Scumbag System 72

0 Comments

ตอนที่ 72

ถ้าไม่ตามเป้าหมายที่จะกลบหลุมก็จะเสียคะแนนเหรอ เสิ่นชิงชิวรีบตามหลังเขาไปติดๆ ก้าวเดียวก็ไม่กล้าทิ้งห่าง เสิ่นจิ่วเลี้ยวตรงมุมหนึ่งชนเข้ากับบ่าวตัวหนาล่ำสองคนพอดี เขาโบกแขนทีหนึ่ง รังสีเย็นยะเยือกวาบขึ้น ลำคออวบหนาทั้งสองก็โดนปาด เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ

เสิ่นจิ่วแทบจะเห็นใครก็ฆ่าหมด ยิ่งฆ่ายิ่งเมามัน รอยยิ้มชั่วร้ายตรงมุมปากเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทางเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนน่าสังเวช มีคนศีรษะกระเด็นหลุดจากบ่าลงไปกลิ้งกับพื้นแล้ว 10 คน

เสิ่นชิงชิวสังเกตเห็นว่าเขาฆ่าแต่ผู้ชาย ไม่ฆ่าผู้หญิงแม้แต่คนเดียว สาวใช้และหญิงรับใช้สูงวัยล้วนหลบอยู่ก้นครัวไม่กล้าออกมา เขาก็ไม่ได้ตามไปฆ่าปิดปาก แยกเพศชัดเจน เป้าหมายของความพยาบาทก็ชัดเจนอย่างมากเช่นกัน

ขณะกำลังมองด้วยความสยดสยอง ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

ชิวไห่ถังยืนอยู่ที่ปลายระเบียงทางเดิน กำลังมองมาอย่างตื่นตะลึงเสิ่นจิ่วเปรอะเลือดไปทั้งตัว ดูราวกับผีร้าย กำลังชักกระบี่ออกจากคอบ่าวคนหนึ่งอยู่

ใบหน้างดงามของซิวไห่ถังกระตุกหลายที สองตาเหลือกค้าง ล้มตึงลงไปนอนกลางแอ่งเลือด

ดูท่าว่าแม่นางคนนี้มีร่างกายที่พร้อมจะเป็นลมในยามคับขันมาแต่ไหนแต่ไร

พอเห็นซิวไห่ถัง เสิ่นจิ่วก็มีสติขึ้นมาบ้าง มือที่กำกระบี่ห้อยแนบลำตัว เขาพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปยังห้องครัว

หลังจากนั้นไม่นาน ไฟกองหนึ่งก็ลุกพวยพุ่ง เมฆดำบนท้องฟ้ายามราตรีเหนือบ้านสกุลซิวถูกแสงสีแดงอาบจับดูราวกับลาวาที่ปะทุมาจากนรก

เสิ่นจิ่วลากตัวซิวไห่ถังไปซุกไว้ที่พุ่มไม้ด้านนอก ด้านหลังเขามีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นโดยไร้สุ่มเสียง เขาคว้ากระบี่หันกลับไปทันที ดวงตาฉายรังสีอำมหิต แต่เมื่อเห็นผู้มาก็ระบายลมหายใจโล่งอก ส่งเสียงเรียก “ผู้อาวุโส”

‘ผู้อาวุโส’ ผู้นี้ต้องเป็นอู๋เยี่ยนจื่อที่มาตั้งแท่นปะรำทดสอบพลังทิพย์และชักนำให้เสิ่นจิ่วเกิดจิดคิดขบถขึ้นอย่างแน่นอน

อีกฝ่ายถามอย่างเหี้ยมโหดว่า “ไม่สังหารให้สิ้นหรือ”

เสิ่นจิ่วเงียงไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “คนที่ข้าต้องการปลิดชีวิตล้วนมอดม้วยไม่เหลือแล้ว”

คนผู้นั้นกล่าวว่า “ความจริงที่พี่ชายเจ้าพูดไว้ประเด็นเรื่องหนึ่งก็ไม่ผิด ข้ายอมรับว่าพรสวรรค์ของเจ้าดีมาก แต่เจ้าเลยช่วงอายุที่ดีที่สุดในการฝึกวิชาเซียนไปแล้วจริงๆ อีกทั้งการที่เขาทรมานเจ้า ส่งผลให้โครงสร้างร่างกายเสียหายไปบ้างแล้ว วันหน้าคงมีความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่หากคิดปีนให้ถึงขั้นสุดยอดนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว หากเป็นสักสองสามปีก่อนก็อีกเรื่อง”

เมื่อคนผู้นี้ได้ยินคำพูดของคุณชายสกุลซิว แสดงว่าเขาได้เห็นโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่มีความคิดจะสอดมือเข้ามายุ่งแม้แต่น้อย ซ้ำยังนิ่งดูดายอีกต่างหาก เห็นทีว่า ‘ผู้อาวุโส’ คนนี้จะไม่ใช่ตัวละครใจดีอะไร หากเสิ่นจิ่วติดตามเขาไปจริงๆ น่ากลัวว่าคงไม่มีอนาคตที่สดใสแน่

เสิ่นชิงชิวเคยคิดว่าขนาดเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลเข้าสำนักช้ากลับสามารถเข้าสู่ระดับจินตานได้ในช่วงสิบกว่าปีเท่านั้น นับว่าร่างนี้มีคุณสมบัติเป็นเยี่ยมมากแล้ว ที่ไหนได้เดิมทียังสามารถไปได้ไกลกว่านี้ด้วยซ้ำ พอมาทราบความจริงเช่นนี้ กระทั่งคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานอย่างเขายังอดถอนใจด้วยความเสียดายไม่ได้ และเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมเสิ่นชิงชิวตัวจริงที่ชอบเอาชนะคะคานผู้นั้น จิดใจถึงได้เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายเคืองขุ่นอยู่ตลอดเวลา ก็นะ สิ่งที่ได้มาแล้ว หากเอาไปเปรียบกับสิ่งที่ไม่เคยได้มา มันก็ต้องน่าแค้นใจอยู่แล้ว

เส้นเอ็นเขียวๆบนหลังสือข้างที่กุมกระบี่ของเสิ่นจิ่วปูดโปน เขากล่าวเย็นเยียบว่า “เดรัจฉานผู้นั้นไม่ใช่พี่ชายข้า อีกอย่างท่านมีทางเลือกอื่นให้ข้าหรือ”

คนผู้นั้นหมุนกายมา เห็นเสิ่นจิ่วยังยืนอยู่ที่ทางเข้าบ้านสกุลซิว เลยถามว่า “ยังไม่ไปอีก รอใครอยู่รึไง”

คำว่า ‘รอใคร’ นี้ น่าจะเป็นแค่การย้อนถามเพราะเคยปากและเพื่อเร่งให้ออกเดินทางเท่านั้น เสิ่นจิ่วหันกลับไปมองเปลวไฟที่กำลังลุกท่วมคฤหาสน์สกุลซิว นัยน์ตาคล้ายกับมีเปลวไฟลุกเรืองขึ้นมาเช่นกัน

พวกบ่าวที่รอดตายชิงกันวิ่งหนี้ออกมาจากตัวบ้าน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้มีเพียงร่างซีดขาวของเขายืนนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ แสงไฟสีส้มจับร่างเขาวูบวาบ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง

ไฟที่ลุกไหม้คฤหาสน์สกุลซิวโหมแรงขึ้นเรื่อยๆ ขื่อเพดานเริ่มถล่มลงมา เสิ่นจิ่วถูกเถ้าเขม่าปลิวจับเต็มหน้า และดูเหมือนผ้าที่ถูกซักฟอกจนซีดแล้วมีรอยเปื้อน

เขาปากระบี่เข้าไปกลางเปลวไฟสุดแรงเกิด จากนั้นหมุนกายเดินตามไป

“ไม่รอแล้ว”

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าเขาหมายถึงใคร เด็กหนุ่มที่สัญญาว่าจะกลับมาช่วยเขา ไม่ได้กลับมาอย่างที่คิดจริงๆ

แต่มันก็สมเหตุสมผมแล้วไม่ใช่หรือ นี่มันคีย์เวิร์ดในตำนานเลยนะ ใครที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ‘ฉันจะกลับมาแต่งด้วยแน่นอน’ ‘เดี๋ยวฉันจะกลับมา’ อะไรพวกนี้ รับประกันได้เลยว่าไม่มีทางกลับมาเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสองคนนี้โลกสวยเกินไป ใสซื่อเกอนไป

เวลามีใครขอฝากตัวเป็นศิษย์ใคร คนๆนั้นจะต้องรับไว้เสมอหรือ ผิดแล้ว

ต่อให้ฝากตัวเป็นศิษย์ได้จริง ผ่านไปสองสามปี ร่ำเรียนวิชาสำเร็จจริงๆ เห็นโลกกว้างขึ้น มีเรื่องที่ต้องห่วงต้องกังวลมากขึ้น ไม่น่าว่าจะกลับมาตามหาเพื่อนเล่นวัยเยาว์อีก ทั้งยุทธภพเอาแน่เอานอนไม่ได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันไปสารพัดชนิด ความน่าจะเป็นที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะกลับมาช่วยเสิ่นจิ่วมีไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ

ทว่ากลบมาถึงหลุมนี้ เสิ่นชิงชิวก็พอเข้ามจเหตุผลในการหั่นพล็อตของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

ถ้าจะเอาให้ได้ตามโครงเรื่องเดิมที่วางไว้ ตัวละครแบบนี้เขียนยากจริงๆนั่นแหละ คุณว่าเขาเป็นเดนมนุษย์ แต่เขาก็น่าสงสารด้วย คุณเห็นเขาน่าสงสาร เขาก็โหดเหี้ยมอำมหิตอีก ตัวละครที่เป็นทั้งเดนมนุษย์ทั้งน่าสมเพชมักเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งจนกระทู้แสดงความคิดเห็นต้องกลายเป็นเวทีปะทะคารมอยู่เป็นประจำ สู้หั่นบทตัวละครสารเลวพวกนี้ให้กลายเป็นตัวสารเลวธรรมดาเอาไว้ให้พระเอกได้เหยียบเต็มๆเท้าจะเขียนได้ง่ายกว่า คนอ่าน อ่านแล้วสะใจด้วย

แต่ซิวไห่ถังไร้ความผิดจริงๆ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น นางไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด รักลึกซึ้ง แค้นฝังแน่น ได้ขยำขยี้ชีวิตเด็กสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ผู้หนึ่งให้กลายเป็นหญิงสาวจมทุกข์ คิดหวังแต่จะแก้แค้น ความตายของนางในสุสานศักดิ์สิทธิ์ยิ่งน่าคับแค้นกว่า บทลงเอยดีสู้ในฉบับนิยายดั้งเดิมไม่ได้ด้วยซ้ำ

หากฉุดนางไว้ได้แต่แรกก็คงดี

ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังทอดถอนใจ จู่ๆภาพก็เปลี่ยนเป็นเหมือนทีวีสมัยก่อนเวลาเจอสัญญาณรบกวน ปรากฏภาพเหมือนหิมะขาวๆดำๆตกเต็มหน้าจอ ฉากกับหน้าคนบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ เสียงก็เป็นเสียงงี๊ดๆราวกับภาษาเอเลี่ยน

ระบบประกาศ [ความทรงจำบกพร่องไม่สมบูรณ์ ระดับความเสียหายของข้อมูล 5% ระดับความเสียหายของข้อมูล 7% ระดับความเสียหายของข้อมูล 9%…]

ช่วงที่ความทรงจำขาดหายขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆแล้ว!

เปอร์เซ็นต์ความเสียหายสูงขึ้นๆ เสิ่นชิงชิวตบกรอบแจ้งเตือนรัวๆ เหมือนตอนเด็กที่เวลาสัญญาณทีวีขาดหายก็จะ ‘ซ่อม’ ให้คนอื่นด้วยการตบทีวีรัวๆ ตบไปสิบกว่าทีกลับได้ผลเป็นที่อัศจรรย์ขึ้นมาจริงๆ ตอนที่ระดับความเสียหายของข้อมูลมาถึง 10% ในที่สุดเสียงแจ้งเตือนก็หยุด ภาพหิมะขาวดำหายไป เปลี่ยนเป็นชัดเจนขึ้น

เสิ่นชิงชิวถึงค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก หดมือกลับและก้าวถอยหลัง ยังไม่ทันหยุดยืนนิ่งๆก็ต้องเบิกตากว้าง

เบื้องหน้าเขาห่างออกไปไม่กี่ก้าว มีเด็กหนุ่มตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังนั่งคุดคู้อยู่

บนแก้มขาวผ่องเปื้อนคราบดินซึ่งเป็นได้ว่าติดมาโดยไม่รู้ตัวตอนเช็ดเหงื่อ ที่คอห้อยจี้กวนอิมหยกคล้องด้ายแดงอยู่ชิ้นหนึ่ง มีห่อผ้าลายดอกห่อเล็กๆ ขาดเปื่อยมัดติดอยู่กับหลัง กำลัง…ขุดดินอย่างขะมักเขม้น

เสิ่นชิงชิวโพล่งออกไป “ลั่วปิงเหอหรือ”

ลั่วปิงเหอน้อยไม่ได้ยิน ยังคงตั้งหน้าตั้งตาขุดหลุมแล้วเอาดินกลบ

เขามองไปรอบด้าน ในหุบเขากว้างใหญ่คนนับร้อยทั้งหญิงชาย ผู้ใหญ่และเด็ก ในชุดเสื้อผ้าหลากหลายกำลังพร้อมใจกัน…ขุดดิน

ความคิดหนึ่งวาบขึ้นในสมองเสิ่นชิงชิว เขาเงยหน้าขึ้นมอง จริงๆด้วย ด้านบนของหุบเขาเป็นผาหินสูงชัน มีคนยืนอยู่สองคน

คนหนึ่งแต่งกายในชุดเสวียนตวนสีดำสนิท กิริยาท่าทางสุขุม กำลังทอดตามองลงมายังผู้คนนับร้อยที่หุบเขาเบื้องล่าง อีกคนหนึ่งที่เอวสะพายกระบี่ยาว ควงพัดด้ามจิ้วเล่นไปมาระหว่างนิ้ว ลมโชยพัดชุดเขียวของเขาเบาๆ ดูราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำสีมรกต เขาเชิดหน้าเล็กน้อยหลุบตามองบรรดามดปลวกเบื้องล่างด้วยสีหน้าเนือยๆ

เยวี่ยชิงหยวนกับเสิ่นชิงชิวนั่นเอง

นี่คือฉากที่ลั่วปิงเหอเข้าหุบเขามารับการทดสอบ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์สำนักชางฉยงซาน

คุณไม่ได้อ่านผิดหรอก หัวข้อที่ใช้ในการทดสอบคือการขุดดินจริงๆ

แม้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีจะเขียนอธิบายไว้หลายย่อหน้า รวมทั้งชี้แจงไว้ในช่วงสนทนานอกเรื่องกับผู้เขียน ว่าการขุดดินไม่ใช่แค่การสักแต่ขุดอย่างเดียว หากแต่เป็นการใช้การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนจะง่ายๆนี้ ทดสอบพละกำลัง ความเร็ว ความมุ่งมั่น วิธีการโคจรพลังทิพย์ ไปจนถึงลักษณะนิสัย ฯลฯ ของผู้ขุด แต่เสิ่นชิงชิวจำเหตุผลไม่ได้เลยสักข้อ ในใจเขาต่อให้อธิบายมากมายยังไง มันก็คือการสักแต่ขุดๆไปเท่านั้นแหละ

เสิ่นจิ่วในยามนี้ น่าจะมีตำแหน่งเป็นเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงแล้ว

กฎระเบียบของชางฉยงซานนั้นเจ้ายอดเขาทั้งสิบสองต้องทำอะไรไปในทางเดียวกัน รับตำแหน่งพร้อมกัน ลงจากตำแหน่งก็ลงพร้อมกัน จะทำพิธีอะไรก็ต้องอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ปลีกวิเวกเร้นกายก็ปลีกวิเวกเป็นโขยงด้วยกัน แม้แต่ระหว่างอยู่ในตำแหน่งหากมีเจ้ายอดเขาคนไหนโชคร้ายละสังขารไปก่อนก็ได้แต่ปล่อยให้ตำแหน่งนั้นว่างไป ตอนเสิ่นชิงชิวแกล้งหนีตายอยู่ 5 ปี ตำแหน่งเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงก็เว้นว่างไว้ ดังนั้นจึงไม่เคยมีสถานการณ์อย่างเจ้ายอดเขาต่างรุ่นกันต้องมาทำงานร่วมกันเลย

ถึงอาจมีสถานการณ์พิเศษที่ทำให้เกิดปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ดีตรงที่ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้ายอดเขายังแข็งแกร่งเป็นพิเศษด้วย

พอคิดมาถึงตรงนี้เสิ่นชิงชิวก็หวนคิดไปถึงกฎอีกข้อหนึ่ง

หลังจากเจ้ายอดเขารุ่นก่อนประกาศแต่งตั้งหัวหน้าศิษย์แล้ว มักเปลี่ยนชื่อให้ศิษย์โดยใช้ชื่อของรุ่นนั้นๆ เพื่อแสดงฐานะอันแตกต่างจากศิษย์ทั่วไป ใต้หล้านี้มีคำที่ขึ้นต้นด้วย ‘ชิง’ เป็นกระบุง แต่เสิ่นจิ่วดันได้คำว่า ‘ชิงชิว’ มาเป็นชื่อ อักษรชิว (秋) ตัวนี้คือตัวเดียวกันกับ ‘ชิว’ (秋) ที่แปลว่าฤดูสารทของสกุลชิวโป๊ะเชะเลยทีเดียว โลกแม่งโหดร้ายจริงๆ

เสิ่นจิ่วเกลียดคำว่า ‘ชิว’ เข้ากระดูกดำ แต่ดันได้ชื่อนี้มา แล้วทำไมจะไม่ฮึดฮัดฟึดฟัดอยู่ในใจ แม้แต่เสิ่นชิงชิวยังอดใจอ่อนด้วยความสงสารไม่ได้ไป 30 วิ.เลย มิน่าเสิ่นชิงชิวตัวจริงมันถึงไม่เคารพนบนอบเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงคนก่อนสักเท่าไหร่

บนหน้าผา คนสองคนดูเหมือนกำลังสนทนากัน เสิ่นชิงชิวมองลั่วปิงเหอน้อยที่ก้มหน้าก้มตาขุดอย่างขมีขมัน เขาลูบศีรษะเด็กน้อยผ่านความว่างเปล่า แล้วกระโจนขึ้นหน้าผาไปยืนข้างคนสองคน ฟังพวกเขาสนทนากัน

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “ปีนี้ดูเหมือนมีคนมามากกว่าปีที่แล้วอีกนะ”

เสิ่นจิ่วหรี่ตา ใบหน้าไม่บอกอารมณ์ สองนิ้วขยับเบาๆคลี่พัดด้ามจิ้วในมือเล็กน้อย

ด้านข้างมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา ค้อมกายคารวะเยวี่ยชิงหยวน “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก”

คนผู้นี้ไม่สนใจเสิ่นจิ่วซึ่งอยู่ด้านข้างและกำลังจ้องมองตนด้วยสายตาขุ่นเคืองชนิดแทบถลนออกมาอยู่แล้ว

เท่สุดๆแบบนี้ นอกจากพี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่แล้วยังจะมีใครได้อีก

หลิ่วชิงเกอในเวลานี้น่าจะเพิ่งรับตำแหน่งเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงได้ไม่กี่ปี เค้าโครงเครื่องหน้ามองออกว่าเป็นคนหนุ่มที่ยังอ่อนประสบการณ์ทว่าแววตาดุดันเฉียบขาด กิริยาท่าทางส่อให้เห็นถึงความองอาจฮึกเหิมของวัยเยาว์

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่วมาพอดี เจ้ามาลองดูหน่อยซิว่ามีคนไหนเข้าตาเจ้าไหม”

หลิ่วชิงเกอเพียงมองแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “พรสวรรค์เป็นเยี่ยมที่สุดก็คือเขา”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้าอย่างพอใจ พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่สายตาแหลมคมจริงๆ เพราะที่เขาชี้คือลั่วปิงเหอที่กำลังหันหลังให้คนทั้งสาม ตั้งหน้าตั้งตาขุดดินอย่างขยันขันแข็งนั่นเอง

เยวี่ยชิงหยวนถาม “ศิษย์น้องหลิ่วอยากได้หรือ”

หลิ่วชิงเกอตอบ “อยากมาก็มาเอง”

ไป่จั้นเฟิงเป็นเช่นนี้มาตลอด อยากเข้าสังกัดก็เดินเข้ามาเองได้เลย มาแล้วก็เตรียมตัวถูกซ้อมไว้ให้ดี คนที่ไม่มาร้องห่มร้องไห้วิงวอนขอรับการถูกทุบตีถูกทารุณที่ไป่จั้นเฟิงด้วยตัวเอง หากแต่รอให้ผู้อื่นเลือก นั่นก็คือคนที่ไม่มีอนาคตไม่มีวาสนากับไป่จั้นเฟิง

เสิ่นจิ่วกล่าวเรียบเรื่อยว่า “มีพรสวรรค์ก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จ”

หลิ่วชิงเกอไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา เอ่ยว่า “เทียบกับพวกหลังเขาที่อายุสิบหกถึงค่อยได้ฝึกแนวทางที่ถูกต้อง ความสำเร็จก็ย่อมสูงกว่า”

…สองคนนี้ช่างเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาแต่ไหนแต่ไรจริงๆ หลิ่วชิงเกอไม่ชอบพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เหม็นขี้หน้ากัน แต่เพื่อเย้ยหยันเสิ่นจิ่วกลับพูดออกมาตั้ง 26 พยางค์

ยามนี้ที่ตนกับหลิ่วชิงเกอยังคบหากันได้ไม่เลว ถือเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวตำหนิ “ศิษย์น้องหลิ่ว”

หลิ่วชิงเกอไม่ยอมฟังเทศน์ หมุนกายได้ก็ไปทันที “จะไปฝึกกระบี่”

พอบอกว่าจะไปก็ไปเดี๋ยวนั้น ไปมาเหมือนสายลม เสิ่นจิ่วยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ถูกคำพูดของเขาทำเอาโกรธจนตัวสั่น บีบพัดด้ามจิ้มอย่างแรงจนได้ยินเสียงดังกร็อบ

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวอย่างอ่อนใจว่า “ศิษย์น้องหลิ่วพูดจาไม่เป็น เจ้าก็รู้ อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับเขาเลย”

เสิ่นจิ่วแค่นเสียงทีหนึ่ง อึดอัดขัดใจเตรียมจะพูดอะไรสักอย่าง หนิงอิงอิงก็ปีนเขาขึ้นมาพอดี

นางเข้ามากอดเอวเสิ่นจิ่ว ตะโกนว่า “ซือจุนเจ้าคุ ซือจุน ตกลงอิงอิงจะได้ศิษย์น้องไหมเจ้าคะ”

เสิ่นจิ่วมองนาง สีหน้าอ่อนลง ก่อนถามว่า “เจ้าอยากได้ศิษย์น้องหรือ”

หนิงอิงอิงพยักหน้าถี่ๆ เสิ่นจิ่วเงยหน้าขึ้น โบกพัดด้ามจิ้วเบาๆ หรี่ตาอีกครั้ง เริ่มคิดแผนการอะไรบางอย่าง

จู่ๆเขากล่าวขึ้นว่า “ข้าจะเอาเจ้าเด็กคนนั้น”

ที่เขามองคือลั่วปิงเหอ เยวี่ยชิงหยวนชะงัก

พฤติกรรมชั่วช้าที่เสิ่นชิงชิวตัวจริงทำกับบรรดาศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ไว้ก่อนหน้านี้ คงเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งสำนักแล้ว ตอนนี้ยังออกปากขอเด็กซึ่งมีพรสวรรค์จากเจ้าสำนักอีก

เสิ่นชิงชิวเข้าใจได้เลยทีเดียวว่าทำไมเยวี่ยชิงหยวนถึงลังเล เรื่องนี้ต้องคิดสะระตะให้ดีจริงๆ

เสิ่นจิ่วเห็นเยวี่ยชิงหยวนเงียบไม่ตอบ จึงกล่าวซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าจะเอาเด็กคนนี้”

กับเจ้าสำนักดันพูดจาแบบนี้ วอนซะแล้ว เสิ่นชิงชิวอดเหงื่อตกแทนไม่ได้

นึกไม่ถึงเยวี่ยชิงหยวนพยักหน้าช้าๆ แล้วรับปากจริงด้วย “ได้”

เสิ่นชิงชิวหมดคำพูดโดยสิ้นเชิง

เยวี่ยชิงหยวนกลับยอมลงให้อีกแน่ะ…ร่างนี้ตกลงมันอยู่อย่างปลอดภัยไร้เรื่องราวมาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไงฟะนี่!

ยังมีพี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่อีกคน ความจริงแล้วตอนแรกเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลไม่ได้ต้องการเอาลั่วปิงเหอมาเข้าสังกัดตัวเองสักนิด สรุปแล้วนายนั่นเลยที่เป็นต้นเหตุ

หนิงอิงอิงกรีดร้องดีใจ รีบวิ่งลงจากหน้าผาไปยังก้นหุบเขาเพื่อดึงตัวลั่วปิงเหอที่อยู่ท่ามกลางผู้คน ช่วงนี้ เป็นเหตุการณ์เริ่มต้นตอนลั่วปิงเหอกราบ ‘เสิ่นชิงชิว’ เป็นอาจารย์นั่นเอง

ทว่าเนื่องจากเรื่องนี้เน้นเล่าเรื่องจากมุมมองพระเอก เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเลยไม่ได้บรรยายรายละเอียดของคลื่นใต้น้ำระหว่างเจ้ายอดเขาทั้งสาม แต่จรดปากกาเริ่มเขียนจากหนูน้อยโลลิตัวนุ่มๆหอมๆทะยานจากฟากฟ้าตรงเข้าไปฉุดตัวลั่วปิงเหอเลย เชื่อว่านักอ่านทุกคนพออ่านมาถึงช่วงนี้จะต้องเป็นเหมือนเสิ่นหยวนเวลานั้น คือเข้าใจว่าพระเอกคนนี้ดวงดีฉิบเป๋ง เริ่มต้นมาก็มีวาสนาดอกท้อเลยทีเดียว

(วาสนาดอกท้อ หมายถึง มีโชคดีเรื่องคู่)

หารู้ไม่ว่าเป็นเศษลูกอมหวานก่อนปล่อยชุดกระบวนท่าต่อเนื่องด้วยการกระซวกมีด 300 ทีต่างหาก

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าที่รอลั่วปิงเหออยู่หลังจากนี้คืออะไร ทว่าก็ได้แต่เบิ่งตามองอย่างเดียวเท่านั้น เขามองลั่วปิงเหอตามหนิงอิงอิงไปที่เรือนไม้ไผ่บนยอดชิงจิ้งเฟิง

เสิ่นจิ่วนั่งอยู่ตรงที่ที่เสิ่นชิงชิวนั่งบ่อยที่สุด ประคองถ้วยชาไว้ในมือ เอาฝาถ้วยชาปาดใบชาบนผิวน้ำอยู่นั่น

เขาสั่งให้หนิงอิงอิงที่พูดเจื้อยแจ้วออกไปเรียบร้อยแล้ว หมิงฟานยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยปากเจรจาแทน “เริ่มต้นจากวันนี้ไป เจ้าอยู่ในสังกัดชิงจิ้งเฟิง”

ใบหน้าของลั่วปิงเหอน้อยแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นดีใจ คุกเข่าคารวะอย่างเรียบร้อย กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ศิษย์ลั่วปิงเหอน้อมพบซือจุนขอรับ”

เสิ่นจิ่วแสยะริมฝีปาก ในที่สุดก็เอาถ้วยชาออกไปจากระดับคางได้เสียที

เขากล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน “เจ้าลองพูดให้ฟังที ทำไมถึงอยากเข้าชางฉยงซาน”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: