Scumbag System 71

0 Comments

ตอนที่ 71

ทันใดนั้นนอกประตูมีเสียงอ่อนหวานของสาวน้อยดังขึ้น “เกอเกอ? เกอเกอ? ท่านอยู่ข้างในหรือไม่”

(哥哥 เกอเกอ คำเรียกพี่ชาย)

คุณชายซิวได้ยินเสียงเรียกของน้องสาวก็หน้าเปลี่ยนสี แก้มัดให้เสิ่นจิ่ว ขู่เสียงต่ำว่า “เช็ดหน้าเจ้าเสีย ขืนพูดผิดคำเดียวละก็ เจ้าตายแน่”

เสิ่นจิ่วทั้งเกลียดทั้งกลัวคนผู้นี้ รังสีอำมหิตวาบขึ้นในดวงตา เขากล้าแค้นแต่ไม่กล้าพูด ถูหน้าแรงๆสองที เช็ดเลือดและฝุ่นที่จมูกแต่นึกไม่ถึงว่ายิ่งเช็ดยิ่งเลอะ

คุณชายซิวเห็นดังนั้นก็เอาแจกันดอกไม้ข้างหน้าต่างมาใบหนึ่ง สาดน้ำในแจกันใส่หน้าเขา แล้วเปลี่ยนสีหน้า เดินไปเปิดประตูด้วยรอยยิ้มสดใสฉาบทั่วใบหน้า “ถังเอ๋อร์มาได้อย่างไรกันนี่”

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็รู้ว่านิสัยหน้าไหว้หลังหลอกของเสิ่นชิงชิวคนเก่ามีที่มายังไง เป็นได้ว่าคงมาจากนายน้อยสกุลซิวทำให้เห็นจนชินตานี่เอง

ซิวไห่ถังสวมเสื้อปักสีม่วงอ่อน สวมรองเท้าผ้าต่วนปักลายสีขาว หัวรองเท้าติดไข่มุก ดูเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมจริงๆ ช่างแตกต่างกับสาวสวยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนผู้นั้นลิบลับ กล่าวได้ว่าสวยไปคนละแบบ นางเดินเข้าประตูมา หัวเราะคิก “ข้าได้ยินว่าท่านซื้อคนผู้หนึ่งมา เลยเข้ามาดูว่าเป็นอย่างไร”

นางเห็นเด็กชายผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้อง ก้มหน้าคอตก เก็บมือเก็บเท้าเรียบร้อย ทว่าหน้าตากลับดูดีมาก ดวงตาของนางเปล่งประกายวาบขึ้น เดินเข้าไปถามอย่างยิ้มแย้มว่า “เจ้าคือเสี่ยวจิ่วหรือ”

เสิ่นจิ่วเช็ดหน้าสะอาดแล้ว ก้มหน้างุด ไม่ตอบคำถาม คุณชายซิวยืนอยู่ด้านหลังน้องสาว ดวงตาแฝงแววข่มขู่ กล่าวยิ้มๆว่า “เขาไม่ค่อยชอบพูดเท่าไร นิสัยออกจะพิลึกอยู่มาก”

ซิวไห่ถังจับมือเขาขึ้นมา เซ้าซี้ว่า “ทำไมเจ้าถึงไม่ชอบพูดล่ะ พูดกับข้าหน่อยนะ ได้หรือไม่”

เสียงนางสดใสนุ่มนวล น้ำเสียงเป็นกันเอง กิริยาท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจตัดใจทำหน้าโหดใส่นางลง

เสิ่นชิงชิวคิด หนิงอิงอิงกับซิวไห่ถังตอนเป็นวัยรุ่นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่นิดๆนะ ที่แท้เสิ่นชิงชิวคนเก่าชอบแบบนี้นี่เอง

เสิ่นจิ่วตอนแรกทำหน้านิ่งๆ แต่ต้านทานท่าทางออดอ้อนแบบนี้ของสาวน้อยไม่อยู่ จึงพยายามเก็บอาการด้วยการเบือนหน้าไปทางอื่นแต่ใบหูสองข้างกลับแดงก่ำ ซิวไห่ถังเห็นดังนั้นก็ตบมือกล่าวว่า “เกอเกอ เขาน่าสนใจจริงๆ มิน่าเล่าแต่ไหนแต่ไรมาท่านไม่เคยชอบพาคนนอกเข้าบ้านมาก่อน แต่กลับซื้อเขามา ข้าชอบเขานิดๆแล้วล่ะ”

คุณชายซิวปากยิ้มตาไม่ยิ้ม “ข้าก็ชอบเขามากเหมือนกัน”

เสิ่นจิ่วได้ยินคำว่า ‘ชอบ’ ก็ตัวสั่นเทิ้มอย่างอดไม่อยู่

มาถึงตรงนี้ จู่ๆภาพก็มืดลงกะทันหัน

คนสองสามคนในฉากหายไปอย่างไร้ร่องรอย เสิ่นชิงชิวชะงัก รู้ทันทีว่านี้เป็นสภาวะความทรงจำขาดช่วงอย่างที่มารฝันบอกไว้ เนื่องจากความทรงจำของเสิ่นชิงชิวคนเก่าเหลืออยู่ในร่างแบบขาดๆหายๆ ไม่ปะติดปะต่อ สภาวะทรงจำขาดช่วงจึงค่อนข้างถี่ ความทรงจำท่อนเมื่อครู่หมดแล้ว ตอนนี้กำลังเริ่มความทรงจำอีกท่อนหนึ่ง

ฉากยังคงเป็นห้องนี้อยู่ เสิ่นจิ่วคราวนี้ไม่ได้ถูกมัด แต่ยังจมูกบวมตาเขียวนอนคว่ำหน้ากับพื้น นิ้วจิกพรมปูพื้นแน่น ตามซอกนิ้วเต็มไปด้วยเลือด

แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ข้างนอกมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งส่งเสียงเรียกต่ำๆอยู่ในลำคอ “เสี่ยวจิ่ว เสี่ยวจิ่ว”

ได้ยินเสียงนี้เสิ่นจิ่วก็ขยับทันที โผไปที่ประตู เอาหน้าไปใกล้แม่กุญแจที่คล้องอยู่ “ชีเกอ! (พี่เจ็ด)”

เด็กหนุ่มด้านนอกกล่าวว่า “เบาเสียงหน่อย ข้าลอบเข้ามา”

เสิ่นชิงชิวตอนแรกยังเดาไม่ออกว่าคนที่อยู่ด้านนอกเป็นใคร แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ชื่อของเสิ่นจิ่วมีคำว่าจิ่ว (เก้า) เพราะตกมาอยู่ในมือของพ่อค้าทาสเป็นลำดับที่เก้า ดังนั้นก็ต้องมี  1 2 3 4 5 6 7 8 อยู่แล้ว

แต่ด้วยนิสัยของเสิ่นจิ่วกลับมีเพื่อนที่คบหากันดีๆ กับเขาด้วยประเด็นนี้ทำให้เสิ่นชิงชิวประหลาดใจอยู่สักหน่อย

เสียงแกรกกรากดังขึ้นด้านนอก เหมือนคนที่อยู่ข้างนอกกำลังเขย่าประตู เสิ่นจิ่วกล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์หรอก จะข้างนอกข้างในล้วนคล้องกุญแจไว้ห้าหกลูก หน้าต่างก็ใส่กุญแจด้วยเหมือนกัน”

เด็กหนุ่มผู้นั้นกล่าวอย่างกังวลว่า “คราวนี้หนีไม่สำเร็จ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเจ้ากระมัง”

เสิ่นจิ่วเดือดดาลขึ้นมาทันที ด่าว่า “ไม่ทำอะไรรึ เจ้าเง่ารึเปล่า เอาข้ามาขังในนี้สองวันแล้ว ตีขาข้าหักทั้งสองข้าง เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”

เสิ่นชิงชิวเห็นอย่างชัดเจนว่า ถึงเขาจะโดนซ้อมหนักจนเดินไม่ได้ แต่ขาทั้งสองข้างยังอยู่ดี หักที่ไหนกัน แต่เด็กหนุ่มด้านนอกมองไม่เห็นสภาพภายในห้อง ดูท่าจะเชื่อว่าเขาพูดจริง จึงกล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง”

เสิ่นจิ่วกล่าวอย่างโกรธแค้นว่า “เป็นเพราะเจ้านั่นแหละไม่ดี ล้วนเป็นความผิดของเจ้า เด็กใหม่พวกนั้นเจ้ากับข้าก็ไม่ได้สนิทสนมด้วยเสียหน่อย พวกมันจะถูกเหยียบก็ปล่อยให้โดยเหยียบไปซิ ทำไมเจ้าต้องไปเสนอหน้าช่วยพวกมันด้วย หรือเจ้ากลัวว่าชีวิตชั้นต่ำอย่างพวกเรายังถูกทุบตีไม่พอ นี่ถ้าเจ้าไม่เสนอหน้า ข้าก็ไม่ต้องเดือดร้อนไปช่วยเจ้าหรอก และถ้าข้าไม่ไปช่วยเจ้า ยังจะมีเรื่องกับเขาไหม แล้วคนแซ่ซิวมันจะเจาะจงซื้อตัวข้าไหม เขาไม่ซื้อข้า ข้าจะเป็นเช่นนี้ไหม สองวันทุบตีชุดเล็ก สามวันทุบตีชุดใหญ่ ทุบตีข้าเหมือนหมูเหมือนหมา!”

เด็กหนุ่มผู้นั้นพร่ำไม่หยุดว่า “ขอโทษด้วย เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง”

กะแล้วไม่มีผิด ด้วยนิสัยเช่นนี้ของเสิ่นจิ่ว หากมีเพื่อนกับเขาสักคนอีกฝ่ายต้องนิสัยดีจนน่าสงสารอย่างแน่นอน หลังจากอีกฝ่ายขอโทษขอโพยนับครั้งไม่ถ้วน เสิ่นจิ่วถึงค่อยหายโกรธขึ้นมา กล่าวว่า “ช่างเถอะ ชีวิตยี้ข้าไม่เคยยึดถือคุณธรรมน้ำมิตรมาก่อน คุณธรรมครั้งเดียวในชีวิตมอบให้เจ้าก็แล้วกัน”

เด็กหนุ่มผู้นั้นกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “ข้ารู้”

เสิ่นจิ่วกล่าวอย่างดุดันว่า “เจ้าจะมารู้กะผีอะไร”

เด็กหนุ่มพูดว่า “ข้ารู้จริงๆนะ ชีเกอจดจำคุณธรรมนี้ของเจ้าไว้แล้ว ต่อไปภายหน้าจะต้องตอบแทนให้เจ้าแน่”

เสิ่นจิ่วถ่มถุย “เพ้ย! ยังจะมาพูดถึงวันหน้าอะไรอีก อย่างกับชีวิตนี้เจ้าจะหลุดรอดจากเงื้อมมือได้พ่อค้าทาสไปได้อย่างนั้นแหละ วันหน้าก็คงมีชะตาเป็นพ่อค้าทาสเหมือนกัน ไม่ซิ เจ้าเป็นคนดีเกินไป เจ้าทำไม่ได้หรอก อย่างมากก็เป็นขอทานต่อไปนี่แหละ”

เด็กหนุ่มกล่าวว่า “เสี่ยวจิ่ว ที่ข้าจะมาบอกกับเจ้าก็คือเรื่องนี้พอดี ข้าต้องไปแล้ว วันนี้จะมาบอกลาเจ้า”

เสิ่นจิ่วตกตะลึง ยันกายขึ้นนั่งตัวตรงทันที “ไปหรือ เจ้าจะไปไหน”

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าชีเกอตอบว่า “ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปแล้ว สกุลซิวเป็นผู้มีอิทธิพลในเมือง พวกเราจะสู้ก็สู้ไม่ได้ หนีก็หนีไม่ได้ ใต้หล้ามีสำนักวิชาเซียนมากมายปานนี้ ข้าจะไปหาสักแห่ง ศึกษาวิชาเซียนให้เก่งแล้วกลับมาช่วยเจ้า”

ดวงตาของเสิ่นจิ่วเรืองประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที “ชีเกอ ได้ยินว่าทางตะวันออกมีภูเขาเซียนแห่งหนึ่ง ทุกปีจะรับศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่น เจ้าจะไปที่นั่นหรือ”

เด็กหนุ่มเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ แต่ก็จะลองดู ต้องมีสักสำนักรับข้าแน่”

เสิ่นจิ่วพึมพำว่า “หากข้าไม่ถูกขังอยู่ในนี้ก็สามารถไปกับเจ้าได้แล้ว…” ใบหน้าเขาเผยให้เห็นแววอิจฉาอย่างอดไม่อยู่ จ้องรอยแยกของประตูเขม็ง ดูท่ากำลังคิดอะไรไม่ดีอยู่ เสิ่นชิงชิวอดเหงื่อตกแทนคนที่อยู่ข้างนอกไม่ได้

ผ่านไปสักครู่เสิ่นจิ่วถอนใจอีกครั้ง และกล่าวว่า “ชีเกอ ต่อไปภายหน้าเจ้าอย่าได้หุนหันพลันแล่นเช่นนั้นอีก มีแต่จะเสียเรื่อง คราวนี้ถือว่าข้าโชคร้ายก็แล้วกัน แต่วันหน้าหากเจ้าเข้าสำนักเซียนเหล่านั้นได้ แล้วยังเป็นเช่นนี้อยู่จะทำอย่างไร เจ้าต้องใจเย็นหน่อยนะ”

อายุยังน้อยก็สั่งสอนคนที่โตกว่าเสียแล้ว เสิ่นชิงชิวรู้สึกขำจนบอกไม่ถูก เด็กหนุ่มที่อยู่นอกประตูไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย กลับกล่าวอย่างละอายเสียด้วยซ้ำ “ข้าจะจำไว้”

เพราะเริ่มมีความหวัง กระทั่งน้ำเสียงของเสิ่นจิ่วก็มีชีวิตชีวาขึ้น “เจ้าต้องทำที่เคยพูดไว้ให้ดี ต้องกลับมาช่วยข้าให้ได้”

ชีเกอคล้ายจะพยักหน้าแรงๆกล่าวหนักแน่นว่า “ได้ เจ้ารอข้านะ รอให้ข้าเรียนวิชาสำเร็จ จะต้องมาพาเจ้าไปแน่”

เด็กหนุ่มทั้งสองที่มีประตูกั้นขวางอยู่ ต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง เสิ่นจิ่วถามว่า “เจ้าไปแล้วหรือ”

เด็กหนุ่มผู้นั้นตอบ “ยังหรอก ข้ารอคำพูดของเจ้าอยู่”

เสิ่นจิ่วกล่าวว่า “ชีเกอ เจ้าเข้ามาใกล้ๆหน่อย ให้ข้ามองเจ้าจากรอยแยกของประตูหน่อยเถอะ ไม่รู้ว่า…เจ้าจะ…จะ…ยังต้องอีกกี่ปี จึงจะได้เจอเจ้าอีก”

เด็กหนุ่มหัวเราะ กล่าวว่า “เจ้าจะบอกว่า ไม่รู้ว่าเจ้าจะตายอยู่ข้างนอก ใช่หรือไม่ ได้ซิ”

เสิ่นจิ่วทำเสียงถุยทีหนึ่ง กล่าวว่า “นี่เจ้าพูดเองนะ อย่ามาโทษว่าข้าปากเสียเล่า” เขาแข็งใจกระเถิบไปใกล้ประตู เอาหน้าแนบกับรอยแยก

เสิ่นชิงชิงอยากรู้อยากเห็น เลยตามเข้าไปด้วย มองออกไปข้างนอกผ่านรอยแยกสายหนึ่ง

…วอท เดอะ ฟัค!

ที่เสิ่นชิงชิวสบถ ไม่ใช่เพราะใบหน้าของอีกฝ่ายนะ หากเป็นแบบนั้นก็จะดีหรอก แต่ประเด็นคือใบหน้าของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านนอกมันเบลอไปหมด เบลอเหมือนภาพโมเสกเวลาหนังโดนเซ็นเซอร์นั่นเลย!

แม้มารฝันจะบอกไว้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเจอคนหน้าเบลอและความทรงจำขาดช่วง แต่ความเป็นไปได้นี้ก็กระแทกชนเสิ่นชิงชิวจังเบ้อเร่อ จนอยากกระอักเลือดสุดๆ

ขนาดลุงมารฝันก็ซ่อมไอ้ Bug นี่ไม่ได้เหรอ แล้วตกลงคนๆนี้หน้าตาเป็นไงวะเนี่ย อยากรู้จะตายอยู่แล้ว!

ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะมุดประตูออกไป ลองดูว่าหากเข้าไปใกล้อีกนิด ภาพโมเสกมันอาจจะหายไป ความทรงจำก็ขาดช่วงอีกรอบ

คราวนี้ฉากคือห้องหนังสือ

นายน้อยสกุลซิวกำลังเขียนหนังสือ เสิ่นจิ่วคอยยืนรับใช้อยู่ข้างๆฝนหมึกให้เขาเงียบๆ

เสิ่นจิ่วในเวลานี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมแต่ตัวสูงขึ้นมาก เทียบกับคนรุ่นเดียวกันถือว่าสูงชะลูดทีเดียว คอยยืนรับใช้อยู่ด้านข้าง ดูมีกลิ่นอายของปัญญาชนกับเขานิดๆเหมือนกัน

ตอนที่กระดาษใกล้จะหมดหน้า เสิ่นจิ่วกล่าวอย่างจ๋องๆว่า “คุณชาย…มะ…มีเรื่องหนึ่ง…”

คุณชายซิวไม่เหลือบตาขึ้นมองด้วยซ้ำ “ที่เจ้าจะพูดคือเรื่องเจ้านักต้มตุ่นในเมืองคนนั้นใช่หรือไม่”

เสิ่นจิ่วแย้ง “ผู้อาวุโสอู๋เยี่ยนจื่อไม่ใช่นักต้มตุ๋นนะขอรับ”

คุณชายซิววางพู่กัน ขมวดคิ้วกล่าวว่า “เจ้าอยู่บ้านนี้อย่างสงบเสงี่ยม ใช้ชีวิตเป็นเขยแต่งข้าวของเจ้าไป อยู่กับน้องสาวข้าให้สบายก็ใช้ได้แล้ว จะคิดเรื่องเพ้อฝันให้มากมายปานนั้นทำไม”

เงียบไปครู่หนึ่งจู่ๆเสิ่นจิ่วก็กัดฟันกรอด “…ใช้ชีวิต ใช้ชีวิต…ข้าไม่ได้อยากใช้ชีวิตเช่นนี้!”

ในที่สุดคุณชายซิวก็เหลือบตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็กระโดดถีบเข้าที่ขาพับของเขา

เสิ่นจิ่วล้มตึง หน้าคว่ำลงไปฟาดพื้น

เสิ่นชิงชิวอดลูบน่องตัวเองที่ยังอยู่ในสภาพดีไม่ได้ ตลอดหลายปีมานี้ทั้งสองคนดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้มาตลอดเลยหรือ

คุณชายซิวลุกขึ้นจากเก้าอี้ หัวเราะหยัน “ที่ข้าสอนเจ้าหลายปีมานี้ สู้วิชาปาหี่นอกรีตนอกรอยของเจ้านักต้มตุ๋นนั่นไม่ได้งั้นรึ”

เสิ่นจิ่วจมูกเปื้อนฝุ่น เลือดกำไหล แต่เชิดหน้าขึ้นกล่าวเยาะเย้ย แฝงแววลำพองอยู่ในที “นั่นมิใช่วิชาปาหี่นอกรีตนอกรอย แต่เป็นวิชาเซียน คนธรรมดาสามัญอย่างเจ้าได้แต่เรียกคนอื่นว่านักต้มตุ๋นเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นแหละ”

คุณชายซิวยอบกายลง จิกผมเขาขึ้นมา กล่าวเสียงสูงเสียงต่ำอย่างเน้นย้ำว่า “วิชาเซียนหรือ อย่าบอกนะว่า พันธุ์ชั้นต่ำอย่างเจ้ายังหวังจะฝึกเป็นเซียนกับเขาน่ะ”

เสิ่นจิ่วเบี่ยงหน้าไปทางอื่น หมายหลบฝ่ามืออีกฝ่าย

คุณชายซิวตบหน้าผากเขาเป็นจังหวะช้าๆ อากัปกิริยาแฝงความดูถูกดูหมิ่นเต็มเปี่ยมแล้วกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าน่ะไม่นับว่าเป็นคนได้ด้วยซ้ำ ยังหวังจะเป็นเซียนกับเขาหรือ”

เสิ่นจิ่วเอามือกุมหัว ไม่พูดไม่จา เห็นเขาห่อเหี่ยว แรงจากมือของคุณชายซิวก็ผ่อนลงเล็กน้อย กล่าวเป็นงานเป็นการว่า “อยู่อย่างเชื่อฟัง ทำหน้าที่ของตัวเองไป มีอะไรไม่ดีกัน เจ้า 15 แล้ว อายุไม่น้อย ถึงวัยมีครอบครัวได้แล้ว เลยช่วงวัยที่เหมาะจะฝึกวิชาเซียนไปนานแล้ว จะฝึกให้ได้อะไรขึ้นมา หากเจ้าเลอะเลือนติดตามเขาไป ยังไม่แน่ว่าเขาจะรับเจ้าไว้เสียหน่อย”

รนหาที่ตาย รนหาที่ตายแท้ๆเลย

สิ่งที่เสิ่นชิงชิวตัวจริงใส่ใจที่สุดในชีวิตคือพลังฝึกปรือ ไม่ยอมให้ใครเก่งกว่าเขา  ยิ่งทนฟังไม่ได้หากคนอื่นมาพูดสักครึ่งคำว่าเขาไม่เก่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่อิจฉาและเกลียดขี้หน้าลั่วปิงเหอเป็นบ้าเป็นหลังหรอก หมอนี่ดันบังอาจมาพูดใส่หน้าเขาตรงๆว่าเขาไม่มีอนาคต

เสิ่นจิ่วพลิกแขนอย่างแรง คว้าเอาแท่นฝนหมึกบนโต๊ะขว้างใส่คุณชายซิว มองจากมุมนี้เหมือนกำลังจะขว้างมาใส่เสิ่นชิงชิว เขาจึงเอี้ยวตัวหลบไปข้างๆโดยสัญชาตญาณ

แน่นอนว่าแท่นฝนหมึกย่อมไม่โดนเขา ทั้งไม่โดนคุณชายซิวด้วย แต่ฝ่ายหลังโดนหยดหมึกกระเซ็นไปถูกชายเสื้อเข้า เสื้อปักฝีมือประณีตจึงเสียหายไปเช่นนี้ ใบหน้าคุณชายซิวบึ้งตึงทันที ด่าว่า “ถังเอ๋อร์ชอบเจ้า นั่นเป็นวาสนาที่เจ้าสั่งสมมาแต่ชาติปางไหน หากไม่ใช่เพราะบ้านข้า ป่านนี้เจ้าก็ยังแต่งตัวเป็นขอทานอยู่ตามถนนปลิ้นปล้อนหลอกเขากินไปวันๆ ตอนนี้เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีจะกินทั้งยังอ่านออกเขียนได้ ดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาแล้ว ทั้งหมดนี้เจ้าได้มาจากใครเล่า” และจับศีรษะเสิ่นจิ่วโขกลงไปกับพื้น “จะสำนึกบุญคุณสักนิดก็ไม่มี!”

เสิ่นจิ่วดูท่าจะยอมแลกชีวิตแล้ว ตะโกนอย่างแข็งกร้าว “ข้าเป็นคน เหตุใดต้องสำนึกบุญคุณเดรัจฉานตัวหนึ่งด้วย?!”

น่ายกย่องในความกล้าหาญจริงๆ

คุณชายซิวจับเขาเหวี่ยงใส่ผนัง ตะโกนด่า “หลงนึกว่าสองสามปีมานี้เจ้าก้าวหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังเป็นโคลนเหลวไร้ประโยชน์อยู่ดีนั่นแหละ”

บนผนังสีขาวแขวนกระบี่ไว้เล่มหนึ่ง พอถูกเสิ่นจิ่วกระแทกชนก็ร่วงลงมา เสิ่นจิ่วก้นจ้ำเบ้าอยู่มุมผนัง มือแต่ด้ามกระบี่ อารามจวนตัวจึงชักกระบี่ออกจากฝัก เขากำด้ามกระบี่ด้วยสองมือสั่นเทิ้ม จ้องมองคุณชายซิวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแผ่ซ่าน

ฝ่ายหลังไม่เชื่อสักนิดว่าเขาจะกล้าลงมือจริงๆ เลยชี้หน้าเขา “อารมณ์รุนแรงเหมือนกันนี่ ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเจอดีอีกล่ะซิ”

เห็นเขาเดินเข้ามใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าว เสิ่นจิ่วก็ขวัญกระเจิงตะโกนลั่น “อย่าเข้ามานะ”

คุณชายซิวกล่าวว่า “ไม่เอาไหนจริงๆ เจ้า…”

หลังคำว่าเจ้า เขาก็หมดโอกาสพูดต่อให้จบประโยค

คุณชายซิวค่อยๆก้มหน้ามอง กระบี่เล่มนั้นเสียบเข้ามาในท้องเขาตรงๆ

คุณชายซิวทำหน้าไม่อยากเชื่อ เสิ่นจิ่วกระชากกระยี่ออกอย่างแรง

เสิ่นชิงชิวที่อยู่ด้านข้างช็อกสุดจะบรรยาย

เชี่ยๆๆๆๆ แม่งฆ่ากันให้เห็นแบบถ่ายทอดสดเลย!

สถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตา พูดกันได้ไม่กี่ประโยคก็เกิดการสังหารโหดแล้ว

เสิ่นจิ่วตกตะลึง คุณชายซิวเอามือข้างหนึ่งกุมท้อง ชิงกระบี่มาอย่างดุดัน ขาข้างหนึ่งถีบอีกฝ่ายล้มลงไปนอนพังพาบกับพื้น ตะโกนขึ้น “ใครก็ได้เข้ามาที!”

เสิ่นจิ่วรีบโผเข้าไปคว้าคอเขา ขณะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน บ่าวในบ้านสองสามคนก็กรูกันเข้ามา พอเห็นสภาพด้านในห้องหนังสือเข้าก็เอะอะอื้ออึงกันจ้าละหวั่น

เสิ่นจิ่วทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว มือวาดถาถาอะไรก็ไม่รู้ กระบี่ที่คุณชายซิวถืออยู่ในมือพลันบินขวางออกไป คนรับใช้ล้วนถูกแทงทะลุอกกราวรูด

ครั้นหันหน้ามาอีกที คุณชายซิวกำลังเดินโซซัดโซเซมาทางเขา มือแดงฉานทำเหมือนจะเข้ามาคว้าจิกผม เสิ่นจิ่วสั่งกระบี่ออกไปอีกครั้ง คราวนี้แทงทะลุปอดเขาเลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็แทงติดต่อกันกระบี่แล้วกระบี่เล่า มีแรงเท่าไหร่ล้วนใช้ไปจนหมด เสิ่นจิ่วยิ่งแทงยิ่งบ้าเลือด สีหน้าทวีความดุดันอำมหิตมากขึ้น แทงเข้าไปติดๆกันกว่า 50 กระบี่ จนกระทั่งหน้าแต่และอวัยวะส่วนสำคัญของศพยับเยินอาบโชกไปด้วยเลือดนั่นแหละ เขาถึงค่อยหยุดพักหายใจ

นี่น่าจะเป็นการฆ่าคนครั้งแรกของเสิ่นจิ่ว และเป็นครั้งแรกที่ใช้พลักทิพย์ของตัวเองฆ่าคนเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวที่ยืนดูเป็นพยานตั้งแต่ต้นจนจบช็อคไปแล้ว

ครั้งแรกก็อย่างโหด!

เสิ่นจิ่วยืนนิ่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยซากศพอยู่เป็นนาน จู่ๆก็รู้สึกตัวขึ้นมา เขาโยนกระบี่ทิ้งดังเคร้ง แล้วเดินไปเดินมาในห้องหนังสือ เอามือเช็ดกับเสื้อผ้าตามสัญชาตญาณ อกสั่นขวัญหายไปหมด ทว่าก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ไม่นานนักก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นกินเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น กำลังขวัญสุดยอด!

เสิ่นจิ่วยืนทรงตัวนิ่งๆ ลองงอนิ้วดู กระบี่ที่โชกไปด้วยเลือดดูน่าสยดสยองซึ่งแน่นิ่งอยู่กับพื้นเล่มนั้น ก็ค่อยๆลอยขึ้นมา

พอเห็นกระบี่คมกริบลอยขึ้นมาอยู่ระดับสายตา ใบหน้าของเสิ่นจิ่วก็ผุดแววยินดีอย่างประหลาดออกมา คว้ากระบี่เอาไว้แน่น!

เขาสะบัดๆปลายกระบี่ แล้วถืออาวุธสังหารเดินออกไปจากห้องหนังสือ เสิ่นชิงชิวยืนได้สักพัก ระบบก็แจ้งข้อมูล

[ขอแจ้งให้ท่านทราบก่อนว่ากรุณาล็อคเป้าหมายเพื่อกลบหลุม ขอแนะนำว่าควรอยู่ห่างเป้าหมายไม่เกิน 10 เมตร เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถเก็บรวบรวมเนื้อหาได้ครบถ้วนทั้งหมด]

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: