Scumbag System 73

ตอนที่ 73

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นราวกับท่องจำมาแล้วขึ้นใจ “ศิษย์ชื่นชมเซียนซือผู้งามสง่าที่อยู่บนภูเขาเซียนมาแต่เด็กแล้ว หากสามารถกราบเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก ได้ร่ำเรียนจนสำเร็จวิชา วิญญาณท่านแม่ของศิษย์บนสวรรค์จะต้องปลาบปลื้มยินดีอย่างมากขอรับ”

เสิ่นชิงชิวรู้ นี่คือคำตอบที่เขาครุ่นคิดนับครั้งไม่ถ้วนตลอดทางที่เดินมา

เสิ่นจิ่วทำเสียงอ้อ ถามว่า “ที่บ้านมีแม่หรือ”

เขาถามเหมือนไม่ได้สนใจนัก “แม่เจ้าเป็นคนอย่างไร”

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้นยิ้มทันควัน สองตาเป็นประกาย “ท่านแม่ดีต่อข้าที่สุดในโลก”

เสิ่นจิ่วหน้ากระตุก ยกมือให้เขาหยุดพูด

เขามองลั่วปิงเหอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินรอบหนึ่ง กล่าวว่า “อายุกำลังเหมาะสำหรับเริ่มฝึกวิชาเซียนที่สุดจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวสามารถอ่านจากหน้าของตัวออริจินอลได้สามคำเลยทีเดียวว่า

อิจฉา อิจฉา แล้วก็อิจฉา

อิจฉาที่ลั่วปิงเหอมี ‘แม่ที่ดีต่อเขาที่สุดในโลก’ อิจฉาพรสวรรค์ของลั่วปิงเหอ และอิจฉาที่ลั่วปิงเหอกำลังอยู่ในช่วงอายุที่เหมาะที่สุดตอนเข้าเป็นศิษย์ของชางฉยงซาน อิจฉาเด็กคนหนึ่งเข้าใส้ เขาเป็นคนแบบนี้จริงๆ

เสิ่นจิ่วลุกขึ้นยืน เดินไปหาลั่วปิงเหอทีละก้าวๆ

เสิ่นชิงชิวเข้าไปยืนขวางหน้าโดยไม่รู้ตัว แต่จะขวางได้ที่ไหน

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้น มองเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงที่เดินเข้ามาหาตนราวกับมองเทพเจ้า

ไม่คาดว่าเทพเจ้าจะเดินเลยผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองแล้วเอาน้ำชาในมือถ้วยนั้นเทลงบนตัวเขาพร้อมถ้วยและฝา

น้ำชาไม่ใช่น้ำเดือดใหม่ ร้อนประมาณเจ็ดส่วน แต่ลั่วปิงเหอก็ยังตะลึงงันไปทั้งตัว

ก่อนหมิงฟานจะเดินตามเสิ่นจิ่วที่เดินเอามือไพล่หลังออกไปจากเรือนไผ่ก็เหลียวหน้ากลับมาบอกว่า “คุกเข่าดีๆ ซือจุนไม่อนุญาตให้เจ้าลุก หากเจ้าบังอาจลุกขึ้นมา ระวังจะโดนจับแขวนโบย โบยเสร็จแล้วก็ลากตัวไปขังที่ห้องเก็บฟืนสามวัน!”

…เสิ่นชิงชิวค้นพบเป็นครั้งแรกว่าเจ้าเด็กหมิงฟานนี่มีพรสวรรค์ในการรนหาที่ตายของลิ่วล้อเต็มแมกซ์จริงๆ

ลั่วปิงเหอเพิ่งกราบเข้าเป็นศิษย์ในสำนักมา กำลังมีความสุขและความซาบซึ้งล้นหัวใจ จู่ๆก็โดนน้ำชาราดหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รู้สึกราวกับโดนน้ำเย็นเฉียบใส่ก้อนน้ำแข็งสาดเข้าหน้าเต็มๆ หนาวเหน็บไปทั้งใจ ความสุขความซาบซึ้งดับมอดไปหมดสิ้น

เขาคุกเข่าตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ตาไม่กะพริบ

ท่ามกลางความเงียบ หยาดน้ำตาใสไหลรินลงมาอาบเต็มหน้า

นี่เป็นการร้องไห้ครั้งแรกของลั่วปิงเหอนับจากเขาฝังแม่บุญธรรมด้วยตัวเอง และเป็นการร้องไห้ครั้งสุดท้ายหลังเข้าเป็นศิษย์ชางฉยงซาน

นับแต่นั้นมาไม่ว่าจะทุกข์ทนแค่ไหน ไม่ว่า ‘เสิ่นชิงชิว’ จะปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์อันบิดเบี้ยวอย่างไร ลั่วปิงเหอก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหลั่งน้ำตาเหมือนเช่นวันนี้อีกเลย

เสิ่นชิงชิวย่อตัวลงตรงหน้าเขา แต่แขนเสื้อที่ยกขึ้นมาก็ทะลุผ่านตัวเขาไป แตะก็แตะไม่โดน กอดก็กอดไม่ได้ กระทั่งเช็ดน้ำตาให้ก็ทำไม่ได้ อึดอัดแทบทนไม่ไหว เจ็บปวดใจเหลือเกินแล้ว

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าเขาไม่ได้ยิน แต่ก็ยังพูดว่า “อย่าร้องไห้”

ลั่วปิงเหอจ้องมองเข่าตัวเอง มือที่วางบนขาค่อยๆ กำเป็นหมัดแน่น น้ำตายิ่งพรั่งพรูลงมาต้องเสื้อผ้าเปียกเป็นดวง

เสิ่นชิงชิวเช็ดแก้มของเขาทั้งๆที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ ปลอบว่า “ซือจุนจะไม่ตีเจ้าอีกแล้ว ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง”

ลั่วปิงเหอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา เก็บถ้วยชาบนพื้นวางไว้ด้านข้าง กำจี้หยกที่อยู่ตรงหัวใจแน่น จัดท่านั่งคุกเข่าให้เรียบร้อย

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าความคิดเขาในยามนี้เป็นอย่างไร

จะต้องคิดว่าเป็นเพราะตัวเองไม่รู้กฎระเบียบ ทำไม่ถูกต้องตรงไหนสักอย่างเลยล่วงเกินเจ้ายอดเขา จึงต้องได้รับบทเรียน ในฐานะที่เป็นศิษย์คุกเข่าให้ซือจุนนานๆหน่อยก็เป็นเรื่องสมควร

เห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ของเขา เสิ่นชิงชิวก็คุกเข่าตรงหน้าเขาอย่างอดรนทนไม่ได้

แล้วยื่นมือไปโอบร่างน้อยๆของลั่วปิงเหอเข้ามากอดแนบแน่นในอ้อมอกอันว่างเปล่า

เสิ่นชิงชิวหลับตา เบื้องหน้าสายตามีแต่ความมืดมิด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบม่านเตียงขาวสะอาดและพู่ห้อยทั้งสี่มุมเข้าเต็มตา

จู่ๆเห็นฉากไม่เหมือนเดิม ยังไม่ทันที่เสิ่นชิงชิวจะได้ตั้งตัวหรือขยับเขยื้อน เสียงของเยวี่ยชิงหยวนก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “ฟื้นแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวกะพริบตาปริบๆราวกับเครื่องจักร คอแห้งเล็กน้อย เขาพยายามฝืนเรียก “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก”

เยวี่ยวชิงหยวนนั่งอยู่ข้างเตียง มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “เจ้าคอยเรียกชื่อลั่วปิงเหอตลอดเลย”

เสิ่นชิงชิวได้แต่เอ่ย “…โอ้”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวเสริม “ทั้งร้องไห้ทั้งตะโกน”

เสิ่นชิงชิวลูบหน้า นอกจากเหงื่อก็เจอของเหลวอย่างอื่นอีกด้วย ไอ้ของอย่างน้ำตานี่ มันติดต่อกันง่ายจริงๆ

“…” เขากล่าวอย่างร้อนตัว “ศิษย์พี่ ท่านฟังข้าอธิบาย”

อธิบายอะไรได้ จะมีเหตุผลอะไรที่สามารถทำให้เรื่องที่ ‘เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิง’ ทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนเรียกชื่อศิษย์ของตัวเองในฝันฟังน่าเชื่อถือได้ด้วยหรือ

เห็นเขาพูดไม่ออก เยวี่ยชิงหยวนก็ถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “แล้วไปเถอะ ฟื้นมาก็ดีแล้ว ไม่ต้องอธิบายหรอก”

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นนั่งอย่างขัดเขิน จู่ๆก็รู้สึกว่าสถานการณ์นี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง ครั้งแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาในโลกนี้ ก็เป็นเยวี่ยชิงหยวนกำลังนั่งอยู่ข้างเตียงแบบนี้เหมือนกัน

เยวี่ยชิงหยวนพินิจสีหน้าเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าหลับไปห้าวัน ยังอยากนอนต่ออีกหรือไม่”

หลับไปห้าวัน! เสิ่นชิงชิวเกือบล้มหงายตึงลงไปอีกรอบ

ระบบ [โปรเจคกลบหลุม ‘เสิ่นจิ่ว’ ประสบความสำเร็จ 70%]

สำเร็จแค่ 70% เองเหรอ เดี๋ยวนะ หักส่วนของความทรงจำที่เสียหายซึ่งทำให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ 10% แล้ว ก็ยังเหลืออีก 20% นี่นา แล้วมันหายไปไหน!

ไม่มีเวลามาคิดให้มากความแล้ว เสิ่นชิงชิวคว้าตัวเยวี่ยชิงหยวนไว้ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก วันแรกที่หิมะตก ที่แม่น้ำลั่ว!”

เมื่อพบว่าตนเองตื่นเต้นเกินไปจนพูดจาไม่เป็นภาษา เขาก็ตั้งสติปรับสีหน้าให้นิ่งดูเป็นงานเป็นการขึ้น “ที่ข้าจะบอกคือมีความเป็นไปได้ว่าในเวลาและสถานที่นี้ เทียนหลางจวินจะใช้กระบี่ซินหมัวกรีดเปิดทางเพื่อรวมสองภพเข้าด้วยกัน”

เยวี่ยชิงหยวนซักว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวอึ้งอีกรอบหนึ่ง เขาจะบอกได้เหรอว่าเพราะในนิยายต้นฉบับเขียนเอาไว้น่ะซิ เวลากับสถานที่ดังกล่าวนี่แหละประจวบเหมาะที่สุด

เสิ่นชิงชิงตอบไปว่า “ด้วยข้าตกอยู่ในกำมือเทียนหลางจวินมาระยะหนึ่งขอรับ”

เยวี่ยชิงหยวนถามต่อ “ดังนั้นเขาก็เลยบอกเจ้าตรงๆหรือ”

เวลานี้เสิ่นชิงชิวยังคิดหาเหตุผลไม่ได้ ได้แต่แข็งใจกล่าวต่อ “ศิษย์พี่เจ้าสำนักโปรดเชื่อข้าเถอะขอรับ”

เยวี่ยชิงหยวนมองเขาอยู่เป็นนาน หลับตาครู่หนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าพักผ่อนก่อน เรื่องนี้มอบให้ศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือจะดีกว่า”

พักผ่อน หมายถึงหลับน่ะเหรอ ก็หลับมาห้าวันแล้วนะ

จินตานที่ต้องนอนหลายวันขนาดนี้ก็มีแต่ใน ‘เทพมารอหังการ’ นี่แหละ ที่ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ลองเปลี่ยนเป็นนิยายเรื่องอื่นในเว็บจงเตี่ยนจะกล้าเขียนแบบนี้ไหมเนี่ย นักเขียนเป็นได้โดนโห่จนแม่ไม่ยอมรับเป็นลูกแน่

เยวี่ยชิงหยวนเพิ่งจะเดินออกไป เสิ่นชิงชิวก็ลุกพรวดจากเตียง มองหาเสื้อตัวนอกไปทั่วห้อง ขณะกำลังหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่นั่นเอง ฉับพลันก็มีคนเข้ามาใกล้เขาโดยไม่รู้สึกตัว มือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิดตาเขา

เสิ่นชิงชิวเอาศอกถองโดยสัญชาตญาณ ตวาดว่า “ผู้ใด!”

ขวัญกล้าขนาดนี้ ทั้งยังชอบเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้กับเขา ยังจะมีใครได้อีก ศอกของเขาถูกยึดไว้มั่น เสียงคุ้นเคยกระซิบข้างหู “ซือจุนมิสู้ลองเดาดู”

เปิดปากมาก็เรียกซือจุนเลย ยังต้องเดาทำแป๊ะอะไร เสิ่นชิงชิวกลอกตามองบน ผู้ที่อยู่ด้านหลังจู่ๆก็กอดเอวเขาแล้วทิ้งตัวล้มลงบนตั่งไม้ไผ่ด้วยกัน น้ำหนักของคนสองคนทำเอาไม้ไผ่ส่งเสียงกรอบแกรบ ผู้ที่ปิดตาเขาแน่นอนว่าคือลั่วปิงเหอนั่นเอง

ลั่วปิงเหอย้ายมือที่ปิดตาไปปิดปากเสิ่นชิงชิวแทน กล่าวว่า “อย่ากะพริบตาขอรับ ขนตาซือจุนยาวมากเลย ยาวจนจั๊กจี้มือข้า จั๊กจี้หัวใจด้วย”

นายซิถึงจะขนตายาว ขนตายาวที่สุดคือนายต่างหาก!

เสิ่นชิงชิวกะพริบตาถี่ๆ ติดกันหลายสิบทีเพื่อแสดงความโกรธ

ลั่วปิงเหอหัวเราะ จุมพิตที่เปลือกตาเขาทีหนึ่งดังจุ๊บแล้วกล่าวว่า “ห้ามร้องเด็ดขาด หากถูกคนที่ชิงจิ้งเฟิงพบเห็นขึ้นมา ชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีของซือจุนคงได้เสียหายในวันเดียวแน่”

ยังจะมีชื่อเสียงอะไรเหลืออีกล่ะ ถูกศิษย์ทรพีอย่างนายทำลายป่นปี้ไปนานแล้ว

ลั่วปิงเหอพรมจุมพิตไล่จากดวงตาของเสิ่นชิงชิวลงต่ำไปเรื่อยๆ “ข้าบอกไว้ว่าจะมารับท่าน ไม่เห็นหน้าหลายวันปานนี้ ซือจุนคิดถึงข้าหรือไม่”

ถ้าเป็นคำตอบตามมาตรฐานของเสิ่นชิงชิวแล้วละก็ จะต้องเอาเข่ายันท้องน้อย ถีบเจ้าศิษย์นอกคอกผู้นี้ให้ร่วงจากเตียงก่อน แล้วค่อยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย สุดท้ายตอบด้วยน้ำเสียงสูงส่งเย็นชาว่า ‘ไม่คิด’

แต่ไม่รู้ยังไงพอคิดถึงความทรงจำเมื่อครู่ ภาพที่ลั่วปิงเหอนั่งคุกเข่าในเรือนไม้ไผ่อย่างเดียวดาย เก็บถ้วยชาบนพื้นเงียบๆ เสิ่นชิงชิวกลับยกขาไม่ขึ้นซะงั้น

แม้กระทั่งลมหายใจของเสิ่นชิงชิวก็คล้ายสั่นไหวอยู่ใต้ฝ่ามือลั่วปิงเหอ

เขาหลับตาทั้งสองข้าง แล้วพยักหน้า

บทที่ 20

รับศึก

ลั่วปิงเหอนั้นเตรียมตัวไว้แล้วว่าเดี๋ยวต้องถูกถีบแน่ แต่ไม่คาดคิดสักนิดว่าเสิ่นชิงชิวจะพยักหน้า

เขาถึงกับตัวแข็งทื่ออยู่บนร่างเสิ่นชิงชิว สีหน้าตะลึงลานไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ที่พยักหน้าเมื่อกี้มันหมายความว่าไง เขาอับอายจนอยากฆ่าคนปิดปากแล้วค่อยฆ่าตัวตายตามนัก

ไม่ๆๆๆนะ

มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ นายฟังฉันอธิบายก่อน

ลั่วปิงเหอกลับไม่ให้โอกาสเขา มือที่กอดเอวพลันรัดแน่นขึ้น กล่าวถามย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกว่า “…คิดถึงข้าจริงๆหรือ”

เสิ่นชิงชิวโดยเขากอดรัดจนหน้านิ่ว ลมหายใจของลั่วปิงเหอถี่กระชั้น ถามอย่างไม่ลดละว่า “จริงๆหรือ”

นายปิดปากฉันอยู่นะ ต่อให้ฉันอยากตอบก็ตอบไม่ได้อยู่ดีน่ะแหละ! ได้แค่พยักหน้าหรือไม่ก็ส่ายหน้าเท่านั้นเองไม่ใช่เรอะไง

เสิ่นชิงชิวเดี๋ยวก็พยักหน้าเดี๋ยวก็ส่ายหน้าให้มั่วไปหมด

ลั่วปิงเหอซักไซ้อย่างร้อนใจว่า “ตกลงคิดถึงหรือไม่”

เห็นเขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เต็มแก่ เสิ่นชิงชิวพลันสงสารอย่างบอกไม่ถูก เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ในที่สุดก็พยักหน้าอีกครั้ง

คราวนี้เสิ่นชิงชิวเลยได้เห็นชัดๆเต็มตาว่าชั่วพริบตาที่ได้รับการยืนยัน ลมหายใจของลั่วปิงเหอนั้นถึงกันชะงักค้างไปเลยทีเดียว

แสงดาวอ่อนจางค่อยๆวับวาวขึ้นในดวงตาของเขา จากนั้นลุกลามอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งไปทั่วทั้งดวงหน้าและแผ่ลามไปทั้งตัว

แต่ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกว่าเดี๋ยวลั่วปิงเหอต้องดีใจจนน้ำตาไหลพราก เขากลับซุกหน้าเข้ากับซอกคอของเสิ่นชิงชิว มือที่ปิดปากเสิ่นชิงชิวไว้ค่อยๆคลายออก

จากนั้นก็จุ๊บมุมปากเขาถี่รัวราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าวเปลือก

เสิ่นชิงชิวหอบหายใจอย่างลำบาก เปล่งเสียงลอดไรฟันสองคำว่า “อย่าซน”

ลั่วปิงเหองึมงำว่า “ข้าก็คิดถึงท่าน คิดถึงมาก ไม่มีเวลาไหนเลยที่ไม่คิดถึง…”

ลมที่ตีขึ้นมาถึงช่องอกของเสิ่นชิงชิวจึงค่อยๆคลายลง

เขานอนนิ่งอยู่บนตั่งเหมือนปลาตาย เหม่อมองหลังคาของเรือนไผ่ราวกับจะไว้อาลัยให้ตัวเอง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถอนใจกล่าวว่า “…เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงไม่มาหาเหวยซือในห้วงฝันตั้งแต่หลายวันก่อน”

ลั่วปิงเหอจ้องหน้าเขาด้วยดวงตาดำขลับที่ชื้นไปด้วยน้ำตา “ซือจุนไม่รังเกียจว่าข้าตามตอแยหรือ”

กลางวันตามตอแย กลางคืนก็ยังตามไปตอแยในฝันอีก หนึ่งวัน 12 ชั่วยามต้องเจอแต่ใบหน้านี้ ก็น่ารำคาญจริงๆนั่นแหละ

แต่พอเผลอตัวไม่ระวังก็ชินกับการถูกตามตอแยไปเรียบร้อยแล้ว อย่างตอนนี้ขนาดว่าลั่วปิงเหอนอนคว่ำอยู่บนร่างเขา แต่เสิ่นชิงชิวก็ไม่รู้สึกว่ารับไม่ได้เลย…

นี่เขามาถึงขั้นนี้ได้ยังไงเนี่ย มันจะเกินไปแล้วรึเปล่า!

เสิ่นชิงชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงกระด้าง “รู้ว่าตัวเองน่ารำคาญ ยังไม่เจียมตัวอีก”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซือจุนเกลียดขี้หน้าข้าเสียหน่อย อยากรำคาญก็รำคาญเถอะ”

ได้ฟังคำพูดนี้เสิ่นชิงชิวก็อดสงสารไม่ได้

ลั่วปิงเหอชอบตนมากขนาดไหนกันนี่

ต่อให้ช่วงแรกๆที่เข้าชางฉยงซานจะถูกกระทำถึงขนาดนั้น แต่พอเสิ่นชิงชิวแสดงความเมตตากับเขาแค่นิดเดียว ลั่วปิงเหอก็ลืมความเจ็บปวดที่เคยได้รับจนหมดสิ้น ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะวางเสิ่นชิงชิวไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ

หัวใจที่บอบบางดวงหนึ่งถูกเสิ่นชิงชิวทุบแตกโดยไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นก็ทำราวกับภรรยาสาวตัวน้อยที่ค่อยๆเก็บหัวใจตัวเองขึ้นมาประกอบใหม่ แล้วค่อยๆยื่นส่งมาให้อีกครั้งอย่างระมัดระวังด้วยใจที่คาดหวัง ถูกทุบละเอียดอีกก็ประกอบใหม่อีก…

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงแผ่ว “เวลาที่ซือจุนอยู่ชางฉยงซานทีไร ตอนอยู่กับคนอื่นจะหัวเราะสนุกสนานถึงเพียงนั้น ข้ายังนึกว่าจะไม่คิดถึงข้าเสียแล้ว”

เสิ่นเซียนซือเก็กมาหลายปีจนติดเป็นนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอยู่ในสำนักชางฉยงซาน อย่างมากก็ยิ้มจางๆอย่างแฝงความหมาย หรือปากยิ้มตาไม่ยิ้มแบบที่ทำให้คนอื่นทายใจไม่ออก ไม่ก็ยิ้มหลอกๆอย่างขอไปที ไม่เคย ‘หัวเราะสนุกสนานถึงเพียงนั้น’ สักหน่อย

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างไม่ยอมรับ “เหลวไหล”

ลั่วปิงเหอเถียงกลับ “จริงๆนะขอรับ” ใบหน้าของซือจุนแม้จะไม่เคยยิ้มแย้มอย่างเต็มที่ แต่ในใจซือจุนจะยิ้มอยู่หรือไม่ ข้าก็รู้อยู่ดี”

ลั่วปิงเหอนอนออดอ้อนเป็นเด็กน้อยอยู่บนร่างเขา พลางคว้าผมปอยหนึ่งของเขามาเล่น นี่นายเป็นเด็กผู้หญิงรึไง!

เสิ่นชิงชิวกลอกตามองบน “ใช่ซิ เจ้าเป็นพยาธิในท้องข้านี่”

ลั่วปิงเหอเอ่ยว่า “ไม่เอา ข้าไม่เป็นพยาธิ”

เสิ่นชิงชิวตีมือที่กำลังเอาผมตนไปเล่นราวกับตบยุง “เช่นนั้นเจ้าจะเป็นอะไร ไหนเจ้าลองว่ามา เหวยซือเคยหัวเราะกับใครบ้าง”

พูดมาถึงตอนท้ายได้ไม่กี่คำก็ต้องตีมือที่อยู่ไม่สุขนั่นไปทีนึง จะไล่ก็ไล่ไม่ไป

ลั่วปิงเหอเริ่มนับนิ้วจริงๆเสียด้วย “หลายคนมากเลย หลิ่ว…เอ๊ย อาจารย์อาหลิ่ว เจ้าสำนักเยวี่ย ซั่งชิงหัว หมิงฟาน ศิษย์พี่หนิง ศิษย์ของเซียนซูเฟิง วั่นเจี้ยนเฟิง ฉยงติ่งเฟิง ไป่จั้นเฟิง เชียนเฉ่าเฟิง ศิษย์ที่เฝ้าประตูทางขึ้นเขา ศิษย์ที่กวาดประตู…”

กระทั่งศิษย์ที่เป็นยามเฝ้าประตูกับกวาดกระตูก็ไม่ละเว้น เด็กคนนี้ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง คนทั้งชางฉยงซานจะต้องจมน้ำส้มสายชูเก่าเก็บฉุนกึกที่อิมพอร์ตมาจากภพมารตายแน่

เสิ่นชิงชิวตำหนิ “เรียกอาจารย์อาด้วยเสียงแบบนั้นช่างไม่จริงใจเสียเลย วันหลังไม่อนุญาตให้เรียกเช่นนี้อีก”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างเคืองๆ “เขาชอบเรียกข้าว่า เจ้าเดรัจฉานน้อย หมาป่าเนรคุณตลอดเลย นั่นก็จริงใจมากเลยล่ะซิ”

เสิ่นชิงชิวหลุดขำ พัดด้ามจิ้ววางอยู่ข้างตั่งเลยถูกเขาคว้าขึ้นมาเคาะหน้าผากลั่วปิงเหอ “แล้วเขาพูดผิดหรือ บังอาจยื่นกรงเล็บมาตะปบตัวเหวยซือ ถ้าไม่ใช่เดรัจฉานน้อยแล้วจะเป็นอะไร”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น