิ้มนี้ของเขาต่างพากันหนาวเยือก นึกหวาดหวั่นโดยไม่มีสาเหตุ

ลั่วปิงเหอกล่าวนิ่งๆ “ซือจุน ข้าจะกลับมารับท่าน”

พูดยังไม่ทันขาดคำร่างเขาก็หายลับไปจากนอกวิหารใหญ่ทันที

คนลับตาไปแล้ว อู๋วั่งทำเสียงขัดใจ เสิ่นชิงชิวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เรียกซิวหย่ากลับคืนลงฝักทันที

เขาประคองกระบี่ด้วยสองมือขึ้นในแนวขวาง น้อมส่งให้เยวี่ยชิงหยวน “เมื่อครู่เป็นเหตุสุดวิสัย ชิงชิวทำเพราะความจำใจ ล่วงเกินทุกท่านในที่นี้ ขอศิษย์พี่เจ้าสำนักโปรดลงโทษด้วยขอรับ”

เยวี่ยชิงหยวนทำเสียงอือ ดันกระบี่กลับคืนไป “ในเมื่อกลับมาแล้วเรื่องลงโทษไว้กลับชางฉยงซานก่อนค่อยว่ากัน”

เสิ่นชิงชิวลอบมองสีหน้าเขา ถึงสีหน้าเยวี่ยวชิงหยวนจะดูเคร่งขรึม แต่ดูจากการกระทำในการต่อสู้เมื่อครู่ น่าจะวางท่าเพราะอยู่ต่อหน้าคนนอกมากกว่า

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คำว่า ‘กลับชางฉยงซานก่อนค่อยว่ากัน’ ของเยวี่ยชิงหยวนส่วนใหญ่แล้วก็เท่ากับ ‘เรื่องนี้ถือว่าแล้วกันไป พวกเรากลับไปกินข้าวกันดีกว่า’

สำนักเดียวกันย่อมพูดกันง่าย แต่อู๋วั่งมีหรือจะยอมปล่อยผ่านง่ายดายขนาดนี้ ลั่วปิงเหอลอยนวลหนีไปได้ต่อหน้าต่อตา ถึงตัวการหลักๆที่กวนน้ำให้ขุ่นจะเป็นเจ้ายอดเขาทั้งสาม แต่อย่างไรวัดเจาหัวก็รู้สึกเสียหน้า เขาประนมมือกล่าว “เรื่องนี้เกรงว่าไม่อาจแล้วกันไปกระมัง เจ้ายอดเขาเสิ่นคงต้องมีคำอธิบายมาสักนิด หรือไม่ ชางฉยงซานก็ต้องมีคำอธิบายแทนเจ้ายอดเขาเสิ่น”

เสียงแหลมสูงดังขึ้นจากมุมหนึ่ง “เมื่อครู่บอกว่าซูซีเหยียนเลอะเลือน พระคุณของสำนักเทียบไม่ได้กับคำหวานของผู้ชายไม่กี่ประโยค เสิ่นชิงชิวยิ่งเลอะเลือนกว่า ไม่ต้องให้ลั่วปิงเหอใช้คำหวานก็ไม่รู้จักแยกแยะเสียแล้ว”

เสิ่นชิงชิวถือเสียว่าไม่เห็นไม่ได้ยิน

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวอย่างมีมารยาทว่า “คนของชางฉยงซาน ผู้แซ่เยวียวจะอบรมสั่งสอนเอง จะต้องมีคำอธิบายให้กับทุกท่านแน่นอน”

อู๋เฉินต้าซือกล่าวอย่างยินดีว่า “อมิตาพุทธ เช่นนี้ก็ดียิ่ง เชื่อว่าเจ้าสำนักเยวี่ยกับเจ้ายอดเขาเสิ่นจะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมและยุติธรรม”

ทุกคนพากันเงียบ คิดเหมือนกันว่าอู๋เฉินต้าซือถ้าไม่ใช่ใสซื่อบริสุทธิ์ก็ต้องเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ

อู๋วั่งแค่นเสียง ยังคงกล่าวโจมตี “ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น หรือทุกคนจะลืมกันหมดแล้ว คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เมืองจินหลัน เจ้ายอดเขาเสิ่นก็บอกว่าจะมีคำอธิบาย แต่ความจริงกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีวาจาใดออกมาเลย เขาเข้าคุกน้ำวังฮ่วนฮวาได้ไม่นานก็ลอบหนีไปข้างนอก จากนั้นแสร้งตายที่เมืองฮวาเยวี่ย หลบหนีอยู่ห้าปี เรื่องนี้ชางฉยงซานเองก็ยังไม่มีแถลงการณ์ที่เป็นรายละเอียดออกมาเลย หากว่านี้ก็คือ ‘คำอธิบาย’ อันสูงค้าของเจ้ายอดเขาเสิ่นและสำนักท่าน อาตมามิกล้าน้อมรับหรอก”

เขายกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีก แต่เสิ่นชิงชิวใจลอยไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่ได้ฟังเลยสักนิด

เพราะระบบส่งคำเตือนตัวแดงโร่มาแล้ว ใครมันจะมีแก่จิตแก่ใจไปฟังหลวงจีนเฒ่าฟื้นฝอยหาตะเข็บอยู่ได้

ระบบ [เนื้อเรื่องย่อย ‘วัดเจาหัว’ สิ้นสุด สถิติค่าตัวเลข : ค่าภาพลักษณ์ติดลบ 200 สถานะหลังภารกิจเสร็จสิ้น : ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง]

ถึง 200 แล้ว แต่ไม่ใช่ได้มา 200 นะ ดันติดลบ 200!

นี่เป็นครั้งแรกที่ค่าตัวเลขตกลงมาต่ำกว่า 0 ตั้งแต่เขาลากๆถูๆกับระบบมา

ทันใดนั้นในสมองก็เจ็บจิ๊ด พร้อมวิงเวียนอย่างรุนแรง ระบบ [ภารกิจล้มเหลว! โปรดเตรียมตัวให้พร้อม ท่านจะถูกส่งกลับไปยังโลกเดิมของท่านใน 60 วินาที]

เมื่อค่าตัวเลขใดๆก็ตามต่ำกว่า 0 จะถูกส่งกลับไปยังโลกเดิม!

เสิ่นชิงชิวตะโกนลั่น “อย่าเล่นเชี่ยๆแบบนี้เซ่! แค่นี้ก็ส่งกลับไปโลกเดิมเลยเรอะ แอ็กเคาน์เดิมของผมถูกยกเลิกไปแล้วคุณไม่รู้เหรอ แค่ล้มเหลวครั้งเดียวเอง ค่าความฟินของผมสูงขนาดนั้นเอามาถัวกันไม่ได้เลยรึไง แล้วค่า B ล่ะ ค่า B ของผมก็สูงมากเลยนะ! สูงขนาดนี้ต้องมีประโยชน์สักอย่างซิ”

ในสมองเขาหมุนติ้ว หน้าเขียวหน้าเหลืองดูเหมือนจะอาเจียนหรือสลบไปได้ทุกเมื่อ หลิ่วชิงเกอสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเขาก็ถามว่า “เป็นอะไรไป”

ระบบ [ท่านต้องการจะนำค่าความฟินทั้งหมดในปัจจุบันมาแลกซื้อการลงโทษวิธีอื่นหรือไม่]

เสิ่นชิงชิวรีบบอก “เอาๆๆๆ! แพงแค่ไหนก็ซื้อ”

ติ๊ง!

ระบบ [การซื้อเสร็จสิ้น ค่าความฟินรีเซตเป็น 0 โปรดคอยดูคะแนนคงเหลือ การลงโทษอยู่ระหว่างดาวน์โหลด]

แถบค่าความฟินสีชมพูกลายเป็น 0 ไปจริงๆแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่รีเซตเป็น 0

[โบกมือบ๊ายบาย]เสิ่นชิงชิวไม่ปวดหัวแล้ว แต่ยังมึนอยู่ เยวี่ยชิงหยวนก็รู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน “เมื่อครู่ถูกพลังฟาดโดนหรือ”

หลิ่วชิงเกอยึดมือเสิ่นชิงชิว เพื่อให้เขายืนได้มั่น และเงยหน้าขึ้นถามว่า “ผู้ใดทำ”

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงตั้งคำถาม ดูน่ากลัวสุดๆ ทุกคนรีบส่ายหน้าพัลวัน

แกล้งทำรึเปล่า ใครจะมีปัญญาทำร้ายเสิ่นชิงชิวได้ สถานการณ์เมื่อครู่ต่อให้ฟาดโดนใคร ก็ไม่มีทางฟาดไปโดนเสิ่นชิงชิว ไอ้คนที่ยอดฝีมือทั้งสามคนคอยปกป้องทั้งในที่ลับและที่แจ้งน่ะมันไอ้หน้าไหนกันล่ะ หน็อย ยังจะมาทำเป็นเซ เห็นๆอยู่ว่าเขาต่างหากที่จู่โจมคนอื่น

เสียงทะเลาะเบาะแว้งด้านนอกดังเอะอะเอ็ดตะโรขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นชิงชิวยืนโงนเงน หน้ามืด โดยมีเยวี่ยชิงหยวนกับหลิ่วชิงเกอคอยช่วยกันยืนประกบ

ตึง!

ล้มลงแล้วจริงๆ

ตอนที่ลืบตาขึ้นอีกทีก็ไม่ได้อยู่ที่วัดเจาหัวแล้ว เสิ่นชิงชิวมองไปรอบด้าน ว่างเปล่า ไม่มีใครสักคน

ดูเหมือนจะเป็นห้วงฝัน ซึ่งปกติแล้วหากตอนนี้เขากำลังฝันอยู่ ฉากจะต้องเป็นชิงจิ้งเฟิง เพราะความฝันของเขากับลั่วปิงเหอเชื่อมต่อกัน แมตของห้วงฝันที่ฝ่ายหลังชอบใช้มากที่สุดก็คือชิงจิ้งเฟิง

เสิ่นชิงชิวเดินอย่างเลื่อนลอยอยู่พักหนึ่ง เมื่อพินิจอย่างละเอียดแล้วพลันพบว่า ที่นี่คือชิงจิ้งเฟิงจริงๆ

เพียงแต่เป็นชิงจิ้งเฟิงหลังถูกไฟไหม้

ต้นไผ่ เรือนไผ่ถูกไฟเผาวอด มีเพียงซากกำแพงและตอไม้ไหม้ดำเอียงล้มกระเท่เร่ ยังมีควันขาวๆและกลิ่นเหม็นไหม้ตลบอบอวน

สภาพอันสลดหดหู่และชวนสังเวชนี้ เสิ่นชิงชิวเห็นแล้วไม่อาจนิ่งดูดาย

เผาราบหมดเลย ความแค้นอะไรมันถึงได้ใหญ่หลวงปานนี้

เสิ่นชิงชิวเคาะเรียกระบบ “อธิบายสถานการณ์หน่อยได้ไหม”

ระบบ [สวัสดี ระหว่างอยู่ในโปรแกรมการลงโทษ ระบบไม่อาจเปิดให้บริการอื่นได้ ขออภัยในความไม่สะดวก ขอให้ท่านโชคดี]

ที่แท้การลงโทษเริ่มต้นแล้ว เสิ่นชิงชิวต่อยกำแพงที่ไม่มีอยู่จริงทีหนึ่ง

และแล้วหูก็แว่วเสียงฝีเท้าย่ำมาตามซากเศษหินเศษปูน

เสียงฝีเท้านี้สม่ำเสมอเป็นจังหวะเดินก้าวหยุดก้าว เชื่องช้าทว่าไม่มีสะดุด แต่กลับชวนให้รู้สึกว่าแฝงด้วยพลังชนิดหนึ่งและฝ่ายนั้นกำลังรออะไรบางอย่างอยู่

ร่างหนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ ท่ามกลางซากไหม้ดำเป็นตอตะโก

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: