Scumbag System 74

ตอนที่ 74

เขาพูดอย่างคล่องปากจนไม่ได้สังเกตว่าคำพูดนี้ไม่เหมาะไม่ควรอยู่สักหน่อย หางเสียงขึ้นสูงตามมุมปากที่ยกโค้งขึ้น น้ำหนักเสียงเหมือนจะเบาแต่ก็ไม่เบาเสียทีเดียว เจือแววหยอกเย้าไม่เก็บอาการ ไม่สำรวมเอาซะเลย

จากมุมมองของลั่วปิงเหอที่อยู่ด้านบน ภาพที่เห็นพาให้รู้สึกว่าที่อกกับช่องท้องมีกองไฟที่ไม่รู้จักชื่อกองหนึ่งค่อยๆลุกแผดเผา จึงขยับขาข้างหนึ่งแทรกเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างเข่าของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว แต่ก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าหากซือจุนรู้ตัวจะถูกถีบร่วง เลยรีบยื่นศีรษะให้เสิ่นชิงชิวเอาพัดเคาะจนหนำใจ “ถึงจะเป็นเดรัจฉานน้อยก็เป็นเดรัจฉานน้อยของซือจุนคนเดียว คนอื่นไม่อนุญาตให้เรียก”

เสิ่นชิงชิวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนจับกรอกด้วยน้ำบ๊วยเปรี้ยวสักสองชั่ง ทำเอาขนที่หลังลุกซู่ เกือบทำพัดด้ามจิ้วหักคามือ เขารีบจิ้มหน้าอกลั่วปิงเหอ ดันตัวคนข้างบนออกไป “ลุกขึ้น!”

จะคุยธุระสำคัญ ก่อนอื่นต้องนั่งให้ดี หากอยู่ในท่าคนหนึ่งจับอีกคนกด ไม่ว่าเรื่องที่คุยจะเป็นการเป็นงานแค่ไหนก็ไม่เป็นการเป็นงานขึ้นมาได้

ลั่วปิงเหอไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็ยันตัวขึ้นมานั่งข้างตั่งแต่โดยดี

เสิ่นชิงชิวหลับไปห้าวัน นอนจนเอวแก่ๆจะหักอยู่แล้ว ในที่สุดก็ได้เหยียดแข้งเหยียดขาซะที เขารู้สึกว่าตัวเองจะต้องดูเหมือนตาแก่หน้าง้ำที่คอยเอามือทุบขานวดเอวเป็นแน่

แต่ในสายตาคนอื่นกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมเผ้าแผ่สยายลงมาคลุมไหล่ คอเสื้อตัวกลางไม่อยู่กับที่ เผยให้เห็นซอกคอ ลูกกระเดือก และกระดูกไหปลาร้าขาวผ่องโล่งโจ้ง เพราะเมื่อครู่นอนกลิ้งอยู่บนตั่งมารอบหนึ่ง แก้มเลยแดงระเรื่อ เขาขมวดคิ้วไม่พูดจา ก้มหน้าก้มตานวดเอวด้านหลังเป็นการใหญ่ สภาพเช่นนี้ชวนให้ใครบางคนที่คิดมิดีมิร้ายอยู่ในใจยิ่งคิดมิดีมิร้ายหนักขึ้นไปอีก

ลั่วปิงเหอมองตาไม่กะพริบ ขยับเข้าไปช่วยนวดเอวให้เขา เสิ่นชิงชิวพยักหน้าอย่างพอใจ “เด็กดี ช่างรู้ใจนัก”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ข้อดีของการที่ข้ารู้ใจท่านมีมากกว่านี้อีกนะ ซือจุนยังมิรู้หรอก”

อ้อนเก่งจริงๆ

ลั่วปิงเหอยังกล่าวต่อ “ตอนต้องรับมือกับเทียนหลางจวิน หากซือจุนต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกข้าได้เต็มที่เลยนะขอรับ”

เสิ่นชิงชิวพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องเทียนหลางจวินมาตลอด เพื่อไม่ให้ระคายเคืองความรู้สึกของลั่วปิงเหอ แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับเอ่ยปากพูดขึ้นมาเอง เห็นทีจะรู้ใจเกินไปแล้ว เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวอย่างใครครวญว่า “พ่อของเจ้า…”

ลั่วปิงเหอเอนศีรษะซบบนไหล่เขา กล่าวอู้อี้ว่า “ข้าไม่มีพ่อ มีแต่ซือจุน”

“…”

ทำไมพูดซะราวกับเห็นเราเป็นพ่อไปแล้วล่ะ

เสิ่นชิงชิวสลัดความกระอักกระอ่วนทิ้งไป กล่าวอย่างจริงจังว่า “หากลำบากใจก็ห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด”

ต่อให้พิลึกคนแค่ไหน ดีร้ายยังไงก็เป็นพ่อของลั่วปิงเหอ อย่างน้อยๆก็เป็นคนที่ลั่วปิงเหอเคยแอบฝันหา ถึงแม้ตัวจริงกับภาพลักษณ์ที่ลั่วปิงเหอจินตนาการขึ้นจะห่างกันไกลก็ตาม

ลั่วปิงเหอขยับมือนวดไม่หยุด กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “ไม่ลำบากใจหรอกขอรับ”

เสิ่นชิงชิวมองเขาอย่างพิจารณา อืม สีหน้าจริงจังนี่มัน…บอกให้รู้ว่าเต็มอกเต็มใจร่วมมือด้วยจริงๆนั่นแหละ ไม่มีเค้าของความลำบากใจให้เห็นแม้แต่น้อย

นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ ถึงแม้จับมือกับคนเป็นลูกไปโค่นผู้เป็นพ่อจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ถ้าลั่วปิงเหอเต็มใจร่วมมือกับเหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนขับไล่เทียนหลางจวิน ไม่เพียงภพมนุษย์จะมีกำลังหนุนที่แข็งแกร่ง ลั่วปิงเหอก็จะได้อัพภาพลักษณ์ในเชิงบวกด้วย ทั้งยังได้แก้ไขภาพลักษณ์ที่เสียไปตอนอยู่วัดเจาหัวไปด้วยเลย

เมื่อครู่ก่อนที่เยวี่ยชิงหยวนจะไปได้บอกเอาไว้ว่า ให้เขาพักผ่อนก่อน ‘เรื่องนี้มอบให้ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นจะดีกว่า’ แสดงชัดว่าไม่ต้องการให้เขาเข้าร่วมศึกครั้งนี้ เสิ่นชิงชิวกล่าวพึมพำ “เป็นได้ว่าศิษย์พี่เจ้าสำนักจะไม่ให้ข้าออกรบ ตอนหิมะตกครั้งแรก แม่น้ำลั่ว สถานที่กับเวลาที่บอกนี้ เจ้าคอยจับตาเอาไว้ให้ดี”

ลั่วปิงเหอผ่อนแรงที่นวดเอวเขา กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “บางทีข้าก็รู้สึกว่าซือจุนรู้เรื่องราวบางอย่างมากเกินไปหน่อยจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวใจเต้นโครมคราม

ลั่วปิงเหอกล่าวต่อ “อย่างตอนอยู่ในสุสานศักดิสิทธิ์ เห็นๆอยู่ว่าซือจุนไม่เคยเข้ามาในสุสานศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แต่กลับรู้จักแผนผังห้องหับต่างๆรวมถึงปีศาจที่คอยเฝ้ายามอย่างกระจ่างราวกับฝ่ามือตัวเอง ทั้งยังสามารถเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ทำให้ศิษย์ทั้งเลื่อมใสและประหลาดใจนัก”

เสิ่นชิงชิวแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงสบายว่า “เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงรุ่นแล้วรุ่นเล่าสะสมคัมภีร์โบราณไว้มากมาย หาใช่ตัวหนังสือไร้ค่า เขียนไว้ยืดยาวปานนั้น ย่อมต้องมีส่วนที่เอามาใช้ประโยชน์ได้”

ลั่วปิงเหอทำเสียงอ้อ นวดเอวเสร็จแล้วก็เริ่มใช้มือค่อยๆสางผมยาวของเสิ่นชิวชิวที่แผ่กระจายอยู่กลางหลัง “คัมภีร์โบราณเหล่านั้นศิษย์ก็เคยอ่านแล้ว แต่ไม่เห็นได้อะไรมากมายปานนี้เลย ยังห่างชั้นกับซือจุนไกลโขจริงๆด้วย”

…ลืมไปได้ไง ลั่วปิงเหอมันเด็กหัวดีเรียนเก่งผิดมนุษย์มนาด้วยนี่หว่า ตำราเก่าเก็บที่โยนสุมบนชิงจิ้งเฟิง หากเขาบอกว่า ‘เคยอ่าน’ ก็หมายความว่าท่องกลับหน้ากลับหลังจนคล่องแล้วด้วยซ้ำ ย่อมรู้ว่าในนั้นมี ‘ส่วนที่เป็นประโยชน์’ อยู่จริงหรือเปล่า

เด็กคนนี้ไม่ใช่เยวี่ยชิงหยวน หากเขาไม่อยากพูด เยวี่ยชิวหยวนก็จะไม่เซ้าซี้ แต่ลั่วปิงเหอจะต้องซักไซ้ไล่เรียงจนถึงที่สุด ไม่มีทางตบตาได้เลย ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังเค้นสมองว่าจะแถยังไงต่อดี ทันใดนั้นเสียงหนิงอิงอิงก็ดังขึ้นจากนอกเรือนไผ่ “ซือจุน ท่านตื่นแล้วกระมัง อิงอิงเข้าไปได้หรือไม่”

เด็กดี ช่างเป็นศิษย์ที่แสนน่ารักจริงๆ

เสิ่นชิงชิวกดเสียงต่ำ “เจ้าไปก่อน”

มือของลั่วปิงเหอชะงักค้าง “ทำไมข้าต้องเป็นคนไป ไม่ใช่พวกเขาไป”

เสียงหมิงฟานก็ดังขึ้นเช่นกัน เขาแหกปาก “ซือจุน อาจารย์อาหลายท่านล้วนมาถึงแล้ว ท่านสะดวกลุกขึ้นมาไหมขอรับ”

จะมากันทำไมมากมายนี่!

เสิ่นชิงชิวกระโดดลงจากตั่ง ดันตัวลั่วปิงเหอไปที่หน้าต่าง

ลั่วปิงเหอเดินพลางเหลียวหน้ากลับมา “ที่แท้ซือจุนก็ชอบแบบลับๆล่อๆ”

เสิ่นชิงชิวเอาพัดเคาะหน้าผากเขา “ที่ลับๆล่อๆน่ะใครกันแน่ เป็นความผิดของใครกันเล่า”

แล้วทำไมทุกครั้งจะต้องทำเหมือนลอบคบชู้กันด้วยล่ะเนี่ย!

ลั่วปิงเหอกระโดดข้ามหน้าต่างอย่างไร้สุ่มเสียง ยื่นมือกลับเข้ามาจับมือเสิ่นชิงชิวไว้ กล่าวออดอ้อนว่า “ซือจุน รอจนเรื่องราวเหล่านี้สงบแล้ว ท่านจะไปกับข้าหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวลำบากใจที่จะให้คำตอบ ได้แต่กล่าวอย่างสงวนท่าทีว่า “เหวยซือยังเป็นเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงอยู่นะ”

หากลั่วปิงเหออยากเจอเขาแค่ตรงดิ่งมาหาก็ได้แล้ว ทำไมจะต้องให้เขาไปด้วย เขาไม่มีทางยอมเอาตัวเองไปเป็นวัตถุดิบให้เพลง ‘แค้นชุนซาน’ อีกแล้ว

ลั่วปิงเหอถอนใจ “ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้”

เพิ่งจะปิดหน้าต่าง ประตูของเรือนไผ่ก็เปิดออก ฉีชิงชีส่งเสียงมาก่อนตัว เลิกม่านขึ้นเผยให้เห็นดวงหน้างามผุดผาด เบะปากกล่าวว่า “สำออยหนักกว่าเก่าอีก โดนซัดที่วัดเจาหัวไม่กี่ทีถึงกับกระอักเลือดเลยหรือ หลับได้หลับดีตั้งห้าวัน!”

เสิ่นชิงชิวหมุนกายมา กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ศิษย์น้องฉีอย่าว่ากันอย่างนี้ซิ เจ้าก็รู้มาตลอดว่าข้าร่างกายอ่อนแอ”

ฉีชิงชีแค่นเสียง “ข้าก็รู้มาตลอดเหมือนกันว่าเจ้าเป็นคนเรื่องมาก”

ผู้ที่ติดตามอยู่ด้านหลังนางคือหลิ่วหมิงเยียน ซึ่งพอเข้ามาในห้องแล้วก็ยอบกายคารวะ ถัดมาเป็นหลิ่วชิงเกอ โดยมีหมิงฟานกับหนิงอิงอิงปิดท้ายตามอยู่ด้านหลังมู่ชิงฟาง เรือนไผ่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอเข้ามาพร้อมกันทีเดียวหลายๆคนก็แน่นขนัด

เสิ่นชิงชิวแอบปาดเหงื่อ ยังดีที่ให้ลั่วปิงเหอปีนหน้าต่างออกไปก่อน ไม่งั้นซ่อนยังไงก็ซ่อนไม่มิดแน่

มู่ชิงฟางกล่าวยิ้มๆ “ข้าบอกแล้วว่าศิษย์พี่เสิ่นสีหน้าไม่เลว ไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่หลับไปเท่านั้นเอง คราวนี้พวกท่านจะเชื่อข้าได้แล้วหรือยัง”

เสิ่นชิงชิวปากบอกละอาย รีบหาที่นั่งให้เหล่าเจ้ายอดเขา แต่เห็นว่าหลิ่วชิงเกอพอเข้ามาในห้องได้ก็มองสอดส่ายไปทั่วห้องด้วยสายตาคมปลาบ เขาจึงกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว ข้าอยู่นี่”

หลิ่วชิงเกอเก็บสายตากลับคืน หันมาถามเสิ่นชิงชิว “เมื่อครู่นี้ใครเข้ามา”

เสิ่นชิงชิวชี้ไปยังเก้าอี้ที่เชิญให้อีกฝ่ายนั่งอีกครั้งหนึ่ง และตอบว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนักเพิ่งไปเมื่อครู่”

เขาคว้ากาน้ำชาขึ้นมา หมิงฟานรีบเข้ามาช่วย แต่เขายกมือเป็นนัยบอกว่าไม่ต้อง เสิ่นชิงชิวรินน้ำชาแจกจ่ายทุกคนด้วยตัวเอง

ในที่สุดหลิ่วชิงเกอก็ยอมนั่งลง ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ไม่กล่าวอะไรอีก

ฉีชิงชีกล่าวว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนักย่อมต้องมาอยู่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าทำหน้าแบบนั้น ข้ายังนึกว่าที่เจ้าพูดหมายถึงลั่วปิงเหอเสียอีก”

คนพูดไม่รู้สึกอะไร แต่คนฟัง ฟังแล้วกินปูนร้อนท้อง เสิ่นชิงชิวตีหน้ายิ้มจนปวดแก้ม กล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร”

ฉีชิงชีวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง เลิกคิ้วกล่าวว่า “นั่นซิ จะเป็นได้ได้อย่างไร เจ้าเด็กลั่วปิงเหอตอนนี้หากยังกล้ามาที่ชางฉยงซาน คอยดูก็แล้วกันว่าพวกเราจะจัดการกับเขาอย่างไร!”

มู่ชิงฟางที่นั่งสอดมือในแขนเสื้ออยู่ข้างๆพูดว่า “นั่นต้องมีปัญญาโค่นเขาให้ได้ก่อน”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะลั่นอย่างไม่ไว้หน้า

ฉีชิงชีชี้หน้าเขา “หัวเราะรึ เจ้ายังมีหน้ามาหัวเราะ คนที่เป็นตัวปัญหาที่สุดก็คือเจ้านั่นแหละ! เสิ่นชิงชิว ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ดีที่ครั้งนี้เจ้าสำนึกตัวตามศิษย์พี่ศิษย์น้องกลับมา หากไม่พูดไม่จาก็ตามลั่วปิงเหอไปอย่างคราวก่อนละก็ ข้านี่แหละจะเป็นคนแรกที่จัดการเจ้าเพื่อสำนักเอง ดูซิว่าเจ้าจะมีปัญญาก่อเรื่องได้อีกไหม”

ทั้งที่เป็นถ้อยคำที่กล่าวเพราะความเป็นห่วงแท้ๆ แต่กลับพูดเสียโหดขนาดนี้ ขาดก็แต่ยังไม่ได้กระโดดเข้ามาบีบคอเสิ่นชิงชิวเท่านั้น ในห้องที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ที่หัวเราะขบขันชะตากรรมชาวบ้านก็หัวเราะไป ที่จิบชาก็จิบชาไป ที่แทะเม็ดกวยจี๊ก็แทะเม็ดกวยจี๊ไป (ว่าแต่ทำไมหลิ่วหมิงเยียนขนาดแทะเม็ดกวยจี๊ก็ยังไม่เอาผ้าคลุมหน้าลงมาล่ะ)

เสิ่นชิงชิวนับว่ากลัวศิษย์น้องหญิงคนนี้ไปแล้ว จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที “ว่าแต่ที่ศิษย์พี่เจ้าสำนักได้รับบาดเจ็บคราวก่อนหายดีแล้วกระมัง”

มู่ชิงฟางตอบว่า “นับว่าหายดีแล้ว”

แม้เขาใช้คำว่า ‘หายดี’ แต่สีหน้าแสดงอย่างเห็นชัดว่าอยากจะถอนใจ ฉีชิงชีแค่นเสียง “หากมิใช่เพราะศิษย์พี่จะไม่ชักกระบี่ออกจากฝักถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทั้งยังฝืนฝ่าด่านฝึกวิชาออกมาเพราะได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้วละก็ ลั่วปิงเหออย่าได้คิดเด็ดขาดว่าจะเอาชนะเขาได้ หากเจ้ามาช้ากว่านั้นอีกครู่เดียว ไม่แน่ว่าคงได้มีบุญตาเห็นเสวียนซู่ของศิษย์พี่ออกจากฝักเต็มตัวแล้ว”

จะว่าไปเสิ่นชิงชิวก็นึกคันคะเยอในใจอยู่บ้าง ควรรู้ว่าไม่ว่าจะนิยายดั้งเดิมหรือว่าทางนี้ เขาไม่เคยได้รู้เลยว่าตอนเสวียนซู่ออกจากฝักเต็มๆ จะเจิดจ้าอลังการแค่ไหน และไม่รู้ว่าเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันคิดอะไรของมัน ถึงได้หมกเม็ดไม่ยอมเขียนขนาดนี้ หรือจะมาแนวฟ้าร้องใหญ่โตแต่ฝนตกนิดเดียว ขึ้นต้นบรรยายเสียเป็นคุ้งเป็นแคว แต่สุดท้ายก็ ~~~~~~ หลุมครับท่าน!

ไม่บอกไม่กล่าวอะไรเยวี่ยชิงหยวนก็โดนหมื่นศรเสียบทะลุร่างตายเอาดื้อ [โบกมือบ๊ายบาย]

นับจากหนิงอิงอิงเข้ามาในห้องก็ก้มหน้ายืนอยู่ข้างๆมาตลอด เสิ่นชิงชิวเรียกนางเข้ามาถามว่า “เป็นอะไรไป”

หนิงอิงอิงค่อยๆ กระแซะเข้ามา เงยหน้าขึ้น สองดาแดงก่ำเสียจนดูเหมือนกระต่าย งึมงำด้วยเสียงขึ้นจมูกว่า “ซือจุน ท่านกลับมาคราวนี้อย่าไปไหนอีกเลยได้หรือไม่เจ้าคะ”

ร้องไห้อีกละ เสิ่นชิงชิวอึ้ง เขาไม่ใช่คนบ่อน้ำตาตื้น อย่างมากก็เป็นน้ำตาที่ไหลออกมาตามสัญชาตญาณของร่างกาย แต่ทำไมลูกศิษย์แต่ละคนที่เลี้ยงดูมาเอะอะก็น้ำตาร่วงดุจดอกหลีต้องฝนพรำล่ะนี่…

หมิงฟานสะเทือนใจไปกับภาพที่เห็น พลอยเศร้าตามไปด้วย ร้องไห้โฮโดยไม่มีน้ำตา “ซือจุน T_T”

ภาพนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับน้ำตาร่วงดุจดอกหลีต้องฝนพรำเลยสักนิด!

ฉีชิงชีไม่ยอมให้โอกาสที่จะได้สั่งสอนเขาผ่านเลยไป “ดูซิดู! ดูลูกศิษย์ของเจ้าซิ รักสงสารพวกเขาบ้างไหม เจ้าไม่ได้มีลูกศิษย์แค่คนเดียวนะ! รักเอ็นดูแต่เจ้าหมาป่าเนรคุณนั่นคนเดียว แล้วคนอื่นไม่สนหรือไร”

เสิ่นชิงชิวตบหลังหนิงอิงอิง ปลอบประโลมพลางแก้ตัว “ข้ารักเอ็นดูแต่ลูกศิษย์คนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

หลิ่วชิงเกอจิบชาพร่องไปค่อนถ้วย หลุบตากล่าวว่า “กลับมาแล้วก็อยู่ต่อ ไม่ต้องไปไหนแล้ว”

เสิ่นชิงชิวรับคำสั้นๆ ได้ใจความว่า “อือ”

ได้ฟังคำตอบของเขาฉีชิงชีก็พอใจมาก

หลิ่วชิงเกอทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นที่หว่างคิ้วก็ผุดรังสีสังหารขึ้น

ทุกคนในห้องรู้สึกได้ถึงท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปของเขา พร้อมใจกันเอามือแตะด้ามกระบี่โดยไม่ต้องบอก

หลิ่วชิงเกอลุกขึ้นทันที เพียงชั่วอึดใจก็มาถึงตรงหน้าต่าง

เสิ่นชิงชิวหัวใจกระดอนขึ้นไปแขวนอยู่กลางอากาศ

หลิ่วชิงเกอผลักหน้าต่างทั้งสองบานเปิดออกอย่างแรง ข้างนอกนั้นเบื้องบนคือท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์ส่องสว่างและดวงดาวทอแสงอยู่ประปราย เบื้องล่าวคือป่าไผ่แน่นขนัด ปราศจากผู้คน

ลั่วปิงเหอย่อมไม่มีทางยืนซื่อบื้ออยู่กับที่ คงจากไปนานแล้ว บรรยากาศในห้องผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว มู่ชิงฟางถามว่า “ศิษย์พี่หลิ่วท่านมองอะไรหรือ”

ทว่าหลิ่วชิงเกอไม่ได้หันกลับมา หากแต่ยื่นมือออกไป คล้ายกับจะคว้าบางสิ่งบางอย่างที่ตกลงมาจากท้องฟ้า

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ชักมือกลับ หันมากล่าวว่า “หิมะตกแล้ว”

เสิ่นชิงชิวข่มตานอนไม่หลับทั้งคืน พอรุ่งเช้าเมื่อได้ยินเสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้น จึงรุดออกจากเรือนไผ่ไปเดี๋ยวนั้น

เสียงระฆังดังเร่งเร้าขึ้นทุกที ทั้งถี่รัวทั้งเร่งเร้า สะท้อนกลับไปกลับมาไม่หยุด ก้องกระหึ่มทั่งชางฉยงซาน ศิษย์ทุกยอดเขาข้ามสะพานสายรุ้งมารวมตัวกันที่ยอดฉยงติ่งเฟิง ด้านนอกอารามฉยงติ่งเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งอยู่กันเงียบๆ ไม่มีใครส่งเสียงดัง

เสิ่นชิงชิวจัดระเบียบให้คนของชิงจิ้งเฟิงแล้วเดินเข้าไปในอารามกระจกทำจากแก้วผลึกสีขาวสูงกว่าหนึ่งจั้งบานหนึ่งวางอยู่ข้างผนัง ยกเว้นอันติ้งเฟิงที่ส่งศิษย์ซึ่งทำหน้าที่รักษาการดูแลงานแทนเจ้ายอดเขามาเป็นตัวแทนแล้ว เจ้ายอดเขาทุกคนล้วนยืนอยู่หน้ากระจกบานนั้นด้วยท่าทางเคร่งขรึม

ภาพที่กระจกฉายสะท้อนออกมาคือแม่น้ำกว้างใหญ่ไหลเรียบเรื่อยสายหนึ่ง สองฟากฝั่งเป็นเรือกสวนไร่นาและขุนเขาเขียวขจี และยังมีหลังคาบ้านสีขาวเรียงรายติดกันเป็นแถวยาวบ้าง รวมกันเป็นกระจุกหย่อมๆบ้าง อย่างกระจัดกระจาย

เยวี่ยชิงหยวนเอ่ยปาก “แม่น้ำลั่วตอนกลาง บนฟ้า”

ภาพที่เห็นคือยอดเขาดำทะมึนห้อยกลับหัวลงมาจากหมู่เมฆครึ้มหนา ตามเขาแทรกด้วยโพรงถ้ำดูประหลาดล้ำพิสดารชวนให้สะพรึงกลัว แลดูคล้ายหัวกะโหลกมนุษย์สีดำมะเมื่อมเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยที่โพรงเหล่านั้นคือดวงตาที่กำลังมองลงมายังเบื้องล่างอย่างข่มขวัญ

นั่นคือเทือกเขาฝังกระดูกของภพมาร

เยวี่ยชิงหยวนเล่าว่า “ข่าวว่าเริ่มปรากฏตอนเที่ยงคืนที่ผ่านมา เมื่อแรกเห็นเป็นแค่กองเหินระเกะระกะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เห็นชัดว่าเป็นยอดเขาลูกหนึ่ง”

เจ้ายอดเขาคนหนึ่งกล่าวอย่างตื่นตะลึง “ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามหรือ นี่มัน…เร็วเกินไปแล้ว!”

ไม่เลย นี่เป็นความเร็วในการรวมภพระดับปกติธรรมดาเอง เทียนหลางจวินเลือก ‘สถานที่และจังหวะ’ ที่ดีที่สุดในการลงมือตามที่บอกไว้ในนิยายจริงๆด้วย หากไม่ผิดไปจากที่คาด แค่ครึ่งวันทุกแห่งล้วนจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดให้เห็นดังเช่นภาพที่ปรากฏในกระจก ภายในสองวันนี้สองภพจะรวมเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ ก็เหมือนฉีกภาพที่อยู่ของมันดีๆ สองภาพมาแปะเข้าด้วยกันมั่วๆ จนกลายเป็นภาพใหม่ที่ปุๆปะๆและแสยงสายตานั่นแหละ

หลิ่วชิงเกอยืนกอดอก กำเฉิงหลวนอยู่ในมือ กล่าวว่า “ดังนั้นพวกเราต้องเร่งลงมือแล้ว”

เยวี่ยชิงหยวนสั่งการ “เจ้ายอดเขาทุกคนให้นำศิษย์สองในสามของสังกัดตัวเองติดตามไป ภายในครึ่งชั่วยามต้องไปถึงแม่น้ำลั่วตอนกลาง”

ครั้นเจ้าสำนักมีคำสั่งบรรดาเจ้ายอดเขาก็แยกย้ายกันไปทันที ให้ไปถึงภายในครึ่งชั่วยาม เวลาสำหรับเตรียมตัวจึงมีไม่ถึงสิบนาที แน่นอนว่าต้องรีบแล้ว เสิ่นชิงชิวก็เตรียมจะกลับไปจัดทัพศิษย์ด้วยเหมือนกัน แต่เยวี่ยชิงหยวนกลับเรียกเขาไว้เสียก่อน “เจ้ารั้งอยู่ที่นี่”

เสิ่นชิงชิวหันกลับมา “ศิษย์พี่ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ไปไม่ได้”

เยวี่ยชิงหยวนไต่ถาม “ศิษย์น้อง นอกจากหิมะแรก แม่น้ำลั่ว เจ้ายังรู้อะไรอีก”

เสิ่นชิงชิวตอบช้าๆ “จะหยุดยั้งการรวมภรได้ ก่อนอื่นต้องดึงกระบี่ซินหมัวออกมา ตอนนี้มันเสียบอยู่ที่ส่วนกะโหลกของเทือกเขาฝังกระดูก เทียนหลางจวินย่อมต้องอยู่ที่นั่นเพื่อคอยถ่ายทอดพลัง”

ความหมายก็คือ วิธีการแก้ไขมีดังนี้

1 ทำลายกระบี่ซินหมัว

2 กำจัดเทียนหลางจวิน

เยวี่ยชิงหยวนยืนกราน “เจ้าอยู่เฝ้าที่นี่”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น